Monday, February 29, 2016

ฟังเพลงตอนทำงาน แค่เลือกเพลงให้ถูกแนว ไอเดียก็พุ่งกระฉูด !




ฟังเพลงตอนทำงาน ไม่ใช่แค่ช่วยผ่อนคลาย แต่ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้ ถ้าเลือกฟังเพลงให้ถูกแนว

          การฟังเพลงเป็นวิธีการผ่อนคลายที่ดีอย่างหนึ่งซึ่งหลาย ๆ คนเลือกใช้เพื่อลดความเครียดจากการทำงาน แต่มีสิ่งหนึ่งที่หลาย ๆ คนคงยังไม่ทราบนั่นก็คือ นอกจากความผ่อนคลาย การฟังเพลงยังสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้ดีขึ้นได้อย่างน่า อัศจรรย์ โดยการศึกษาล่าสุดจากมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮม ประเทศอังกฤษค้นพบว่า การฟังเพลงส่งผลดีต่อประสิทธิภาพการทำงาน ยิ่งถ้าหากเป็นงานที่ต้องทำซ้ำ ๆ เป็นกิจวัตร อย่างเช่นการเช็กอีเมล การคีย์ข้อมูล การฟังเพลงจะช่วยทำให้เราทำงานเหล่านี้ได้เร็วและถูกต้องมากยิ่งขึ้น

          ไม่เพียงเท่านั้น การแนวของเพลงที่เราเลือกฟังในขณะที่ทำงานก็สามารถช่วยสร้างเสริมพลังสมอง ทำให้การทำงานเป็นไปอย่างราบรื่นขึ้นอีกด้วย แต่จะเป็นเพลงประเภทไหนนั้น ลองไปดูที่เราหยิบมาฝากจากเว็บไซต์ businessinsider.com กันค่ะ

เพลงที่มีเสียงประกอบเป็นเสียงธรรมชาติ ช่วยให้อารมณ์ดีและมีสมาธิ

          การศึกษาล่าสุดของสถาบัน Rensselaer Polytechnic Institute พบว่า การฟังเพลงที่มีเสียงประกอบจากเสียงของธรรมชาติ สามารถช่วยให้ผู้ฟังอารมณ์ดีและมีสมาธิในการทำงานมากขึ้น โดยในการวิจัยนั้นแสดงให้เห็นว่า เสียงธรรมชาติที่อยู่ในเพลงช่วยให้อาสาสมัครมีจิตใจสงบลง มีการเรียนรู้และสมาธิที่ดียิ่งขึ้น ส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพการทำงาน ขณะที่เสียงเหล่านี้ก็ยังเป็นเสียงในแบบที่เรียกว่า White noise ซึ่งจะไม่ไปรบกวนการทำงานของสมองอีกด้วย ทั้งนี้นักวิจัยก็ยังได้แนะนำว่าถ้าอยากให้ได้ผลดีที่สุด ก็ควรฟังเสียงน้ำไหลนะคะ

เพลงบรรเลงดีกว่าเพลงที่มีเนื้อร้อง

          แม้ว่าการฟังเพลงจะทำให้เรามีสมาธิได้มากขึ้นก็จริง แต่การฟังเพลงที่มีเนื้อร้องก็อาจจะทำให้สมองถูกรบกวนได้ โดยการศึกษาจาก Cambridge Sound Management พบว่า เสียงเพลงบรรเลงนั้นจะไม่เข้าไปรบกวนสมอง แต่เพลงที่มีเนื้อร้องจะทำให้ผู้ฟังสามารถไขว้เขว และทำให้ผู้ฟังหันไปสนใจกับเสียงพูดคุยรอบข้างมากกว่างานที่ทำอยู่ตรงหน้า ได้ง่ายกว่าปกติ

เพลงที่ชอบ ช่วยพาสมองโลดแล่น

          การได้ฟังเพลงที่ชอบไม่ได้แค่ช่วยให้เรารู้สึกผ่อนคลายเท่านั้น แต่ยังช่วยให้สมองของเราโลดแล่นได้มากขึ้นเช่นกัน เรื่องนี้ถูกยืนยันโดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ Teresa Lesiuk แห่งมหาวิทยาลัยไมอามี่ ที่ได้เปิดเผยว่า การเลือกฟังเพลงตามความชอบนั้นมีความสำคัญโดยเฉพาะกับคนทำงาน จะช่วยให้งานที่ทำเสร็จไวยิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยสร้างสรรค์ไอเดียใหม่ ๆ ได้อีกด้วย เพราะเมื่อคนเราได้ฟังเพลงที่ชอบแล้วเราก็จะรู้สึกอารมณ์ดีและผ่อนคลายลง จนทำให้สมองทำงานได้อย่างเต็มที่นั่นเอง


          แต่ก็ยังมีผลการวิจัยจากมหาวิทยาลัย Xinzhuang ในไต้หวันซึ่งให้ผลที่แตกต่างกันออกไป โดยพบว่าหากผู้ที่ทำงานได้ฟังเพลงที่ชอบมาก ๆ หรือไม่ชอบมาก ๆ แล้วละก็ อาจทำให้สมาธิของผู้ฟังไขว้เขวได้เช่นเดียวกัน ดังนั้นทางที่ดีก็ฟังเพลงแนวกลาง ๆ ดีกว่าค่ะ

จังหวะของเพลง ก็สำคัญต่อการทำงานของสมอง

          ไม่เพียงแต่เสียงประกอบหรือโน้ตเพลงเท่านั้นที่มีผลต่อการทำงาน แต่จังหวะของเพลงก็มีส่วนสำคัญต่อการทำงานของสมอง โดยการศึกษาจากนักวิจัยชาวแคนาดาพบว่า เพลงที่มีจังหวะที่เร็วและเร้าใจ สามารถช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้นได้

          นอกจากนี้ยังมีการศึกษาจากมหาวิทยาลัยแมรีแลนด์, มหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย และโรงพยาบาลฮาร์เบอร์ในบัลติมอร์ ซึ่งพบว่าเพลงที่เหมาะกับการฟังเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานควรเป็น ดนตรีแบบบาโรก (Baroque music) เพราะจะช่วยให้สมองผ่อนคลายความเครียดได้ดีกว่าเพลงในแนวอื่น ๆ ค่ะ

ระดับความดังของเสียง ส่งผลโดยตรงต่อสมาธิ


          ไม่ใช่แค่เรื่องของแนวเพลงเท่านั้น แต่ระดับความดังของเสียงก็ยังมีส่วนสำคัญในเรื่องของสมาธิอีกด้วย ซึ่งในเรื่องนี้มหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ มหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบีย และมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนียต่างก็พบว่า ระดับเสียงเพลงที่เหมาะสมสามารถช่วยสร้างความคิดสร้างสรรค์ได้ดี ก็คือระดับเสียงปานกลาง เพราะสามารถกระตุ้นให้สมองคิดและประมวลผลได้ดียิ่งขึ้น ดังนั้นหากต้องการให้สมองทำงานได้ดียิ่งขึ้น ในขณะที่ทำงานควรฟังเพลงในระดับความเสียงที่พอเหมาะ ซึ่งสามารถวัดได้ง่าย ๆ โดยเสียงนั้นจะต้องไม่เบาจนได้ยินเสียงพูดคุย แต่ก็ไม่ควรดังไปกว่าเสียงของเครื่องตัดหญ้า หรืออยู่ในช่วงระหว่าง 60-80 เดซิเบลนั่นเอง

          ถึงการฟังเพลงจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเราได้ แต่ตัวเราเองก็จะต้องมีสมาธิจดจ่อกับการทำงานด้วยเช่นกัน ถ้าหากเราไม่สนใจที่จะทำงาน ทว่าเอาแต่คิดเรื่องอื่นอยู่ ต่อให้ฟังเพลงยังไงก็คงไม่ช่วยให้มีสมาธิทำงานอย่างแน่นอน และที่สำคัญคืออย่าเปิดเพลงเสียงดังรบกวนคนอื่น เพราะถึงเพลงจะทำให้เรามีสมาธิแต่ก็อาจจะทำลายสมาธิคนอื่นที่ไม่ต้องการฟัง เพลงได้เช่นกันค่ะ


เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/ariadnecgd/music/

Saturday, February 27, 2016

ส้ม...แสนรัก



          คุณรู้จัก "ส้ม" กันดีแล้วหรือยัง ถ้ายังตามมาเลยค่ะ

          พูดถึง "ส้ม" หลายคนบอกว่า...ฉันรู้จักดี เพราะส้มเป็นผลไม้แสนฮิต มีให้เลือกหลายชนิด ที่สำคัญส้มไม่ได้มีเพียงแค่ความอร่อย ยังมีประโยชน์อื่น ๆ อีกมากมายด้วย

          ส้มเป็นผลไม้ตระกูล Citrus ที่ให้ทั้งรสเปรี้ยวและหวาน จึงอุดมไปด้วยสารอาหารต่าง ๆ มากมาย ที่เด่นที่สุดคือ ให้วิตามินซีสูง นอกจากนี้ ยังมีแคลเซียม วิตามินเอ บี โปแตสเซียม แคลเซียม ใยอาหาร ฟอสฟอรัส เหล็ก ซึ่งส้มแต่ละชนิดจะให้คุณค่าทางสารอาหารไม่ต่างกันมากนัก ส่วนคุณประโยชน์ด้านอื่น ๆ เช่น

           ดื่มเพื่อเพิ่มความสดชื่น กระปรี้กระเปร่า ลดความเครียด ช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ

           เลือดออกตามไรฟัน และมีคุณสมบัติช่วยล้างพิษในร่างกาย

           ในส้มมีสารฟลาโวนอยด์ ช่วยป้องกันการอักเสบ และเลือดจับตัวเป็นก้อน

           มี คอลลาเจน ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย ให้ผิวมีความยืดหยุ่น ไม่แห้งแตก และยังช่วยสมานแผลหลังผ่าตัด แผลไฟไหม้ ให้หายเร็วและแผลเรียบเนียนขึ้น

 
ส้ม...ลักษณะเด่นที่แตกต่าง 

          ส้มในบ้านเรามีหลายชนิด ทั้งส้มให้ความเปรี้ยวและส้มให้ความหวาน แต่ละชนิดก็มีลักษณะเด่นและการนำไปใช้แตกต่างกันไป อาทิเช่น

           ส้มซันคิสต์ มีรสชาติอร่อยเข้มข้น เปลือกมีกลิ่นหอม จึงนิยมนำทั้งน้ำและเปลือกมาทำขนม ไม่ว่าจะเป็นคุกกี้ เค้ก หรือแยม

           ส้มเขียวหวาน มีเนื้อหวานฉ่ำ เหมาะสำหรับกินสดๆ หรือคั้นดื่ม เพราะเปลือกบางทำให้คั้นได้ง่าย

           ส้มจุก มีรสชาติและสีใกล้เคียงกับส้มเช้ง คือ หวานอ่อน ๆ จึงเหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน หรือคนที่ต้องการลดน้ำหนักค่ะ

           ส้มโอ เป็นส้มที่สามารถนำมาทำอาหารได้ทั้งคาว เช่น ยำส้มโอ ใส่ในข้าวยำน้ำบูดู ใส่ในสลัด หรือทำอาหารหวาน เช่น ส้มโอลอยแก้ว ส่วนเปลือกของส้มโอที่มีสีขาวนุ่ม รสชาติขม ๆ อยู่ติดกับเปลือก ยังสามารถนำมาเชื่อมได้อีกค่ะ

           ส้มจี๊ด คนไทยส่วนใหญ่ไม่นิยมกินเพราะเปรี้ยวมาก แต่คนจีนนิยมกินโดยเฉพาะนำมาคั้นทำน้ำส้ม หรือนำมาอบแห้งค่ะ

           ส้มจีน เป็นส้มที่กินสด หรือนิยมนำมาไหว้เจ้าหรือไหว้บรรพบุรุษ เพราะคำว่าส้มในภาษาจีนจะฟังเหมือนคำว่าทอง และสีก็เหมือนทองด้วย จึงถือเป็นผลไม้มงคลสำหรับชาวจีนค่ะ

           เลมอน เป็นส้มที่มีรสชาติคล้ายมะนาว แต่จะมีรสหวานนิดๆ ส่วนใหญ่เป็นส้มที่ชาวต่างชาตินิยมนำมาทำอาหารแทนมะนาว เพราะไม่มีมะนาว หรือนำมาทำเป็นเครื่องดื่มในฤดูร้อน เพราะต่างประเทศไม่มีมะนาวนั่นเองค่ะ

           มะนาว เป็นหนึ่งในตระกูลส้มที่ให้ความเปรี้ยวมากที่สุด จึงนำมาปรุงอาหารได้สารพัด เช่น ต้มยำ ยำต่างๆ น้ำพริก รวมทั้งเป็นส่วนผสมในน้ำสลัด ฯลฯ

           มะกรูด เป็นหนึ่งในตระกูลส้มชนิดเดียวที่ไม่ได้นำน้ำหรือความเปรี้ยวมาปรุงอาหาร เพราะคนส่วนใหญ่จะนำกลิ่นหอมจากเปลือกมะกรูดมาใช้มากกว่า เช่น ใส่ในแกงมัสมั่น แกงเทโพ หรือทำหน้าหมี่กรอบ ส่วนน้ำมะกรูดนำมาทำเป็นยาสระผมค่ะ


 ส้ม...กินอย่างไรให้เหมาะ

          ส้มไม่ได้มีประโยชน์สำหรับผู้ใหญ่เพียงอย่างเดียวนะคะ เพราะส้มยังมีประโยชน์กับเจ้าตัวเล็กของคุณอีกด้วย

          สำหรับ พ่อแม่ที่อยากให้เจ้าตัวเล็กดื่มน้ำส้มคั้น ขอบอกไว้ก่อนนะคะว่าต้องให้หลัง 6 เดือน เพราะเป็นช่วงที่สามารถให้อาหารเสริมกับเจ้าตัวเล็กได้แล้ว ที่สำคัญการให้น้ำส้มกับเด็ก ไม่ว่าจะเป็นวัยใดก็ตามควรผสมน้ำในปริมาณครึ่งต่อครึ่ง เนื่องจากส้มจะมีรสชาติเข้มข้นการให้น้ำส้มลูกโดยไม่ผสมอะไรเลย อาจทำให้เกิดการระคายเคืองในระบบดูดซึมของลูกได้ค่ะ

          พอลูกโตขึ้นจึงค่อยๆ ลดปริมาณน้ำลง จนถึงอายุ 5 ขวบ แล้วค่อยให้น้ำส้มอย่างเดียว เนื่องจากน้ำส้มมีรสหวานมาก การผสมน้ำจึงเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้เจ้าตัวเล็กไม่ติดหวานตั้งแต่ตัว น้อยๆ ค่ะ

          สำหรับผู้ที่เป็นโรคไตและเบาหวาน ถ้าคิดจะกินส้ม ขอบอกไว้ก่อนนะคะ ว่าควรกินด้วยความระมัดระวัง เพราะส้มเป็นผลไม้ที่ให้โปแตสเซียมและน้ำตาลสูง จึงควรกินเป็นผลเพราะจะมีกากใยดีกว่าเป็นน้ำส้มคั้น เพราะน้ำส้มคั้น 1 แก้วต้องใช้ส้มหลายผล

 ส้ม...การเลือกซื้อ

          การเลือกซื้อส้มที่มีรสหวาน รสชาติอร่อยนั้น ควรเลือกที่มีผิวเรียบเนียน เปลือกบาง เช่นเดียวกับมะนาวที่ผิวเรียบเนียน เปลือกบางก็จะให้น้ำเยอะ ถ้าเป็นส้มเขียวหวานก็จะหวานมาก ยกเว้นมะกรูดค่ะ เพราะธรรมชาติของมะกรูดผิวจะขรุขระไม่เสมอกันอยู่แล้ว

          ทราบคุณประโยชน์ที่แตกต่างของส้มแต่ละชนิด รวมทั้งการเลือกซื้อเพื่อให้ได้ส้มที่คุณภาพดีกันแล้ว ผลไม้ตั้งโต๊ะของครอบครัวมื้อต่อไปต้องไม่พลาดส้มแน่นอนใช่มั้ยคะ


ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก
MOMYPEDIA
โดย รักษิตา
http://health.kapook.com/view1080.html

Friday, February 26, 2016

12 กิจกรรมทำตามนาฬิกาชีวิต เพื่อสุขภาพฟิตเต็มร้อย




         ในร่างกายของเรามีนาฬิกาชีวิต ที่คอยบอกช่วงเวลาที่เหมาะสมในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ตั้งแต่ตื่นนอน แปรงฟัน อาบน้ำ และรับประทานอาหารเช้า ไปจนกระทั่งเอนกายลงนอนพักผ่อนบนเตียงอีกครั้ง ซึ่งเหตุผลที่ร่างกายต้องแบ่งจังหวะเวลาอย่างนั้น ก็เพื่อให้เราได้รับประโยชน์จากสิ่งที่กำลังทำ ณ ขณะนั้นอย่างเต็มที่

          และใครที่เคยได้ยินเรื่องนาฬิกาชีวิตมาบ้าง แต่ยังไม่เคยรู้ชัด ๆ ว่าช่วงเวลาไหน ควรให้ร่างกายได้ทำกิจกรรมอะไร วันนี้เราก็อาสานำข้อมูลดี ๆ จาก เว็บไซต์พรีเวนชั่น มาฝากค่ะ แต่ละช่วงของวันเราควรให้ร่างกายได้ทำอะไรบ้าง มาดูกันเลย


1. 10.00-11.00 น. ทำกิจกรรมเกี่ยวกับกระบวนการคิด
           
          ช่วงเวลา 10.00-11.00 น. และ 20.00-21.00 น. เป็นช่วงเวลาที่สมองจะตื่นตัวอย่างเต็มประสิทธิภาพมากที่สุด ช่วงเวลานี้จึงควรทำกิจกรรมที่เกี่ยวกับกระบวนการคิดทุกชนิด หรือกิจกรรมที่ต้องใช้สมองเยอะ ๆ และอย่ามัวรีรอนะคะ เพราะสมองเราตื่นตัวแค่เพียง 1 ชั่วโมงต่อครั้งเท่านั้นเอง


2. บ่าย 2 แอบงีบสั้น ๆ 
           
          ช่วงเวลาของการง่วงนอนแบบสุดขีดที่มักจะเกิดในช่วงเช้ามืดของเรา มีสิทธิ์เกิดในตอนบ่าย ๆ หลังมื้อกลางวันได้เหมือนกัน ดังนั้นหากคุณได้งีบหลับสักระยะ ตั้งแต่ช่วง 13.00–15.00 น. ร่างกายจะรู้สึกสดชื่นตื่นตัวไปได้อีก 2-3 ชั่วโมงเป็นอย่างต่ำ หรือถ้าไม่มีเวลานานขนาดนั้น จะงีบหลับสั้น ๆ สัก 10 นาทีก็ได้เช่นกัน แต่ถ้าไม่สามารถหาเวลางีบได้จริง ๆ ในมื้อกลางวัน ควรรับประทานอาหารประเภทโปรตีนเยอะ ๆ เพื่อให้โปรตีนเข้าไปกระตุ้นความตื่นตัวของสมอง เราจะได้ไม่ง่วงนอนในช่วงบ่าย
           
          นอกจากนี้ในช่วงเวลาหลังมื้ออาหารกลางวัน ยังเหมาะจะดื่มกาแฟ และรับคาเฟอีนเข้าร่างกายอีกด้วย แต่ระวังอย่าดื่มกาแฟในช่วงบ่ายเกิน 2 แก้วนะจ๊ะ เนื่องจากปริมาณคาเฟอีนในกาแฟแก้วเดียว ก็ทำให้เราสดชื่นได้นานถึง 7 ชั่วโมงเลยทีเดียว

3. เข้านอนในเวลาเดิมเป็นประจำ
           
          การนอนหลับไม่มีกฎเกณฑ์อะไรมาก แค่นอนหลังจากรับประทานอาหารเย็นไปแล้วประมาณ 3 ชั่วโมง และพยายามนอนให้ได้ 7 ชั่วโมงต่อวัน รวมทั้งถ้าเป็นไปได้ ควรฝึกให้ร่างกายเข้านอนในเวลาเดิมเป็นประจำทุกคืน และตื่นในเวลาเดิมทุกวัน เพื่อส่งเสริมให้นาฬิกาชีวิต ซึ่งควบคุมเซลล์ประสาทถึง 20,000 เซลล์ทำงานอย่างเป็นระบบ

          เพราะเมื่อนาฬิกาชีวิตไม่ปรวนแปร ปัญหาสุขภาพต่าง ๆ ก็มีโอกาสเกิดกับร่างกายเราน้อยมาก หนำซ้ำคนที่นอนหลับอย่างเพียงพออยู่เสมอ ยังลดความเสี่ยงเป็นโรคอ้วน โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิต และลดอารมณ์ปรวนแปรได้ด้วย แต่ถ้านอนไม่พอบ่อย ๆ ร่างกายจะเกิดภาวะย่อยอาหารยาก เสี่ยงน้ำหนักเกิน โรคมะเร็ง สภาวะจิตใจไม่เต็มร้อย และปัญหาสุขภาพอื่น ๆ อีกเพียบเลยล่ะ


4. ถ้าจะดื่มแอลกอฮอล์ ต้องดื่มก่อนเข้านอน
           
          สำหรับนักปาร์ตี้ทั้งหลายที่รู้สึกว่าร่างกายต้องการแอลกอฮอล์ ควรจะดื่มแอลกอฮอล์พร้อมมื้อเย็น ซึ่งต้องกินก่อนเข้านอนอย่างน้อย 3 ชั่วโมง เพื่อให้เวลาร่างกายได้ย่อยทั้งอาหาร และแอลกอฮอล์ให้ได้มากที่สุด ลดความเสี่ยงเป็นโรคกรดไหลย้อน และอาการนอนหลับ ๆ ตื่น ๆ ตลอดทั้งคืน

          นอกจากนี้ก็ไม่ควรกินอาหารเย็นมากเกินไปด้วย เพราะการรับประทานอาหารอิ่มจัด จะทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ลำบาก ส่งผลให้คุณนอนหลับไม่สบาย และมีโอกาสฝันร้ายสูงด้วยค่ะ


5. กินวิตามินเสริมร่วมกับมื้ออาหาร
           
          ใครที่มีวิตามินเสริมสำหรับบำรุงร่างกายสารพัดชนิด ควรจะรับประทานวิตามิน และอาหารเสริมเหล่านี้ร่วมกับมื้ออาหาร จะแบ่งกินกับมื้ออาหารไหนก็ได้ เพราะในขณะที่ร่างกายต้องทำการย่อยอาหาร ก็จะสามารถย่อยวิตามิน และอาหารเสริมทุกชนิดในเวลาเดียวกัน หรือเรียกง่าย ๆ ว่าร่างกายจะเปิดรับการดูดซึมทั้งสารอาหาร และวิตามินได้ในเวลานี้นั่นเอง


6. ยาคุมกำเนิด ควรกินก่อนนอน
           
          คนที่กำลังคุมกำเนิดอยู่ด้วยวิธีการกินยา แนะนำว่าให้กินยาคุมกำเนิดตอนก่อนนอน เพื่อเลี่ยงผลข้างเคียงจากยา เช่น อาการเวียนหัว หรืออาเจียน ที่จะตามมา


7. ช่วงเช้า ๆ ทำคาร์ดิโอ
           
          ช่วงเช้าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะกับการออกกำลังกายประเภทคาร์ดิโอที่สุด เนื่องจากการออกกำลังกายแบบนี้ จะกระตุ้นให้ร่างกายเกิดความตื่นตัว และทำให้รู้สึกสดชื่นขึ้นได้ง่าย ๆ นอกจากนี้การออกกำลังกายในช่วงเช้า ยังช่วยให้คุณลดน้ำหนักได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย เพราะร่างกายจะดึงเอาพลังงานที่ตกค้างมาเบิร์น

          แต่ทั้งนี้ก็อย่าออกกำลังกายทั้ง ๆ ที่ท้องว่างนะคะ ไม่อย่างนั้นอาจจะวูบได้ อย่างน้อยรับประทานอาหารเบา ๆ ก่อนออกกำลังกายสัก 30 นาทีก็ยังดีค่ะ
 
8. ช่วงเย็น ๆ ลองกิจกรรมใหม่ ๆ หรือฝึกหัดกีฬาชนิดใหม่
           
          ตั้งแต่ 16.00–18.00 น. เป็นช่วงเวลาที่ประสาทสัมผัสทางสายตา และมือของเราจะทำงานได้ดีที่สุด ช่วงเวลานี้จึงเหมาะที่จะลองทำกิจกรรมใหม่ ๆ เช่น ลองฝึกเล่นกีฬาชนิดใหม่ ฝึกท่าโยคะที่ไม่เคยทำ หรือเข้าคอร์สเต้นออกกำลังกาย ซึ่งหากคุณได้ออกกำลังกายเบา ๆ พอให้หัวใจได้เต้นแรงสักนิด คุณจะนอนหลับได้อย่างสนิทขึ้นด้วย


9. ขัดฟันก่อนนอน
           
          นอกจากจะต้องแปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้งแล้ว เพื่อสุขภาพปากและฟันที่ดี เราก็ควรใช้ไหมขัดฟันด้วย และช่วงเวลาที่เหมาะสมกับการทำความสะอาดช่องอย่างล้ำลึกก็คือ ช่วงก่อนนอน เนื่องจากหลังอาหารมื้อเย็นเป็นต้นไป ร่างกายจะหลั่งน้ำลายออกมาน้อยลง ทำให้เราสามารถทำความสะอาดช่องปากได้อย่างสะดวกมากขึ้น


10. แปรงฟันหลังดื่มน้ำอัดลมและโซดาอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง
           
          เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของโซดา โดยเฉพาะเครื่องดื่มประเภทน้ำอัดลม ที่มีน้ำตาลผสมอยู่ด้วย จะเข้าไปกร่อนทำลายสารเคลือบฟันของเราให้เสียหายได้ ดังนั้นหลังจากดื่มเครื่องดื่มเหล่านี้ไปแล้ว 30 นาที ควรจะแปรงฟันทุกครั้ง และเหตุผลที่ต้องปล่อยทิ้งไว้ 30 นาทีก่อนจะทำความสะอาดช่องปาก ก็เพื่อให้สารในน้ำลายเข้าไปรักษาเคลือบฟัน และรากฟันก่อนนั่นเองค่ะ
 
 
11. รักษารากฟันหลังบ่าย 2
           
          ปกติแล้วยาชาที่ทันตแพทย์ใช้ก่อนทำการรักษาช่องปากให้เรา จะมีฤทธิ์ระงับอาการเจ็บปวดได้นาน 8-10 ชั่วโมง ฉะนั้นหากคุณต้องเข้ารับการรักษาช่องปาก โดยเฉพาะกับเคสที่ต้องรักษารากฟัน หรือทำอะไรที่มีความเจ็บปวดหนัก ๆ ควรจะเข้ารับการรักษาหลัง 14.00 น. เพื่อปัดช่วงเวลาที่ยาหมดฤทธิ์ ให้ไปออกอาการเจ็บปวดตอนที่เราตกอยู่ในภวังค์ของการหลับลึกแทน


12. ตรวจมะเร็งเต้านมหลังหมดประจำเดือน 1 สัปดาห์
           
          สำหรับผู้หญิงที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป (ในกรณีที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคมะเร็ง ควรได้รับการตรวจหาเซลล์มะเร็งตั้งแต่อายุ 30 ปีขึ้นไป) ควรเข้ารับการตรวจหาเซลล์มะเร็งเป็นประจำทุกปี และช่วงเวลาที่เหมาะสมกับการรับการตรวจ ก็คือ 1 สัปดาห์หลังจากหมดประจำเดือน เพราะในช่วงนี้เต้านม และฮอร์โมนต่าง ๆ จะกลับคืนสู่สภาพปกติ เอื้อให้ตรวจหาเซลล์มะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

           
          ทั้งหมดนี้ก็เป็นช่วงเวลาแต่ละช่วง ที่เปิดโอกาสให้เราได้ทำกิจกรรมที่เหมาะสมกับความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ในร่างกาย เอื้ออำนวยให้ร่างกายได้รับประโยชน์จากปัจจัยภายนอกอย่างเต็มที่ที่สุด ฉะนั้นเพื่อสุขภาพที่แข็งแรง และเพื่อลดความเสี่ยงอันตรายอื่น ๆ เราก็ควรดำเนินชีวิตตามเข็มนาฬิกาของร่างกายด้วยนะคะ


เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/187532771957939150/

Tuesday, February 23, 2016

10 อันดับ สัตว์โชคร้ายที่ถูกฆ่าตายทุกวัน!!





แน่นอนว่ามีเกิดก็ต้องมีตาย โดยเฉพาะกับสัตว์ที่บางตัวก็ไม่ได้มีอายุขัยอันยาวนานแบบคน แต่วันๆนึงกลับถูกฆ่าตายหลายพันตัว วันนี้ทางทีมงาน Toptenthailand จึงได้นำ 10 อันดับสัตว์ที่คนฆ่าเยอะที่สุด ซึ่งบางตัวก็ฆ่าเพราะความไม่ตั้งใจ จะมีอะไรกันบ้างไปดูกันเถอะ!!

อันดับ 10  กบ
อีกหนึ่งอาหารสุดโปรดของคนไทยหลายๆ คน อย่างกบ ถ้าไม่เชื่อก็ลองไปเดินดูที่ตลาดซิคะ ว่ามีกบกี่ตัวที่รอให้คุณเชือดอยู่ และแน่นอนว่าบางทียังไม่ทันได้เป็นกบก็หลายไปเป็นอาหารปลาไปซะแล้ว ช่างน่าสงสารจริงๆนะคะ นี่เรายังไม่นับกบที่โดนรถทับ โดนคนเหยียบอย่างไม่รู้ตัว

อันดับ กิ้งกือ
สัตว์เลื้อยคลานพันขาของเรานั่นเอง ที่หลายคนคงกำลังสงสัยว่าคนดูไม่น่าใจร้ายเกินกว่าจะฆ่ามันได้ แต่การฆ่าครั้งนี้อาจจะไม่ใช่การตั้งใจก็ได้ค่ะ เพราะใครจะไปรู้ว่าวันๆ นึงเราขับรถเราเหยียบมันตายไปกี่ตัว!! ไม่เชื่อก็ลองไปดูตามซอยบ้าน ตามท้องถนนดูสิคะ มีศพแห้งๆ ของเจ้าร้อยขานี่ตรึม

อันดับ ปลา
แน่นอนว่าปลาที่สละชีวิตให้เราทั้งหลายนี้ก็เพื่อมาเป็นอาหารให้เรานั่นเอง และแน่นอนว่ามันเท่าไหร่ก็ไม่พอ เพราะการจับปลาขึ้นมาแต่ละครั้งก็ไม่ใช่น้อย เรียกได้ว่าแทบจะเป็นการฆ่าล้างเผาพันธุ์เลยก็ว่าได้ แต่จะให้ทำยังไงได้ล่ะเนอะก็ปลามันอร่อยขนาดนี้ ถ้าจะให้เลิกกินก็คงไม่ได้

อันดับ หนอน
ตามกันมาติดๆ สำหรับหนอน คงไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมคนถึงฆ่าหนอน แหมก็ตัวมันทั้งเล็ก อีกทั้งยังอยู่ใต้ดินอีก บางทีคนก็อาจจะไม่ได้จงใจฆ่ามันแต่เผลอไปเหยียบแบบไม่รู้ตัว หรือบางทีก็เป็นการจับหนอนมาเพื่อให้เป็นอาหารของสัตว์อื่นอย่าง ปลา และนก จึงไม่แปลกว่าทำไมวันๆ หนอนถึงตายเยอะจัง

อันดับ แมลงวัน
ศัตรูตัวฉกาจของร้านอาหารทั้งหลาย เพราะมันเป็นตัวนำเชื้อโรคชั้นดี ที่ใครเห็นก็จะต้องอยากปัดออก อยากฆ่าทิ้ง จึงไม่แปลกที่แมลงจะมาติด 1 ใน 10 ของเราในวันนี้ เชื่อเถอะค่ะว่าไม่มีใครอยากให้มีแมลงวันอยู่ในบ้าน หรืออยู่ตามร้านอาหารที่คุณไปกิน ดังนั้นเค้าก็เลยฆ่าทิ้งมันซะเลย

อันดับ ไก่
มาถึงอันดับ 5 กันแล้วนะคะ ซึ่งก็คือ ไก่นั่นเอง ด้วยความที่คนไทยเนี่ยเลี้ยงไก่กันก็เยอะ แต่ไม่ได้เลี้ยงไว้เพื่อดูเท่าไหร่หรอกค่ะ ส่วนมากก็เลี้ยงไว้เพื่อขาย เพื่อนำไปทำเป็นอาหารให้เรากินกันนี่แหละ ซึ่งวันๆ นึงก็ไม่ใช่น้อยๆ ไม่เชื่อก็ลองคิดดูสิคะว่าร้านอาหารแต่ละร้านเสิร์ฟกะเพราไก่วันละกี่จาน?

อันดับ หมู
อันดับ 4 ของเราในวันนี้คงเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจาก หมูสัตว์ที่ไม่ว่าจะเอาไปทำอาหารอะไรก็อร่อย จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมคนถึงฆ่ามันเยอะเชียว นั่นก็เพราะคนกินเยอะ กินได้ทุกวันอย่างไม่เบื่อ ทำให้ชีวิตของหมูพวกนี้มาจบบนกระทะหมูย่างของเรานั่นเอง..แต่จะให้ทำยังไงก็ มันเป็นอาหารที่อร่อยสุดๆไปเลยนี่หน่า

อันดับ 3 แมลงสาบ
เป็นสัตว์ที่หลายๆ คนคงภาวนาให้มันสูญพันธุ์ไปได้ซะที!! เพราะมันน่าเกลียด น่ากลัวแถมยังสกปรกอีกต่างหาก ดังนั้นจึงไม่แปลกที่คนจะพยายามฆ่ามันด้วยทุกวิถีทางทั้งฉีดยา ทั้งเหยียบย้ำ บี้แล้วบี้อีกเพราะกลัวมันไม่ตายจริงๆ โดยเฉพาะถ้าเป็นร้านอาหารเนี่ยต้องล้างบางเจ้าพวกนี้ให้หมด ไม่งั้นเจ๊งชัวร์ๆ

อันดับ มด
คงไม่ต้องพูดอะไรมากกับ จ้าสัตว์สายพันธุ์นี้ เพราะมีเยอะเหลือเกิน แถมยังมีให้เห็นอยู่ทุกที่ ถ้าไม่ฆ่าบางทีก็จะมากัด มาเข้าหู รบกวนให้เกิดความรำคาญ แถมบางทีก็เหยียบๆไปโดยไม่รู้ตัวอีกด้วย แต่ไม่ว่าจะฆ่าไปเยอะเท่าไหร่ก็ดูไม่มีท่าทีว่ามดจะหมดโลกไปได้ง่ายๆ

อันดับ ยุง
อันดับหนึ่งในหัวข้อนี้คงไม่ต้องเดากันเสียเวลาใช่มั้ยคะ เพราะเป็นสัตว์(ร้าย) ที่หลายๆ คนเองก็ต้องไม่ชอบ เห็นที่ไหนก็ต้องอยากฆ่ามันได้ทุกที่ เพราะพอมันกัดทีก็คัน ยิ่งเกาก็ยิ่งมันส์ ยิ่งมันส์ก็จะกลายเป็นแผลเป็น จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่ใครๆ ก็อยากจะตบยุงให้ตายสิ้นซาก บางคนตบไม่ทันใจก็ใช้ไม้ช็อตดีไม่ดีก็ฉีดยากันยุงโล้ด


http://board.postjung.com/832952.html