Saturday, January 31, 2015

15 วิธีทำความสะอาดแบบผิด ๆ ที่เราหลงทำมาตลอด !



          วิธีทำความสะอาดแบบที่ทำตาม ๆ กันมา บอกเลยว่าหลายอันนั้นผิด ถ้าอยากรู้ว่าทำความสะอาดอย่างถูกต้องเป็นอย่างไร ก็ต้องมาดูวิธีทำความสะอาดดังต่อไปนี้เลย

             ยังทำความสะอาดของใช้ในบ้านด้วยวิธีเดิม ๆ อยู่หรือเปล่า ถ้าใช่บอกเลยว่าหลายวิธีนั้นคุณทำผิดมาตลอด ที่นอกจากจะเปลืองแรงแล้วยังไม่สะอาดทั่วถึงอีก วันนี้กระปุกดอทคอมเลยมี 15 วิธีผิด ๆ ของการทำความสะอาดพร้อมเทคนิคที่ถูกต้อง จาก distractify มาฝาก รับรองว่าประหยัดเวลาและได้ผลดีสุด ๆ แล้วทุกคนจะรักงานทำความสะอาดขึ้นแน่นอน
 
1. กำจัดคราบบนเขียงด้วยน้ำยาล้างจาน

             ถ้ามัวแต่ใช้น้ำยาล้างจานทำความสะอาดเขียง บอกได้เลยว่ากำจัดคราบตามร่องไม่เกลี้ยงเกลาแน่นอน ที่ถูกต้องคือโรยเกลือลงไป แล้วเอามะนาวหั่นซีกถูตาม รับรองว่าสะอาดปราศจากกลิ่นทันที

  
2. ออกแรงขัดฝักบัวอาบน้ำ

             การล้างฝักบัวด้วยการเช็ด ๆ ถู ๆ ด้วยน้ำสบู่เท่านั้น บอกเลยว่าเปลืองแรงแถมยังไม่สะอาดหมดจด เคล็ดลับง่าย ๆ แค่นำน้ำส้มสายชูมาเทใส่ในถุงพลาสติก แล้วนำไปรัดไว้กับหัวฝักบัว จากนั้นก็นับถอยหลังรอเวลาสัก 1 ชั่วโมง ก็แกะถุงออกแล้วทำความสะอาดตามปกติ แค่นี้ฝักบัวก็ใสปิ๊งแบบไม่ต้องออกแรงสักนิดแล้ว

 
3. ฟูกนอนชิ้นใหญ่เกินไป เลยไม่ทำความสะอาด

             ฟูกนอนชิ้นใหญ่จะยกไปซักก็ไม่ใช่เรื่อง แค่ลองใช้เทคนิคง่าย ๆ นี้ ด้วยการดูดฝุ่นก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นโรยเบกกิ้งโซดาให้ทั่วด้านบนของฟูก แล้วทิ้งไว้ 2-3 ชั่วโมงก่อนดูดออก ฟูกก็จะสะอาดปราศจากกลิ่นชวนหลับฝันดีแล้วล่ะ
  
4. ของเล่นเด็กชิ้นเล็กเกินไป เลยไม่ทำความสะอาดเช่นกัน

             ของเล่นเด็กจำนวนมหาศาลในบ้าน จะมานั่งขัดล้างทีละชิ้นก็ไม่ไหว ถ้าอย่างนั้นให้เอาไปล้างในเครื่องล้างจานเลย เพียงแต่อย่าลืมเช็คว่าของชิ้นไหนที่ละลายจากความร้อนได้

 
5. ล้างเครื่องชงกาแฟด้วยวิธีล้างจานปกติ

             หากกาแฟที่บ้านรสชาติเริ่มแปร่ง ๆ ก็ถึงเวลาต้องทำความสะอาดเครื่องชงกาแฟ  ด้วยการเติมน้ำเปล่าและน้ำส้มสายชูอย่างละครึ่งลงไป จากนั้นตั้งโปรแกรมชงกาแฟตามปกติ แล้วล้างออกจนไม่มีกลิ่นน้ำส้มสายชูเหลือ


6. หัวเสียกับการกำจัดฝุ่นมู่ลี่

             ไม่ต้องหัวเสียหาวิธีกำจัดฝุ่นมู่ลี่ปรับแสงที่บ้าน แค่สวมมือลงในถุงเท้าแล้วจุ่มลงในน้ำผสมน้ำส้มสายชู แล้วสอดมือไปเช็ดทุกเกล็ดให้ทั่ว รับรองว่าสะดวกและกำจัดฝุ่นแบบไม่เหลือซาก

 
7. ขัดกระทะด้วยสก็อตไบร์ท

             อย่าเสียเวลาทำความสะอาดกระทะด้วยสก็อตไบร์ท แค่โรยเกลือหยาบ ๆ ลงบนกระทะที่ชื้น แล้วขัดเบา ๆ แล้วทั้งคราบและกลิ่นหายไปอย่างน่าอัศจรรย์เลย


8. ทิ้งภาพวาดชิ้นโปรดให้ฝุ่นจับ เพราะกลัวเสียหาย

             อย่าปล่อยให้ภาพวาดชิ้นโปรดฝุ่นจับ ด้วยการถูขนมปังเบเกิ้ลหั่นครึ่งลงบนภาพ เจ้าเบเกิลก็จะจับเอาฝุ่นและความสกปรกออก แบบไม่ทำให้ภาพวาดเสียหายเลยล่ะ
  
9. เช็ดเครื่องปั่นอาหารด้วยฟองน้ำล้างจาน

             ลำพังแค่ฟองน้ำไม่สามารถขัดโถปั่นอาหารได้ทั่วทุกซอกมุม ลองวิธีที่ง่ายกว่าด้วยการเติมน้ำร้อนและบีบน้ำยาล้างจานลงไปเล็กน้อย จากนั้นกดปั่นตามปกติ จะช่วยทำความสะอาดและฆ่าเชื้อแบบสะดวกสุด ๆ


10. ชาตินึงเปลี่ยนแปรงสีฟันที

             อย่าคิดว่าแค่เปลี่ยนแปรงสีฟันทุก 3 เดือนจะเพียงพอ เพราะเชื้อโรคเพิ่มจำนวนบนแปรงสีฟันทุกครั้งที่ใช้ ดังนั้นให้แช่แปรงสีฟันในน้ำส้มสายชูนาน2-3 ชั่วโมงเป็นประจำ จะช่วยฆ่าเชื้อก่อนถึงเวลาเปลี่ยนแปรงรอบถัดไปได้ 


11. ขัดถูไมโครเวฟเท่าไรก็ไม่ออก

             หยุดสิ้นเปลืองพลังงานไปกับการขัดเตาไมโครเวฟ แค่นำชามที่ผสมน้ำและน้ำส้มสายชูเข้าไปต้ม 2-3 นาที คราบสกปรกก็จะอ่อนนุ่ม เช็ดออกได้ง่าย ๆ เลยล่ะ

  
12. ดึงเส้นผมออกจากแปรงทีละเส้น

             กำจัดเส้นผมออกจากแปรงด้วยการดึงทีละเส้นสองเส้นเป็นวิธีที่เสียเวลา ลองเอากรรไกรมาตัดเส้นผมตามร่องแปรงทุกร่องให้ขาด จากนั้นสะกิดออกเบา ๆ ด้วยปลายกรรไกร เส้นผมก็จะหลุดออกอย่างง่ายดายแล้ว

13. เสียเงินซื้อลูกกลิ้งเก็บขนสัตว์

             ไม่ต้องซื้อลูกกลิ้งเก็บขนให้เปลืองเงินอีกต่อไป แค่ใช้ถุงมือยางลูบไปตามเฟอร์นิเจอร์ต่าง ๆ เช่น โซฟา ขนของสัตว์เลี้ยงก็จะติดออกมาเป็นก้อน นำไปทิ้งได้ง่าย ๆ เลยล่ะ

14. ปล่อยรอยเปื้อนบนพรมทิ้งไว้

             อย่าเพิ่งขวัญเสียกับคราบเปื้อนบนพรม แค่หยดน้ำส้มสายชูลงบนรอย แล้วโรยเบกกิ้งโซดาตามลงไป ปฏิกิริยาแบบฟองฟู่จะดึงคราบเปื้อนให้ขึ้นมา แค่เอาผ้าสะอาดซับออกก็เรียบร้อย

15. ปล่อยให้ยางขอบรองเท้าผ้าใบสกปรกตั้งนาน

             อย่าปล่อยให้รองเท้าขาวแต่ขอบยางดำเพราะขัดไม่ออก แค่ป้ายยาสีฟันลงแล้วใช้แปรงขัด จะเรียกคืนความขาวสะอาดเหมือนใหม่ให้ขอบยางได้แล้ว

  
             เชื่อว่าหลาย ๆ ข้อหรืออาจจะทั้งหมด หลายคนต้องไม่เคยรู้มาก่อนแน่นอน ก็ในเมื่อมีวิธีที่สะดวกกว่าแล้วเราจะเปลืองแรงกันทำไม ลองนำไอเดียไปใช้กันดูนะคะ แล้วงานทำความสะอาดจะเป็นเรื่องง่ายสำหรับทุกคนแน่นอน
 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก distractify
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/philip0055/storage-ideas/

Thursday, January 29, 2015

7 ตัวช่วยปราบความกลุ้มให้อยู่หมัด



 
         กลุ้มอกกลุ้มใจ ทำอย่างไรก็ไม่หาย ใครที่กำลังมีอาการแบบนี้อยู่อย่ามัวนั่งจมอยู่กับเรื่องแย่ ๆ เลย หันมาทำตามเคล็ดลับดี ๆ ที่จะทำให้เรามีความสุขมากขึ้นกันดีกว่า

          คนส่วนใหญ่รู้ดีว่าแค่ความรู้สึกกลุ้มใจเพียงเล็กน้อยก็สามารถก่อให้เกิดโรค ต่าง ๆ ตามมาอีกเพียบเลย  แต่ก็ไม่วายจะเก็บเอาเรื่องนั้นเรื่องนี้มาคิดให้กลุ้มใจเล่นอยู่เป็นประจำ จากเว็บไซต์ FASTCOMPANY.COM บอกเราว่า เมื่อไรที่เรารู้สึกเครียด กลุ้มใจ หรือไม่มีความสุข ลองทำตาม 7 วิธีเอาชนะความกลุ้มต่อไปนี้ ที่เมื่อทำแล้วจะแฮปปี้ขึ้นมาทันตาเห็นเลย

 

เข้านอนแต่หัวค่ำ
           
          แม้ว่าเวลามีเรื่องไม่สบายใจจะทำให้เรานอนไม่หลับก็ตาม แต่เราก็ควรข่มตาให้หลับ ไม่อย่างนั้นก็ไม่หายคิดมากสักที จากผลการวิจัยของมหาวิทยาลัย BINGHAMTON ในสหรัฐอเมริกา เผยว่า เวลามีเรื่องกลุ้มใจควรรีบเข้านอนแต่หัวค่ำ เพื่อให้ร่างกายได้ผ่อนคลายจากความตึงเครียดที่สะสมอยู่ ซึ่งถึงแม้ว่าจะยังไม่ง่วงนอนก็ควรทำ โดยการหลับตาลงโดยที่ไม่ต้องคิดอะไรทั้งนั้น เมื่อตื่นขึ้นมาแล้วจะรู้สึกดีขึ้น ความกลัดกลุ้มใจต่าง ๆ จะน้อยลงกว่าเมื่อวาน 



ดมกลิ่นเกรปฟรุต
           
          กลิ่นหอมอ่อน ๆ ก็สามารถช่วยบรรเทาอาการเครียด และความกลุ้มใจได้ จากผลการวิจัยในสหรัฐอเมริกาเผยว่า กลิ่นที่ดีที่สุดในการคลายอารมณ์ด้านลบก็คือ กลิ่นเปรี้ยวอ่อน ๆ ของผลไม้เกรปฟรุต เพราะเป็นกลิ่นแห่งความสดชื่น ตื่นตัว ทำให้รู้สึกแจ่มใสขึ้น อย่างไรก็ตาม กลิ่นอโรมาหอมอ่อน ๆ กลิ่นอื่นก็สามารถคลายเครียดได้ดีไม่แพ้กันนะคะ เช่น กลิ่นลาเวนเดอร์ กลิ่นโรสแมรี่ กลิ่นเลมอน และกลิ่นเปปเปอร์มินต์ เป็นต้น



ตั้งสติ รวบรวมสมาธิ   
           
          ทุกครั้งที่มีเรื่องกลุ้มใจ การตั้งสติ รวบรวมสมาธิเป็นสิ่งสำคัญนะคะ เพื่อช่วยผ่อนคลายความเครียด และความกังวล โดยการโดยการสูดลมหายใจลึก ๆ นับ 1-4 ค้างไว้นานประมาณ 7 วินาที แล้วค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจออกมา หรือจะใช้อีกหนึ่งวิธีคือ สูดลมเข้าทางปากนับ 1-8 ค้างไว้นาน 7 วินาทีแล้วค่อย ๆ ผ่อนลมออกมา ซึ่งวิธีเหล่านี้เราสามารถทำบ่อยครั้งแค่ไหนก็ได้ค่ะ หรือจะนำไปปรับใช้ตอนกำลังฝึกโยคะด้วยก็ได้นะ  



กินช็อกโกแลต 
                
          ของหวานที่มีน้ำตาลอัดแน่นอย่างช็อกโกแลตก็สามารถทำให้เราอารมณ์ดีขึ้นได้ จากผลการวิจัยที่ถูกตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Proteome Research เผยว่า ช็อกโกแลตมีสารทริปโตเฟน (Tryptophan) ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทช่วยผ่อนคลายความกังวล ทำให้เรารู้สึกอารมณ์ดีขึ้น เครียด กลุ้มใจน้อยลง โดยปริมาณการกินที่กำลังดีต่อร่างกายก็คือ ชิ้นขนาดเท่าเหรียญ 10 บาท อาจกินวันละครั้ง หรือกินเฉพาะเวลาที่รู้สึกว่าเครียดจริง ๆ และสำหรับใครที่กลัวว่ากินแล้วจะทำให้อ้วนนั้น เราก็ขอแนะนำให้กินดาร์กช็อกโกแลต ประมาณ  1.5 กรัม เพราะถ้ากินมากเกินไปก็จะทำให้อ้วนได้เหมือนช็อกโกแลตนมทั่วไป



เข้าหาธรรมชาติ
           
          หากรู้สึกว่าตัวเองเครียด กลุ้มใจ ไม่แฮปปี้เลย ขอแนะนำว่า ให้ออกไปเดินเล่นเปลี่ยนบรรยากาศ มองดูธรรมชาติรอบตัว หรือ ใช้วิธีนอนฟังเพลงบรรเลงเสียงธรรมชาติก็ได้ จากผลการวิจัยในประเทศญี่ปุ่นเผยว่า สมองจะผ่อนคลายมากขึ้นเมื่อรับรู้ได้ถึงพลังของธรรมชาติ เช่น เสียงน้ำตก ได้เห็นสีเขียวของต้นไม้ใบหญ้า ได้กลิ่นดิน เป็นต้น  ซึ่งพลังของธรรมชาติเหล่านี้จะช่วยคืนความกระฉับกระเฉงให้เรารู้สึกผ่อนคลาย สมองปลอดโปร่งมากขึ้น

 

พูดถึงสิ่งที่ทำให้กลุ้ม 
         
          เวลาที่เรามีเรื่องทุกข์ใจอัดอั้นอยู่ การได้ระบายความเครียดและความกังวลจะช่วยให้เราอารมณ์ดีขึ้น จากผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยชิคาโกที่ถูกตีพิมพ์ในวารสาร SCIENCE เผยว่า การระบายเรื่องเครียด กลุ้มใจด้วยวิธีการเขียน หรือการบอกเล่าให้ใครสักคนฟังนั้น จะทำให้สบายใจขึ้นกว่าเดิม สาเหตุส่วนหนึ่งเป็นเพราะเราได้อธิบายถึงความกลัวที่อยู่ภายในจิตใจออกมาให้ ใครสักคนได้รับรู้ โดยที่เมื่อเล่าจบแล้ว เราจะรู้สึกกลัวต่อสิ่งเหล่านั้นน้อยลง เกิดความสบายใจมากขึ้น ดังนั้น หากมีเรื่องไม่สบายใจอะไร ไม่ควรเก็บเอามาคิดคนเดียวนะคะ

 

หาอะไรทำ  
           
          หากรู้ตัวว่ากำลังซีเรียสกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งมากเกินไปแล้ว ขอแนะนำว่าให้ลองหากิจกรรมอย่างอื่นทำ จากผลการวิจัยของ MEDICAL RESEARCH COUNCIL ประเทศอังกฤษ แนะนำว่า เวลาที่สมองมีความคิดฟุ้งซ่านกังวลกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งมากเกินไป วิธีผ่อนคลายที่เหมาะสมที่สุดก็คือ หากิจกรรมทำเพื่อเบี่ยงเบนความคิดให้ไปอยู่ที่สิ่งอื่นบ้าง โดยกิจกรรมนั้นควรจะได้เคลื่อนไหวร่างกาย และใช้ประสาทสัมผัสด้วย เช่น วาดรูป ร้องเพลง ออกกำลังกาย และการเย็บปักถักร้อย เป็นต้น

 

          ใครที่กำลังมีปัญหารุมเร้าจนทำให้รู้สึกเบื่อหน่ายกับชีวิต ลองนำวิธีคลายเครียดที่เรานำมาฝากนี้ไปปรับใช้ดูนะคะ รับรองว่าถ้าทำแล้วหายกลุ้มใจแน่นอน 


เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/dragolio/chocolate/

Monday, January 26, 2015

สดชื่นดับร้อนด้วยวิตามินซี



           ผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงซึ่งส่วนใหญ่มีรสเปรี้ยวจี๊ดได้ ใจ แถมยังมีคุณประโยชน์มากมายทั้งป้องกันหวัด คลายเครียด และยังทำให้ผิวสวยใสด้วยเริ่ดขนาดนี้ไม่กินไม่ได้แล้ว

สตรอว์เบอร์รี

          ผลไม้สีแดงรสเปรี้ยวอมหวานชนิดนี้จะกินสด ๆ หรือกินคู่กับไอศกรีมหรือขนมหวานอะไรก็เข้ากั๊น-เข้ากัน หากกินสตรอว์เบอร์รี 100 กรัม คุณจะได้รับวิตามินซีถึง 66 มิลลิกรัม มีการศึกษาพบว่าเมื่อเทียบน้ำหนักที่เท่ากัน พลังในการต้านอนุมูลอิสระของสตรอว์เบอร์รีสูงกว่าส้มถึงหนึ่งเท่าครึ่ง และสูงกว่าและมะเขือเทศถึงเจ็ดเท่าว้าว!

 
มะละกอสุก

          เนื้อสีส้มอมแดงที่มีรสหวาน 100 กรัมก็มีวิตามินซีถึง 70 มิลลิกรัมแล้ว แต่เวลาปอกเปลือกไม่ควรปอกหนานะคะ นักวิจัยออสเตรียพบว่า เมื่อมะละกอสุกงอม คลอโรฟิลล์ในมะละกอจะเปลี่ยนเป็นสารไม่มีสีที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระอย่าง เยี่ยมยอดสะสมอยู่บริเวณเปลือกและใต้ผิวเปลือก


กีวี

          หน้าตาภายนอกอาจไม่ค่อยน่ากินเท่าไหร่ แต่แค่เอามีดผ่ากลางลงไปก็จะเจอกับเนื้อสีเขียวสดใส ที่รสชาตินั้นไม่เป็นสองรองใครแน่นอน และยังมีวิตามินซีมากกว่าส้มถึง 2 เท่า (กีวี 100 กรัมให้วิตามินซี 100 มิลลิกรัม) กากใยก็มากกว่าแอปเปิ้ล นอกจากนี้ ยังอุดมไปด้วยโพแทสเซียมด้วย ที่สำคัญตอนนี้กีวีก็ไม่ใช่ผลไม้หายาก หาซื้อได้ตามห้างสรรพสินค้าทั่วไปแล้วนะ

 
ฝรั่ง

          แม้จะไม่ได้เปรี้ยวจี๊ดจ๊าด แต่ฝรั่งกลับเป็นผลไม้ที่ให้วิตามินซีสูงมาก แค่ 100 กรัมก็มีวิตามินซีถึง 187 มิลลิกรัม (สูงกว่าส้มประมาณ 4 เท่า) อ้อ! อย่าปอกเปลือกกินนะคะ เพราะแหล่งวิตามินซีก็อยู่ที่เปลือกนี่แหละ

 
เสาวรส

          อากาศร้อน ๆ แบบนี้ แค่ผ่าครึ่งเสาวรสสุก ๆ โรยเกลือป่นนิดนึงแล้วตักกินเนื้อ รสชาติเปรี้ยวอมหวานแสนอร่อยจะช่วยให้คุณรู้สึกสดชื่นขึ้นมาทันที แถมด้วยปริมาณวิตามินซี 39.1 มิลลิกรัม ต่อเนื้อ 100 กรัม และยังช่วยลดปริมาณไขมันในเส้นเลือดได้ด้วย

 
Note

          ในแต่ละวันร่างกายของเราต้องการวิตามินซีประมาณ 60 มิลลิกรัม หากเป็นผู้ที่สูบบุหรี่ประจำร่างกายจะต้องการวิตามินซีเพิ่มขึ้นอีก 40 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นแค่กินผลไม้ วิตามินเสริมก็ไม่จำเป็นแล้วล่ะ

          ข้อควรระวัง ก็คือวิตามินซีจะสลายได้ง่ายเมื่อสัมผัสกับอากาศ แสงโลหะ น้ำ หรือความร้อนดังนั้น เพื่อให้ได้วิตามินครบถ้วนจึงควรให้ความสำคัญกับทุกขั้นตอนในการเตรียมและปรุงอาหาร เช่น ล้างให้เรียบร้อยก่อนหั่น และอย่าแช่ผลไม้ทิ้งไว้ในน้ำนาน ๆ หากจะคั้นน้ำก็ควรคั้นแล้วรับประทานทันทีไม่ตั้งทิ้งหรือแช่ตู้เย็นเก็บไว้ แต่ถ้าจะเก็บจริง ๆ ก็อย่าให้เกิน 2 วันก็แล้วกันนะ

แหล่งที่มา  Lisa, http://health.kapook.com/view63618.html
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

Sunday, January 25, 2015

8 สิ่งของใกล้ตัว ที่เราอาจลืมว่ามันสกปรก !



          มีสิ่งของใกล้ตัวมากมายที่เราละเลยไม่ได้ทำความสะอาด เพราะไม่รู้ว่ามันสกปรกกับเขาด้วย มาดู 8 สิ่งของสกปรกดังต่อไปนี้ รับรองว่าจะคาดไม่ถึงเลยล่ะ

          อย่ามัวแต่ทำความสะอาดสิ่งของที่คุ้นเคย เพราะมีสิ่งของรอบตัวอีกเยอะที่เราหลงคิดว่ามันคงไม่สกปรก จึงละเลยที่จะขัดล้างทำความสะอาด ซึ่งเจ้าสิ่งของพวกนี้แหละที่อาจแพร่เชื้อโรคและทำให้เราเจ็บป่วยได้ วันนี้กระปุกดอทคอมจึงมี 8 ของใกล้ตัว ที่คุณอาจลืมว่ามันสกปรกมาบอก เอาไว้ดูว่าคุณเองก็เป็นหนึ่งในคนที่ลืมทำความสะอาดหรือเปล่า

 

 1. เครื่องดูดฝุ่น

          ผู้ช่วยให้บ้านสะอาดเนี้ยบอย่างเครื่องดูดฝุ่นก็สกปรกได้เหมือนกัน แต่เชื่อว่าหลายคนต้องไม่เคยทำความสะอาดแน่ ๆ ดังนั้นให้เช็ดทำความสะอาดด้านนอกตัวเครื่องดูดฝุ่น ส่วนแผ่นกรองฝุ่นก็ดึงออกมาล้าง แล้วอย่าลืมดึงเส้นผมที่ติดอยู่กับหัวแปรงออกด้วย เพียงเท่านี้เครื่องดูดฝุ่นก็จะทำงานเต็มประสิทธิภาพขึ้นแล้วล่ะ

 
2. พรมเช็ดเท้าในห้องน้ำ

          อย่าคิดว่าแค่ใช้เช็ดเท้าหลังอาบน้ำแล้วพรมจะไม่สกปรก เพราะอย่าลืมว่าเราก็เหยียบมันก่อนเวลาอาบน้ำด้วยเช่นกัน ดังนั้นทำความสะอาดพรมเช็ดเท้าในห้องน้ำอย่างสม่ำเสมอ ด้วยการโยนลงถังซัก แล้วกดปั่นตามปกติเลยจ้า

 
 3. ต้นไม้ในบ้าน

          ใครจะเชื่อว่าต้นไม้ในบ้านก็สกปรกกับเขาด้วย แต่เชื่อเถอะว่าฝุ่นและคราบต่าง ๆ จะเกาะอยู่ตามใบ และหากทิ้งไว้อาจแพร่กระจายฝุ่นในภายหลังได้ ดังนั้นให้เช็ดใบของต้นไม้ในบ้านด้วยผ้าชื้น โดยอย่าลืมทำอย่างเบามือ ใบไม้จะได้ไม่บอบช้ำเสียหายนั่นเอง

 
 4. เตารีด

          ถึงแม้จะไม่เคยสัมผัสความสกปรก แต่ผิวหน้าของเตารีดก็อาจเปื้อนคราบไหม้ ที่ทำให้เสื้อผ้าชิ้นอื่นเสียหายได้ ดังนั้นให้ผสม เบกกิ้งโซดา กับ น้ำส้มสายชู ให้พอหนืด ๆ แล้วขัดเบา ๆ บนผิวหน้าเตารีด ก่อนเช็ดออกด้วยผ้าชุบน้ำสะอาด เท่านี้ก็เป็นอันเรียบร้อย


 5. รีโมทคอนโทรล

          เชื่อว่าหลายคนต้องไม่เคยทำความสะอาดรีโมทคอนโทรล ทั้งที่จริงแล้ว อะไรที่สัมผัสกับมือเราก็อาจเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคได้ทั้งนั้น ดังนั้นให้ใช้แปรงสีฟันเก่าขัดเบา ๆ ระหว่างแป้นกด จากนั้นเช็ดรอบ ๆ ตัวรีโมทด้วยสำลีชุบแอลกอฮอล์ เพียงเท่านี้รีโมทคอนโทรลก็สะอาดปราศจากเชื้อ พร้อมใช้งานอีกครั้ง 


  
6. ฝักบัวอาบน้ำ

          หากใครคิดว่า ฝักบัวอาบน้ำอยู่สูงและไม่ได้สัมผัสอะไรคงไม่สกปรกหรอก บอกเลยว่าคิดผิด เพราะน้ำจากฝักบัวจะก่อตะไคร่และคราบตะกรันที่ยากแก่การกำจัด ดังนั้นให้ทำความสะอาดด้วยเทคนิคง่าย ๆ คือ เทน้ำส้มสายชูใส่ถุงแล้วมัดติดไว้กับฝักบัว เพียงข้ามคืนคราบสกปรกก็หลุดออกแบบไม่ต้องเปลืองแรงขัดเลยล่ะ

 
 7. แก้วใส่แปรงสีฟัน

          แก้วใส่แปรงสีฟันก็เป็นอีกสิ่งที่เราละเลยไม่ได้ เพราะแปรงสีฟันเปียกน้ำที่เราใส่ลงไปทุกครั้ง จะก่อตะไคร่และคราบสกปรกชวนอี๋อยู่ก้นแก้ว ดังนั้นฆ่าเชื้อแก้วใส่แปรงสีฟันด้วยน้ำร้อน จากนั้นเทน้ำยาบ้วนปากลงไปทิ้งไว้ 2 นาที ก่อนล้างออกแล้วผึ่งทิ้งไว้ให้แห้ง


8. ถังขยะ

          อันนี้แค่ฟังชื่อก็รู้ว่าสกปรกแน่ ๆ แต่จะมีสักกี่คนที่คิดทำความสะอาดถังขยะด้วย ดังนั้นจงอย่าละเลยโดยขัดถังขยะด้วยน้ำยาทำความสะอาด แล้วผึ่งทิ้งไว้ให้แห้งสนิท โดยหมั่นทำให้เป็นประจำ เพราะถังขยะต้องสัมผัสสิ่งสกปรกทุกวัน แล้วถังขยะก็จะสะอาดปราศจากกลิ่นมารบกวน 


          เป็นอย่างไรบ้างลืมกันไปคนละกี่ข้อจ๊ะ ซึ่งถ้ารู้แล้วก็ใส่ใจทำความสะอาดของเหล่านี้กันด้วย เพราะถึงไม่ได้สัมผัสความสกปรกโดยตรง แต่เชื้อโรคก็มีอยู่ทุกที่ ดังนั้นปลอดภัยไว้ก่อนดีกว่าเนอะ
 

เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/explore/toothbrush-holders/