Saturday, August 5, 2017

โรคกรดไหลย้อนห้ามกินอะไร ไม่อยากลำบากกายต้องเลี่ยง !




        กรดไหลย้อน อาการที่ไม่มีใครอยากเจอ แต่ถ้าเป็นโรคกรดไหลย้อนแล้ว สิ่งที่ทำได้ก็คือเลี่ยงอาหารที่คนเป็นกรดไหลย้อนห้ามรับประทาน เพื่อไม่ให้อาการหนักมากกว่าเดิม

          อาการกรดไหลย้อนใครลองได้เป็นก็คงทรมานมาก เนื่องจากโรคกรดไหลย้อนเป็นภาวะที่น้ำย่อยจากกระเพาะอาหารไหลกลับขึ้นไปในหลอดอาหาร คนเป็นกรดไหลย้อนจึงมักจะมีอาการแสบร้อนบริเวณลิ้นปี่ขึ้นมาที่หน้าอกและคอ ซึ่งอาการโรคกรดไหลย้อนจะกำเริบมากขึ้นหลังจากที่กินอาหารมื้อหนัก ๆ หรือกินอาหารบางชนิดที่มีฤทธิ์กระตุ้นกรดให้หลั่งออกมามากขึ้น ซึ่งอาหารที่คนเป็นกรดไหลย้อนควรเลี่ยงเพื่อไม่ให้อาการกรดไหลย้อนกำเริบ ก็มีดังนี้ค่ะ

อาหารที่คนเป็นกรดไหลย้อนควรเลี่ยง
       
1. อาหารไขมันสูง


          ผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อนควรงดอาหารไขมันสูง เช่น อาหารทอด ๆ อาหารมัน ช็อกโกแลต ฟาสต์ฟู้ด อาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง เช่น กะทิ นม เนย ชีส ไอศกรีม หรือไขมันจากเนื้อสัตว์ เป็นต้น เนื่องจากไขมันจากอาหารเหล่านี้จะไปรวมกับกรดในกระเพาะอาหาร ทำให้เกิดอาการจุก แน่น หรือร้อนที่กลางอกได้

2. อาหารที่มีแก๊สมาก

          ทั้งน้ำอัดลม ชา กาแฟ โซดา เครื่องดื่มชูกำลัง อาหารที่มีรสเปรี้ยวจัด อาหารรสเผ็ดจัด ถั่ว เพราะเป็นอาหารที่กระตุ้นการสร้างน้ำย่อยมากขึ้น

3. น้ำส้มสายชู

          น้ำส้มสายชูจัดเป็นเครื่องปรุงรสที่มีกรดมากเช่นกัน ดังนั้นผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อนก็ไม่ควรเติมน้ำส้มสายชูลงในอาหาร เพราะจะเป็นการเพิ่มกรดในกระเพาะอาหารมากขึ้นไปอีก

4. เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

          เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไม่ว่าจะเป็นเบียร์ สุรา ไวน์ ค็อกเทล หรือเครื่องดื่มที่ผสมแอลกอฮอล์ทุกชนิด คนเป็นกรดไหลย้อนควรเลี่ยงให้ไกลค่ะ เพราะเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เหล่านี้มีฤทธิ์กระตุ้นให้กล้ามเนื้อหูรูดของหลอดอาหารเปิดออก ทำให้กรดจากกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับไปที่หลอดอาหารได้ง่ายขึ้นนั่นเอง

5. ผลไม้ที่มีกรดมาก

          ผลไม้ที่คนเป็นกรดไหลย้อนห้ามกินหรือควรเลี่ยงไว้เป็นดีจะเป็นกลุ่มผลไม้ที่มีกรดมาก เช่น ส้ม องุ่น มะนาว เลมอน มะเขือเทศ สับปะรด หรือแม้กระทั่งน้ำผลไม้รสเปรี้ยวจัดและซอสมะเขือเทศก็ควรเลี่ยงด้วยเช่นกัน

6. ผักที่มีกรดแก๊สมาก

          เช่น หอมหัวใหญ่ดิบ กระเทียม พริก พริกไทย หอมแดง เปปเปอร์มินต์ หรือสะระแหน่ รวมทั้งผักดิบทุกชนิดก็ควรเลี่ยงนะคะ เพราะผักเหล่านี้จะไปเพิ่มกรดแก๊สในกระเพาะอาหาร ทำให้เกิดอาการแสบร้อนกลางอก

7. อาหารหมักดอง

          อาหารหมักดองอย่างปลาร้า หน่อไม้ดอง ผักกาดดอง ผลไม้ดอง ผลไม้แช่อิ่ม กิมจิ ซูชิบางชนิดที่มีผักดอง ก็มีส่วนเพิ่มแก๊สในกระเพาะอาหาร ก่อให้เกิดอาการจุดเสียดแน่นท้องได้

8. อาหารเสริมไขมันสูง

          แม้แต่อาหารเสริมบางชนิดก็ควรเลี่ยงค่ะ โดยคนป็นกรดไหลย้อนจะไม่แนะนำให้กินน้ำมันตับปลา สารสกัดจากกระเทียม วิตามินอี หรือวิตามินซีก็เสี่ยงเพิ่มกรดในกระเพาะด้วย

9. หมากฝรั่ง

          การเคี้ยวหมากฝรั่งจะเพิ่มการหลังน้ำลาย ทำให้เราต้องกลืนน้ำลายลงท้องมากขึ้น ซึ่งก็เท่ากับจะได้กลืนลมลงกระเพาะอาหารมากขึ้นด้วย ดังนั้นคนเป็นกรดไหลย้อนจึงไม่ควรเคี้ยวหมากฝรั่งบ่อย ๆ นะคะ แต่นาน ๆ ครั้งอาจจะพอไหว

          อ๊ะ ๆ แต่เห็นอาหารที่คนป่วยกรดไหลย้อนไม่ควรกินมีอยู่เยอะขนาดนี้ เดี๋ยวคนเป็นกรดไหลย้อนจะเครียดซะเปล่า ๆ เอาเป็นว่ามาดูกันค่ะว่า คนเป็นโรคกรดไหลย้อนกินผลไม้อะไรได้ หรือควรกินอาหารอย่างไร

เป็นกรดไหลย้อน ควรกินอะไรดี

1. อาหารไขมันต่ำ

          อาหารไขมันต่ำก็อย่างเช่น เนื้อปลา ไก่ ไข่ขาว หรือพวกนมไขมันต่ำ หรือน้ำเต้าหู้ก็ดื่มได้

2. อาหารไฟเบอร์สูง

          อาหารที่มีไฟเบอร์สูงจะย่อยง่าย อย่างธัญพืช ข้าวโอ๊ต โฮลวีท โฮลเกรน ผัก ผลไม้ เป็นต้น

3. ผลไม้สำหรับคนเป็นกรดไหลย้อน

          คนเป็นกรดไหลย้อนไม่ควรกินผลไม้ที่มีกรดมาก แล้วเป็นกรดไหลย้อนจะกินผลไม้อะไรได้บ้าง ตอบได้ว่าผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อนสามารถกินกล้วย แตงโม แคนตาลูป แอปเปิล พีช ลูกแพร์ อะโวคาโดหรือผลไม้รสหวานชนิดอื่น ๆ ได้ค่ะ

4. น้ำขิง

          ขิงเป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์ร้อน สารมารถช่วยขับลม ช่วยย่อย กระตุ้นการทำงานของลำไส้ ช่วยลดอาการท้องอืดหรืออาการกรด-แก๊สในกระเพาะเกินได้

5. ไขมันดี

          ร่างกายคนเราต้องการไขมันเป็นพลังงาน ดังนั้นคนเป็นโรคกรดไหลย้อนก็ไม่ควรงดไขมันด้วยเช่นกัน ทว่าไขมันที่คนเป็นกรดไหลย้อนกินได้ แนะนำเป็นไขมันชนิดดีจากอะโวคาโด แฟลกซ์ซีด น้ำมันมะกอก น้ำมันงา หรือน้ำมันดอกทานตะวัน เป็นต้น

          - ไขมันดี ไขมันเลว อยากสุขภาพดีต้องรู้

          นอกจากนี้คนเป็นโรคกรดไหลย้อนควรงดสูบบุหรี่ และพยายามกินมื้อเย็นแค่พออิ่ม หรือเปลี่ยนมื้อเย็นเป็นผัก-ผลไม้แทน ที่สำคัญก็ไม่ควรกินแล้วนอน หรือเอนกายลงพักผ่อนทันที แต่ควรกินอาหารก่อนเข้านอน 3 ชั่วโมง และควรนอนตะแคงซ้ายพร้อมกับหนุนหัวเตียงให้สูงอย่างน้อย 6 นิ้ว อีกอย่างก็ควรควบคุมน้ำหนักตัวให้ดี อย่าให้มีน้ำหนักเกิน เพราะคนอ้วนจะมีความดันในช่องท้องสูง เสี่ยงต่อโรคกรดไหลย้อนได้มาก


ขอขอบคุณข้อมูลจาก
ศูนย์ศรีพัฒน์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
รามา ชาแนล
healthline
webmd
gicare
https://health.kapook.com/view176443.html

Friday, August 4, 2017

ลำไย ผลไม้รสออกหวานหน่อย ๆ อร่อย ประโยชน์เยอะ !




         ลำไย ผลไม้ที่คุณจะต้องตกใจ เมื่อรู้ถึงสรรพคุณและประโยชน์ เพราะนอกจากจะอร่อยแล้ว ยังสามารถบำรุงร่างกาย บำรุงเลือด บำรุงระบบประสาท ตา และหัวใจได้ด้วย

          ลำไย ผลไม้ที่มีเปลือกสีน้ำตาลอ่อน เนื้อขาวอมชมพูหรืออมเหลือง และมีเมล็ดสีดำข้างใน เป็นผลไม้ที่คนไทยรู้จักกันดี เพราะสามารถหาซื้อได้ง่าย โดยลำไย มีชื่อวิทยาศาสตร์คือ Dimocarpus longan Lour. ในภาษาอังกฤษเรียกว่า Longan หรือบางคนอาจรู้จักกันในชื่อ “Dragon’s Eye” หรือตามังกร เนื่องจากมีลักษณะที่เหมือนดวงตา และมีเมล็ดสีดำข้างใน

          ถึงแม้ลำไยจะเป็นผลไม้ที่คนไทยคุ้นหูคุ้นตา แต่ก็ยังมีหลายคนที่ไม่รู้ถึงประโยชน์ของลำไย วันนี้เราจึงนำเรื่องราวสรรพคุณ ประโยชน์และข้อควรระวังในการทานลำไยมาฝากกันค่ะ แต่ก่อนอื่น เรามาดูกันว่า คุณค่าทางโภชนากรของลำไยในปริมาณ 100 กรัม ให้อะไรเราได้บ้าง

คุณค่าทางโภชนาการของเนื้อลำไยสด

          ความชื้น 81.10%

          ไขมัน 0.11%

          เส้นใย 0.28%
         
          โปรตีน 0.97%

          เถ้า 0.56%

          คาร์โบไฮเดรต 16.98%

          พลังงาน 73 กิโลแคลอรี

          แคลเซี่ยม 5.70 มิลลิกรัม

          เหล็ก 0.35 มิลลิกรัม

          ฟอสฟอรัส 35.30 มิลลิกรัม

          วิตามินซี 69.20 มิลลิกรัม

คุณค่าทางโภชนาการของเนื้อลำไยอบแห้ง 100 กรัม

          ความชื้น 17.80%

          ไขมัน 0.40%

          เส้นใย 1.60%

          โปรตีน 4.60%

          เถ้า 2.86%

          คาร์โบไฮเดรต 72.70%

          พลังงาน 312 กิโลแคลอรี

          แคลเซี่ยม 27.70 มิลลิกรัม

          เหล็ก 2.39 มิลลิกรัม

          ฟอสฟอรัส 159.50 มิลลิกรัม

          วิตามินซี 137.80 มิลลิกรัม

          โซเดียม 4.50 มิลลิกรัม

          โพแทสเซียม 2,012.00 มิลลิกรัม

          ไนอาซิน 3.03 มิลลิกรัม

          วิตามินบี 0.375 มิลลิกรัม

ลำไย สรรพคุณที่คุณคู่ควร

            ใบ : รักษาริดสีดวงทวาร แก้ไข้มาลาเรีย หรือหากใครมีอาการหวัด ก็สามารถนำใบลำไย 10-15 กรัมมาต้มน้ำดื่มเป็นน้ำชา จิบแก้หวัดได้เหมือนกัน

          ราก : ช่วยรักษาอาการช้ำใน แก้อาการตกขาว และช่วยขับพยาธิเส้นด้าย

          ดอก : สามารถแก้นิ่ว และลดหนองได้
           
          เนื้อ : ช่วยรักษาอาการนอนไม่หลับ ขี้หลงขี้ลืม ใจสั่น บำรุงหัวใจ บำรุงประสาท หรือหากนำเนื้อลำไยตากแห้ง 14 ชิ้น และขิง 3 แผ่น มาหั่นบาง ๆ แล้ว ต้มกินรวมกันก็จะช่วยรักษาอาการท้องเสียได้ 

          ส่วนใครที่มีปัญหาร่างกายอ่อนแอ ในตำรับยาของแพทย์แผนไทยก็บอกให้นำเนื้อลำไยจำนวนพอประมาณมาดองเหล้าประมาณ 100 วัน แล้วทานครั้งละ 1-2 ช้อนโต๊ะ หรือนำเนื้อลำไยแห้ง 10 กรัม มาผสมกับถั่วลิสง 15 กรัม แล้วนำไปต้มน้ำกิน ก็จะช่วยให้สุขภาพดีขึ้น เพราะลำไยมีฤทธิ์เป็นยาบำรุงร่างกาย

          เปลือก : แก้มึน ทำให้ตาสว่าง และลดรอยแผลเป็นในบริเวณที่น้ำร้อนลวกได้

          เมล็ดแก้ปวด ขับปัสสาวะ โดยนำเมล็ดลำไยที่นำเปลือกสีดำออกแล้วมาทุบ แล้วนำไปต้มกิน นอกจากนี้ยังช่วยห้ามเลือด รักษาอาการกลาก โดยแกะเปลือกสีดำของเมล็ดลำไยออกแล้วใช้เมล็ดลำไยไปถูกับน้ำส้มสายชู มาทาบริเวณที่เป็นแผล ขณะเดียวกันหากนำเมล็ดลำไยที่คั่วแห้งแล้ว มาบดเป็นผง แล้วชงน้ำกินครั้งละ 15-20 กรัม ก็จะช่วยรักษาโรคกระเพาะอาหารและอาการลำไส้อักเสบได้

ประโยชน์ของลำไยที่ไม่ควรพลาด

1. ยับยั้งสารก่อมะเร็ง

          รศ.ดร.อุษณีย์ วินิจเขตคำนวณ อาจารย์จากภาควิชาชีวเคมี คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เผยผลวิจัยที่ได้นำเนื้อลำไยอบแห้งไปทดลองแล้วพบว่า เนื้อลำไยอบแห้งมีฤทธิ์ต้านความเป็นพิษต่อยีน หรืออธิบายง่าย ๆ ว่าสารในเนื้อลำไยอบแห้งมีสรรพคุณต้านพิษในสารก่อมะเร็งได้ โดยการวิจัยได้นำเอาสารก่อมะเร็งจากอาหารปิ้งย่าง อาหารทอดด้วยความร้อนสูง และควันบุหรี่ มาผสมกับสารสกัดลำไย ซึ่งพบว่า เซลล์มะเร็งมีการตายแบบธรรมชาติ (คือการตายทีละเซลล์โดยไม่ส่งผลต่อเซลล์รอบข้าง) เพิ่มมากขึ้น

          อีกทั้งทีมวิจัยยังทำการศึกษาต่อในประเด็นที่ว่า สารสกัดลำไยอบแห้งสามารถช่วยยับยั้งการเกิดอนุมูลอิสระได้หรือไม่ โดยการนำเซลล์เม็ดเลือดขาวมากระตุ้นให้เกิดการอักเสบจากอนุมูลอิสระ แล้วนำสารสกัดจากเนื้อลำไยอบแห้งเข้าไปผสม ซึ่งก็พบว่า สารอนุมูลอิสระในเซลล์เม็ดเลือดขาวมีจำนวนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

          อย่างไรก็ตาม การวิจัยนี้ยังคงต้องพัฒนาและต่อยอดองค์ความรู้ให้แน่ชัดกว่านี้ เพื่อตอบสนองความคาดหวังว่าจะใช้สารสกัดจากลำไยอบแห้งร่วมกับการรักษามะเร็งด้วยเคมีบำบัด หรือนำสารสกัดจากลำไยอบแห้งไปใช้ช่วยชีวิตผู้ป่วยมะเร็งในแง่อื่น ๆ เช่น ช่วยลดการใช้ยา หรือลดผลข้างเคียงจากการใช้ยาในอนาคต 

2. ช่วยย่อยอาหาร

          ลำไยสามารถช่วยกระตุ้นให้น้ำย่อยในกระเพาะอาการทำงานได้ แถมยังมีส่วนช่วยในการดูดซึมแคลเซียม เพิ่มแบคทีเรียที่มีประโยชน์ ลดแบคทีเรียไม่ดี และยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรคในกระเพาะอาหารและลำไส้ได้ แถมยังช่วยให้เจริญอาหารขึ้นอีกด้วย

3. บำรุงร่างกาย

          ประโยชน์เด่นอีกอย่างของลำไย คือ เป็นผลไม้ที่ช่วยบำรุงร่างกาย บำรุงเลือด บำรุงประสาท บำรุงตา และบำรุงหัวใจ เพราะมีแร่ธาตุ วิตามินและสารอาหารที่มีประโยชน์อยู่มาก จึงพบได้ว่ามีคนนำลำไยไปทำเป็นยาบำรุงกำลังกันเยอะเลยค่ะ

4. บำรุงผิวพรรณ

          เนื่องจากลำไยมีวิตามินซีและสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูง แถมยังช่วยยับยั้งการสร้างเม็ดสีผิวเมลานิน จึงช่วยบำรุงผิวพรรณได้ แถมยังมีประสิทธิภาพดีกว่าเครื่องสำอางที่มีสารเคมีทั่วไปอีกด้วย

5. แก้อาการเครียด

          ลำไยมีวิตามินบี 12 เยอะ ช่วยบำรุงสมอง รักษาอาการเครียด กระวนกระวาย แก้อาการอ่อนเพลีย และถ้าต้มลำไยแล้วดื่มก่อนนอนก็จะช่วยให้นอนหลับสบายขึ้น

6. รักษาอาการอัลไซเมอร์

          ในตำรายาจีนโบราณบอกเอาไว้ว่า การนำลำไยมาต้มกับโสม ให้ผู้สูงอายุหรือคนความจำไม่ดีดื่ม สามารถช่วยรักษาอาการอัลไซเมอร์และขี้หลงขี้ลืมได้ เพราะโสมจะช่วยผ่อนคลายอารมณ์ และกระตุ้นการทำงานของสมอง ส่วนลำไยจะช่วยบำรุงสมองและทำให้ดื่มง่ายขึ้น

7. ป้องกันโรคโลหิตจาง

          สารอาหารในลำไยสามารถช่วยให้การไหลเวียนของเลือดและการดูดซึมธาตุเหล็กดีขึ้น จึงป้องกันโรคโลหิตจางได้

8. เติมความสดชื่นให้ร่างกาย

          เนื่องจากเป็นผลไม้รสหวานจึงมีคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลซูโครส กลูโคสสูง ซึ่งช่วยให้สดชื่นได้เร็ว ทำให้ลำไยเป็นผลไม้ที่ให้พลังงานกับร่างกาย กินลำไยแล้วจึงรู้สึกสดชื่นขึ้นได้ทันที

9. อุดมไปด้วยสารอาหารมากมาย

          ที่ลำไยมีประโยชน์มากมายขนาดนี้ ก็เป็นเพราะว่าลำไยเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินซี และสารอาหารต่าง ๆ มากมายที่มีประโยชน์ ทั้งธาตุทองแดง วิตามินบี 12 น้ำตาลกลูโคส ฟรุกโตส และซูโคส แคลเซียม เกลือแร่ กรดอะมิโน กรดไขมันที่เป็นประโยชน์และจำเป็นต่อร่างกาย และอื่น ๆ  อีกมากมายเลยค่ะ

10. กำจัดกลิ่นตัว

          รู้หรือไม่ว่าการนำเมล็ดลำไยกับพริกไทยมาบดเข้าด้วยกันจนเป็นผง แล้วนำไปทารักแร้ สามารถช่วยกำจัดกลิ่นตัวได้ด้วยนะคะ

11. แก้ปวดจากข้ออักเสบ

          จากการวิจัยของ ศ.ดร.อุษณีย์ วินิจเขตคำนวณ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พบว่าในเมล็ดลำไยมีสารโพลีฟีนอลซึ่งสามารถป้องกันการเสื่อมสลายและช่วยยืดอายุกระดูกอ่อนได้ยาวนานขึ้น จึงมีการนำสารสกัดจากเมล็ดลำไยมาทำยาทาช่วยบรรเทาอาการข้ออักเสบ ซึ่งมีประสิทธิภาพดีเทียบเท่ายาไดอะเซียรีน ซึ่งเป็นยารักษาโรคข้อเข่าเสื่อมในปัจจุบัน 

          สอดคล้องกับตำราหมอยาพื้นบ้านในสมัยก่อนที่เคยนำลำไยมาใช้รักษาหัวเข่าอักเสบเช่นกัน โดยนำเมล็ดลำไยสดไปทุบให้พอแตกแล้วนำไปแช่กับเหล้าขาวทิ้งไว้ 7 วัน จากนั้นนำน้ำลำไยที่ดองไว้มาทาหัวเข่าที่อักเสบทุกวัน จนอาการอักเสบดีขึ้นตามลำดับ

โทษของลำไย ใครกินมากไป ควรระวัง

          ตามหลักโภชนาการแล้ว เราควรกินผลไม้ 4-5 ส่วนต่อวัน และผลไม้ที่เรากินก็ควรมีความหลากหลาย ดังนั้นเราจึงควรกินลำไยในปริมาณที่พอเหมาะและควบคู่ไปกับผลไม้อื่นด้วย คือควรทานลำไยไม่เกิน 1 ส่วนต่อวัน ซึ่งหากเป็นลำไยสดก็ประมาณ 6-10 ผล แต่หากเป็นลำไยแห้ง ควรทานเพียง 2-3 เม็ด เพื่อให้ได้รับสารอาหารที่เพียงพอและไม่มากจนเกินไป
        
            นอกจากนี้ผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน หรือมีอาการอาหารไม่ย่อย ท้องอืด ท้องเสีย เป็นหวัด และเจ็บคอ ควรหลีกเลี่ยงการทานลำไยด้วย  เพราะถึงลำไยจะมีประโยชน์มากแค่ไหน แต่ก็จัดเป็นผลไม้รสหวานจัด เนื่องจากมีปริมาณน้ำตาลค่อนข้างสูง และจัดเป็นผลไม้ที่มีฤทธิ์ร้อน หากกินมากไปอาจส่งผลไม่ดีต่ออาการป่วยที่เป็นอยู่ ทำให้เจ็บคอหรือเป็นร้อนในได้

กินลำไยแล้วร้อนใน แก้ได้อย่างไร ?

          เนื่องจากลำไยเป็นผลไม้ที่มีฤทธิ์ร้อน เมื่อทานเข้าไปมาก ๆ จึงทำให้เกิดร้อนในได้ แต่เราสามารถแก้ร้อนในได้ด้วยการดื่มน้ำตามลงไป ไม่ว่าจะเป็นน้ำเปล่าธรรมดา หรือดื่มน้ำเกลือ (น้ำเปล่า 1 แก้ว ผสมเกลือ1/2 ช้อนชา) น้ำสมุุนไพร หรือจะทานผัก ผลไม้สดที่มีน้ำเยอะตามลงไปก็ได้ค่ะ นอกจากนี้บางคนอาจเลือกกินมังคุด เพราะมังคุดถือเป็นผลไม้เย็นที่สามารถดับร้อนได้ 

ลำไย ทำอะไรกินได้บ้าง ?

          ลำไยนอกจากจะเป็นผลไม้ที่กินอร่อย และมีประโยชน์แล้ว ยังสามารถนำไปเป็นส่วนประกอบอาหารต่าง ๆ เพื่อเพิ่มรสหวานและเพิ่มสารอาหารได้อีกด้วยนะคะ เราสามารถนำลำไยไปตุ๋นกับอาหาร ต้มน้ำก๋วยเตี๋ยว หุงลงไปพร้อมกับข้าว หรือทำเป็นชาดื่มก็ได้ แต่ทีเด็ดของลำไยก็คือการนำมาทำเป็นของหวาน ของกินเล่น เช่น น้ำลำไย ลำไยอบแห้ง ลำไยลอยแก้ว หรือตามเมนูข้างล่างนี้

          - วุ้นลำไยปีโป้ เมนูวุ้นทั้งง่ายและดี แบบนี้ก็มีด้วย
   
          - ข้าวเหนียวเปียกลำไย ขนมไทยหวานมันใส่มะพร้าวอ่อนเหนียวนุ่ม

          ประโยชน์เยอะ สรรพคุณสูง รสชาติอร่อย แถมราคาไม่แพงแบบนี้ จะไม่สนใจกินลำไยได้อย่างไรกันใช่ไหมคะ ? แต่อย่าลืมว่าถ้ากินเยอะไปมันก็มีข้อเสียอยู่ด้วย เพราะฉะนั้นควรทานแค่พอเหมาะ ให้ร่างกายได้ประโยชน์ทางโภชนาการจะดีที่สุดค่ะ 


ขอขอบคุณข้อมูลจาก
หมอชาวบ้าน
สำนักประชาสัมพันธ์ เขต 3
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
arda
Stylecraze
https://health.kapook.com/view176649.html

Tuesday, August 1, 2017

9 วิธีคงสภาพดอกไม้สด ใช้ตกแต่งได้นานขึ้น !!




          วิธีทำให้ดอกไม้สดอยู่ได้นาน ไม่ว่าจะสภาพอากาศแบบไหน ดอกไม้ก็ยังมีสีสันสดใส ไม่เหี่ยวเฉาง่ายเหมือนที่ผ่านมา ตามไปชมการยืดอายุดอกไม้สดกันเลยค่ะ

          เบื่อไหมคะที่ต้องหาดอกไม้ใหม่มาเปลี่ยนใส่แจกันบ่อย ๆ บางครั้งยังไม่ทันหมดวันก็เหี่ยวซะแล้ว กระปุกดอทคอมเลยรวบรวมวิธีวิธีทำให้ดอกไม้สดอยู่ได้นานมาฝากกันค่ะ เพื่อให้คนที่ชอบแต่งบ้านด้วยดอกไม้สดได้นำไปกัน เพื่อให้ดอกไม้ยังคงสวยงาม ดูเฉิดฉาย และอยู่ประดับบ้านไปได้อีกนาน ไม่ต้องตระเวนหาซื้อดอกไม้ใหม่มาปักแจกันให้เปลืองทั้งเงินและเวลา

1. เลือกแจกันปากกว้างมาใช้

          สิ่งแรกที่จะทำให้ดอกไม้ไม่เหี่ยวเฉาง่ายเลย นั่นก็คือการเลือกภาชนะหรือแจกันให้มีลักษณะปากกว้างและที่สำคัญต้องสะอาด ไม่ควรเลือกที่มีขนาดเล็กเกินไป ไม่อย่างนั้นก้านดอกไม้จะถูกเบียดเสียดจนช้ำและไม่สามารถดูดน้ำขึ้นมาเลี้ยงดอกได้

2. เติมน้ำร้อนรีเฟรชดอกไม้

          ถ้าสภาพอากาศเย็นตัวลงและทำให้ดอกไม้ดูแห้งแล้ง เหมือนผิวพรรณที่ขาดน้ำ ให้นำน้ำเปล่าไปต้ม เมื่ออุณหภูมิอยู่ที่ประมาณ 43-44 องศาเซลเซียสให้เทลงไปในแจกันดอกไม้ทันที เพราะน้ำร้อนจะมีโมเลกุลขนาดเล็กที่สามารถซึมผ่านเข้าไปในก้านดอกได้อย่างรวดเร็ว ช่วยรีเฟรชดอกไม้ให้กลับมามีสีสันสดใสอีกครั้ง

3. หล่อน้ำอุ่นในแจกันช่วยรักษาความสด

          นอกจากจะใช้น้ำร้อนช่วยรีเฟรชดอกไม้เหี่ยวแห้งให้กลับมาสดใสได้แล้ว เรายังสามารถนำน้ำอุ่นหรือน้ำอุณหภูมิห้องมาเทหล่อแจกันเอาไว้ ก็จะช่วยให้ดอกไม้สด ๆ เพิ่งตัดมามาด ๆ ยังคงความสดและมีสีสันสวยงามไปได้อีกนาน

4. ตัดใบล่างออกให้หมด

          วิธีนี้ก็เปรียบเหมือนการตัดไฟตั้งแต่ต้นลม หากดอกไม้ที่มานำเสียบในแจกันยังติดใบที่ก้านอยู่ แถมใบเหล่านั้นก็จมน้ำอยู่ตลอดเวลา ให้รีบตัดทิ้งด่วน เพราะใบไม้ที่จมน้ำจะเน่าง่ายและกลายอาหารของแบคทีเรียที่อาจจะทำให้ดอกไม้เน่า

5. เปลี่ยนน้ำในแจกันบ้าง

          อย่ามัวแต่ชื่นชมกับความสวยงามของดอกไม้จนลืมเปลี่ยนน้ำในแจกัน แต่ควรจะนำแจกันมาล้าง จากนั้นเติมน้ำสะอาดเข้าไปใหม่แล้วนำดอกไม้มาปักอีกครั้ง ถ้าจะให้ดีใส่ยาแอสไพรินลงไปในน้ำสัก 2-3 เม็ด เพื่อป้องกันเชื้อแบคทีเรียที่จะมาทำลายดอกไม้จนเหี่ยวเฉา

6. ตัดก้านดอกไม้ให้ได้มุม 45 องศา


          ไหน ๆ จะตัดดอกไม้มาใส่แจกันทันที ก็ตัดให้มันดีและถูกต้องไปเลยสิค่ะ ก่อนจะนำดอกไม้มาเสียบในแจกัน ให้ตัดปลายก้านดอกทำมุม 45 องศา เพื่อเพิ่มขนาดให้ก้านดอกสามารถดูดน้ำขึ้นไปเลี้ยงดอกไม้ได้มากขึ้นกว่าการตัดก้านตรง ๆ ส่วนดอกไม้ชนิดบอบบางอย่าง กุหลาบ แนะนำให้ตัดปลายก้านดอกไม้ในน้ำ เพราะแบคทีเรียที่อยู่ในอากาศจะทำให้ก้านดอกดูดน้ำไปเลี้ยงดอกได้ยาก

7. เติมน้ำยาป้องกันจุลินทรีย์

          สามารถผสมใช้เองได้ไม่ต้องซื้อหาให้สิ้นเปลือง เพียงแค่นำน้ำอัดลมน้ำใสมาผสมกับสารฟอกขาว จากนั้นลองหยดส่วนผสม 1 ส่วน ลงในน้ำเปล่า 3 ส่วนของแจกันดูก่อน แล้วค่อยเพิ่มลงไปอีก 2-3 หยด ส่วนผสมเหล่านี้จะเข้าไปทำลายเชื้อจุลินทรีย์ที่จะมาทำลายดอกไม้ให้หมดไป

8. ตั้งดอกไม้ให้ห่างจากปัจจัยเสี่ยง

          ถ้าชอบนำดอกไม้มาประดับตกแต่งบ้านจริง ก็ต้องรู้ว่าไม่ควรตั้งดอกไม้ไว้ใกล้กับปัจจัยเสี่ยงอะไรบ้าง ปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้ดอกไม้เหี่ยวเฉา นั่นก็คือไม่ควรตั้งให้โดนแสงแดดโดยตรง พื้นที่ที่ถูกปิดอับมีอุณหภูมิสูง รวมไปถึงผลไม้เนื่องผลไม้จะปล่อยก๊าซเอทิลีน (ethylene) ออกมา ทำให้ดอกไม้เหี่ยวเฉาได้เร็วกว่าปกติ

9. ตัดส่วนเน่าทิ้งไปให้เร็วที่สุด

          ถ้าในระหว่างที่กำลังชมความงดงามของดอกไม้ แล้วดันไปเจอดอกเน่าหรือก้านใบบางส่วนที่เน่าเสีย ให้รีบตัดทิ้งโดยด่วน เพราะไม่อย่างนั้นส่วนเน่าจะปล่อยก๊าซเอทิลีน (ethylene) เช่นเดียวกับผลไม้ ออกมาทำให้ดอกไม้สดรอบข้างเหี่ยวเฉาตามไปด้วย

          คราวนี้รู้แล้วหรือยังว่า เพราะอะไรทำไมดอกไม้ในแจกันถึงเหี่ยวเฉาง่ายเหลือเกิน และเมื่อรู้อย่างนี้แล้วก็อย่านำวิธีรักษาความสดใหม่ที่เราหามาฝากกันในวันนี้ไปลองปรับใช้กันดูนะคะ เพื่อให้ดอกไม้ของคุณยังคงความสดและสวยงาม อยู่ประดับบ้านไปได้อีกนาน

ขอขอบคุณข้อมูลจาก Brightside และ realsimple
https://home.kapook.com/view167313.html