Tuesday, September 30, 2014

กินเจอย่างไร ไม่ให้ป่วย




         เทศกาลกินเจได้รับความนิยมอย่าง แพร่หลาย ซึ่งนอกจากจะได้บุญจากการละเว้นเนื้อสัตว์แล้ว ยังได้สุขภาพที่ดีอีกด้วย แต่ถ้าหากกินผิดหลักระวังจะป่วยได้นะคะ มาดูกันว่าควรเลือกการกินเจอย่างไรถึงจะได้ประโยชน์ต่อสุขภาพ

ล้างให้สะอาด

          แน่นอนว่าวัตถุดิบที่นำมาประกอบอาหารเจ ส่วนใหญ่จะมีวัตถุหลักคือ ผัก การนำผักมาประกอบอาหารควรล้างให้สะอาด ไม่มีสารพิษจากยากำจัดแมลงตกค้าง ควรล้างด้วยน้ำไหล 2 นาที หรือแช่ด้วยเกลือ 2 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 4 ลิตร หากมีน้ำส้มสายชูก็สามารถนำมาใช้ล้างผักได้เช่นกัน อัตราส่วนครึ่งถ้วยต่อน้ำ 4 ลิตร โดยแช่ไว้ประมาณ 15 นาที จากนั้นน้ำมาล้างน้ำสะอาดอีก 2 ครั้ง

          แต่หากดูแล้วยุ่งยากเกินไป หรือไม่สะดวกที่จะทำเอง การเลือกซื้ออาหารเจจากร้านค้าควรเลือกร้านที่สะอาด ตามหลักโภชนาการ เพื่อสุขภาพที่ดีต่อคนทานอย่างเรา ๆ นะคะ

ลดอาหารเค็มหรือหวานเกินไป

          เนื่องจากการปรุงอาหารเจจะไม่มีส่วนผสมบางอย่างที่สามารถปรุงได้ ดังนั้นส่วนใหญ่แล้วมักใช้ซีอิ๊ว ซอส น้ำตาลเป็นเครื่องปรุงหลัก แต่ความเค็มมีโซเดียมสูง ส่งผลต่อภาวะความดันโลหิตสูงและไตทำงานหนัก ส่วนความหวานจะเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานได้ ดังนั้นควรลดการเติมซอส ซีอิ๊ว และน้ำตาลนะคะ

เลี่ยงแป้งซะ

          ใครว่ากินเจแล้วจะผอม ช้าก่อน ! อาหารเจส่วนใหญ่มักมีส่วนผสมที่เป็นแป้ง ดังนั้นอาหารเจที่มีแป้งมาก โดยเฉพาะประเภทผัด ทอด จะมีไขมันสูง หากได้รับเกินความจำเป็นจะทำให้น้ำหนักเกินและอ้วน ควรเน้นประเภทต้มที่มีผักเป็นส่วนประกอบจะดีที่สุดค่ะ

ห้ามขาดอาหารประเภทนี้

          อย่างที่ทราบกันดีว่าอาหารเจไม่มีเนื้อสัตว์ จึงควรเลือกอาหารที่มีถั่วหรือผลิตภัณฑ์จากถั่ว เช่น น้ำเต้าหู้ ฟองเต้าหู้ โปรตีนเกษตร และซื้อจากร้านอาหารหรือแผงลอยมีป้ายสัญลักษณ์ อาหารสะอาด รสชาติอร่อย (Clean Food Good Taste) เพื่อไม่ให้ขาดสารอาหารจนเกินไป

          การถือศีลกินเจเป็นสิ่งที่ดีต่อชีวิตและร่างกาย ได้ทั้งบุญเนื่องจากไม่มีฆ่าสัตว์ตัดชีวิต และยังได้สุขภาพที่ดีจากการทานผักผลไม้มากขึ้นอีกด้วยนะคะ แต่อย่างไรก็ตาม อาหารเจนั้นทำให้ร่างกายเสี่ยงต่อการขาดโปรตีนและธาตุเหล็ก โดยเฉพาะเด็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ และผู้ป่วย แม้จะมีผลิตภัณฑ์ที่ทำเลียนแบบเนื้อสัตว์ในรูปแบบต่าง ๆ แต่เป็นโปรตีนที่ไม่สมบูรณ์จากแป้ง จึงควรเลือกกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ทั้ง 3 มื้อ เพื่อให้เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย และควรเลือกบริโภคอาหารประเภทธัญพืชและถั่วเมล็ดแห้ง เช่น ถั่วเขียว ถั่วแดง ถั่วดำ รวมทั้งเต้าหู้ โปรตีนเกษตรเป็นแหล่งโปรตีนทดแทน


แหล่งที่มา  Momypedia, http://health.kapook.com/view99721.html
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

Monday, September 29, 2014

ประโยชน์ของมะระ



 
         ก็อย่างที่โบราณเค้าว่ากัน ว่า หวานเป็นลมขมเป็นยา สิ่งที่น่าคิดก็คือ ทำไมของที่มีประโยชน์ส่วนใหญ่มักจะมีรสชาติที่ไม่น่ารับประทาน ไม่อร่อยลิ้นเอาเสียเลย ก็อย่างเช่นเจ้ามะระนี่หล่ะค่ะ ที่มีรสชาติขมซะจนไม่อยากจะรับประทาน ภายใต้หน้าตาที่อัปลักษณ์ของมัน ถึงเวลาแล้วที่เราจะหันมาปฏิวัติการกินเสียใหม่นะคะ ชาวเอเชียรู้จักกันดีถึงสรรพคุณของมะระ แต่ชาวฝั่งตะวันตกกลับกลัวที่จะกินมัน ทั้งที่ยังไม่รู้ประโยชน์ที่แสนจะอัศจรรย์ของมันแม้แต่น้อย เรามาดูประโยชน์ของมะระกันเลยดีกว่านะคะ

          อย่างแรกเลย คือ ความขมของมะระนั้นสามารถช่วยให้เราเจริญอาหาร เพราะสารขมที่อยู่ในมะระนั้นจะช่วยกระตุ้นให้น้ำย่อย ออกมามากจึงทำให้รับประทานอาหารได้มากขึ้น ซึ่งเราอาจจะนำมะระไปลวก หรือเผาไฟจิ้ม แล้วนำมาจิ้มกับน้ำพริกก็ได้นะคะ

          ต่อมา..ก็คือ คุณสมบัติในการการบำบัดและรักษาโรคเบาหวานระยะเริ่มต้น ด้วยสารอาหารในมะระ ซึ่งทำหน้าที่เพิ่มเบต้าเซลล์ในตับอ่อน โดยการกระตุ้นให้เกิดการสร้างอินซูลิน (ฮอร์โมนควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด) อีกทั้งมะระยังมีเอนไซม์ที่ทำหน้าที่ย่อยน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรต สารอาหารจะผสมอยู่ในรูปของโปรตีน ซึ่งสามารถบรรเทาอาการเจ็บป่วยที่เกิดจากโรคตับและโรคเบาหวานได้ มะระยังสามารถแก้โรคตับอักเสบ ปวดหัวเข่า ม้ามอักเสบได้ค่ะ โดยรับประทานมะระดิบเป็นประจำจะช่วยได้ค่ะ

 
          นอกจากนี้มะระยังมีคุณค่าทางอาหารมากมาย เพราะอุดมไปด้วยฟอสฟอรัส แคลเซียม วิตามินซี วิตามินบี1 - บี3, เบต้าแคโรทีน, ไฟเบอร์, ธาตุเหล็ก, โพแทสเซียม, เป็นต้น

          เมนูอาหารจากมะระ ได้แก่ ต้มจืดมะระยัดไส้, มะระต้มจับฉ่าย, ผัดะมะระหมูสับ, มะระผัดกุ้ง, มะระผัดน้ำมันหอย เป็นต้น หากจะลดความขมของมะระต้องลวกหรือต้มนาน ๆ โดยคลุกเคล้ากับเกลือก่อนที่จะนำไปปรุง หรือต้มน้ำแล้วเทน้ำทิ้ง 1 ครั้ง ก่อนนำมารับประทาน จะช่วยให้กินมะระได้อย่างสบายใจ

          แถมท้ายอีกนิดนะค่ะ ด้วยข้อควรระวัง เราทานมะระที่ดิบ ๆ กันได้ แต่ห้ามรับประทานมะระที่มีผลสุกนะค่ะ เพราะอาจทำให้คลื่นไส้ อาเจียนได้ค่ะ เนื่องจากมีสารซาโปนินอยู่มาก ซึ่งสารนี้จะทำให้เป็นพิษต่อร่างกายค่ะ อีกอย่าง อย่าทานมะระมากจนเกินไปนะค่ะ เพราะจะทำให้ท้องเสีย เนื่องจากมีฤทธิ์เป็นยาระบาย

 
          โอ้ โห!!! ไม่น่าเชื่อเลยนะค่ะ ว่ามะระที่มีรสชาติที่ขม ไม่น่ารับประทาน ที่ใครหลายคนไม่ชอบรับประทานกันนั้น จะมีประโยชน์ต่อร่างกายมากมายจนเราคาดไม่ถึงขนาดนี้ ดังนั้นเราควรจะหันมารับประทานมะระกันบ้างนะค่ะ จะได้มีสุขภาพที่ดีกันนะค่ะ


แหล่งที่มา  Teenpath, http://health.kapook.com/view12109.html
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

Sunday, September 28, 2014

6 อาการแย่ ๆ ที่เกิดขึ้น หลังไม่กินคาร์โบไฮเดรต




       สาว ๆ ที่กำลังอยู่ในช่วงลดน้ำหนัก ก็คงได้ยินกันมาบ่อย ๆ แหละ ว่าไม่ควรกินคาร์โบไฮเดรตมากนัก แต่การที่ไม่ให้กินมาก ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่ควรกินเลยสักหน่อย เพราะร่างกายของคนเราต้องการอาหารให้ครบ 5 หมู่อยู่แล้ว เพียงแต่ว่าต้องเลือกกินและต้องจำกัดปริมาณให้ได้ หากใครที่เอาจริงเอาจังกับการลดน้ำหนักจนไม่กินคาร์โบไฮเดรตเลย ระวังจะเกิด 6 อาการเหล่านี้นะจ๊ะ

     
หมดพลังงาน

          หากสาว ๆ จะตัดการกินคาร์โบไฮเดรตเพื่อลดน้ำหนัก ก็อาจจะได้ผลดีอยู่ แต่มันจะทำให้คุณรู้สึกเหนื่อยล้าอ่อนเพลียจนไม่อยากจะทำอะไรเลยล่ะ เพราะสมองและกล้ามเนื้อของคุณต้องการกลูโคสจากคาร์โบไฮเดรตมาช่วยในการทำงาน หากขาดคาร์โบไฮเดรตไปก็จะทำให้ขาดพลังงานด้วย ฉะนั้นคุณไม่ควรจะตัดการกินคาร์โบไฮเดรตออกไปซะทีเดียวเลยนะ

     
ขาดสารอาหาร

          ไม่ว่าจะตัดอาหารหมู่ไหนไป ก็เป็นสิ่งที่ไม่ดีต่อสุขภาพร่างกายทั้งนั้นแหละ ยิ่งคาร์โบไฮเดรตเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยในการทำงานของสมอง ยิ่งเป็นสิ่งที่ไม่ดีใหญ่เลยถ้าคุณจะลดน้ำหนักด้วยการตัดการกินคาร์โบไฮเดรต ไป ฉะนั้นคุณอาจจะเลือกกินคาร์โบไฮเดรตให้มากในมื้อเช้าหรือกลางวัน แล้วค่อยลดในมื้อเย็นก็ได้นะ

     
ขาดความคล่องตัว

          ถ้าในระหว่างการลดน้ำหนักคุณต้องออกกำลังกายอย่างหนักหน่วง บอกเลยว่าร่างกายของคุณยิ่งต้องการคาร์โบไฮเดรตช่วยเติมพลังอย่างยิ่ง ซึ่งคุณอาจจะเลือกการกินคาร์ไบไฮเดตรจากพวกอาหารที่อุดมไปด้วยโฮลเกรนก็ได้ นะ ไม่อย่างนั้นล่ะเวลาออกกำลังกายคุณคงไม่มีความคล่องตัวและเหนื่อยหอบไวกว่า ที่เคย

สมองไม่สดใส

          หากคุณคิดจะไม่รับคาร์โบไฮเดรตเข้าสู่ร่างกายเพราะกลัวอ้วน บอกเลยว่าสมองของคุณจะไม่สดใสคิดอะไรไม่ค่อยออก ก็อย่างที่บอกไปแล้วว่าคาร์โบไฮเดรตน่ะสำคัญต่อสมองเอามาก ๆ เลย ซึ่งคุณควรจะหันมารับคาร์โบไฮเดรตให้เพียงพอประมาณ 90-130 กรัมต่อวัน จะช่วยให้สมองของคุณปลอดโปร่ง จะคิดอะไรก็ปิ๊งไอเดียใหม่ได้ตลอด

     
ความจำแย่

          เคยไหมที่คุณมักจะหลง ๆ ลืม ๆ ในสิ่งที่ไม่ควรลืม ก็อาจจะเป็นไปได้ว่าคุณอาจพักผ่อนไม่เพียงพอหรือเครียดเกินไป แต่หากคุณมักจะหลง ๆ ลืม ๆ ในช่วงที่งดการกินคาร์โบไฮเดรต ขอบอกเลยว่าชัดเจนแล้วล่ะว่าเป็นเพราะการได้รับคาร์โบไฮเดรตไม่เพียงพอ เพราะสมองต้องพึ่งกลูโคสที่ได้มาจากคาร์โบไฮเดรตเพื่อกระตุ้นการทำงานยังไง ล่ะ

     
หิวโหยตลอดเวลา

          ถ้าคุณงดการกินคาร์โบไฮเดรต แล้วหันไปกินเนื้อในปริมาณมาก แต่คุณก็ยังรู้สึกหิวโหยอยู่ตลอดเวลา นั่นอาจจะเป็นเพราะว่าคุณลดการกินคาร์โบไฮเดรตมากเกินไป ฉะนั้นลองหันมาเพิ่มการกินคาร์โบไฮเดรตบ้าง แค่เพียงเล็กน้อยก็ยังดีกว่าไม่ได้รับเลย แล้วลองดูสิว่าร่างกายของคุณมีอาการหิวโหยน้อยลงหรือไม่


          เห็นไหมล่ะ ว่าในแต่ละวันร่างกายของคนเราต้องการอาหารครบทุกหมู่ หากขาดไปมื้อใดมื้อหนึ่ง แน่นอนก็จะต้องส่งผลเสียต่อสุขภาพแน่นอน ฉะนั้นสาว ๆ ที่กำลังลดน้ำหนักต้องกินอาหารให้ครบทุกหมู่ แต่ควรเลือกกินและจำกัดปริมาณให้พอเหมาะด้วยนะคะ ที่สำคัญอย่าลืมกินคาร์โบไฮเดรตด้วยนะ ^_^

ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

Saturday, September 27, 2014

สื่อสารอย่างไรให้เข้าใจน้องเหมียวมากขึ้น




          บางคนที่เคยเลี้ยงแมวเป็นครั้งแรกคง จะเจอปัญหาการสื่อสารกับน้องเหมียว เพราะคุณอาจจะไม่รู้ว่าควรสื่อสารหรือแสดงลักษณะท่าทางอย่างไรเพื่อให้คุณ และแมวเข้าใจกันมากขึ้น วันนี้กระปุกดอทคอมมีวิธีที่แสนจะง่ายที่จะทำให้ การสื่อสารระหว่างคุณกับน้องเหมียวเป็นเรื่องกล้วย ๆ แถมยังทำให้คุณเข้าใจพฤติกรรมที่น้องเหมียวแสดงออกมาได้อีกด้วย ดังนี้ค่ะ


  1. สื่อสารด้วยคำพูด หรือเสียงเรียก

           แน่นอนว่าการพูดเป็นการสื่อสารแรก ๆ ที่เราใช้กัน การสื่อสารกับเจ้าเหมียวของคุณเองก็เช่นเดียวกัน เจ้าของควรพูดกับเจ้าเหมียวของคุณด้วยคำพูดง่าย ๆ อย่างเช่น ส่งเสียงเรียกเหมียว ๆ หรืออาจจะเป็นการเรียกชื่อของน้องเหมียวเอง เพื่อที่เจ้าแมวเองจะได้รู้ว่าคุณกำลังพยายามที่จะสื่อสารและทำความเข้าใจ มันอยู่

  2. สังเกตจากหาง

           หางจะเป็นส่วนที่บ่งบอกอารมณ์และพฤติกรรมของน้องแมวว่าต้องการจะทำอะไร กำลังอยู่ในอารมณ์แบบไหน แล้วกำลังจะทำอะไร อย่างเช่น เมื่อน้องแมวชูหางตั้งขึ้นเล็กน้อย คุณก็จะรู้ได้ทันทีว่าน้องเหมียวกำลังมีความสุขอยู่ หรือเวลาที่หางของน้องเหมียวสั่นไปมา อาจจะเป็นเพราะน้องเหมียวกับกำลังตื่นเต้นก็เป็นได้

  3. ดวงตาคือหน้าต่างของหัวใจ

           ใช่แล้วค่ะการสังเกตจากดวงตาของน้องเหมียวก็เหมือนกับการสังเกตดวงตาของคน เพราะจะทำให้คุณรู้เช่นกันว่าตอนนี้น้องเหมียวรู้สึกอย่างไรอยู่ เช่น เวลาที่ตาน้องเหมียวขยายออกอาจจะเป็นไปได้ว่า น้องเหมียวรู้สึกตื่นเต้น หรืออาจจะรู้หวาดกลัว ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่น้องเหมียวเผชิญอยู่ค่ะ


4. ส่วนหัวและหูบ่งบอกอารมณ์

           ให้เจ้าของน้องเหมียวลองสังเกตดี ๆ ที่หูของแมวเพราะการที่หูขยับไปขยับมาไม่เหมือนกัน ก็บ่งบอกถึงอารมณ์ที่ต่างไปเช่นเดียวกันค่ะ ส่วนอื่น ๆ บนหัวอย่างเช่น ปาก ลิ้น หรือจมูกก็สามารถทำให้คุณเข้าใจพฤติกรรมของน้องแมวได้ด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการที่ลิ้นของน้องเหมียวสั่นไป-มา นั่นอาจจะเป็นเพราะว่า น้องเหมียวรู้สึกกังวล หรือการที่เห็นจมูกของน้องเหมียวเปียก ก็อาจเป็นไปได้ว่าน้องเหมียวกำลังไม่สบายอยู่นะคะ

 
  5. ท่าทางประกอบเวลาพูด

           ถึงแม้ว่าการพูดคุยกับน้องเหมียวจะเป็นการที่จะทำให้น้องเหมียวเข้าใจคุณมาก ขึ้น แต่ลักษณะท่าทางเองก็สำคัญเช่นเดียวกัน เพราะการที่คุณแสดงท่าทางไปด้วยขณะที่พูดนั้นจะทำให้น้องเหมียวจดจำท่าทาง ได้ เช่น ถ้าคุณบอกให้แมวนั่งลงพร้อมกับทำมือประกอบ แมวก็จะเข้าใจความหมายที่คุณต้องการสื่อออกมาได้ง่ายขึ้น

  6. ฟังเสียงร้องจากน้องเหมียว

           คนที่เลี้ยงแมวอาจจะเคยได้สังเกตว่าเวลาที่น้องแมวต้องการสื่อสารกับคุณ ส่วนมากน้องแมวจะส่งเสียงเรียกด้วยการร้องเหมียว ดังนั้นคุณควรสังเกตการร้องของน้องเหมียวดี ๆ เพื่อที่คุณจะได้เข้าใจว่าน้องเหมียวต้องการจะบอกอะไรกับคุณ อย่างเช่น ถ้าน้องแมวร้องเหมียว ๆ สั้น ๆ ก็คือการทักทาย หรือว่าจะเป็นการส่งเสียงเหมียว ๆ หลายครั้งให้รู้ไว้เลยว่าน้องแมวกำลังตื่นเต้นกับบางสิ่งบางอย่างอยู่


           ไม่ยากเลยใช่ไหมคะกับการสื่อสารกับน้องเหมียวของคุณ เพียงแค่คุณรู้จักสังเกตพฤติกรรมของน้องแมว และศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติมว่าลักษณะท่าทางที่น้องเหมียวแสดงออกมานั้นคือ อะไร เท่านี้ทั้งคุณเองและเจ้าเหมียวก็จะอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขพร้อมความเข้า ใจซึ่งกันและกันแล้วล่ะ


เครดิตภาพ https://www.pinterest.com/pin/520728775638607299/

Thursday, September 25, 2014

12 วิธี หยุดแก่ไว้แค่อายุ 30 ด้วยการรีเซตลิ้น



         การเตรียมตัวเพื่อเข้าสู่วัยชราตั้งแต่ตอนที่ยังอยู่ในวัยกลางคน เป็นสิ่งที่พูดกันมากขึ้นในโลกยุคปัจจุบัน เพราะคนในยุคต่อไป ไม่ว่าจะอายุเท่าใดต่างก็ต้องเผชิญกับการบีบคั้นของสังคมมากขึ้น และการจะเตรียมตัวเองให้พร้อมสำหรับก้าวสู่โลกแบบนั้นก็เป็นสิ่งที่ต้องวาง แผนแต่เนิ่น ๆ

         แต่ทว่าความชรา ก็ชะลอไว้ก่อนก็ได้ ถ้ารู้จักดูแลร่างกายของเราเอง

         มีหลายคนนักที่มักมีพฤติกรรมแบบที่ว่าทุกครั้งที่กินก๋วยเตี๋ยวชอบ ปรุงเพิ่มแบบจัดหนัก หรือกินอาหารคาวก็มักขาดน้ำจิ้มไม่ได้ กินไม้ผลไม้ต้องจิ้มพริกเกลือหรือน้ำปลาหวานตลอด ซึ่งจะบอกว่าพฤติกรรมเหล่านี้นี่ล่ะที่จะสร้างความเสื่อมถอยให้กับร่างกายตน เองอย่างมาก

         ทั้ง นี้เพราะการติดอาหารรสจัด ไม่ว่าจะหวานจัด เค็มจัด หรือเผ็ดจัด มีส่วนให้ชราก่อนวัยอันควรได้ทั้งนั้น แล้วทีนี้ทำอย่างไร ?…เราแนะนำว่าให้ Reset ลิ้น

         เคล็ดลับ Reset ลิ้นสำหรับคนกินรสจัด

       1. ออกห่างจากอาหารจัดจ้าน และอนุญาตให้อาหารจืดผ่านสู่ลิ้นเท่านั้น

       2. วางเป้าหมายที่ชัดเจนว่า ถ้าอยากมีสุขภาพแข็งแรงอยู่ไปนาน ๆ ต้องกินอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายเท่านั้น

       3. งดอาหารแปรรูปทั้งหลาย อย่างเช่น อาหารกระป๋อง หมูหยอง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป กุนเชียง ไส้กรอก แหนม ปลาเค็ม ไข่เค็ม เป็นต้น เพราะอาหารเหล่านี้ล้วนมีน้ำตาลและโซเดียมในปริมาณที่สูงมาก คุณต้องเลี่ยงให้ไกล แต่หากจำเป็นต้องกินก็กินให้น้อยเข้าไว้

       4. ซาลาเปา ขนมหวาน ขนมปัง เบเกอรี่หน้าตาดีทั้งหลาย หยุดได้ควรหยุด จะช่วยให้หุ่นเพรียว สุขภาพดี หน้าตาอ่อนเยาว์ขึ้นกว่าที่เป็นอยู่

       5. พยายามทำอาหารการกินเองที่บ้าน เพราะสามารถควบคุมคุณภาพและรสชาติอาหารให้จืดตรงกับที่เราต้องการได้

       6. ลดเครื่องปรุงทุกชนิดครึ่งหนึ่ง ในการปรุงอาหาร ตั้งแต่น้ำมัน น้ำปลา กะปิ ปลาร้า เต้าเจี้ยว ซีอิ๊ว ซอส น้ำตาล ซึ่งเมื่อชินกับรสชาติที่ลดลงมาแล้ว ก็ให้ลดลงอีกครึ่งหนึ่ง

      7. ใช้เครื่องชูรสจากธรรมชาติ ตามแบบฉบับคนสมัยก่อน เช่น ใช้มะนาว มะขาม ส้ม ในการเพิ่มรสเปรี้ยว หรือใช้หัวหอม แครอท พืชผักในการเพิ่มรสหวาน รสเค็มก็ใช้เกลือ แต่ไม่ต้องใส่มาก

       8. เลิกนิสัยเติมเครื่องปรุงแบบจัดเต็ม พยายามปรุงแต่น้อย หรือไม่ปรุงเลยยิ่งดี

       9. ดูฉลากเสมอ ก่อนตัดสินใจซื้ออาหารใด ๆ โดยดูปริมาณน้ำตาล และโซเดียมต่อหน่วยก่อนเสมอ

      10. พยายามกินอาหารแบบไม่ต้องพึ่งน้ำจิ้ม

       11. หยุดซดน้ำซุป รวมถึงน้ำปรุงรสทั้งหลายในจานอาหาร

       12. หยุดกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป หรือกินให้น้อยที่สุด และใส่เครื่องปรุงเพียงครึ่งเดียว


         อาจจะดูเยอะไปสักหน่อยสำหรับการ Reset ลิ้น ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน แต่ทว่ามันช่วยได้จริง ๆ กับการชะลอวัย สิ่งเหล่านี้ต้องใช้เวลาให้การปรับนิสัย แต่เมื่อทำได้ รับรองว่ามันดีต่อร่างกายของคุณเองแน่นอน

แหล่งที่มา  emaginfo, http://health.kapook.com/view99350.html
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต