Thursday, May 25, 2017

15 สาเหตุใกล้ตัว ที่ทำให้ปวดหัวทุกวัน !




          อาการปวดหัวของเราที่เป็นกันอยู่ทุกวัน เชื่อไหมคะว่าอาจมีสาเหตุจากเรื่องใกล้ตัวที่เราเองก็คาดไม่ถึง และจริง ๆ แล้วเราสามารถแก้ปวดหัวได้โดยไม่ต้องพึ่งยาขนานไหน แค่ปรับแค่เปลี่ยนความคิดและนิสัยบางอย่างของเราเองนี่แหละ

          อาการปวดหัวแม้จะไม่ได้ส่งผลกระทบร้ายแรงเท่าไร แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าทำให้รำคาญตัวเองไม่น้อย และบางคนไม่ใช่แค่ปวดหัวเท่านั้นด้วยนะคะ แต่อาการปวดขมับ ปวดเบ้าตา และอาการตึงเครียดที่ท้ายทอยก็มาเยือนด้วย โดยอาการปวดหัวที่เราเป็นกันบ่อย ๆ นั้น ไม่น้อยหรอกค่ะที่เกิดจากเรื่องใกล้ตัวซึ่งจริง ๆ แล้วเราหลีกเลี่ยงได้ ดังนั้นใครไม่อยากมีอาการปวดหัวทุกวัน มาลองเช็กกันว่าสาเหตุใกล้ตัวที่ทำให้เราปวดหัวบ่อย ๆ มีอะไรบ้าง และเราสามารถหลีกเลี่ยงต้นตอของอาการปวดหัวได้ด้วยวิธีไหน

1. ความเครียด

          ความเครียดเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ไม่ว่าจะอยู่ในวัยใดก็พบเจอด้วยกันได้ทั้งนั้น ซึ่งอาการปวดหัวจากความเครียดสังเกตได้ง่าย ๆ ค่ะ โดยจะมีความรู้สึกปวดหนัก ๆ ที่ขมับทั้งสองข้าง ปวดตื้อ ๆ แต่ไม่ปวดแบบตุบ ๆ หรือบางคนอาจมีอาการปวดหัวร่วมกับปวดต้นคอ ไหล่ และหลังร่วมด้วย

          โดยคนที่จะมีอาการปวดหัวแบบนี้ทุกวัน นั่นก็แปลว่าคุณกำลังตกอยู่ในความเครียด ความกดดัน หรือรู้สึกวิตกกังวลกับอะไรบางอย่าง ซึ่งหากไม่อยากทรมานกับอาการปวดหัวอีกต่อไป ลองฝึกนั่งสมาธิ สงบจิตใจ และรู้จักปล่อยวางบ้างก็ดีนะคะ

2. ติดสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต

          ทุกวันนี้คนเราจ้องหน้าจอมากกว่ามองวิวรอบ ๆ ตัวอีกนะคะ ดังนั้นหายสงสัยได้เลยว่าทำไมตกเย็นในทุกวันถึงมีอาการปวดหัว ปวดกระบอกตารอบ ๆ ได้ นั่นก็เพราะเราใช้สายตากับเทคโนโลยีเหล่านี้มากเกินไป โดยเฉพาะคนที่เล่นมือถือในระหว่างเดินทาง จ้องจอติดกันเป็นเวลานาน ๆ ซึ่งก็แน่นอนว่ามีความสั่นสะเทือนไม่มากก็น้อย แบบนี้ดวงตาก็ต้องโฟกัสสิ่งที่กำลังดูมากขึ้นไปโดยปริยาย เกร็งทั้งดวงตา ทั้งก้มคอ ความตึงเครียดเหล่านี้แหละสาเหตุหลักที่ทำให้ปวดหัวเลย !

          ทว่าวิธีแก้ปวดหัวจากการติดสมาร์ทโฟนก็มีค่ะ โดยพยายามอย่าจ้องหน้าจอนานติดต่อกัน ควรเงยหน้ามาพักสายตา มองไปรอบ ๆ ตัวหาพื้นที่สีเขียวทุก ๆ 5 นาที รวมทั้งกะพริบตาให้บ่อยขึ้น และปรับแสงหน้าจอให้มีความเหมาะสม ไม่มืด ไม่สว่างเกินไปก็ช่วยได้แล้ว

3. นั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์นานเกินไป

          หนุ่ม-สาวออฟฟิศที่ต้องทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้งวัน ก็มักจะมีอาการปวดหัวหนัก ๆ รู้สึกหนักหัว และปวดกระบอกตาตุบ ๆ ร่วมกับอาการปวดคอ ไหล่ และหลัง โดยอาการมักจะมาตอนบ่ายหรือใกล้เลิกงาน บางคนอาจมีอาการเวียนศีรษะและคลื่นไส้อาเจียนได้ด้วยนะคะ ซึ่งอาการเหล่านี้เกิดได้จากหลายสาเหตุเลยค่ะ โดยบางคนอาจมีปัญหาเกี่ยวกับสายตา ถึงเวลาต้องตัดแว่น หรือเปลี่ยนเลนส์แว่นสักที เพราะสายตาตอนนี้เปลี่ยนไปไม่ตรงกับค่าเลนส์แว่นอันเดิมที่ใส่แล้ว หรือบางคนอาจทำงานหนัก นั่งติดเก้าอี้และจ้องจอคอมพ์ ไม่ยอมลุกไปไหน ขนาดกินข้าวก็ยังนั่งกินที่โต๊ะ เล่นโซเชียลผ่านหน้าจอคอมพ์ไปอีก ซึ่งก็เท่ากับว่าเราใช้สายตาไปกับจอคอมพิวเตอร์แทบจะทั้ง 8-9 ชั่วโมงที่ทำงาน ดังนั้นอาการล้าสายตา ปวดเกร็งกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ อาจกระตุ้นให้เกิดอาการปวดหัวได้ด้วยนะคะ
  
          ทั้งที่จริง ๆ แล้วเราสามารถปรับพฤติกรรมเพื่อเลี่ยงอาการปวดหัวที่มีสาเหตุมาจากการนั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ได้ไม่ยาก โดยพยายามพักสายตาไปมองรอบ ๆ ตัวทุก 10 นาที และลุกไปเปลี่ยนอิริยาบถทุก ๆ 1 ชั่วโมงเป็นอย่างต่ำ

4. ติดกาแฟ

          กาแฟมีคาเฟอีนที่ช่วยกระตุ้นความตื่นตัวให้ร่างกาย อันนี้ไม่เถียงค่ะ แต่รู้ไหมคะว่าการฝึกตัวเองให้ติดกาแฟหนัก ๆ อย่างคนที่ดื่มกาแฟได้วันละ 4-5 แก้วต่อวัน พฤติกรรมดังกล่าวก็เป็นสาเหตุหนึ่งของอาการปวดหัวบ่อย ๆ ได้เหมือนกันนะ เพราะปริมาณคาเฟอีนที่สะสมอยู่ในร่างกายมากเกิน จากการกินกาแฟมากกว่า 4 แก้วต่อวัน จะกระตุ้นสมองส่วนกลางรัว ๆ ทำให้มีอาการปวดหัว ปวดกระบอกตาตุบ ๆ บางคนอาจมึนหัวเหมือนคนนอนไม่พอ หรืออาจพัฒนาเป็นโรคไมเกรนได้ถ้ายังไม่เลิกติดกาแฟ

5. เสพติดหมากฝรั่ง

          มีใครแถวนี้ติดเคี้ยวหมากฝรั่งบ้างไหมคะ ประเภทต้องเคี้ยวหมากฝรั่งหลังมื้ออาหาร ยามง่วง ๆ หรือทุกครั้งที่รู้สึกว่าลมหายใจไม่สะอาด จะบอกให้รู้ว่าพฤติกรรมติดเคี้ยวหมากฝรั่งแบบนี้อาจเป็นต้นเหตุของอาการปวดหัวข้างเดียว แบบรู้สึกปวดขมับตุบ ๆ ร้าวลงมาถึงกรามได้ อันเนื่องมาจากภาวะกรามล้า จากการต้องบดเคี้ยวย้ำ ๆ นั่นเอง
   
          ดังนั้นหากใครปวดหัวข้างเดียวบ่อย ๆ ในลักษณะนี้ และเดาได้ว่าอาจมีสาเหตุเพราะติดเคี้ยวหมากฝรั่ง ก็พยายามงดเคี้ยวหมากฝรั่งไปสักพัก หรืออย่างน้อยเคี้ยวให้น้อยลงหน่อยก็ยังดี

6. ดื่ม/กินของเย็นจัด

          สำหรับเคสที่ปวดหัวจี๊ด ๆ ทุกวัน
โดยเฉพาะตอนดื่มน้ำเย็นเจี๊ยบหรือกินของเย็นจัด ๆ อาการนี้เรียกว่าภาวะ Brain freeze ที่จะก่อให้เกิดอาการปวดหัวจี๊ด ๆ หรือในบางคนปวดเจ็บจี๊ด ๆ ที่บริเวณขมับ อันเนื่องมาจากการรับของเย็นจัดเข้าร่างกาย จะกระตุ้นหลอดเลือดบริเวณช่องคอแถวเพดานอ่อนให้หดตัว แล้วก็เกิดการคลายตัวในเวลาถัดมา ซึ่งการหดและคลายตัวของหลอดเลือดจะส่งผลทำให้ต่อมรับความรู้สึกเจ็บปวด (Pain Receptor) ถูกกระตุ้น และส่งผลไปยังสมองและเส้นประสาท ทำให้เส้นเลือดหดเกร็งตัว ก่อให้เกิดอาการปวดศีรษะจี๊ด ๆ นั่นเอง
  
          ทว่าวิธีแก้ปวดหัวจี๊ด ๆ จากการดื่มน้ำเย็นหรือกินของเย็นจัดก็ไม่ยากค่ะ เพียงแค่ค่อย ๆ ดื่มน้ำเย็น หรือเล็มไอศกรีมช้า ๆ โดยแตะที่ลิ้นก่อนเพื่อให้อุณหภูมิในร่างกายได้ปรับตัวในขั้นแรก เท่านี้ก็จะช่วยหลีกเลี่ยงอาการปวดหัวจี๊ด ๆ ได้แล้วล่ะ หรือทางที่ดีพยายามดื่มน้ำที่ไม่เย็นจัดมากก็น่าจะช่วยได้เยอะเลยนะคะ


7. แบกกระเป๋าหนัก ๆ หรือยืน-นั่งจนหลังแข็ง !

          ในบางอาชีพที่แทบต้องยืน เดินทำงานทั้งวันแบบไม่มีเวลานั่งพักสักเท่าไร หรือในกลุ่มนักเดินทาง นักเรียนที่ต้องแบกกระเป๋าหนัก ๆ เป็นเวลานาน ๆ กลุ่มนี้จะเกิดอาการปวดหัวตื้อ ๆ ร่วมกับอาการปวดหลังและคอได้ โดยสาเหตุก็คืออาการปวดล้ากล้ามเนื้อและกระดูกสันหลัง จะลามมาทำให้กล้ามเนื้อลำคอเกร็งปวดไปด้วยได้ ก่อให้เกิดความรู้สึกปวดหัวในเวลาต่อมา ดังนั้นลองสังเกตนะคะว่าหากเรามีอาการหลังแข็ง คอแข็ง ร่วมกับอาการปวดศีรษะแบบมึน ๆ บ่อยจนน่ากังวล ลองไปพบแพทย์หรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตนเองในเบื้องต้นก็ได้

8. ปัญหาสุขภาพฟัน

          ปัญหาสุขภาพฟันก็ไม่ควรมองข้ามค่ะ เพราะอาจเป็นต้นตอของอาการปวดหัว 2 ข้าง หรือปวดหัวข้างเดียวในลักษณะปวดเหมือนมีอะไรมารัดรึงที่หัว ปวดรอบ ๆ ลูกตา ปวดร้าวแนวกรามและขากรรไกร บางรายอาจมีอาการกัดฟันในตอนกลางคืนร่วมด้วย และสัมผัสได้ถึงอาการปวดศีรษะเมื่อเอามือไปแตะที่หน้าผาก พร้อมทั้งเมื่ออ้าปากอาจมีเสียงดังกึกให้ได้ยินเบา ๆ ซึ่งอาจเป็นเพราะปัญหาความผิดปกติของข้อขมับและขากรรไกรล่าง ที่ทำให้การสบฟันผิดปกติไปด้วย จนเป็นเหตุให้กล้ามเนื้อที่ควรได้รับการพักผ่อนต้องทำงานหนักเพิ่มขึ้นหลายเท่า นานเข้าจึงส่งสัญญาณความเมื่อยล้ามาเป็นอาการปวดหัวอย่างที่บอกไป

          แต่อย่างไรก็ดี วิธีรักษาอาการปวดหัวจากสาเหตุนี้ต้องได้รับการรักษาโดยทันตแพทย์เท่านั้นค่ะ อย่าซื้อยาแก้ปวดกินเองเด็ดขาด

9. นอนน้อย พักผ่อนไม่เพียงพอ

          สำหรับคนที่จำเป็นต้องนอนดึก ตื่นแต่เช้า ร่างกายก็คงไม่ได้รับการพักผ่อนที่เพียงพอ จนเป็นเหตุให้เกิดอาการปวดหัวทุกเช้าหลังตื่นนอนได้ โดยอาการปวดหัวจะมีลักษณะปวดตุบ ๆ หนักศีรษะเหมือนจะลุกไม่ค่อยไหวในทุกเช้า ซึ่งนอกจากอาการปวดหัวทุกเช้าจะเกิดจากการพักผ่อนไม่เพียงพอแล้ว ยังอาจเป็นได้จากความเครียด ปัญหาสุขภาพฟัน หรือเป็นอาการเริ่มแรกของโรคไมเกรนก็ได้ด้วยนะคะ ดังนั้นลองแก้ปวดหัวด้วยการพยายามพักผ่อนให้เต็มอิ่มดูก่อน หากอาการปวดหัวยังไม่หาย ลองพบแพทย์เพื่อหาต้นตอของปัญหาที่แท้จริงให้รู้ชัดกันไปเลย

10. กินยาแก้ปวดมากเกินไป !

          โดยเฉพาะยาแก้ปวดจำพวกอะเซตามิโนเฟน (Acetaminophen) หรือไทลินอล, แอสไพริน และไอบูโพรเฟนเกิน 2 ครั้งต่อสัปดาห์ รวมทั้งยารักษาโรคไมเกรน (Triptans) เกิน 10 วันต่อเดือนด้วย ซึ่งเมื่อเรากินยาแก้ปวดติดต่อกันนาน ๆ จนร่างกายเกิดความเคยชิน อาการปวดก็จะถูกฤทธิ์ยากดไว้ ทว่าพอฤทธิ์ยาในร่างกายหมดไป อาการปวดหัวจะฟื้นกลับมาแสดงอาการอีกครั้งในทันที ทำให้เรารู้สึกปวดหัวเกือบทุกวัน โดยปวดไปทั้งศีรษะหรือปวดขมับอย่างหนักเลยก็ได้ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการในแต่ละบุคคล และถ้าอยากหายจากอาการปวดหัวลองปรึกษาแพทย์เพื่อให้แพทย์ปรับลดขนาดยาให้เหมาะสมกับความจำเป็นของร่างกายดีกว่านะคะ

11. ปวดหัวจากการออกกำลังกาย

          การออกกำลังกายที่หนักมากเกินไป โดยเฉพาะหากผู้ออกกำลังกายกดดันตัวเอง หรือออกกำลังกายที่เกินกำลังสังขารของตัวเอง เคสนี้เราพบว่าเป็นต้นเหตุของอาการปวดศีรษะได้เช่นกันค่ะ โดยลักษณะอาการปวดจะปวดหัวตุ้บ ๆ ทั้งศีรษะ เหมือนมีอะไรมาแทงอยู่ข้างใน หรือบางคนอาจรู้สึกปวดท้ายทอยหรือเฉพาะส่วนหน้าของศีรษะนานหลายนาที แม้จะหยุดออกกำลังกายไปแล้วอาการปวดหัวก็ยังอยู่

          ซึ่งอาการปวดหัวที่กล่าวมานี้ยังสามารถเกิดจากปัจจัยอื่น ๆ ในระหว่างที่เราออกกำลังกายได้ด้วยนะคะ ยกตัวอย่างเช่น สภาพแวดล้อมบริเวณนั้นร้อนอบอ้าว ร่างกายของเราเหนื่อยล้าและมีอาการปวดหัวอยู่ก่อนแล้ว ออกกำลังกายหนักจนเกิดภาวะขาดน้ำ ปวดหัวจากอุปกรณ์ออกกำลังกายบางชนิดที่มีความบีบรัด ปวดหัวจากการโหม่งบอลผิดท่า หรือเป็นคนไม่ค่อยได้ออกกำลังกายแล้วไปออกกำลังกายหนัก ๆ ในทันที กลุ่มนี้ก็จะเกิดอาการปวดหัวหลังออกกำลังกายได้เหมือนกันค่ะ

          โดยทางแก้ก็คือตรวจเช็กอาการปวดหัวของเราก่อนว่ามีความรุนแรงขนาดไหน ปวดหัวทุกครั้งที่ออกกำลังกายเลยหรือเปล่า เมื่อค่อนข้างได้ข้อมูลที่ครบถ้วนแล้วก็ไปพบแพทย์ ซึ่งแพทย์อาจจะจ่ายยาแก้ปวดมาให้รับประทาน และแนะนำวิธีออกกำลังกายที่เหมาะสมกับเราต่อไป

12. ปวดหัวเพราะกินอาหารซ้ำ ๆ เดิม ๆ

          ไม่น่าเชื่อว่าพฤติกรรมบริโภคอาหารซ้ำซากจะเป็นหนึ่งในสาเหตุของอาการปวดหัวได้เหมือนกัน โดยเฉพาะคนที่ชอบกินอาหารรสหวาน อาหารสำเร็จรูปเมนูเดิม ๆ หนักไปทางไขมันและชีส ผลสำรวจจาก Centers for Disease Control  ก็บอกว่าอาหารไม่มีประโยชน์เหล่านี้แหละตัวดีที่ทำให้เกิดอาการปวดหัวเลยล่ะ และใครไม่อยากปวดหัวบ่อย ๆ อีกต่อไป ลองเปลี่ยนมากินแป้งไม่ขัดสี ผัก ผลไม้ และอาหารที่ไม่ผ่านกระบวนการแปรรูปดูบ้าง เชื่อสิว่าถ้าปรับพฤติกรรมแล้ว อาการปวดหัวบ่อย ๆ ของคุณจะหายไป !

13. อาการภูมิแพ้

          อาการภูมิแพ้ของบางคนไม่ได้มาในรูปฟึดฟัด หายใจไม่ออก น้ำมูกน้ำตาไหล แต่มาในรูปแบบของอาการปวดหัวก็มีค่ะ โดยบางคนไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตัวเองไวต่อสารก่อภูมิแพ้เหล่านี้ ดังนั้นลองสังเกตตัวเองดูว่ารู้สึกปวดหัวตอนไหนแบบเจาะจงได้บ้าง เช่น ปวดหัวทุกครั้งที่ได้กลิ่นกาแฟ ปวดหัวทุกครั้งที่อยู่ในห้องเหม็นอับ หรือปวดหัวทุกครั้งที่เดินผ่านดงดอกไม้เยอะ ๆ และมักจะปวดหัวแบบเวียน ๆ มึน ๆ ร่วมกับอาการคัดจมูก เหมือนจะเป็นไข้ ถ้าพบว่าอาการเหล่านี้ใช่ก็พบแพทย์ได้เลย

14. ความดันโลหิตสูง

          ในกรณีที่ปวดหัวทุกวัน โดยไม่ทราบสาเหตุ ไม่ได้นอนไม่พอ และไม่ได้มีปัจจัยเสี่ยงต่ออาการปวดหัวใด ๆ เลย อาจเป็นไปได้ว่าอาการปวดหัวเรื้อรังที่คุณเป็นอยู่นั้นมีสาเหตุมาจากความดันโลหิตสูง ซึ่งโรคความดันโลหิตสูงถือเป็นภัยเงียบแสนอันตราย เพราะมักจะไม่ปรากฏอาการใด ๆ คุณอาจมีอาการปวดหัวบ่อย ๆ มึนศีรษะเป็นบางครั้ง หรือเหนื่อยง่ายผิดปกติ ซึ่งเป็นอาการที่เกิดขึ้นกับใครก็ได้ หลายคนจึงไม่เอะใจว่าอาการเหล่านี้เป็นสัญญาณของโรคความดันโลหิตสูง

          อย่างไรก็ตาม หากคุณมีอาการปวดหัวเรื้อรัง ร่วมกับอาการข้างเคียงดังที่กล่าวมา และเป็นบุคคลที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป แนะนำให้ตรวจวัดความดันโลหิตของตัวเองเรื่อย ๆ เพื่อเช็กดูว่าความเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูงของเรามีมากน้อยแค่ไหน เพราะหากรู้ตัวว่าเป็นความดันโลหิตสูงในระยะเริ่มต้น เราก็พอมีทางเลือกในการรักษาที่หลากหลายมากกว่าการรับประทานยาไปตลอดชีวิต ซึ่งวันนี้กระปุกดอทคอมก็มีวิธีลดความดันโลหิตตามวิถีธรรมชาติมาฝากด้วย


          - 13 อาหารลดความดันโลหิตสูง ที่ทุกครัวเรือนควรมี

          -  สมุนไพรลดความดันโลหิตสูง พืชมหัศจรรย์ใกล้ตัว

15. ป่วยโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง (Autoimmune Disorder)

          อาการปวดหัวเรื้อรังในบางเคส สามารถบอกสัญญาณของโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเองในระยะเริ่มต้นได้ โดยหากคุณมีอาการปวดหัวทุกวันแต่ไม่ได้เกิดจากสาเหตุตามข้อไหนในที่กล่าวมาแล้วเลย แนะนำให้ไปพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายอย่างละเอียดอีกครั้งดีกว่านะคะ

          อาการปวดหัวเป็นอาการป่วยสามัญที่เกิดกับทุกคนบ่อย ๆ ก็จริง แต่ภายใต้อาการปวดหัวที่เราเป็นกันต่าง ๆ นานานั้น บางกรณีก็ไม่น่าห่วงเท่าไร แต่บางกรณีก็ไม่น่าไว้ใจเลยสักนิด ฉะนั้นเพื่อความปลอดภัยของสุขภาพร่างกาย ก็อย่าละเลยอาการป่วยของตัวเองเลยดีกว่านะคะ


ขอขอบคุณข้อมูลจาก
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
elitedaily
health
womenshealthmag
boston
https://health.kapook.com/view171791.html

Monday, May 22, 2017

17 อาหารที่มีไฟเบอร์สูง แคลอรีต่ำ ช่วยลดน้ำหนักได้ดีเยี่ยม




        อาหารเหล่านี้มีไฟเบอร์สูงมาก และยังเป็นอาหารที่ให้พลังงานต่ำ คนกำลังลดน้ำหนักต้องห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง

          อาหารที่มีไฟเบอร์สูงดีต่อคนลดน้ำหนัก เพราะคุณสมบัติอุ้มน้ำของกากใยจะช่วยให้รู้สึกอิ่มได้นาน ในขณะที่รับพลังงานลดลง นอกจากนี้ด้วยความที่เป็นอาหารมีกากใยสูงมากก็ช่วยเรื่องระบบขับถ่ายด้วย และเมื่อระบบขับถ่ายดี เรื่องลดน้ำหนักก็เหมือนจะคล่องตัวเพิ่มขึ้นอีก แบบนี้คนลดความอ้วนคงไม่มีเหตุผลที่จะไม่กินอาหารไฟเบอร์สูงแล้วจริงไหมคะ ดังนั้นกระปุกดอทคอมขอเอาใจคนลดน้ำหนักและคนรักสุขภาพ จัดให้เลยกับ 17 อาหารที่มีไฟเบอร์สูง แถมแคลอรีต่ำซะด้วยนะ

1. เมล็ดทานตะวัน

          เมล็ดทานตะวัน 100 กรัม มีไฟเบอร์อยู่มากถึง 9 กรัม แต่ยังไม่พอแค่นั้นค่ะ ในเมล็ดทานตะวันยังมีแมกนีเซียม ตัวช่วยลดความตึงเครียดและช่วยเผาผลาญแคลอรีในร่างกาย เรียกได้ว่าใครอยากลดน้ำหนัก แต่ก็ติดนิสัยกินจุบจิบด้วย เมล็ดทานตะวันคือทางออกที่ดีของคุณเลย

2. เมล็ดฟักทอง

          เป็นอีกหนึ่งธัญพืชที่มีทั้งไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำและไฟเบอร์ชนิดไม่ละลายน้ำ โดยเมล็ดฟักทอง 1 ถ้วยตวงจะประกอบด้วยไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำ 2.4 กรัม ส่วนไฟเบอร์ชนิดไม่ละลายน้ำมีอยู่ราว ๆ 6.4 กรัม จัดเป็นของกินเล่นอีกตัวเลือกที่คนอยากลดน้ำหนักต้องไม่พลาด เพราะนอกจากจะช่วยให้อิ่มเพลินไม่ต้องห่วงแคลอรีเกินแล้ว เมล็ดฟักทองยังอุดมไปด้วยไขมันชนิดดี วิตามินเอ แคลเซียม โพแทสเซียม และแมกนีเซียม ดีต่อหัวใจ การทำงานของสมอง และระบบประสาทไปในตัว

3. ข้าวโพดต้ม

          ข้าวโพดต้ม 1 ฝัก จะให้ไฟเบอร์ราว ๆ 2 กรัม และข้าวโพดก็จัดเป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนนะคะ กินเข้าไปแล้วจะอ้อยอิ่งอยู่ในท้องให้ร่างกายได้ย่อยกันยาว ๆ ส่งผลดีต่อระดับน้ำตาลในเลือด ทำให้เราลดความอยากอาหารพาอ้วนอื่น ๆ ได้ดีมากเลยล่ะ

4. แก้วมังกร

          เนื้อแก้วมังกร 100 กรัม จะให้ไฟเบอร์ประมาณ 2.6 กรัม ในขณะที่ให้พลังงานเพียง 66 กิโลแคลอรีเท่านั้นเอง ดังนั้นแก้วมังกรเลยจัดเป็นผลไม้ช่วยลดน้ำหนัก เพราะเป็นผลไม้ที่มีสารมิวซิเลจ (Mucilage) ซึ่งมีในเฉพาะในตระกูลกระบองเพชร ลักษณะคล้ายวุ้นเจลช่วยดูดซับน้ำในร่างกาย ทำให้อิ่มอยู่ท้องทั้งที่เป็นเพียงผลไม้เบา ๆ กินแทนอาหารเย็นได้สบายเลย

5. กล้วย

          กล้วย 100 กรัมมีไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำได้อยู่ 2.6 กรัม ดังนั้นเมื่อกล้วยตกเข้าไปในระบบย่อยอาหารจึงดูดซับน้ำ พองตัวและช่วยทำให้ท้องรู้สึกอิ่มได้นานขึ้น แถมหากกินกล้วยในตอนเช้ายังช่วยลดความอยากของหวาน ๆ ได้อีกด้วย เพราะความหวานของกล้วยจะเข้าไปเติมเต็มอาการอยากของหวานชนิดต่าง ๆ ที่สำคัญความหวานของกล้วยยังปราศจากแคลอรีอีกด้วยนะคะ

          นอกจากนี้กล้วยยังมีวิตามินบี 1 และบี 2 คอยช่วยเร่งการเผาผลาญน้ำตาลและไขมัน อีกทั้งยังมีคาร์โบไฮเดรตชนิดดีต่อร่างกายด้วยล่ะ

6. มันเทศ

          แม้มันเทศจะดูเป็นอาหารประเภทหัวที่มีแป้งเยอะ แต่คาร์โบไฮเดรตในมันเทศเป็นคาร์บเชิงซ้อนค่ะ นั่นหมายความว่าแป้งในมันเทศจะอยู่ท้องและใช้เวลาย่อยนานกว่าแป้งเชิงเดี่ยว ทำให้ระดับน้ำตาลในร่างกายเราไม่แกว่ง ไม่รู้สึกหิวจุบจิบ อีกทั้งในมันเทศยังมีไฟเบอร์ซ่อนอยู่ถึง 6 กรัมต่อมันเทศ 1 หัวใหญ่ ดังนั้นคนที่อยากแก้อาการท้องผูกมันเทศต้มก็ช่วยได้ และยังช่วยลดน้ำหนักให้คนที่กำลังไดเอตได้อีกต่างหาก

7. กะหล่ำปลี

          กะหล่ำปลี 100 กรัมให้ไฟเบอร์ 2.5 กรัม ขณะที่ให้พลังงานเพียง 25 กิโลแคลอรีเท่านั้น อีกทั้งกะหล่ำปลีสามารถนำไปทำเมนูได้หลากหลาย กินแบบต้ม นึ่ง ตุ่นได้อย่างไม่น่าเบื่อ จัดเป็นเมนูลดน้ำหนักที่น่าลิ้มลองไม่น้อยเชียวค่ะ

          - 12 เมนูกะหล่ำปลี เปลี่ยนอาหารจานผักให้ไม่น่าเบื่อ

8. ถั่วดำ

          ข้อมูลจากกองโภชนาการ กรมอนามัยทำให้เราทราบว่า ถั่วดำ 100 กรัมให้ไฟเบอร์ได้สูงถึง 4.6 กรัม แต่ถ้าจะให้ดีคนกำลังลดน้ำหนักควรกินถั่วดำเพียง 50 กรัมก็พอค่ะ และควรกินถั่วดำต้มสุกแบบไม่ใช่ขนมหวานด้วย เพราะถั่วดำ 100 กรัม ให้พลังงานสูงพอตัวนะคะ ประมาณ 357 กิโลแคลอรีเลย ฉะนั้นเพื่อสนับสนุนภารกิจลดน้ำหนักให้เป็นไปอย่างราบลื่น แนะนำให้ประทานถั่วดำวันละ 50 กรัมก็พอ ซึ่งจะทำให้ได้รับไฟเบอร์ประมาณ 2-3 กรัม แถมยังแคลอรีต่ำและไม่มีไขมันอิ่มตัวให้กลัวอ้วน

9. ฝรั่ง

          ปริมาณใยอาหารของฝรั่งจะอยู่ที่ 9 กรัมต่อฝรั่ง 1 ถ้วยตวง ซึ่งไฟเบอร์สูงแบบนี้จะถูกร่างกายดูดซึมเอาไปใช้หล่อเลี้ยงอวัยวะภายในต่าง ๆ โดยที่ระบบย่อยอาหารจะทำการดูดซึมไฟเบอร์เพคติน จึงทำให้เรารู้สึกอิ่ม อีกทั้งในเนื้อสีขาวและเปลือกสีเขียวของฝรั่งยังมีคุณสมบัติเป็นกรดอ่อน ๆ ช่วยในการย่อยอาหารได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ฝรั่งยังอุดมไปด้วยวิตามินซี วิตามินเอ แมกนีเซียม โพแทสเซียม แคลเซียม และไฟโตนูเทรียนต์อีกหลากหลายชนิด การันตีว่าดีต่อร่างกายเราจริง ๆ

10. ถั่วลั่นเตา

          ถั่วลันเตา 1 ถ้วยตวงให้ไฟเบอร์ 9 กรัม พ่วงด้วยวิตามินเอ วิตามินซี แคลเซียม ฟอสฟอรัส และแมกนีเซียมมาด้วย นับว่าเป็นของกินเล่นแก้เหงาปากที่น่าสนใจไม่เบา เพราะแคลอรีต่ำ ไฟเบอร์สูง ช่วยให้อิ่มอยู่ท้อง แต่ทั้งนี้ก็ควรเลือกกินถั่วลันเตาที่ทำให้สุกด้วยการต้ม นึ่ง หรืออบ โดยไม่ปรุงรสใด ๆ เพิ่มด้วยนะคะ

11. ลูกพรุน

          ลูกพรุน ลูกไหน หรือลูกพลัม แม้จะเรียกต่างกันไปแต่ผลไม้ชนิดนี้ก็มีใยอาหารเท่ากันค่ะ เพราะเป็นผลไม้ชนิดเดียวกันนั่นเอง และที่สำคัญลูกพรุนยังเป็นผลไม้ที่มีทั้งไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำเด่นในด้านช่วยขับถ่าย และไฟเบอร์ชนิดไม่ละลายน้ำที่เด่นในเรื่องช่วยให้อิ่มอยู่ท้องได้นานขึ้น ในปริมาณ 100 กรัม ลูกพรุนเลยให้ไฟเบอร์ได้ถึง 1.4 กรัม เรียกได้ว่ากินลูกพรุนก็ได้รับประโยชน์ต่อสุขภาพคูณสอง ในขณะที่ให้พลังงานเพียง 46 กิโลแคลอรีเท่านั้น

          ทว่าก็ควรจำกัดปริมาณการกินลุกพรุนให้ไม่เกิน 10 ผลต่อวันนะคะ เพราะหากกินมากเกินไป อาจเกิดอาการท้องเสียได้

12. ถั่วแระญี่ปุ่น

          สมัยนี้หาซื้อถั่วแระญี่ปุ่นไม่ยากแล้ว ตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำก็มีขายนะคะ แล้วรู้ไหมว่าถั่วแระญี่ปุ่นประมาณ 1 ถ้วยตวง ก็ให้ไฟเบอร์กับเราได้สูงถึง 8.1 กรัม แถมยังพกวิตามินบี เกลือแร่ และกรดอะมิโนสำคัญต่อร่างกายมาด้วย นักโภชนาการเลยแนะนำให้กินถั่วแระ 1 ถ้วยตวงหลังจากออกกำลังกายหนัก ๆ เพื่อให้สารอาหารที่มีอยู่ในถั่วแระช่วยให้ร่างกายที่เหนื่อยล้าฟื้นตัวได้เร็วขึ้น ที่สำคัญกินถั่วแระหลังออกกำลังกายไปแล้วเราจะได้ไม่รู้สึกหิวโหยให้เสี่ยงรับแคลอรีเพิ่มด้วยยังไงล่ะ

13. อะโวคาโด

          อะโวคาโด 1 ลูกจะให้ไฟเบอร์ประมาณ 9-10 กรัม นอกจากนี้อะโวคาโดยังจัดอยู่ในหมวดผลไม้โปรตีนสูง เพราะให้โปรตีนได้ราว ๆ 0.8-1.7% ต่อลูกเลยทีเดียว และอะโวคาโดยังเป็นผลไม้ที่มีปริมาณคาร์โบไฮเดรตต่ำ น้ำตาลต่ำ แถมในเนื้อของอะโวคาโดยังมีกรดโอเลอิก (Oleic Acid) ซึ่งเป็นไขมันที่ทำให้สมองสั่งการให้เรารู้สึกอิ่มอีกด้วยนะ

14. ข้าวบาร์เลย์

          คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนอย่างข้าวบาร์เลย์ให้ไฟเบอร์ประมาณ 2.8-6 กรัม ขึ้นอยู่กับความชื้น การเก็บเกี่ยว และกรรมวิธีการทำอาหาร นอกจากนี้ข้าวบาร์เลย์ยังมาพร้อมโพแทสเซียม แมกนีเซียม วิตามินบี 6 และธาตุเหล็กด้วยนะคะ

15. บรอกโคลี

          งานเขียวก็มาค่ะ บรอกโคลีต้มสุก 1 ถ้วยตวง จะให้ไฟเบอร์ที่ 5 กรัมโดยประมาณ โดยให้พลังงาน 10 กิโลแคลอรีต่อกรัม ดังนั้นจะกินแบบสลัดเอาไปผสมกับผัก-ผลไม้ชนิดอื่น ๆ ก็ได้ ได้ทั้งไฟเบอร์เพิ่มและได้สารอาหารที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น

16. ป๊อปคอร์นชีส

          ป๊อปคอร์นเป็นสแน็กที่ให้ไฟเบอร์สูงมาก สวนทางกับพลังงานที่มีไม่เกิน 100 กิโลแคลอรีต่อป๊อปคอร์น 1 กล่องไซส์มาตรฐานของโรงภาพยนตร์ นอกจากนี้ในชีสยังอุดมไปด้วยโปรตีน เป็นไขมันดีที่จะช่วยกระตุ้นการเผาผลาญไขมันของร่างกายได้ ทว่าชีสที่ควรใส่ในป๊อปคอร์นก็ควรเป็นชีสไขมันต่ำนะคะ

17. แอปเปิลเขียว

          แอปเปิลเขียวอุดมไปด้วยไฟเบอร์ถึง 4.4 กรัม ต่อ 1 ผลขนาดกลาง แต่ให้พลังงานเพียงแค่ 59 กิโลแคลอรี แถมยังมีน้ำตาลน้อยกว่าแอปเปิลสีแดง จึงไม่ทำให้อ้วน และยังมีวิตามิน แร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอีกมากมาย โดยเฉพาะเพคติน ที่มีคุณสมบัติพองตัวได้มากจึงช่วยเพิ่มกากใยในอาหาร ทำให้ระบบขับถ่ายเป็นไปอย่างปกติ ช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ ช่วยจับคอเลสตอรอล และช่วยกำจัดสารพิษในร่างกายได้ด้วย

          อย่างไรก็ดี อาหารทุกอย่างเราควรกินอย่างพอเหมาะนะคะ อย่างอาหารไฟเบอร์สูงก็เช่นกันที่นักโภชนาการแนะนำว่า ควรกินวันละประมาณ 25-30 กรัมต่อวัน ไม่ควรมากกว่านี้ เพราะอาจทำให้เกิดอาการท้องอืด มีปัญหาในระบบย่อยอาหารในบางคนได้ ดังนั้นกินแต่พอดี และดูแลสุขภาพด้านอื่น ๆ ควบคู่ไปด้วยจะดีกว่า


ขอขอบคุณข้อมูลจาก
หมอชาวบ้าน
สำนักโภชนาการ กรมอนามัย
คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
stylecraze
eatthis
redbookmag
https://health.kapook.com/view171672.html

Tuesday, May 16, 2017

13 วิธีเอาชนะอารมณ์ซึมเศร้า ทำได้ง่ายจนคุณคาดไม่ถึง




          อารมณ์ซึมเศร้าเป็นห้วงอารมณ์ที่ส่งผลต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจอย่างมาก ซึ่งถ้าหากปล่อยให้เรื้อรังก็อาจทำให้กลายเป็นโรคซึมเศร้าจนต้องได้รับการรักษาทางการแพทย์ได้ แต่ก็ใช่ว่าเราจะไม่สามารถรักษาอารมณ์ซึมเศร้าด้วยตัวเราเองได้ ที่จริงแล้วการรักษาอาการซึมเศร้านั้นง่ายแสนง่าย แค่เพียงคุณทำกิจกรรมตามที่เว็บไซต์ Reader's Digest บอกเอาไว้ นอกจากคุณจะหายซึมเศร้าแล้ว รับรองว่าจะอารมณ์ดีขึ้นแน่นอนเลยค่ะ

ใช้เวลาอยู่กับเพื่อนสนิทอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ชั่วโมง

          มีการศึกษาในสหราชอาณาจักรซึ่งทำการศึกษากับผู้หญิงที่มีอารมณ์ซึมเศร้า 86 คน โดยให้จับคู่กับเพื่อนที่เป็นอาสาสมัครแล้วพบว่า 65 % ของผู้หญิงที่ซึมเศร้ามีอาการที่ดีขึ้น นั่นก็เป็นเพราะว่าการได้มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นเป็นยารักษาภาวะซึมเศร้าได้อย่างยอดเยี่ยม ยิ่งถ้าหากอีกฝ่ายเป็นเพื่อนสนิท ก็จะยิ่งสร้างความมั่นใจให้กับผู้ที่มีอารมณ์ซึมเศร้าในการเปลี่ยนแปลงตนเองไปในทางที่ดี และฉุดตัวให้ให้หลุดพ้นจากความโศกเศร้าต่าง ๆ ได้

เล่นกับสุนัขสัก 2-3 นาที ทุกวัน

          การศึกษาจากมหาวิทยาลัยมิสซูรีได้แสดงให้เห็นว่า ผู้ที่ไม่ได้เลี้ยงสุนัขแต่เล่นสุนัขอย่างน้อยเพียงวันละ 2-3 นาที ก็สามารถทำให้ระดับของสารเคมีในสมองที่เรียกว่าเซโรโทนิน (serotonin) และออกซิโทซิน (oxytocin) ที่เป็นสารเคมีที่ช่วยทำให้อารมณ์ดีเพิ่มขึ้น และทำให้อารมณ์ซึมเศร้าลดลงได้ค่ะ

นวดอย่างน้อย 12 นาที สัปดาห์ละ 3 ครั้ง

          การได้รับการนวดจากหมอนวดที่เชี่ยวชาญหรือคนใกล้ชิด เป็นวิธีที่ทำให้อารมณ์ดีมากขึ้น มีการศึกษากับผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะซึมเศร้าพบว่า การได้รับการนวด 12 นาที เป็นเวลา 3 ครั้งต่อสัปดาห์ จะมีความซึมเศร้าลดลงมากกว่าผู้ที่ไม่ได้รับการนวด

          นอกจากนี้ยังมีการศึกษาอื่นแสดงให้เห็นอีกว่า 84% ของหญิงตั้งครรภ์ที่มีอาการซึมเศร้าที่ได้รับการนวดจากสามีเป็นเวลา 20 นาที 2 ครั้งต่อสัปดาห์จะช่วยลดอาการซึมเศร้าไปได้ถึง 70 % ซึ่งนักวิจัยก็ให้เหตุผลว่าเพราะการนวดจะทำให้ระดับเซโรโทนินเพิ่มขึ้น และลดระดับของคอร์ติซอลซึ่งเป็นฮอร์โมนความเครียดได้

ดื่มกาแฟหรือชาในทุก ๆ เช้า

          โดยปกติแล้ว ระดับคาเฟอีนเพียงเล็กน้อยก็สามารถลดระดับความซึมเศร้าได้มากกว่า 50% แล้วละค่ะ ดังนั้นถ้าไม่อยากอยู่กับอารมณ์ซึมเศร้าไปทั้งวัน ลองดื่มกาแฟหรือชาในช่วงเช้าก็จะช่วยให้อารมณ์ดีขึ้นได้

ทานอาหารที่ช่วยทำให้อารมณ์ดี

          วอลนัท กีวี กล้วย เชอร์รีเปรี้ยว สับปะรด มะเขือเทศ และลูกพลัม เป็นอาหารที่ช่วยเพิ่มการหลั่งของสารเซโรโทนินที่ทำให้เรามีอารมณ์ดีขึ้น และนอกจากอาหารพวกนี้แล้ว อาหารที่มีมีทริปโตเฟนอย่างเช่น ไก่ง่วง ปลา เนื้อไก่ เนยแข็งคอตเทจ ถั่วเปลือกแข็ง ชีส ไข่ และถั่ว ก็ช่วยเพิ่มการหลั่งของสารเซโรโทนินในร่างกายได้เช่นกัน เพราะเมื่อเรารับประทานอาหารที่มีทริปโตเฟน ซึ่งเป็นกรดอะมิโนที่จำเป็น ร่างกายของเราก็จะเปลี่ยนมันให้เป็นสารเซโรโทนิน (serotonin) ได้นั่นเอง

ทานอาหารที่มีโอเมก้า 3 สูง ให้มากขึ้น

          การศึกษาในประเทศเนเธอร์แลนด์พบว่า ผู้ที่รับประทานอาหารที่มีไขมันโอเมก้า 3 สูง อย่างเช่นปลาแซลมอนและปลาแมคเคอร์เรล มีแนวโน้มที่จะมีอาการซึมเศร้าน้อยลงมากกว่าผู้ที่รับประทานอาหารที่มีกรดไขมันชนิดนี้น้อย

          และอีกการศึกษาหนึ่งที่มีขึ้นในประเทศอังกฤษ ก็ยังแสดงให้เห็นว่าผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ที่รับประทานเนื้อปลาน้อยมีระดับความซึมเศร้าที่สูงกว่าผู้หญิงที่รับประทานเนื้อปลา 10 ออนซ์ (ประมาณ 283 กรัม) ต่อวัน ซึ่งนอกจากปลาแซลมอนและปลาแมคเคอร์เรลที่มีไขมันโอเมก้า 3 สูงแล้ว ก็ยังมีเมล็ดแฟล็กซีด วอลนัท ถั่วเหลือง ถั่วแดง และถั่วดำอีกด้วยค่ะ

ทานวิตามินให้มากขึ้น

          การไดเอตโดยการลดอาหารที่มีคารโบไฮเดรตจะทำให้เกิดภาวะซึมเศร้าได้ ดังนั้นเพื่อเป็นการทดแทนทริปโตเฟนที่มีอยู่ในแป้ง ควรรับประทานอาหารหรืออาหารเสริมที่มีโฟเลทประมาณ 400 ไมโครกรัม และวิตามินบีให้มากขึ้นเพื่อลดอาการซึมเศร้าค่ะ เพราะการขาดโฟเลทก็เป็นสำคัญที่ทำให้เกิดความซึมเศร้า และวิตามินบีก็เป็นแร่ธาตุที่สำคัญในการรักษาโรคซึมเศร้าได้เช่นกันค่ะ

ยิ้มและหัวเราะให้มากขึ้น

          มีการวิจัยหนึ่งแสดงให้เห็นว่าการยิ้มจะช่วยทำให้คุณรู้สึกมีความสุขมากขึ้น และการหัวเราะก็จะช่วยกระตุ้นการผลิตสารเซโรโทนิน (Serotonin) ได้ ดังนั้นถ้าหากคุณรู้สึกเศร้าลองหาหนังตลก หรือการแสดงตลก ๆ ดู ก็จะช่วยทำให้ความเศร้านั้นบรรเทาลงได้

ปลดปล่อยมันออกมา

          มีการวิจัยหนึ่งพบว่าพนักงานที่เข้าร่วมคลาสเรียนตีกลองจะรู้สึกมีชีวิตชีวาและซึมเศร้าน้อยลงเมื่อเรียนไปแล้ว 6 สัปดาห์ นั่นก็เป็นเพราะว่า การตีกลองจะทำให้พวกเขาได้ปลดปล่อยความเครียดและความซึมเศร้า โดยการปลดปล่อยอารมณ์ซึมเศร้าออกมาผ่านการกระทำบางอย่างสามารถทำให้อาการดีขึ้นได้ ดังนั้นถ้าใครเกิดความรู้สึกซึมเศร้าลองสมัครเรียนตีกลอง หรือไปออกกำลังกาย อย่างเช่น ตีแบดมินตัน เทนนิส ก็ดีนะคะ

เปลี่ยนที่นอน

          มีผู้คนจำนวนหนึ่งที่มีอาการซึมเศร้าและมีอาการนอนไม่หลับ นั่นเป็นเพราะเราตกอยู่ในกิจวัตรและสถานที่เดิม ๆ ทุกวัน การเปลี่ยนที่นอนก็เป็นทางหนึ่งที่สามารถช่วยได้ โดยอาจจะย้ายเตียงนอน หรือย้ายไปนอนห้องอื่นสักระยะหนึ่งก็จะช่วยทำให้นอนหลับได้ดีขึ้น แต่ถ้าหากไม่สะดวกก็ลองใช้วิธีตื่นให้ตรงเวลา หลีกเลี่ยงการงีบหลับในตอนกลางวันเกิน 20 นาที งดดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนหลังเวลาบ่าย 3 โมง หรือเลิกใช้เวลาบนเตียงมากเกินไปก็สามารถช่วยลดอาการนอนไม่หลับได้ค่ะ

ใจเย็นกับตัวเองลงหน่อย

          หากคุณทำอะไรผิดพลาดแทนที่จะโกรธตัวเองก็ควรจะใจเย็นลงและให้อภัยตัวเองซะ และคิดเสียว่า "ตัวเองได้ทำดีที่สุดในสิ่งที่ควรจะทำแล้ว และในอนาคตถ้าหากฉันคิดว่าฉันสามารถทำได้ดีกว่านี้ ฉันจะทำมันอีกครั้ง"

หยุดทำในสิ่งที่เป็นกิจวัตรประจำวัน

          กิจวัตรประจำวันเป็นสิ่งที่สามารถทำให้เราเกิดภาวะซึมเศร้าได้ ดังนั้นควรจะเลิกทำมันซะแล้วหากิจกรรมใหม่ ๆ ทำ อย่างเช่น ขับรถไปเที่ยวนอกเมืองในวันหยุดแทนที่จะอยู่บ้าน เปลี่ยนเส้นทางในการเดินทางไปทำงาน ออกไปทานมื้อเย็นที่ร้านอาหารแทนที่จะอยู่ที่บ้าน หรือแม้แต่ลาพักร้อน กิจกรรมใหม่ ๆ จะทำให้อารมณ์ที่ขุ่นมัวของผู้ป่วยดีขึ้นได้

ออกกำลังกาย

          มีการศึกษามากมายแสดงให้เห็นว่าการออกกำลังกายสามารถทำให้ร่างกายผลิตและหลั่งสารเซโรโทนินมากขึ้น ลองหากีฬาหรือการออกกำลังกายที่คุณชอบ และใช้เวลากับมันก็จะช่วยทำให้อารมณ์ดีขึ้น อาจจะเป็นการเต้นแอโรบิก หรือ เล่นโยคะ ก็ดีทั้งนั้นค่ะ

          อาการซึมเศร้าสามารถแก้ไขได้ด้วยการทำกิจกรรมต่าง ๆ เหมือนที่ได้ทราบกันไปแล้ว แต่นอกจากนี้สิ่งที่ง่ายที่สุดที่สามารถทำได้ก็คือการมองโลกในแง่ดี เพราะถ้าหากเรามองโลกในแง่ดีแล้ว ไม่มีวันที่อาการซึมเศร้าจะทำอะไรเราได้อย่างแน่นอน แต่ถ้าหากรู้สึกว่าอาการซึมเศร้านั้นเรื้อรังเกินไป ก็ควรจะไปพบจิตแพทย์เพื่อทำการปรึกษาก่อนที่จะกลายเป็นโรคซึมเศร้านะคะ

https://health.kapook.com/view98426.html