Wednesday, January 17, 2018

10 เมนูยอดฮิตชาวออฟฟิศ ยิ่งกินยิ่งหน้าแก่



         วันเวลาผันผ่าน อายุเราก็มากขึ้นตามเวลาอย่างหยุดนิ่งไม่ได้ แต่มนุษย์เงินเดือนหลายคนก็ทำให้ตัวเองหน้าล้ำอายุจริงด้วยอาหารที่ทำให้หน้าแก่ขึ้นไปอีก รู้ตัวแล้วต้องเลี่ยงเลย

          
นอกจากปี พ.ศ. ที่เกิดแล้ว สิ่งที่บอกอายุคนเราได้ก็มีรูปร่างหน้าตานี่แหละค่ะ โดยเฉพาะมนุษย์เงินเดือนที่ทำงานในออฟฟิศ นอกจากเครื่องแบบ บุคลิกในการดำเนินชีวิตเป็นมนุษย์เงินเดือนแล้ว ก็อย่าเพิ่มวัยให้ตัวเองด้วยพฤติกรรมการกินอาหารที่ทำให้หน้าแก่ตามนี้อีกเลยดีกว่า

1. น้ำหวาน

          น้ำหวานทุกชนิดไม่ว่าจะเป็น ชา กาแฟ น้ำอัดลม หรือเครื่องดื่มรสหวานที่มีส่วนผสมของน้ำตาลในปริมาณมาก ดื่มแล้วให้ความรู้สึกสดชื่น ตื่น และมีพลังในการทำงานขึ้นก็จริง แต่สาว ๆ คะ ความหวานที่ได้จากน้ำตาลนี่แหละคือตัวร้ายที่คอยทำลายความอ่อนเยาว์ของผิวพรรณเราเลยนะ เพราะเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลมากจะทำให้เซลล์ผิวสูญเสียความยืดหยุ่น ผิวไม่เรียบเนียน เกิดริ้วรอย เพราะถูกน้ำตาลทำลายโครงสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินในชั้นผิวหนังของเรานั่นเอง

          - 
เครื่องดื่มแก้วโปรดเมนูฮิต รู้หรือยังว่ามีน้ำตาลซ่อนอยู่มากขนาดนี้ 

2. คาเฟอีน

          อ๊ะ ๆ อย่าคิดว่าคาเฟอีนมีแค่ในชา กาแฟ เท่านั้นนะคะ แต่ในช็อกโกแลต โกโก้ ไอศกรีมรสกาแฟ รสช็อกโกแลต เครื่องดื่มชูกำลังทั้งหลาย น้ำอัดลม หรือแม้แต่ของกินเล่นเพื่อสุขภาพอย่างเมล็ดทานตะวันก็มีคาเฟอีนหรือสารที่ให้คุณสมบัติคล้ายคาเฟอีนแฝงอยู่ในปริมาณไม่น้อย ซึ่งหากร่างกายได้รับคาเฟอีนในปริมาณมาก หรือปล่อยให้เคยชินกับคาเฟอีนบ่อย ๆ เช่น ดื่มกาแฟเช้าแก้ว บ่ายแก้ว เรียกว่าวัน ๆ แทบจะไม่ค่อยได้ดื่มน้ำเปล่าเลย

          และถ้ามีพฤติกรรมแบบนี้ นอกจากร่างกายจะดีดคาเฟอีน นอนไม่ค่อยจะหลับในตอนกลางคืน ซึ่งเป็นเหตุให้หน้าโทรม ไม่สดใสแล้ว คาเฟอีนยังเป็นปัจจัยที่ทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะช่วยเติมความชุ่มชื้นให้กับเซลล์ผิว ทำให้ผิวดูเปล่งปลั่งสดใสอีกด้วยนะคะ ยิ่งกับคนที่ดื่มน้ำเปล่าน้อย ๆ ก็จะยิ่งหนักเลย


          - 
6 อาหารที่มีคาเฟอีนแฝงอยู่ บอกเลย ถึงไม่ดื่มกาแฟก็หนีไม่พ้น

3. ลูกอม ลูกกวาด

          ชาวออฟฟิศที่ชอบแก้ง่วงด้วยลูกอม หรือลูกกวาด บอกเลยว่าพลาดเพิ่มอายุบนใบหน้าให้ตัวเองไปแล้วค่ะ เพราะลูกอมหรือลูกกวาด มีน้ำตาลสูงมาก ที่สำคัญน้ำตาลในลูกอมหรือลูกกวาดก็เป็นน้ำตาลที่ผ่านกระบวนการแปรรูป รวมทั้งปรุงแต่งรสชาติมาแล้ว ซึ่งก็แน่นอนว่าความหวานเหล่านี้ย่อมส่งผลกระทบต่อผิวพรรณ ทำให้ผิวเกิดริ้วรอย ร่องลึกได้ง่าย เพราะสูญเสียความยืดหยุ่นนั่นเอง

4. จังก์ฟู้ด

         
 ไก่ทอดเจ้าดัง เบอร์เกอร์ พิซซ่า เมนูสะดวกที่โทรสั่งก็มาส่งถึงที่เหล่านี้ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้หน้าแก่ได้เหมือนกันจ้า เพราะอาหารประเภทจังก์ฟู้ดจะมีไขมันทรานส์ซ่อนอยู่ ซึ่งเจ้าไขมันทรานส์จากอาหารประเภทดีฟ ไฟร์ เนย มาการีน ฯลฯ จะไปอุดตันหลอดเลือดแดง และเส้นเลือดฝอย ทำให้เลือดไหลเวียนลำบาก พอเลือดไหลเวียนไม่สะดวกแล้ว ผิวพรรณก็จะขาดความยืดหยุ่น เกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นได้ในที่สุด
 
5. เบเกอรี่

          สาว ๆ สายแป้งที่ติดกินขนมเค้ก คุกกี้ เบเกอรี่ที่เปี่ยมไปด้วยเนย มาการีน หรือแม้แต่วิปปิ้งครีม ก็อาจได้รับสิทธิ์หน้าแก่ก่อนวัยอันควรได้ด้วยนะคะ เพราะอาหารดังที่กล่าวไปก็มีไขมันทรานส์และน้ำตาลในปริมาณมาก คราวนี้คงไม่ต้องบอกซ้ำเนอะว่าผิวพรรณจะได้รับผลกระทบยังไงบ้าง

6. แป้งขัดขาว

          
คาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยวหรือแป้งขัดขาวอย่าง ขนมปัง อาหารประเภทเส้น ก๋วยเตี๋ยวหลอด ซาลาเปา หมั่นโถว ขนมปัง สายไหม หรือแม้แต่ข้าวเหนียวทั้งหลายแหล่ คาร์โบไฮเดรตเหล่านี้ร่างกายจะเปลี่ยนไปเป็นน้ำตาลในลำดับสุดท้าย ซึ่งนอกจากความหวาน ความอ้วน ในกรณีที่ร่างกายเผาผลาญพลังงานส่วนเกินได้ไม่หมด ความหน้าแก่ก็อาจมาเยือนมนุษย์ออฟฟิศได้เช่นเดียวกันจ้า ดังนั้นควรเลือกทานคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนให้มากกว่าเชิงเดี่ยวนะจ๊ะ

7. อาหารทอดด้วยน้ำมันซ้ำซาก

          เมนูของทอดยอดฮิตของชาวออฟฟิศ เช่น ปาท่องโก๋ กล้วยทอด ไก่ทอด หมูทอด ทอดมัน อาหารที่ใช้น้ำมันทอดซ้ำบ่อย ๆ เหล่านี้อันตรายต่อผิวพรรณและความอ่อนเยาว์บนใบหน้าของเรามากนะคะ เพราะอาหารประเภทนี้จะมีอนุมูลอิสระเกิดขึ้นในระหว่างกระบวนการทอด (ด้วยน้ำมันเก่า) ซึ่งอนุมูลอิสระก็เป็นสาเหตุของริ้วรอยเหี่ยวย่น ความเต่งตึง และความยืดหยุ่นของเซลล์ผิวได้

8. หมูปิ้ง ไก่ปิ้ง

          
อาหารปิ้งย่างกลิ่นมันเย้ายวนใจ มนุษย์ออฟฟิศหลาย ๆ คนเลยมักจะฝากท้องไว้กับข้าวเหนียวหมูปิ้ง ข้าวเหนียวไก่ปิ้ง เพราะเป็นเมนูที่ง่าย ราคาไม่แพง และยังค่อนข้างจะสะดวกรวดเร็ว ใช้เวลารับประทานเพียงไม่นานก็อิ่มอยู่ท้อง แต่นึกถึงปากท้องอย่างเดียวคงไม่ได้ เพราะเมนูปิ้งย่างก็เป็นอีกหนึ่งตัวการทำหน้าแก่ก่อนวัย ! เพราะนอกจากหมูปิ้ง ไก่ปิ้งจะเป็นอาหารไขมันสูงแล้ว ในกระบวนการปิ้งก็จะทำให้หมู้ปิ้งหรือไก่ปิ้งได้รับสารอนุมูลอิสระมาจากการเผาไหม้ด้วย อีกทั้งหากกินหมูปิ้ง ไก่ปิ้งคู่กับข้าวเหนียว ซึ่งเป็นคาร์โบไฮเดรตชนิดที่มีปริมาณน้ำตาลค่อนข้างสูง คงไม่ต้องให้ทวนซ้ำว่าน้ำตาลและสารอนุมูลอิสระจะทำร้ายความอ่อนใสของใบหน้าและผิวพรรณเรายังไงเนอะ

9. ขนมกรุบกรอบ
        
          พอตกบ่ายชักง่วงเลยต้องไปหาของกินแก้ง่วงกันหน่อย และที่หยิบเข้าปากกันบ่อยก็คงไม่พ้นขนมกรุบกรอบ ขนมถุงชนิดต่าง ๆ หรือบางคนใจเด็ดขนาดกินบะหมี่สำเร็จรูปแบบแห้งกันเลยก็มี ! ซึ่งนอกจากจะขนมเหล่านี้จะมีโซเดียมสูงแล้ว พวกสารสังเคราะห์ในขนมกรุบกรอบยังเป็นสิ่งที่เลี่ยงได้ยาก ซึ่งหากใครติดกินขนมกรุบกรอบในยามบ่ายทุกวัน นอกจากน้ำหนักอาจจะขึ้น ตัวบวมเพราะโซเดียมแล้ว เซลล์ผิวอาจได้รับผลกระทบ ก่อให้ผิวขาดความชุ่มชื้น เกิดสิว ริ้วรอย และความหมองคล้ำบนใบหน้าได้

10. ไส้กรอก ของหมักดอง

          อาหารแปรรูปอย่างไส้กรอก หรือของหมักของดอง แม้จะเป็นผลไม้ดองก็จัดว่าเป็นเมนูอาหารที่มีสารสังเคราะห์ค่อนข้างสูง อีกทั้งในผลไม้ดองยังมีปริมาณน้ำตาลที่สูงมาก ยิ่งใครชอบกินผลไม้แช่อิ่มก็คงติดใจเพราะรสชาติหวาน ๆ ของผลไม้แปรรูปเหล่านี้ใช่ไหมล่ะคะ ทว่าอยากให้นึกถึงโทษของอาหารแปรรูปกันไว้ด้วย เบาะ ๆ ก็เป็นอาหารที่ทำให้หน้าแก่นี่เลย เนื่องจากอาหารแปรรูปอย่างไส้กรอก แหนม ผลไม้หมักดอง มักจะมีปริมาณโซเดียมและน้ำตาลค่อนข้างมาก จัดเป็นอาหารที่ทำลายเซลล์ผิวหนังให้เสื่อมเร็ว ฉะนั้นหันมากินผลไม้สดเพื่อผิวพรรณที่สดใสเปล่งปลั่งกันดีกว่า
 

          นอกจากอาหารเหล่านี้แล้ว ชาวออฟฟิศที่เลิกงานก็ไปดริงก์ ไปแฮงก์เอาท์บ่อย ๆ พฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์ก็เป็นตัวการทำให้อายุของผิวพรรณดูแก่เกินอายุจริงด้วยเช่นกันค่ะ เพราะเครื่องดื่มแอลกฮอล์จะแย่งน้ำจากผิวเราไป สังเกตได้จากการเข้าห้องน้ำบ่อย ๆ หลังดื่มแอลกฮอล์หนัก ๆ สิคะ นั่นแหละค่ะเหตุผลสำคัญ อีกทั้งการไปปาร์ตี้บ่อย ๆ เราก็ต้องนอนดึก ร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ ความโทรมย่อมมาเยือนทั้งภายนอกและสุขภาพภายในเลยทีเดียว ดังนั้นรู้แล้วก็รีบเลี่ยงอาหารและพฤติกรรมพาแก่ก่อนวัยเหล่านี้ไว้ซะ ถ้าอยากหน้าเด็ก หน้าใส วัยรุ่นไม่เรียกป้า

เครดิตภาพ https://health.kapook.com/view186604.html




Tuesday, December 19, 2017

9 วิธีเพิ่มความมั่นใจให้กับตัวเอง เปลี่ยนเป็นคนใหม่ที่มีเสน่ห์ได้ง่าย ๆ




        วิธีเพิ่มความมั่นใจ ที่ทำให้คุณสาว ๆ เปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ที่มีความกล้า มีความเชื่อมั่น และรู้สึกมั่นใจในตัวเองมากขึ้นกว่าเดิม มาดูกันสิว่า จะมีวิธีใดบ้าง

          สาว ๆ รู้หรือไม่คะว่าการมีความมั่นใจในตัวเองนั้น จะช่วยให้คุณสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข ทั้งยังเป็นสิ่งที่ช่วยนำไปสู่ความสำเร็จในชีวิตได้อีกด้วย เพราะหากเรามีความมั่นใจในตัวเองแล้ว ก็จะช่วยให้เราสามารถเผชิญหน้ากับปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี รู้จักการคิดและจัดการกับอารมณ์ของตัวเองได้อย่างเป็นระบบ รวมถึงยังช่วยเปลี่ยนแปลงบุคลิกให้เป็นคนที่น่าเชื่อถือ และเป็นคนที่ดูดีมีเสน่ห์ได้อย่างง่าย ๆ ซึ่งหากสาว ๆ คนไหนที่รู้ตัวว่ายังขาดความมั่นใจในตัวเองอยู่ละก็ วันนี้กระปุกดอทคอมก็มีเทคนิคเคล็ดลับดี ๆ ที่จะช่วยให้คุณเปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ที่มีความมั่นใจมากขึ้นกว่าเดิม แถมยังเป็นวิธีที่เกี่ยวข้องและมีผลอ้างอิงกับทางวิทยาศาสตร์อีกด้วย มาดูกันเลยค่ะว่ามีวิธีใดบ้าง

1. เปลี่ยนท่ายืน เดิน นั่งให้หลังตรง

          จากผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์พบว่า การยืน เดิน หรือนั่งหลังตรงนั้น นอกจากจะช่วยทำให้บุคลิกของสาว ๆ ดีขึ้นแล้ว ยังช่วยเสริมสร้างความมั่นใจในด้านบวกให้กับตัวเองอีกด้วยค่ะ เพราะหากนั่งหรือยืนในท่าที่ไม่ถูกต้องแล้ว ร่างกายจะไปขัดขวางทางเดินลมหายใจ ส่งผลให้ร่างกายปล่อยฮอร์โมนคอร์ติซอล (ฮอร์โมนความเครียด) ออกมา ทั้งยังทำให้ระดับเทสโทสเทอโรนแปรปรวน ส่งผลต่อความมั่นใจ ดังนั้นสาว ๆ จำไว้ง่าย ๆ ควรนั่ง ยืน และเดินตัวตรง ทำอกผาย ไหล่ผึ่ง หน้าเชิดเข้าไว้ แค่นี้ก็พร้อมสวยอย่างมั่นใจแล้วค่ะ

2. ยืดเส้นยืดสายระหว่างวัน


          การยืดเส้นยืดสายและผ่อนคลายกล้ามเนื้อนั้น ช่วยให้ระบบเลือดไหลเวียนได้ดี และยังช่วยผ่อนคลายความเครียด ให้คุณรู้สึกสบายและมีความมั่นใจขึ้น ซึ่งหากคุณอยู่ที่ทำงานก็ลองหาเวลาว่าง ๆ ลุกขึ้นมาขยับแข้งขา ยืดเส้นยืดสาย ผ่อนคลายความเครียดกันบ้าง หรือลองเลียนแบบท่านั่งแบบผู้ชายดู โดยผสานมือไว้หลังศีรษะ กางศอกกว้าง หรือยกเท้าพาดบนโต๊ะ ซึ่งจะเป็นท่าที่ผ่อนคลาย และช่วยลดระดับฮอร์โมนคอร์ติซอล (ฮอร์โมนความเครียด) ได้

3. ไม่มองโลกในแง่ร้าย

          สิ่งหนึ่งที่จะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับตัวเองได้นั้นก็คือ ความคิดในแง่บวก ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้ตัวคุณเองคิดถึงแต่สิ่งที่ดี ๆ ให้เข้ามาในชีวิต อย่าพยายามนึกถึงความคิดในแง่ลบ หรือข้อความที่ต่อว่าตัวเอง รวมไปถึงประโยคที่แสดงถึงความสิ้นหวัง เช่น "ชีวิตของฉัน มันก็เป็นแบบนี้อยู่แล้ว" หรือ "สิ่งนี้เกิดขึ้นกับชีวิตฉันอยู่เสมอ" ซึ่งจะยิ่งเป็นการทำลายความมั่นใจของเราไปเรื่อย ๆ ทั้งที่ความจริงมันไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลย หากแต่ลองเปลี่ยนวิธีคิดและมุมมองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น ย่อมเกิดได้กับทุกคนเสมอไป

4. มองเห็นคุณค่าในตัวเอง

          หลาย ๆ คนคงเคยได้ยินว่าหากอยากให้ตัวเองเป็นคนที่มีความมั่นใจมากขึ้น ให้พูดแต่สิ่งดี ๆ ของตัวเอง รวมถึงพูดในสิ่งที่ตัวเองอยากได้และอยากเป็น ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ดีที่จะช่วยกระตุ้นให้คุณพยายามทำตามสิ่งนั้นได้สำเร็จ แต่สิ่งที่ดีกว่านั้นก็คือการมองเห็นคุณค่าในตัวเองว่าตัวเรานั้นก็เป็นคนที่มีคุณค่า และสามารถทำสิ่งต่าง ๆ ได้ดี พร้อมกับยอมรับข้อผิดพลาดของตัวเองและพยายามหาทางแก้ไขให้ดียิ่งขึ้น

5. ทำในสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกมั่นใจยิ่งขึ้น

          พฤติกรรมและรูปแบบการใช้ชีวิตประจำวันของเรานั้น เป็นตัวช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้กับเราได้เป็นอย่างดี หากคุณลองหากิจกรรมที่คุณชอบและช่วยทำให้คุณรู้สึกมั่นใจขึ้น เช่น การแต่งตัว แต่งหน้า หรือ แม้แต่การฟังเพลงที่ชื่นชอบ หากทำด้วยความมั่นใจก็จะส่งผลให้สมองเกิดการรับรู้ พร้อมกับมีการกระตุ้นพฤติกรรม ช่วยทำให้คุณรู้สึกมั่นใจในตัวเองมากยิ่งขึ้น

6. ไม่คิดกังวลมากจนเกินไป

          หากพูดถึงเวลาที่ต้องออกไปพูดหน้าห้อง หรือพรีเซนต์งานต่าง ๆ สาว ๆ หลายคนอาจเกิดความรู้สึกประหม่า หวาดกลัว และวิตกกังวลไม่ใช่น้อย กลัวว่าจะทำสิ่งนั้นผิดพลาด หรือทำสิ่งที่ไม่สมควรออกไป ซึ่งหากอยากเพิ่มความมั่นใจและลดอาการประหม่าลงนั้น ให้พยายามคิดว่าสิ่งที่เรากำลังอยู่นั้นเป็นเรื่องสนุก ตื่นเต้น และน่าท้าทายที่จะได้ทำในสิ่งนี้มากกว่าการคิดกังวลไปต่าง ๆ นานา ซึ่งนั่นจะยิ่งทำให้คุณเครียด และอาจทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร

7. เขียนสิ่งที่ตัวเองทำได้สำเร็จในแต่ละสัปดาห์

          ข้อนี้คล้ายกับการเขียนไดอารี่เพื่อบันทึกความทรงจำของคุณในแต่ละวัน เพียงแต่เป็นการเขียนสิ่งที่คุณทำได้สำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ในช่วงหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา เช่น คุณสามารถวิ่งได้ 5 กิโลเมตร หรือสามารถทานผักได้ครบ 10 มื้อ เป็นต้น หรืออาจเป็นเรื่องทั่ว ๆ ไปในชีวิตประจำวันของคุณ เช่น การทำงาน ครอบครัว เพื่อนฝูง ก็สามารถตั้งเป้าหมายที่จะทำสิ่งนั้นให้สำเร็จได้ ซึ่งวิธีนี้จะช่วยให้คุณรู้สึกภูมิใจกับความสำเร็จของตัวเอง แม้บางเรื่องจะเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ก็เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าคุณมีความพยายามและสามารถประสบความสำเร็จได้ง่าย ๆ

8. ทำตัวเองให้มีกลิ่นหอม

          สาว ๆ รู้ไหมว่าการมีกลิ่นตัวหอม ๆ นอกจากจะช่วยเพิ่มเสน่ห์แล้ว ยังช่วยเพิ่มความมั่นใจในตัวเองได้มากขึ้นอีกด้วย ซึ่งงานวิจัยหนึ่งในประเทศอังกฤษได้ทำการทดลองจากคนสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งฉีดน้ำหอม อีกกลุ่มหนึ่งไม่ได้ฉีด พบว่าคนกลุ่มแรกมีความมั่นใจและมีเสน่ห์น่าดึงดูดมากกว่ากลุ่มที่สอง ซึ่งหากสาว ๆ อยากมีความมั่นใจในตัวเองเพิ่มขึ้นละก็ ลองหาน้ำหอมกลิ่มหอม ๆ มาใช้ หรือทาครีมหอม ๆ หรือใช้น้ำยาปรับผ้านุ่มกลิ่นหอม ๆ เพียงเท่านี้ก็ช่วยให้คุณรู้สึกมั่นใจในตัวเองได้มากขึ้นแล้วค่ะ

9. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

          ผลการวิจัยพบว่าคนที่ออกกำลังกายส่วนใหญ่นอกจากจะมีสุขภาพที่ดีแล้ว ยังส่งผลให้พวกเขาเป็นคนที่มีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้นอีกด้วย ทั้งยังสามารถทำสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าคนที่ไม่ออกกำลังกาย เนื่องจากร่างกายจะมีการปรับสภาพให้ระบบภายในทำงานได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งช่วยส่งผลต่อสภาพจิตใจ ทำให้คุณรู้สึกดี มีความสุข และเกิดความมั่นใจในการทำสิ่งต่าง ๆ มากขึ้นนั่นเอง อย่างไรแล้วสาว ๆ ก็อย่าลืมหมั่นออกกำลังกายกันเป็นประจำนะคะ

         เมื่อได้ทราบวิธีสร้างความมั่นใจให้กับตัวเองอย่างนี้แล้ว หากสาว ๆ คนไหนที่รู้ตัวว่ายังขาดความมั่นใจอยู่ ก็ลองนำวิธีดังกล่าวไปปรับใช้ให้เข้ากับตัวเองดูนะคะ รับรองว่าจะช่วยเปลี่ยนคุณเป็นคนใหม่ให้มีความกล้า และมีความมั่นใจมากขึ้นอีกเยอะเลยล่ะค่ะ ^_^

ข้อมูลจาก : rd.com, indiatimes.com
https://women.kapook.com/view183990.html

Wednesday, December 13, 2017

ลดน้ำหนักสำเร็จ เช็กจาก 7 สัญญาณความผอม




ลดน้ำหนักจนเริ่มผอมแล้วหรือยังนะ ? มาเช็กสัญญาณความผอม ถ้าคุณกำลังพบกับสิ่งเหล่านี้บอกเลยว่าความพยายามของคุณได้ผลแล้ว

          มุ่งมั่นตั้งใจกับการลดน้ำหนักมาก็พักหนึ่งแล้ว แต่ก็ยังไม่แน่ใจว่าตัวเองเริ่มผอมแล้วหรือยัง จะชั่งน้ำหนักก็ยังไม่กล้า หรือไม่ตัวเลขบนตาชั่งก็ยังดูก้ำกึ่ง จะมัวกังวลกันอยู่ทำไม ในเมื่อเราสามารถเช็กผลสัมฤทธิ์จากการลดน้ำหนักได้จากความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย และนี่คือสัญญาณความผอมที่เราคัดมาแล้วว่าถ้าคุณมี แปลว่าคุณผอมลงแน่นอน !

1. เริ่มมีผิวหนังส่วนเกิน

          สำหรับคนที่น้ำหนักตัวมากและลดน้ำหนักอย่างจริงจัง สิ่งที่คุณจะเห็นได้จากความพยายามของคุณก็คือบรรดาผิวหนังส่วนเกินนี่ล่ะค่ะ แม้ว่าอาจจะไม่ค่อยน่ามองเท่าไรแต่ก็ถือเป็นความสำเร็จในขั้นแรก โดยผิวหนังพวกนี้เกิดขึ้นจากการที่ก่อนหน้านี้ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายเราขยายออกเพราะไขมัน ผิวหนังจึงต้องขยายตาม เมื่อไขมันลดลง ผิวหนังเหล่านี้ก็จะยังไม่สามารถกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ อาจจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2-3 เดือน แต่ถ้าหากคุณไม่อยากจะเจอเจ้าผิวหนังส่วนเกินเหล่านี้ละก็ เวลาที่ลดน้ำหนักก็ควรหมั่นบำรุงผิวด้วยโลชั่นที่ช่วยกระชับผิว ซึ่งจะทำให้ผิวหนังเหล่านั้นค่อย ๆ ลดขนาดตามลงไปด้วย

2. รู้สึกหนาวง่ายขึ้น

          ในขณะที่เราอ้วน ไขมันที่สะสมในร่างกายจะคอยให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายของเรา ทำให้เราไม่รู้สึกหนาวง่าย แต่ถ้าหากคุณลดน้ำหนักอย่างเคร่งครัดจนไขมันเหล่านั้นหายไป เวลาที่คุณเจออากาศเย็น ๆ ก็จะทำให้คุณรู้สึกหนาวได้ง่ายขึ้น ดังนั้นหยิบเสื้อคลุมติดตัวไปไหนมาไหนด้วยก็น่าจะดี เพราะเราอาจมาถึงจุดที่ผอมลงจนรู้สึกหนาวได้ง่ายขึ้นแล้ว

3. อยากกินของหวานน้อยลง

          ถ้าคุณกำลังรู้สึกว่าเบื่อของหวาน และไม่อยากจะรับประทานของหวานอีกต่อไปในขณะที่คุณกำลังลดน้ำหนัก นั่นแปลว่าคุณกำลังประสบความสำเร็จในเรื่องการลดน้ำหนักแล้วล่ะค่ะ เพราะวิธีลดน้ำหนักที่ได้ผลก็คือการลดกินหวาน ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อทำติดต่อกันเป็นเวลานาน ความรู้สึกอยากรับประทานของหวานก็จะหมดไป แถมยังเป็นสัญญาณที่ดีของการลดน้ำหนักแบบยั่งยืนอีกด้วย

4. เสื้อผ้าที่ใส่เริ่มหลวม

          เป็นสิ่งที่คุณจะเห็นได้ชัดที่สุดหลังจากที่คุณสามารถลดน้ำหนักได้ค่ะ โดยเฉพาะบรรดากางเกงยีนส์หรือเสื้อที่มีขนาดพอดีตัว คุณจะเริ่มรู้สึกว่าเสื้อผ้าเหล่านั้นใหญ่เกินไปสำหรับคุณ ก็เพราะเมื่อคุณผอมลง ขนาดร่างกายของคุณก็จะเล็กลงด้วย แหม ถ้าได้เจอแบบนี้เป็นใครก็ต้องฟินล่ะเนอะ

5. รูปร่างเปลี่ยน

          สิ่งที่คุณจะได้รับหลังจากการลดน้ำหนักได้มาก ๆ ก็คือรูปร่างที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะคนที่เคยอ้วนมาก ๆ ถ้าหากลดน้ำหนักได้อย่างน้อย 5 กิโลกรัม คุณก็จะเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน ทั้งต้นแขน ต้นขา รอบเอว และสะโพกจะลดขนาดลง ทำให้ดูมีรูปร่างเพรียวขึ้น แต่ถ้าอยากให้รูปร่างดูฟิตกว่าเดิม ลองออกกำลังกายเฉพาะส่วนเพิ่มด้วย รับรองว่าคุณจะมีหุ่นเป๊ะ ๆ ได้ไม่ยากเลย

6. รู้สึกมั่นใจมากขึ้น

          น้ำหนักที่ลดลงไม่เพียงแต่ส่งผลกับรูปร่างของคุณเท่านั้น แต่ยังนำพาความมั่นใจกลับมาสู่คุณอีกด้วย คุณจะรู้สึกว่าตัวเองสามารถแต่งตัวหรือไปไหนมาไหนได้ด้วยความมั่นใจ ไม่ต้องกลัวว่าใครจะมองไม่ดีอีกต่อไป ถือเป็นเรื่องดี ๆ จากการลดน้ำหนักอีกอย่างหนึ่งค่ะ

7. ไม่รู้สึกอึดอัดอีกต่อไป

          สำหรับหลาย ๆ คน สาเหตุที่ทำให้รู้สึกว่าตัวเองอ้วนและควรจะลดน้ำหนักนั่นก็คือความรู้สึกอึดอัด จะทำอะไรก็ไม่สะดวกเหมือนเก่า แต่ความรู้สึกนี้จะหายไปเมื่อคุณสามารถลดน้ำหนักได้ในระดับหนึ่ง คุณจะสามารถทำอะไรได้อย่างกระฉับกระเฉงยิ่งขึ้น และรู้สึกสบายตัวมากกว่าเมื่อก่อนแน่นอน

          สัญญาณความผอมแต่ละอย่างที่หยิบมาฝากกันนั้นล้วนแต่เป็นเรื่องดี ๆ ที่ทำให้เรารู้สึกภูมิใจกับความมุ่งมั่นในการลดน้ำหนักทั้งนั้นเลย แต่ก็ต้องระมัดระวังเรื่องสุขภาพให้ดีนะ เพราะถ้าอยากผอมจนหักโหมลดน้ำหนักก็อาจส่งผลเสียกับสุขภาพได้ ซึ่งไม่คุ้มกันเลยนะคะ


ขอขอบคุณข้อมูลจาก
livestrong.com
shape.com
https://health.kapook.com/view136835.html





Sunday, December 3, 2017

10 อาหารต้านมะเร็งกระเพาะอาหาร กันไว้ก่อนโรคภัยถามหา




          มะเร็งกระเพาะอาหาร ภัยเงียบที่น่ากลัวของคนในยุคนี้ จริง ๆ แล้วป้องกันได้ เพียงปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ การบริโภค และหมั่นเสริมเกราะป้องกันมะเร็งกระเพาะอาหารด้วยอาหารเหล่านี้

          พูดถึงมะเร็ง โรคร้ายที่คร่าชีวิตผู้คนมามากมาย และมักจะเก็บตัวเงียบอยู่ในร่างกายเรา แสดงตัวทีก็ตอนที่เซลล์มะเร็งลุกลามไปไกล ผู้ป่วยมะเร็งส่วนใหญ่จึงเสียโอกาสในการรักษา อย่างมะเร็งกระเพาะอาหารเองก็เช่นกันค่ะ ที่ไม่ค่อยแสดงอาการของโรค รู้ตัวอีกทีก็เจ็บหนักและสูญเสียกำลังใจไปมากแล้ว ดังนั้นการป้องกันตัวเองให้ไกลโรคมะเร็งจึงดีที่สุด

          ทว่าในปัจจุบัน พฤติกรรมบริโภคอาหารปิ้งย่าง อาหารฟาสต์ฟู้ด บุฟเฟ่ต์ต่าง ๆ เป็นความสะดวกและเป็นวิธีบริโภคอาหารที่นิยมกันมากขึ้น และแน่นอนค่ะว่าความเสี่ยงโรคมะเร็งกระเพาะอาหารก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัวเช่นกัน ฉะนั้นในวันนี้กระปุกดอทคอมจึงถือโอกาสแนะนำวิธีต้านมะเร็งกระเพาะอาหาร ด้วยอาหารต้านมะเร็งกระเพาะอาหารต่อไปนี้

1. มะเขือเทศ

          สารสีแดงในมะเขือเทศที่เรียกว่าไลโคปีน (Lycopene) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีคุณสมบัติช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งต่อมลูกหมาก และมะเร็งปอดได้ อีกทั้งในมะเขือเทศยังมีสารที่ช่วยบำรุงผิวพรรณให้สดใสด้วยนะคะ

2. ธัญพืชต่าง ๆ

         ธัญพืชที่ไม่ผ่านการขัดสีหรือผ่านการขัดสีน้อยที่สุด มักจะมีคุณค่าทางโภชนาการค่อนข้างสูง โดยเฉพาะในส่วนของเส้นใยอาหาร วิตามิน แร่ธาตุ ไฟโตนิวเทรียนต์ รวมไปถึงสารต้านอนุมูลอิสระหลาหลายชนิด และด้วยความที่ธัญพืชไม่ขัดสีมีกากใยอยู่มาก จึงสามารถพาสารต่าง ๆ ที่เป็นโทษต่อร่างกายซึ่งเกาะติดบริเวณลำไส้ให้ถูกขับถ่ายออกไป จึงมีส่วนสำคัญในการลดความเสี่ยงโรคมะเร็งในทางเดินอาหารทุกชนิด ไม่เว้นแม้แต่โรคมะเร็งกระเพาะอาหารและมะเร็งลำไส้ใหญ่

          ทั้งนี้ธัญพืชไม่ขัดสีที่ช่วยป้องกันมะเร็งกระเพาะอาหารและมะเร็งในระบบทางเดินอาหารได้ ก็ได้แก่ ลูกเดือย ถั่วดำ ข้าวสาลี ข้าวโพด ข้าวโอ๊ต และข้าวบาร์เลย์

3. ข้าวกล้อง

        ข้าวกล้องจัดเป็นข้าวที่ไม่ขัดสี และอุดมไปด้วยวิตามิน เกลือแร่ แร่ธาตุหลากหลายชนิด ที่สำคัญคือไฟเบอร์ที่จะช่วยขับเคลื่อนสารพิษที่เป็นอันตรายต่อร่างกายออกไปพร้อมกับระบบขับถ่าย ลดความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งกระเพาะอาหารได้อย่างแน่นอน

4. ชาเขียว

        ชาเขียวเป็นชาที่ขึ้นชื่อว่ามีสารต้านอนุมูอิสระสูง โดยเฉพาะสาร EGCG ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระตัวสำคัญที่มีอยู่ในชาเขียวเท่านั้น และสารต้านอนุมูลอิสระชนิดนี้ก็มีคุณสมบัติที่ดีต่อการป้องกันการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งลำไส้ใหญ่ และมะเร็งตับ

          ทว่าการดื่มชาเขียวเพื่อป้องกันมะเร็งกระเพาะอาหารและมะเร็งชนิดต่าง ๆ ควรจะดื่มชาเขียวร้อนที่เพิ่งชงเสร็จใหม่ ๆ เพราะหากดื่มชาเขียวที่ถูกตั้งทิ้งไว้นาน ๆ หรือถูกแปรรูปมาหลายกระบวนการก็อาจทำให้ชาเขียวสูญเสียคุณค่าดี ๆ ไป เนื่องจากปฏิกิริยาออกซิเดชั่นในอากาศที่เกิดกับชาเขียวนั่นเอง

5. กระเทียม

          กระเทียมจัดเป็นพืชที่มีสารอนุมูลอิสระสูงมากอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งนอกจากสารต้านอนุมูลอิสระแล้ว ในกระเทียมยังมีสารประกอบสำคัญคือ อัลลิซิน (Allicin) ซึ่งจากการทดลองพบว่า อัลลิซินมีฤทธิ์ในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราหลายชนิด มีแนวโน้มที่ทำให้ระดับคอเลสเตอรอลในเลือดลดลง และสามารถละลายลิ่มเลือดซึ่งอุดตันเส้นโลหิตที่ไปเลี้ยงหัวใจและสมอง ช่วยลดความดันโลหิต มีฤทธิ์ขยายหลอดเลือดให้กว้างขึ้น

          ที่สำคัญจากผลการวิจัยก็พบว่า กระเทียมสามารถยับยั้งการลุกลามของเซลล์มะเร็งในระบบทางเดินอาหารได้ อีกทั้งยังมีสรรพคุณสมานรักษาแผลในกระเพาะอาหาร กำจัดแบคทีเรียและเชื้อโรคร้ายในกระเพาะอาหาร ซึ่งหากต้องการสรรพคุณนี้จากกระเทียม ควรต้องกินกระเทียมทุบพอแตกสด ๆ วันละ 3 กลีบ แล้วดื่มน้ำอุ่นตาม เพื่อช่วยลดการระคายเคืองในกระเพาะอาหาร เนื่องจากกระเทียมมีฤทธิ์ร้อน

6. หอมแดง

          นอกจากกระเทียมแล้ว หอมแดงก็ยังเป็นอาหารต้านมะเร็งกระเพาะอาหารได้เช่นกัน โดยในหอมแดงมีสารพฤษเคมีที่ชื่อว่า เควอซิติน (Quercetin) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระในกลุ่มฟลาโวนอยด์ มีบทบาทสำคัญในการช่วยป้องกันเซลล์มะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งในระบบทางเดินอาหาร ด้วยความที่มีฤทธิ์ต้านเชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย และมีคุณสมบัติในการป้องกันการอักเสบของร่างกายนั่นเอง

7. ขมิ้นชัน

         สมุนไพรอย่างขมิ้นชันมีสรรพคุณทางยาหลายอย่างมาก ๆ ทั้งหน่วยงานไทยและต่างประเทศจึงทำการศึกษาสารชีวเคมีในขมิ้นชันกันมากมาย ยกตัวอย่างเช่น ผลการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชิคาโก ซึ่งพบว่า ขมิ้นชั้นมีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียชนิด H. pylori ซึ่งเป็นแบคทีเรียต้นเหตุของการเกิดโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร อีกทั้งในขมิ้นชันก็มีสารต้านอนุมูลอิสระอย่างลูทีน แคโรทีนอยด์ และวิตามินซีอยู่สูง ช่วยเสริมระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรงมากขึ้นได้

8. เห็ด

         เห็ดเกือบทุกชนิดจะมีสารเบต้ากลูแคน ซึ่งเป็นสารที่มีคุณสมบัติในการต้านมะเร็ง อีกทั้งยังช่วยสร้างเสริมระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง ต่อต้านเชื้อไวรัส มีฤทธิ์ในการต้านการอักเสบ และเป็นยาปฏิชีวนะตามธรรมชาติอีกด้วย นอกจากนี้การศึกษาในหนูทดลองยังพบว่า สารเบต้ากลูแคนมีสรรพคุณในการฆ่าเซลล์มะเร็งในกระเพาะอาหารได้เป็นอย่างดีเลยล่ะค่ะ

          และแม้ยังไม่มีการศึกษาทดลองในคนอย่างจริงจัง ทว่าการรับประทานเห็ดก็เป็นประโยชน์ต่อร่างกายแน่นอนอยู่แล้ว เพราะเห็ดก็จัดเป็นอาหารเพื่อสุขภาพชนิดหนึ่ง

9. ผักผลไม้สีเหลืองและสีส้ม

          เช่น แครอท ส้ม มันเทศ พริกหวานสีเหลือง พริกเหลือง อุดมไปด้วยสารเบต้าแคโรทีนและวิตามินเอ ซึ่งจากการทดลองของชาวสวีเดนพบว่า ผู้ที่ได้รับวิตามินเอและเบต้าแคโรทีนเป็นประจำ จะมีความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งกระเพาะอาหารมากกว่าผู้ที่ไม่ค่อยได้รับสารทั้งสองชนิดนี้

10. ผักใบเขียว

          ในผักใบเขียวจะมีพฤกษเคมีที่ชื่อว่า ไอโซไทโอไซยาเนต ซึ่งการศึกษาของสถาบัน Linus Pauling Institute (LPI) พบว่า สารไอโซไทโอไซยาเนตสามารถป้องกันการเกิดโรคมะเร็งบางชนิดในสัตว์ อาทิ โรคมะเร็งในปอด กระเพาะอาหาร มะเร็งลำไส้เล็ก มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งตับ มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งช่องท้อง รวมทั้งมะเร็งเต้านมได้

          โดยสารไอโซไทโอไซยาเนตจะพบมากในผักใบเขียว เช่น คะน้า ผักโขม บรอกโคลี และพืชตระกูลกะหล่ำทุกชนิด
         
          นอกจากการรับประทานอาหารต้านมะเร็งกระเพาะอาหารทั้ง 10 ชนิดนี้แล้ว ยังมีวิธีป้องกันมะเร็งกระเพาะอาหาร เช่น การออกกำลังกายเป็นประจำ หลีกเลี่ยงการรับประทานของหมักดอง อาหารรสเค็มจัด ของปิ้งย่าง หรืออาหารที่มีดินปะสิวผสม เช่น กุนเชียง หมูเนื้อแดง ไส้กรอก เป็นต้น

          อีกทั้งก็ควรงดดื่มสุรา งดสูบบุหรี่ และรับประทานผัก-ผลไม้ให้มาก ๆ พร้อมกับพักผ่อนให้เพียงพอด้วยนะคะ
     

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
สถาบันมะเร็งแห่งชาติ, คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา, healwithfood
เครดิตภาพ  https://health.kapook.com/view184189.html