Thursday, November 2, 2017

7 เรื่องที่คุณไม่เคยรู้ เกี่ยวกับน้ำตา




        คนเราทุกคนต่างผูกพันกับน้ำตาตลอดทุกช่วงชีวิต ลองคิดดูสิ แรกเกิดสิ่งแรกที่เราทำก่อนลืมตาดูโลก นั่นคือการแหกปากร้องไห้จ้า พอโตขึ้น เราก็ใช้น้ำตาแสดงอารมณ์เศร้าเสียใจ (ดีใจในบางครั้ง) และหลายครั้ง มันก็ไหลออกมาเหมือนเขื่อนแตก เพียงเพราะแค่เราหั่นหัวหอม !
   
          ดูเหมือนว่าเจ้าน้ำใส ๆ ที่ไหลอาบแก้มของเรา มีความพิศวงอยู่พอตัว ลองมาทำความรู้จัก 7 เรื่องที่คุณอาจไม่เคยรู้เกี่ยวกับน้ำตา รับรองว่าคุณต้องประหลาดใจ

1. เรียก "น้ำตา" แต่ไม่ใช่ น้ำ
   
          น้ำที่ไหลออกจากนัยน์ตา ก็ต้องเป็นน้ำอยู่แล้วนะสิ ! ไม่ผิดค่ะ แต่ก็ไม่ได้ถูกต้องทั้งหมด ความจริงแล้ว น้ำตาของเรา มีลักษณะเหมือนแผ่นฟิล์มที่วางซ้อนกัน 3 ชั้น

          ชั้นนอกสุด หรือ "ชั้นไขมัน" (Lipid layer) มีไขมันเป็นส่วนประกอบหลัก ทำหน้าที่ป้องกัน การระเหยของน้ำตา และหักเหแสง ช่วยในการมองเห็น

          ชั้นที่สอง เรียกว่า "ชั้นสารน้ำ" (Aqueous layer) แน่นอน มีน้ำเป็นส่วนประกอบหลัก และยังประกอบด้วยสารสำคัญอื่น ๆ เช่น เกลือแร่, โปรตีน, และสารภูมิคุ้มกันต่าง ๆ หน้าที่ของชั้นน้ำตาที่หนาที่สุดนี้ คือ ให้ออกซิเจนแก่ดวงตา และเป็นแหล่งอาหารสำคัญของดวงตา  

          ชั้นในสุด เป็น "ชั้นเมือก" (Mucous layer) ประกอบด้วยเมือก โปรตีน และเกลือแร่ มีหน้าที่ ทำให้ผิวกระจกตาเรียบ ช่วยให้มองเห็นชัด หล่อลื่นผิวด้านหน้าลูกตา และดักจับสิ่งแปลกปลอม ช่วยป้องกันไม่ให้ตาติดเชื้อ

2. มากกว่า 1 แต่มีถึง 3
   
          ประโยคนี้ไม่ใช่โปรโมชั่นขายของที่ไหน แต่เป็นชนิด "น้ำตา" ของคนเรานี่เอง แม้จะรูปร่างหน้าตาเหมือนกันหมด แต่ความจริงแล้ว น้ำตามีถึง 3 ชนิด   
   
          - Basal Tear น้ำตาที่ไหลออกมาตลอดเวลา เพื่อให้ความชุ่มชื้นแก่ดวงตา และป้องกันฝุ่นละออง

          - Reflex Tear ถ้าที่เห็น แค่ฝุ่นมันเข้าตา...แต่น้ำตาไหลพราก นั่นแหละ คือ reflex tear น้ำตาที่ไหลในปริมาณมากเมื่อมีบางอย่างเข้าตา หรือเมื่อรู้สึกระคายเคือง เช่น ตอนหั่นหอม หรือเจอแสงจ้า

          - Emotional Tear น้ำตาที่มนุษย์เท่านั้นที่สามารถหลั่งได้ จะไหลออกมาเมื่อเกิดอารมณ์ความรู้สึก เช่น เศร้า เสียใจ เหงา อกหัก สุข รัก ดีใจ ซึ่งส่วนมาก แน่นอน เป็นน้ำตาแห่งความเสียใจ (อย่าร้องกันนะคะ)

3. ไม่ร้องไห้ ไม่ได้แปลว่า ไม่มีน้ำตา

          อย่าเพิ่งตกใจ ! อาจฟังดูเศร้า แต่เป็นกลไกปกติของร่างกายคนเราค่ะ น้ำตาชนิด Basal Tear ของเราจะไหลออกมา เพื่อรักษาชุ่มชื่นให้ดวงตาตลอดเวลา แต่ไหลในปริมาณน้อยมาก เพียงวันละ 5–10 ออนซ์ และจะระเหยไป 10–20 % ทุกครั้งเมื่อเราลืมตา เราจึงแทบไม่รู้สึกตัวว่า มีน้ำตาดูแลเราอยู่ 

4. น้ำตากับน้ำทะเล...อย่างเดียวกันมั้ย ?
   
          ทำไมน้ำตาถึงเค็มอย่างกับน้ำทะเล ? เป็นน้ำอย่างเดียวกันหรือเปล่า ?

          เปล่า...คนละเรื่องกันเลย !

          เพราะในน้ำตากับน้ำทะเล มีส่วนประกอบของ "เกลือแกง" หรือโซเดียมคลอไรด์เหมือนกัน แต่ระดับความเค็ม ของน้ำตาจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น การร้องไห้
  
5. ขาดน้ำตา...จะมองเห็นไม่ชัด
   
          ใครจะรู้ว่า สิ่งสำคัญที่ทำให้เรามองเห็นได้ชัด คือ "น้ำตา" นอกจากจะช่วยให้ความชุ่มชื่นแก่ดวงตาแล้ว ยังช่วยทำความสะอาดกระจกตา ทำให้เรามองเห็นได้ชัดขึ้น ฉะนั้นเราควรดูแลสุขภาพดวงตา ให้มีน้ำตามาหล่อเลี้ยงตลอดเวลา ด้วยการหมั่นกะพริบตาบ่อย ๆ หลีกเลี่ยงสิ่งแวดล้อมและพฤติกรรมที่ทำให้น้ำตาระเหยง่าย เช่น การใช้สายตานาน ๆ
   
          และหากคุณมีปัญหาเรื่องสุขภาพดวงตา ควรไปพบจักษุแพทย์และผู้เชี่ยวชาญทางด้านสายตา หรือ "นักทัศนมาตร" เพื่อรับคำแนะนำที่ถูกต้องสำหรับสุขภาพที่ดีของดวงตา

6.เครียดหรอ ร้องไห้สิ !
   
          ส่วนหนึ่งจากการศึกษาเรื่องน้ำตา ของ William Frey นักชีวเคมีแห่งศูนย์วิจัยน้ำตา บอกไว้ว่า ทุกครั้งที่เราร้องไห้ สารเอ็นดอร์ฟินจะหลั่งออกมา ช่วยลดระดับฮอร์โมนความเครียดได้อีกด้วย โดยผลการศึกษาของเฟรย์ก็พบอีกว่า ผู้ชายกว่า 73% และผู้หญิงกว่า 75% บอกว่ารู้สึกสบายขึ้นเมื่อได้ร้องไห้ 
  
7. ผู้หญิงกับผู้ชายร้องไห้เหมือนกันมั้ย ?
   
          การวิจัยจากหลายสถาบัน พบว่า "ผู้หญิงมีแนวโน้มที่จะร้องไห้บ่อยกว่าผู้ชาย" โดยนักชีวเคมี William Frey หัวหน้าทีมที่ใช้เวลาศึกษาน้ำตาโดยเฉพาะเป็นระยะเวลาถึง 15 ปี รายงานว่า ใน 1 เดือน ผู้หญิงร้องไห้ 5.3 ครั้ง ส่วนผู้ชายร้องไห้ประมาณ 1.4 ครั้ง
   
          ความถี่ในการร้องไห้ที่แตกต่างกันนี้ ส่วนหนึ่งเกิดจาก "ฮอร์โมนโปรแลกติน" ที่ร่างกายจะผลิตออกมาเมื่อเรา "รู้สึกสุด ๆ" ในอารมณ์ เช่น ดีใจสุด ๆ ตื้นตัน หรือเสียใจมากจนรู้สึกหงุดหงิด อัดอั้น แต่ทำอะไรไม่ถูก ช่วงอารมณ์แบบนี้แหละ ร่างกายจะระบายออกมาเป็นหยดน้ำตา เพื่อลดระดับความเครียด ซึ่งผู้หญิงจะผลิตฮอร์โมนนี้ได้มากกว่าผู้ชายถึง 4 เท่า ! จึงเป็นเหตุให้ผู้หญิงมีแนวโน้มที่จะบ่อน้ำตาตื้นและขี้แยกว่าผู้ชาย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ผู้หญิงทุกคนจะต้องขี้แยกว่าผู้ชายเสมอไป ทั้งนี้ยังขึ้นอยู่กับยีน ขนาดของท่อน้ำตาของแต่ละคน และการเลี้ยงดูของครอบครัวอีกด้วย

          เห็นไหมคะว่าน้ำตาส่วนเล็ก ๆ ของร่างกาย มีสิ่งที่น่าสนใจมากมาย และยังทำหน้าที่หลัก ช่วยให้เราสามารถมองเห็นได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย รู้แบบนี้แล้ว อย่าลืมหันมาใส่ใจดูแลน้ำตา หมั่นไปพบจักษุแพทย์และนักทัศนมาตรของคุณเพื่อรับคำแนะนำในการดูแลสุขภาพดวงตา รวมไปถึงตรวจหาอาการผิดปกติบางอย่างเช่น ภาวะตาแห้ง ทั้งนี้เพื่อประสิทธิภาพในการมองเห็นที่ดีที่สุด

          รอติดตามเทคโนโลยีคอนแทคเลนส์ชนิดใหม่ ที่มีคุณสมบัติ "เข้ากันดีกับชั้นน้ำตา" พร้อมอัพเดตทิปส์ การดูแลสุขภาพดวงตาและทุกเรื่องราวเกี่ยวกับคอนแทคเลนส์ ได้ที่เพจ Johnson & Johnson Vision กดติดตาม Johnson & Johnson ได้เลยที่ Facebook : Johnson & Johnson vision 

      ค้นหาสาขาร้านเพื่อปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสายตา และทดลองคอนแทคเลนส์นวัตกรรมล่าสุด คลิก 

เครดิตภาพ  https://health.kapook.com/view181658.html

Monday, September 25, 2017

12 ประเภทกาแฟ ชอบดื่มแบบไหน มาทายนิสัยกัน !




เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก cdn.bitrebels.netdna-cdn.com

             กาแฟเป็นเครื่องดื่มยอดฮิตอีกชนิดหนึ่งที่มีคนนิยมดื่มกันมากมายทั่วโลก และบางคนก็ถึงขั้นติดงอมแงม ต้องกินทุกวันไม่เช่นนั้นจะเกิดอาการปวดหัว และมีอารมณ์หงุดหงิดได้ง่าย ๆ อีกทั้งกาแฟก็ยังมีรสชาติมากมายให้เลือกดื่ม ก็เลยเป็นเครื่องดื่มที่ดื่มได้เรื่อย ๆ ไม่มีเบื่อ แต่ทราบไหมคะว่ากาแฟแต่ละประเภทก็มีความหมายแตกต่างกัน Doghouse Diaries เขาก็เลยนำความหมายของกาแฟในแต่ละประเภทมาทายนิสัยของคนดื่มให้ได้รู้ ส่วนคอกาแฟแต่ละคนจะมีนิสัยแบบไหน มาดูกันเลยค่ะ

 1.  เอสเพรสโซ่

             คุณเป็นคนอัธยาศัยดี และค่อนข้างปรับตัวเข้ากับสถานการณ์รอบข้างเก่ง หลงใหลรสชาติเบาบางของกาแฟ แต่ให้สัมผัสและกลิ่นหอมหวานน่ากิน

2.  ดับเบิลเอสเพรสโซ่

             คอกาแฟรสเข้มข้นอย่างกาแฟดับเบิลเอสเพรสโซ่ เป็นคนประเภทเอาจริงเอาจัง ขยัน ชอบทำงาน และแข็งแกร่งต่อปัญหาและอุปสรรคทุกอย่าง

3.  ทริปเปิลเอสเพรสโซ่

             ผู้ที่ชื่นชอบกาแฟแก้วนี้มักจะเป็นคนกระตือรือร้น แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นคนย้ำคิดย้ำทำ ตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา เพราะรสชาติเข้มข้นของกาแฟที่ดื่มเข้าไป

4.  มอคค่า

             คนที่ชอบดื่มมอคค่าเป็นคนที่รักความสนุกสนาน และมีความคิดสร้างสรรค์ดี แม้จะไม่ค่อยชอบรสชาติของกาแฟสักเท่าไร แต่ก็จำใจต้องกินเพราะง่วงซะมากกว่า

5.  ลาเต้

             คุณเป็นคนช่างคิด แต่ก็ไม่เด็ดขาด ในสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคย คุณจะไม่ค่อยกล้าตัดสินใจทำอะไรเท่าไร เป็นคนประเภทปลอดภัยไว้ก่อน

6.  คาปูชิโน่

             คุณเป็นคนอบอุ่น แต่ไม่ค่อยระมัดระวังตัว เป็นคนโก๊ะ ๆ หน่อย แบบที่เพื่อนต้องคอยเตือนให้เช็ดครีมที่เลอะปากหลังจากดื่มกาแฟทุกครั้ง

7.  มัคคิอาโต

             คุณเป็นคนค่อนข้างหัวโบราณ และรักนวลสงวนตัว และสิ่งที่คุณไม่ชอบที่สุดเมื่อดื่มกาแฟมัคคิอาโตก็คือ คราบฟองนมที่ติดริมฝีปากจนดูคล้ายกับหนวดดี ๆ นี่เอง

8. กาแฟเย็น

             คุณเป็นคนเปิดเผยจริงใจ กล้าแสดงออก และรักอิสระสุด ๆ แถมยังหลงใหลการดูดกาแฟเย็น ๆ ผ่านหลอดเป็นชีวิตจิตใจอีกด้วย

9.  อเมริกาโน่

             คุณเป็นคนใจเย็นและค่อนข้างมีเหตุผล ชอบใช้ชีวิตง่าย ๆ อย่างเช่น ไปปิกนิกที่สวนสาธารณะ ชมนก และจิบกาแฟ เป็นต้น

10. เฟรปปูชิโน่

             คุณเป็นคนอารมณ์ดี และค่อนข้างมีพลังในชีวิต หลงใหลรสชาติกาแฟอยู่บ้าง แต่จริง ๆ แล้วติดใจรสชาติไอศกรีมมากกว่า

 11. กาแฟทูโก (Coffee To-Go)

             คุณเป็นคนที่ค่อนข้างจริงจังกับชีวิต และเป็นคนที่มีความมุ่งมั่นสูง ส่วนใหญ่คนที่เลือกดื่มกาแฟแบบนี้จะชอบลักษณะของแก้วที่ดูแน่นหนามั่นคง เพราะมีกระดาษหุ้มกันความร้อนอีกชั้น

12. เอ็กซ์เพรสโซ่

             คุณฉลาดและน่ารำคาญในเวลาเดียวกัน ไม่ว่าคุณจะรู้หรือไม่รู้ก็ตามว่ากาแฟแบบนี้ต้องออกเสียงว่า "เอสเพรสโซ่" แต่ทุกครั้งที่สั่งคุณก็จะพูดว่า "เอ็กซ์เพรสโซ่" จริงไหมล่ะ ?

             ทั้งหมดนี้ก็เป็นกาแฟประเภทที่คนนิยมดื่มกันเป็นส่วนใหญ่ ได้อ่านกันแล้วคอกาแฟทั้งหลายรู้สึกยังไงกันบ้างคะ ตรงกับนิสัยของตัวเองกันบ้างไหมเอ่ย ?

Wednesday, September 20, 2017

12 ประโยชน์ของมะพร้าวอ่อน ผลไม้คลายร้อน ของดีจากธรรมชาติ




         มะพร้าวอ่อน ผลไม้ยอดฮิต ริมทะเล กับประโยชน์เด็ด ๆ ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นเกลือแร่จากธรรมชาติ

          เพราะว่ามะพร้าวอ่อนไม่ใช่ผลไม้ที่เราทานกันบ่อย ๆ เราเลยไม่ค่อยได้สนใจถึงประโยชน์ของมะพร้าวอ่อนมากนัก ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วมะพร้าวอ่อนอุดมไปด้วยสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย  แถมยังมีประโยชน์ครบครันเหมาะสมกับคนทุกเพศ ทุกวัยเลยด้วย ฉะนั้นในวันนี้ เราเลยนำเรื่องราวประโยชน์ดี ๆ ของมะพร้าวอ่อนที่ถ้าอ่านจบแล้ว จะทำให้ทุกคนต้องไปหาซื้อมาทานแทบไม่ทันมาฝากกันค่ะ

มะพร้าวอ่อน คุณค่าทางโภชนาการเพียบ

          ข้อมูลจากกรมอนามัย ระบุว่า เนื้อมะพร้าวอ่อน 1 ลูก มีน้ำหนักส่วนที่กินได้ 123 กรัม มีคุณค่าทางโภชนาการอาหาร ดังนี้

          - พลังงาน 51 กิโลแคลอรี
          - น้ำ 90 กรัม
          - น้ำตาล 3 กรัม
          - โปรตีน 1.4 กรัม
          - ไขมัน 3.0 กรัม
          - คาร์โบไฮเดรต 4.6 กรัม
          - ใยอาหาร 1.6 กรัม
          - เถ้า 0.9 กรัม
          - วิตามินซี 5 มิลลิกรัม
          - โซเดียม 13 มิลลิกรัม
          - โพแทสเซียม 381 มิลลิกรัม
          - แมกนีเซียม 40 มิลลิกรัม
          - แคลเซียม 6 มิลลิกรัม
          - ฟอสฟอรัส 48 มิลลิกรัม
          - เหล็ก 0.55 มิลลิกรัม
          - สังกะสี 0.25 มิลลิกรัม
          - ไอโอดีน 2.6 ไมโครกรัม

ส่วนน้ำมะพร้าวอ่อน 1 ลูก มีน้ำหนักส่วนที่กินได้ 259 กรัม มีคุณค่าทางโภชนาการอาหาร ดังนี้

          - พลังงาน 23 กิโลแคลอรี
          - น้ำ 94 กรัม
          - น้ำตาล 7 กรัม
          - ไขมัน 0.1 กรัม
          - คาร์โบไฮเดรต 5.5 กรัม
          - เถ้า 0.4 กรัม
          - วิตามินซี 1 มิลลิกรัม
          - โซเดียม 11 มิลลิกรัม
          - โพแทสเซียม 330 มิลลิกรัม
          - แมกนีเซียม 7 มิลลิกรัม
          - แคลเซียม 11 มิลลิกรัม
          - เหล็ก 0.32 มิลลิกรัม
          - ไอโอดีน 1.9 ไมโครกรัม

มะพร้าวอ่อน ประโยชน์ไม่ธรรมดา

1. ดับกระหาย คลายร้อน

          อากาศร้อน ๆ ทำให้เรารู้สึกกระหายน้ำได้ง่าย ๆ และน้ำมะพร้าวอ่อนก็เป็นตัวช่วยดับกระหายคลายร้อนที่ดีค่ะ เพราะมะพร้าวอ่อนเป็นผลไม้ที่มีฤทธิ์เย็น อีกทั้งยังมีกลูโคสและฟรักโทสในปริมาณมาก ร่างกายจะสามารถนำไปใช้เป็นพลังงานได้ทันที ดังนั้นจึงต้องไม่แปลกใจหากดื่มน้ำมะพร้าวเข้าไปแล้วจะรู้สึกสดชื่น กระชุ่มกระชวยทันตาเห็น

2. เป็นเกลือแร่จากธรรมชาติ

          รู้ไหมว่าเราสามารถดื่มน้ำมะพร้าวแทนเครื่องดื่มเกลือแร่หลังจากออกกำลังกายหรือท้องเสียได้ด้วยนะคะ เพราะในน้ำมะพร้าวมีโพแทสเซียม โซเดียม แคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส และวิตามิน ซึ่งเป็นสารอาหารชนิดเดียวกับในเครื่องดื่มเกลือแร่ แต่เด็ดกว่าตรงที่เป็นเกลือแร่ที่มาจากธรรมชาติ จึงช่วยบรรเทาอาการเหนื่อยล้าอ่อนเพลีย และลดอาการขาดน้ำได้ดีทีเดียว

3. เพิ่มน้ำในคนที่มีภาวะขาดน้ำ

          ในมะพร้าวอ่อนมีน้ำเป็นส่วนประกอบอยู่สูงมาก ซึ่งทุกคนก็น่าจะรู้ดีอยู่แล้ว ว่าน้ำเป็นสิ่งสำคัญต่อการดำรงชีวิตของเราแค่ไหน ฉะนั้นหากรู้สึกขาดน้ำ เราขอแนะนำมะพร้าวอ่อนทั้งน้ำและเนื้อ ให้เป็นอีกทางเลือกช่วยเพิ่มน้ำแก่ร่างกายค่ะ

4. ช่วยให้กระเพาะปัสสาวะทำงานดีขึ้น

          การดื่มน้ำมะพร้าวจะช่วยกระตุ้นการขับถ่ายปัสสาวะให้เป็นไปอย่างปกติ ซึ่งก็จะช่วยให้กระเพาะปัสสาวะของเราได้ขับสารพิษและแบคทีเรียที่อาจตกค้างอยู่ออกมาอย่างเต็มที่ ส่งผลให้กระเพาะปัสสาวะทำงานได้ดีขึ้น และลดความเสี่ยงโรคต่าง ๆ ในระบบขับถ่ายปัสสาวะลงได้

5. บำรุงผิว ชะลอริ้วรอย

          ทราบกันดีอยู่แล้วว่าการดื่มน้ำในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายจะช่วยให้ผิวพรรณของเราสดใส ไม่แห้งกร้าน แล้วถ้าเป็นน้ำมะพร้าวล่ะ จะดีกับผิวพรรณของเราขนาดไหน เพราะรู้ไหมคะว่าน้ำมะพร้าวเป็นแหล่งของสารอาหารมากมาย ทั้งโพแทสเซียม แคลเซียม แมกนีเซียม รวมทั้งวิตามินซีที่ช่วยปกป้องผิวจากแสงแดด ช่วยสมานแผล และช่วยให้ผิวกระชับเต่งตึง

          นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยในห้องทดลองที่พบว่า น้ำมะพร้าวอ่อนมีกลุ่มฮอร์โมนพืช "ไคเนติน" (kinetin) และสารประกอบทรานส์-ซีติน (trans-zeatin) ซึ่งมีฤทธิ์ช่วยชะลอความแก่ในเซลล์ผิวหนังของคน ปัจจุบันจึงมีการนำไคเนตินมาเป็นส่วนประกอบของเครื่องสำอาง เพื่อใช้ทาผิวหนังที่ถูกทำลายด้วยแสงแดด

6. บำรุงกระดูก

          แม้ปริมาณแคลเซียมในมะพร้าวอ่อนจะไม่ได้สูงมาก แต่มะพร้าวอ่อนมีไขมันอิ่มตัวที่มีคุณสมบัติละลายน้ำดี (MCT) ซึ่งมีหน้าที่ช่วยดูดซึมแคลเซียมให้เข้าสู่กระดูกได้อย่างเต็มที่ ทำให้กระดูกของเราแข็งแรงขึ้นได้ค่ะ ขณะเดียวกันก็มีงานวิจัยทดลองให้หนูเพศผู้ทานน้ำมะพร้าวอ่อน ก่อนที่จะพบว่าน้ำมะพร้าวอ่อนมีผลต่อการเพิ่มความหนาของกระดูกอ่อนและกระดูกฟองน้ำของขากรรไกรล่าง ดังนั้นจึงกำลังทำการศึกษาต่อไปว่าน้ำมะพร้าวอ่อนน่าจะมีประโยชน์ในการชะลอภาวะกระดูกพรุนในชายวัยหมดฮอร์โมน

7. ปรับฮอร์โมนในร่างกายของผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน

          รู้ไหมคะ ว่าการทานมะพร้าวช่วยปรับฮอร์โมนของสตรีวัยหมดประจำเดือน และชายวัยทองให้ดีขึ้นได้ โดยมีงานวิจัยพบว่าฮอร์โมนพืชหลาย ๆ ตัวในมะพร้าวอ่อน มีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งช่วยปรับสมดุลฮอร์โมน ทำให้ผิวพรรณสดใส ชะลอการเกิดริ้วรอย ลดความเสี่ยงอาการอัลไซเมอร์ และช่วยปรับอารมณ์ให้ดีขึ้น อีกทั้งยังป้องกันโรคกระดูกพรุนได้ด้วย เนื่องจากน้ำมะพร้าวอ่อนมีฤทธิ์ช่วยเพิ่มการดูดซึมแคลเซียมของเซลล์ในระบบทางเดินอาหารนั่นเอง

8. เป็นไขมันอิ่มตัวที่ดีกว่าไขมันอิ่มตัวชนิดอื่น

          แม้ว่าไขมันอิ่มตัวจะไม่ดีต่อร่างกายเรา เพราะจะไปเพิ่มคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดีในร่างกาย แต่ถึงยังไงร่างกายเราก็ยังต้องการไขมันอิ่มตัวบ้างอยู่ดีนะคะ โดยทานให้สมดุลกับไขมันไม่อิ่มตัว โอเมก้า 3 และโอเมก้า 6 ด้วย เพื่อช่วยละลายวิตามินเอ ดี อี เค ที่จะละลายได้ในไขมันเท่านั้น

          สำหรับน้ำมะพร้าวอ่อนเป็นเครื่องดื่มที่มีไขมันน้อยมาก ทว่าในเนื้อมะพร้าวอ่อนจะมีไขมันค่อนข้างสูง และส่วนใหญ่เป็นไขมันอิ่มตัวด้วย อย่างไรก็ตาม ไขมันอิ่มตัวในเนื้อมะพร้าวจัดเป็นไขมันอิ่มตัวที่ดีกว่าไขมันอิ่มตัวชนิดอื่นค่ะ เพราะสามารถขับออกได้บ้างเล็กน้อย แต่ก็ไม่ใช่ว่าเราจะทานมะพร้าวอ่อนได้มาก ๆ ตามใจปาก เพราะเพื่อสุขภาพที่ดี เราไม่ควรทานไขมันอิ่มตัวเกินกว่า 7% ของแคลอรีที่ได้รับต่อวัน ดังนั้นแล้ว หากชอบทานเนื้อมะพร้าวก็ทานได้ในปริมาณที่ไม่มากเกินไป เลือกชิ้นอ่อน ๆ ที่เป็นเจล ๆ ไขมันจะต่ำกว่า เพราะยิ่งเนื้อหนามากไขมันก็ยิ่งเยอะนะคะ แต่หากใครมีปัญหาไขมันในเลือดสูง เลี่ยงการทานเนื้อมะพร้าวทั้งอ่อนและแก่จะดีกว่า


9. รักษาอาการอัลไซเมอร์


          มีงานวิจัยจาก ดร.นิซาอูดะห์ ระเด่นอาหมัด อาจารย์ประจำภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พบว่า น้ำมะพร้าวอ่อนมีฮอร์โมนเอสโตรเจนสูง จึงช่วยชะลอการเกิดโรคอัลไซเมอร์ ขณะเดียวกันก็มีการศึกษาอีกฉบับ พบว่าในมะพร้าวอ่อนมีสารประกอบทรานส์ซีติน ซึ่งมีคุณสมบัติยับยั้งเอนไซม์เกี่ยวกับโรคอัลไซเมอร์ จึงช่วยรักษาอาการอัลไซเมอร์ และความผิดปกติเกี่ยวกับระบบประสาทได้

          และไม่ใช่แค่นั้น เพราะการศึกษาจากแหล่งอื่นยังพบว่าสารประกอบทรานส์ซีตินสามารถป้องกันไม่ให้โปรตีนอะมัยลอยด์เบต้า ซึ่งเป็นสารที่ทำให้เกิดการลุกลามของโรคอัลไซเมอร์ก่อตัวขึ้น อย่างไรก็ตามนี่เป็นผลการศึกษาในห้องทดลอง ซึ่งจะต้องมีการศึกษาผลที่เกิดกับคนอีกครั้ง เพื่อยืนยันว่ามะพร้าวอ่อนช่วยรักษาอัลไซเมอร์ในคนได้หรือไม่ค่ะ
  
10. ช่วยลดความดันโลหิต

           เนื่องจากมะพร้าวอ่อนมีโพแทสเซียมสูงมาก คือ ในปริมาณน้ำมะพร้าว 100 มิลลิลิตร มีโพแทสเซียมถึง 200 มิลลิกรัม ซึ่งข้อดีของโพแทสเซียมนอกจากจะทำให้รู้สึกสดชื่นแล้ว ยังช่วยลดระดับความดันในร่างกายได้อีกด้วย ดังนั้น ถ้าวันไหนทานโซเดียมเยอะเกินไป ควรดื่มน้ำมะพร้าวสักหน่อย เพื่อให้โพแทสเซียมเข้าไปลดปริมาณโซเดียม และทำให้ระดับความดันโลหิตลดลง

11. ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้สมดุล

          ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าอาหารที่มีดัชนีไกลซีมิกสูงจะมีคาร์โบไฮเดรตสูง ส่งผลให้น้ำตาลกลูโคสเข้าสู่กระแสเลือดอย่างรวดเร็ว  และเมื่อน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น อินซูลินก็จะสูงขึ้นตาม แถมอินซูลินที่สูงนี้สามารถเปลี่ยนน้ำตาลส่วนเกินให้กลายเป็นไขมัน ซึ่งไขมันเหล่านี้จะไปสะสมอยู่ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายและอาจเสี่ยงต่อไขมันอุดตันเส้นเลือดได้ ดังนั้นเราควรทานอาหารที่ดัชนีไกลซีมิกต่ำ เพื่อป้องกันไม่ให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง อย่างมะพร้าวอ่อนก็เป็นอาหารชนิดหนึ่งที่มีดัชนีไกลซีมิกต่ำและมีไฟเบอร์ที่ละลายในน้ำได้ จึงช่วยลดการเปลี่ยนคาร์โบไฮเดรตไปเป็นน้ำตาล ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่สูงเกินไปนั่นเองค่ะ

12. ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ

          คนที่ชอบทานมะพร้าวอ่อนต้องถูกใจแน่ ๆ เพราะอย่างที่เรากล่าวไปแล้วว่าไขมันในมะพร้าวอ่อนช่วยเพิ่มคอเลสเตอรอลชนิดดี และลดคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี ซึ่งคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดีเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดโรคหัวใจ ดังนั้นจึงลดความเสี่ยงโรคหัวใจลงไปได้ แต่ไม่เพียงเท่านั้น เพราะในมะพร้าวอ่อนมีโฟเลตประกอบอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งการที่ร่างกายได้รับโฟเลตในปริมาณที่เพียงพอ ก็จะลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดต่าง ๆ ทำให้ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจได้ด้วยนะคะ

          นอกจากนี้ยังมีการทดลองในหนูพบว่า น้ำมะพร้าวอ่อนมีเกลือแร่ โดยเฉพาะโพแทสเซียมในปริมาณสูงซึ่งมีผลป้องกันโรคหัวใจในหนูได้ แต่อย่างไรก็ตาม การทดลองนี้เป็นเพียงแค่กับหนู ยังไม่เคยทดลองในคน ดังนั้นควรต้องรอผลการทดลองที่แน่นอนสำหรับคนในอนาคตมาช่วยยืนยันอีกทีค่ะ
   
ในเมื่อรู้แล้วว่ามะพร้าวอ่อนมีประโยชน์เพียบขนาดนี้ ก็ลองหามะพร้าวอ่อนมาทานกันนะคะ อ้อ ! แล้วถ้าใครไม่รู้ว่าจะนำมะพร้าวอ่อนมาทำเป็นอะไรอร่อย ๆ ได้บ้าง ก็สามารถตามไปดูเมนูมะพร้าวอ่อนที่กระปุกเคยนำเสนอไว้ได้เลย รับรองว่าต้องถูกใจแน่นอน

          - 8 สูตรเมนูมะพร้าวอ่อน หอมนุ่มละมุนลิ้น อร่อยชวนชิมชาตินี้ต้องลอง
          - เค้กมะพร้าวอ่อนครีมสด สูตรขนมเค้กเคี้ยวกรุบ ๆ อร่อยเต็มคำ
          - วุ้นกะทิมะพร้าวอ่อน ขนมไทยกรุบกรอบ ทำง้ายง่าย          
         
- วิธีทำวุ้นมะพร้าวอ่อน ขนมคลายร้อนหอมอร่อยเย็นฉ่ำ
          - พุดดิ้งมะพร้าวอ่อน ขนมหวานหอมกลิ่นมะพร้าว ทำง่ายไม่กี่นาที
          - พายมะพร้าวอ่อน กรอบอร่อยหวานหอมพร้อมเข้าปาก
          - สังขยามะพร้าวอ่อน ขนมหวานหอมอร่อยย้อนรำลึกวัยเด็ก

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
https://health.kapook.com/view179576.html

Monday, September 18, 2017

ส้นเท้าแตกทำไง จบปัญหากวนใจด้วยวิธีรักษาแบบง่าย ๆ แต่ได้ผลเร็ว




         ส้นเท้าแตกทำไง ปัญหาสุดเซ็งสำหรับใครหลายคน โดยเฉพาะคุณสาว ๆ ที่มีปัญหาส้นเท้าแตกแห้งเป็นลายแทงทั้งหลาย รีบมารักษากันดีกว่าค่ะ อย่าปล่อยไว้จนลุกลาม เพราะจะทำให้คุณเสียบุคลิกอย่างมาก

          เท้า เป็นอวัยวะที่ถูกใช้งานตลอดแทบทั้งวัน ดังนั้นคนส่วนใหญ่จึงหลีกเลี่ยงปัญหาส้นเท้าแตกได้ยาก ซึ่งปัญหาส้นเท้าแตกนั้นมักจะพบบ่อยกับคนอ้วนเนื่องจากมีน้ำหนักตัวเยอะ หรือกับคนที่ชอบเดินเท้าเปล่าบนพื้นปูน หรือพื้นแข็ง ๆ และยังอาจเกิดได้จากกรรมพันธุ์ คนที่มีฝ่าเท้าหนา และขาดความชุ่มชื่น นอกจากนี้การใส่รองเท้าเปิดส้น หรือรองเท้าที่ไม่มีคุณภาพก็เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ส้นเท้าแตกได้เช่นเดียวกัน อย่างเช่น ส้นรองเท้าแข็งจนเกินไป หรือรองเท้าบีบรัดส้นเท้าจนเกินไป โดยระยะแรกของอาการส้นเท้าแตกจะเริ่มจากการบวมแดงหรืออักเสบ หากปล่อยทิ้งไว้จะเริ่มหนาแล้วก็แตกเป็นรอยเล็ก ๆ นานไปจะกลายเป็นหนังกำพร้า และมีร่องลึกเป็นเส้นที่บริเวณส้นเท้า หนักกว่านั้นคือส้นเท้าจะแตกเป็นรอยเลือดและมีอาการเจ็บแสบจนแทบเดินไม่ได้กันเลยทีเดียว ทั้งนี้สำหรับสาว ๆ คนไหนที่กำลังมีปัญหาส้นเท้าแตกอยู่อย่าปล่อยทิ้งไว้นานจนกลายเป็นปัญหาลุกลามใหญ่โตนะคะ ควรรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ จะดีกว่า เพื่อความสวยงามของเท้าเราเองจ้า

วิธีรักษาส้นเท้าแตก สามารถทำได้ด้วยวิธีดังต่อไปนี้

          นำเปลือกกล้วยหอมมาถูตรงบริเวณส้นเท้าที่แตก โดยให้ถูไปมา แล้วทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที และล้างออกด้วยน้ำสะอาด เสร็จแล้ว เช็ดให้แห้งพร้อมกับทาครีมบำรุงส้นเท้า วิธีนี้ควรจะทำอย่างน้อยอาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง เพราะกรดผลไม้และสารอาหารในเปลือกกล้วยจะช่วยลอกผิวและสมานส้นเท้าที่แตกได้เป็นอย่างดี
         
          แช่เท้าในน้ำอุ่นประมาณ 15 นาที จากนั้นให้ใช้หินสำหรับขัดเท้าถูเบา ๆ ตรงบริเวณรอยแตก โดยให้ทำแบบนี้อาทิตย์ 2-3 ครั้ง ซึ่งการขัดด้วยหินจะช่วยขจัดเซลล์ของผิวหนังที่ตายแล้วให้หลุดลอกออกไป จากนั้นล้างเท้าให้สะอาด ใช้ผ้าขนหนูเช็ดให้แห้ง เสร็จแล้วให้ทาครีมสำหรับรักษาอาการส้นเท้าแตก ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะมีส่วนผสมของยูเรียที่จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและช่วยบรรเทาให้อาการส้นเท้าแตกดีขึ้นได้

          ก่อนนอนควรสวมถุงเท้าเอาไว้ เพื่อคงความชุ่มชื้นของส้นเท้าให้อยู่ตลอดคืน หากทำแบบนี้เป็นประจำจะทำให้ส้นเท้าหายจากอาการแตก และมีผิวเนียนนุ่มขึ้น

          ในระหว่างที่รักษาอาการส้นเท้าแตกควรทาครีมเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับส้นเท้าบ่อย ๆ รวมถึงควรใส่รองเท้าปิดส้นจนกว่าผิวที่ส้นเท้าจะกลับมานุ่มเป็นปกติ

          สำหรับใครที่มีอาการหนักจนส้นเท้าแตกเป็นรอยเลือดและมีอาการเจ็บแสบ ควรรีบไปพบแพทย์ทันที เพื่อทำการรักษาให้ตรงจุด ซึ่งจะช่วยให้อาการส้นเท้าแตกหายได้เร็วขึ้น

วิธีป้องกันส้นเท้าแตก
         
          เมื่ออยู่ในบ้าน ควรใส่รองเท้าสำหรับเดินในบ้านเพื่อช่วยป้องกันไม่ให้เท้าเย็นจนขาดความชุ่มชื้นและช่วยลดไม่ให้ส้นเท้ากระแทกกับพื้นแรงจนเกินไป หากต้องเดินเท้าเปล่าบนพื้นเย็น ๆ ควรทาครีม วาสลีน หรือมอยส์เจอไรเซอร์ที่ส้นเท้าเสียก่อน
         
          เลือกรองเท้าให้มีขนาดพอดีกับเท้า มีคุณภาพ ใส่แล้วไม่คับ และพื้นไม่แข็งจนเกินไป
         
          ควรใส่ถุงเท้าเวลานอนเป็นประจำ เพื่อลดการสูญเสียความชุ่มชื้นจากผิวหนัง

          ในกรณีคนอ้วน ควรลดน้ำหนักลง เพราะนอกจากจะช่วยแก้ปัญหาส้นเท้าแตกแล้ว ยังจะมีข้อดีอื่น ๆ ตามมาอีกมากมาย เช่น กลับมามีรูปร่างดี และลดอัตราการเกิดโรคแทรกซ้อนอื่น ๆ อันเกิดจากสาเหตุโรคอ้วน เป็นต้น

          เมื่อรู้สาเหตุและวิธีรักษาส้นเท้าแตกให้กลับมาเนียนนุ่มกันไปแล้ว สาว ๆ ควรป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นได้อีกนะคะ เพราะหากหน้าสวยแต่ส้นเท้าแตกดูแล้วเสียบุคลิกแย่เลย ทางที่ดีควรจะป้องกันไว้ก่อนดีกว่านะคะสาว ๆ