Sunday, December 3, 2017

10 อาหารต้านมะเร็งกระเพาะอาหาร กันไว้ก่อนโรคภัยถามหา




          มะเร็งกระเพาะอาหาร ภัยเงียบที่น่ากลัวของคนในยุคนี้ จริง ๆ แล้วป้องกันได้ เพียงปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ การบริโภค และหมั่นเสริมเกราะป้องกันมะเร็งกระเพาะอาหารด้วยอาหารเหล่านี้

          พูดถึงมะเร็ง โรคร้ายที่คร่าชีวิตผู้คนมามากมาย และมักจะเก็บตัวเงียบอยู่ในร่างกายเรา แสดงตัวทีก็ตอนที่เซลล์มะเร็งลุกลามไปไกล ผู้ป่วยมะเร็งส่วนใหญ่จึงเสียโอกาสในการรักษา อย่างมะเร็งกระเพาะอาหารเองก็เช่นกันค่ะ ที่ไม่ค่อยแสดงอาการของโรค รู้ตัวอีกทีก็เจ็บหนักและสูญเสียกำลังใจไปมากแล้ว ดังนั้นการป้องกันตัวเองให้ไกลโรคมะเร็งจึงดีที่สุด

          ทว่าในปัจจุบัน พฤติกรรมบริโภคอาหารปิ้งย่าง อาหารฟาสต์ฟู้ด บุฟเฟ่ต์ต่าง ๆ เป็นความสะดวกและเป็นวิธีบริโภคอาหารที่นิยมกันมากขึ้น และแน่นอนค่ะว่าความเสี่ยงโรคมะเร็งกระเพาะอาหารก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัวเช่นกัน ฉะนั้นในวันนี้กระปุกดอทคอมจึงถือโอกาสแนะนำวิธีต้านมะเร็งกระเพาะอาหาร ด้วยอาหารต้านมะเร็งกระเพาะอาหารต่อไปนี้

1. มะเขือเทศ

          สารสีแดงในมะเขือเทศที่เรียกว่าไลโคปีน (Lycopene) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีคุณสมบัติช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งต่อมลูกหมาก และมะเร็งปอดได้ อีกทั้งในมะเขือเทศยังมีสารที่ช่วยบำรุงผิวพรรณให้สดใสด้วยนะคะ

2. ธัญพืชต่าง ๆ

         ธัญพืชที่ไม่ผ่านการขัดสีหรือผ่านการขัดสีน้อยที่สุด มักจะมีคุณค่าทางโภชนาการค่อนข้างสูง โดยเฉพาะในส่วนของเส้นใยอาหาร วิตามิน แร่ธาตุ ไฟโตนิวเทรียนต์ รวมไปถึงสารต้านอนุมูลอิสระหลาหลายชนิด และด้วยความที่ธัญพืชไม่ขัดสีมีกากใยอยู่มาก จึงสามารถพาสารต่าง ๆ ที่เป็นโทษต่อร่างกายซึ่งเกาะติดบริเวณลำไส้ให้ถูกขับถ่ายออกไป จึงมีส่วนสำคัญในการลดความเสี่ยงโรคมะเร็งในทางเดินอาหารทุกชนิด ไม่เว้นแม้แต่โรคมะเร็งกระเพาะอาหารและมะเร็งลำไส้ใหญ่

          ทั้งนี้ธัญพืชไม่ขัดสีที่ช่วยป้องกันมะเร็งกระเพาะอาหารและมะเร็งในระบบทางเดินอาหารได้ ก็ได้แก่ ลูกเดือย ถั่วดำ ข้าวสาลี ข้าวโพด ข้าวโอ๊ต และข้าวบาร์เลย์

3. ข้าวกล้อง

        ข้าวกล้องจัดเป็นข้าวที่ไม่ขัดสี และอุดมไปด้วยวิตามิน เกลือแร่ แร่ธาตุหลากหลายชนิด ที่สำคัญคือไฟเบอร์ที่จะช่วยขับเคลื่อนสารพิษที่เป็นอันตรายต่อร่างกายออกไปพร้อมกับระบบขับถ่าย ลดความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งกระเพาะอาหารได้อย่างแน่นอน

4. ชาเขียว

        ชาเขียวเป็นชาที่ขึ้นชื่อว่ามีสารต้านอนุมูอิสระสูง โดยเฉพาะสาร EGCG ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระตัวสำคัญที่มีอยู่ในชาเขียวเท่านั้น และสารต้านอนุมูลอิสระชนิดนี้ก็มีคุณสมบัติที่ดีต่อการป้องกันการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งลำไส้ใหญ่ และมะเร็งตับ

          ทว่าการดื่มชาเขียวเพื่อป้องกันมะเร็งกระเพาะอาหารและมะเร็งชนิดต่าง ๆ ควรจะดื่มชาเขียวร้อนที่เพิ่งชงเสร็จใหม่ ๆ เพราะหากดื่มชาเขียวที่ถูกตั้งทิ้งไว้นาน ๆ หรือถูกแปรรูปมาหลายกระบวนการก็อาจทำให้ชาเขียวสูญเสียคุณค่าดี ๆ ไป เนื่องจากปฏิกิริยาออกซิเดชั่นในอากาศที่เกิดกับชาเขียวนั่นเอง

5. กระเทียม

          กระเทียมจัดเป็นพืชที่มีสารอนุมูลอิสระสูงมากอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งนอกจากสารต้านอนุมูลอิสระแล้ว ในกระเทียมยังมีสารประกอบสำคัญคือ อัลลิซิน (Allicin) ซึ่งจากการทดลองพบว่า อัลลิซินมีฤทธิ์ในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราหลายชนิด มีแนวโน้มที่ทำให้ระดับคอเลสเตอรอลในเลือดลดลง และสามารถละลายลิ่มเลือดซึ่งอุดตันเส้นโลหิตที่ไปเลี้ยงหัวใจและสมอง ช่วยลดความดันโลหิต มีฤทธิ์ขยายหลอดเลือดให้กว้างขึ้น

          ที่สำคัญจากผลการวิจัยก็พบว่า กระเทียมสามารถยับยั้งการลุกลามของเซลล์มะเร็งในระบบทางเดินอาหารได้ อีกทั้งยังมีสรรพคุณสมานรักษาแผลในกระเพาะอาหาร กำจัดแบคทีเรียและเชื้อโรคร้ายในกระเพาะอาหาร ซึ่งหากต้องการสรรพคุณนี้จากกระเทียม ควรต้องกินกระเทียมทุบพอแตกสด ๆ วันละ 3 กลีบ แล้วดื่มน้ำอุ่นตาม เพื่อช่วยลดการระคายเคืองในกระเพาะอาหาร เนื่องจากกระเทียมมีฤทธิ์ร้อน

6. หอมแดง

          นอกจากกระเทียมแล้ว หอมแดงก็ยังเป็นอาหารต้านมะเร็งกระเพาะอาหารได้เช่นกัน โดยในหอมแดงมีสารพฤษเคมีที่ชื่อว่า เควอซิติน (Quercetin) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระในกลุ่มฟลาโวนอยด์ มีบทบาทสำคัญในการช่วยป้องกันเซลล์มะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งในระบบทางเดินอาหาร ด้วยความที่มีฤทธิ์ต้านเชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย และมีคุณสมบัติในการป้องกันการอักเสบของร่างกายนั่นเอง

7. ขมิ้นชัน

         สมุนไพรอย่างขมิ้นชันมีสรรพคุณทางยาหลายอย่างมาก ๆ ทั้งหน่วยงานไทยและต่างประเทศจึงทำการศึกษาสารชีวเคมีในขมิ้นชันกันมากมาย ยกตัวอย่างเช่น ผลการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชิคาโก ซึ่งพบว่า ขมิ้นชั้นมีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียชนิด H. pylori ซึ่งเป็นแบคทีเรียต้นเหตุของการเกิดโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร อีกทั้งในขมิ้นชันก็มีสารต้านอนุมูลอิสระอย่างลูทีน แคโรทีนอยด์ และวิตามินซีอยู่สูง ช่วยเสริมระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรงมากขึ้นได้

8. เห็ด

         เห็ดเกือบทุกชนิดจะมีสารเบต้ากลูแคน ซึ่งเป็นสารที่มีคุณสมบัติในการต้านมะเร็ง อีกทั้งยังช่วยสร้างเสริมระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง ต่อต้านเชื้อไวรัส มีฤทธิ์ในการต้านการอักเสบ และเป็นยาปฏิชีวนะตามธรรมชาติอีกด้วย นอกจากนี้การศึกษาในหนูทดลองยังพบว่า สารเบต้ากลูแคนมีสรรพคุณในการฆ่าเซลล์มะเร็งในกระเพาะอาหารได้เป็นอย่างดีเลยล่ะค่ะ

          และแม้ยังไม่มีการศึกษาทดลองในคนอย่างจริงจัง ทว่าการรับประทานเห็ดก็เป็นประโยชน์ต่อร่างกายแน่นอนอยู่แล้ว เพราะเห็ดก็จัดเป็นอาหารเพื่อสุขภาพชนิดหนึ่ง

9. ผักผลไม้สีเหลืองและสีส้ม

          เช่น แครอท ส้ม มันเทศ พริกหวานสีเหลือง พริกเหลือง อุดมไปด้วยสารเบต้าแคโรทีนและวิตามินเอ ซึ่งจากการทดลองของชาวสวีเดนพบว่า ผู้ที่ได้รับวิตามินเอและเบต้าแคโรทีนเป็นประจำ จะมีความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งกระเพาะอาหารมากกว่าผู้ที่ไม่ค่อยได้รับสารทั้งสองชนิดนี้

10. ผักใบเขียว

          ในผักใบเขียวจะมีพฤกษเคมีที่ชื่อว่า ไอโซไทโอไซยาเนต ซึ่งการศึกษาของสถาบัน Linus Pauling Institute (LPI) พบว่า สารไอโซไทโอไซยาเนตสามารถป้องกันการเกิดโรคมะเร็งบางชนิดในสัตว์ อาทิ โรคมะเร็งในปอด กระเพาะอาหาร มะเร็งลำไส้เล็ก มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งตับ มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งช่องท้อง รวมทั้งมะเร็งเต้านมได้

          โดยสารไอโซไทโอไซยาเนตจะพบมากในผักใบเขียว เช่น คะน้า ผักโขม บรอกโคลี และพืชตระกูลกะหล่ำทุกชนิด
         
          นอกจากการรับประทานอาหารต้านมะเร็งกระเพาะอาหารทั้ง 10 ชนิดนี้แล้ว ยังมีวิธีป้องกันมะเร็งกระเพาะอาหาร เช่น การออกกำลังกายเป็นประจำ หลีกเลี่ยงการรับประทานของหมักดอง อาหารรสเค็มจัด ของปิ้งย่าง หรืออาหารที่มีดินปะสิวผสม เช่น กุนเชียง หมูเนื้อแดง ไส้กรอก เป็นต้น

          อีกทั้งก็ควรงดดื่มสุรา งดสูบบุหรี่ และรับประทานผัก-ผลไม้ให้มาก ๆ พร้อมกับพักผ่อนให้เพียงพอด้วยนะคะ
     

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
สถาบันมะเร็งแห่งชาติ, คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา, healwithfood
เครดิตภาพ  https://health.kapook.com/view184189.html

Thursday, November 30, 2017

5 วิธีสยบเครียดก่อนนอน ไม่ให้เรื่องแย่ ๆ ตามไปหลอนในฝัน




       ทิ้งไปเถอะกับความเครียดที่ถาโถมใส่เรามาทั้งวัน อย่าให้สิ่งเหล่านั้นมารบกวนการนอนหลับในคืนนี้เลย

        ความเครียดจากการทำงานที่รุมเร้าเรามาทั้งวันคงไม่สามารถสลัดทิ้งไปได้ง่าย ๆ แม้จะหมดเวลางานไปแล้ว แต่หลายคนยังแบกเอาความยุ่งยากเหล่านั้นกลับมานอนคิดต่อที่บ้าน คิดยังไงก็ไม่จบ จนนอนไม่หลับ ลองนำ 5 เทคนิคดี ๆ ข้างล่างนี้ไปใช้กำราบความเครียดของคุณดูก่อนจะเข้านอนในคืนนี้ เรื่องแย่ ๆ ที่ควรปล่อยวางบ้างแล้วจะได้ไม่ตามเข้าไปในความฝันให้ปวดหัวทั้งกลางวันและกลางคืน

 เดินเล่นชิล ๆ

        ไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายหนัก ๆ ก่อนเข้านอนถึงจะหยุดความหงุดหงิดได้ แค่เพียงเดินทอดน่องในสวนสาธารณะ หรือเดินเล่นธรรมดา ๆ ชมนู่น ชมนี่ระหว่างทางกลับบ้าน ก็ช่วยลดความตึงเครียดที่ถาโถมใส่เรามาทั้งวันได้
 จดเรื่องแย่ ๆ ลงในกระดาษ

          ก่อนเข้านอนสัก 10 นาที ลองหยิบปากกาและกระดาษขึ้นมาจดเหตุการณ์และเรื่องราวแย่ ๆ ที่คุณพบเจอมาในวันนี้ดูค่ะ แม้ว่าการเขียนบรรยายความรู้สึกที่เกิดขึ้นจะไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาอะไรได้ แต่อย่างน้อยก็ช่วยให้คุณได้ระบาย ได้เรียบเรียงลำดับความคิด ทบทวนถึงปัญหาที่เกิดขึ้น และเป็นการบอกว่าเราจะวางปัญหาไว้ในกระดาษแผ่นนี้นะ ตอนนี้ถึงเวลาต้องปล่อยวางแล้ว เรื่องอื่น ๆ ค่อยมาเริ่มต้นกันใหม่เมื่อตื่นขึ้นมาในวันพรุ่งนี้

 อาบน้ำชโลมจิตใจ

         น้ำก็เป็นตัวช่วยบำบัดสุขภาพจิตได้ดี ถ้าเจอเรื่องหนัก ๆ มาทั้งวัน ลองให้เวลากับการอาบน้ำให้มากขึ้น โดยให้น้ำไหลผ่านตัวอย่างช้า ๆ สายน้ำที่ค่อย ๆ ไหลผ่านร่างกายจะช่วยลดอุณหภูมิความเครียดในตัวคุณ และยังได้ประโยชน์คูณสองหากคุณอาบน้ำอุ่น เพราะคุณจะรู้สึกสบาย ผ่อนคลาย ทำให้หลับสนิท ไม่ต้องนอนก่ายหน้าผากคิดไม่ตกกับเรื่องที่เจอมาระหว่างวัน

          หรือถ้าบ้านใครมีอ่างอาบน้ำด้วย ก็ลงไปแช่ทั้งตัวเลยค่ะ แล้วหยดน้ำมันหอมระเหยลงไปในอ่างอาบน้ำ ให้กลิ่นหอม ๆ ช่วยทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลาย จนลืมเรื่องเครียดไปได้เลย

สวดมนต์ดูบ้าง

          ตอนเด็ก ๆ คุณแม่อาจเคยสอนให้เราสวดมนต์ก่อนนอน ซึ่งตอนนั้นก็ทำตามแต่โดยดีอย่างไม่คิดอะไร พอโตขึ้นก็เลิกทำไป วันนี้เราขอแนะนำให้คุณกลับไปสวดมนต์ก่อนเข้านอนอีกครั้ง หรือจะนั่งสมาธิสักครู่ก็ได้ค่ะ ทั้งการสวดมนต์และนั่งสมาธิสัก 10-15 นาทีขึ้นไป จะช่วยหยุดความกังวลของสมอง ร่างกายจะหลั่งสารเซโรโทนินออกมา เราจะรู้สึกนิ่งสงบ ผ่อนคลายอารมณ์ และทำให้นอนหลับได้ดีขึ้นด้วย

 กอดคนข้างกาย

          จะบอกให้ว่าการสัมผัสด้วยการกอดเป็นวิธีผ่อนคลายความเครียดที่ทำง่ายและได้ผลจริง เพราะในการกอดแต่ละครั้งนั้น ร่างกายจะเกิดกระบวนการต่าง ๆ เช่น หัวใจเต้นรัวขึ้น เลือดลมสูบฉีด รู้สึกอารมณ์ดี ทำให้หัวสมองนึกถึงแต่เรื่องดี ๆ มีพลังฮึกเหิมขึ้นมากจากการให้กำลังใจของคนที่เรารัก

          นอกจากนี้การกอดยังช่วยกระตุ้นให้สมองหลั่งสารโดปามีน หรือสารแห่งความสุขออกมามากขึ้น รวมถึงเอ็นดอร์ฟิน (Endorphin) และเซโรโทนิน (Serotonin) ทำให้เรารู้สึกมีความสุข พึงพอใจ รู้สึกยินดี จนลืมความทุกข์ไปเลยเชียวล่ะ

          บางครั้งเราไม่สามารถหนีปัญหาได้ แต่การหยุดให้ร่างกายได้พักจากปัญหาเหล่านั้นบ้าง ก็จะช่วยให้ประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้ผลดีขึ้นเหมือนกันนะคะ



Monday, November 27, 2017

น้ำแข็งแก้ปวดได้




           คุณสมบัติพื้นฐานของน้ำแข็งก็คือ ความเย็นที่ช่วยลดความปวดบวมอักเสบได้ ซึ่งหัวใจหลักของการบำบัดแบบนี้คือ การประคบบริเวณที่ปวดบวมหรือบาดเจ็บทันที เพื่อช่วยให้เกิดประสิทธิภาพในการลดการทำลายของเนื้อเยื่อก่อนที่อาการเจ็บปวดจะรุนแรงขึ้น โดยนำผ้าขนหนูห่อน้ำแข็งประคบตรงบริเวณที่มีอาการต่างๆ ดังนี้

ปวดหลัง 

          อาการนี้เป็นปัญหาส่วนใหญ่ของผู้หญิงจากการทำงานบ้านหรือทำสวน ความเย็นช่วยลดความปวดได้ โดยให้ประคบน้ำแข็งทันทีหลังจากทำงานที่ต้องก้มๆ เงยๆ หรือยกของหนักๆ มา

ปวดไมเกรน 

          คุณผู้หญิงเกือบทุกคนมักจะประสบกับการปวดหัวตุบๆ โดยเฉพาะช่วงมีรอบเดือน ซึ่งผู้ที่เคยใช้วิธีนี้รับรองว่าสามารถลดอาการปวดได้จริง โดยนอนราบบนพื้นประมาณ 5-10 นาที และประคบผ้าห่อน้ำแข็งบริเวณด้านหลังลำคอ หน้าผาก หรือขมับ ความเย็นจะช่วยลดอาการบวมและอาการมึนลงได้ ทั้งยังลดผลข้างเคียงอื่นๆ จากไมเกรนโดยที่ไม่ต้องกินยาอีกด้วย

ปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ เคล็ด ตึง  

          นักกรีฑาจำนวนไม่น้อยเลือกใช้น้ำแข็งป้องกันอาการที่ไม่พึงประสงค์เหล่านี้หลังจากออกกำลัง ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันว่า น้ำแข็งทำให้รู้สึกผ่อนคลายกล้ามเนื้อบริเวณที่ตึงเครียด เพราะช่วยลดการขยายตัวของหลอดเลือด 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก  teenpath
โดย : พี่ทิพ 
https://hilight.kapook.com/view/29936

Sunday, November 26, 2017

ร่างกายผู้หญิง กับ 10 เรื่องจริงที่คุณอาจยังไม่เคยรู้




ร่างกายผู้หญิง กับ 10 เรื่องจริงของร่างกายมนุษย์ ที่คุณสาว ๆ อาจยังไม่เคยรู้มาก่อน มาดูกันว่าร่างกายผู้หญิงจะมีความแตกต่างจากร่างกายผู้ชายอย่างไรบ้าง

          ว่ากันว่าร่างกายของผู้หญิงนั้นมีความละเอียดอ่อน และมีความซับซ้อนมากกว่าร่างกายผู้ชาย ซึ่งอาจมองเห็นความแตกต่างได้จากภายนอก แต่ความจริงแล้วร่างกายผู้หญิงยังมีรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ซ่อนอยู่มากมาย ถึงแม้ว่าสาว ๆ ทุกคนจะรู้ดีว่าจุดเด่น จุดด้อยของร่างกายตัวเองอยู่ตรงส่วนไหนบ้าง แต่เชื่อเถอะว่า ยังมีความจริงบางอย่างที่ถูกซ่อนเอาไว้โดยที่ตัวคุณเองอาจยังไม่เคยสังเกต และไม่เคยรู้มาก่อนด้วยซ้ำ วันนี้กระปุกดอทคอมเลยจะพาทุกคนไปค้นหาความจริงเกี่ยวกับร่างกายผู้หญิง ว่าจริง ๆ แล้วร่างกายของสาว ๆ มีความลับอะไรซ่อนอยู่บ้าง

1. หัวใจผู้หญิงเต้นเร็วกว่าผู้ชาย

          สาว ๆ รู้หรือไม่ว่าหัวใจผู้หญิงเต้นเร็วกว่าผู้ชายประมาณ 6 ครั้งต่อนาที โดยอัตราการเต้นของหัวใจของผู้หญิงนั้น จะเต้นโดยเฉลี่ย 75 – 80 ครั้งต่อนาที ส่วนในเพศชายนั้น จะมีอัตราการเต้นของหัวใจโดยเฉลี่ย 72 ครั้งต่อนาที

2. ผู้หญิงมีระบบภูมิต้านทานดีกว่าผู้ชาย

          ฮอร์โมนเอสโตรเจน หรือฮอร์โมนเพศหญิงมีส่วนช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับระบบภูมิคุ้มกันแบคทีเรียและไวรัสได้อย่างดี จึงทำให้ภูมิต้านทานโรคของผู้หญิงแข็งแรงกว่าผู้ชาย ทำให้ผู้หญิงทนทานต่อโรคติดเชื้อมากกว่า มีโอกาสติดเชื้อน้อยกว่าและหายป่วยได้เร็วกว่า

3. ผู้หญิงสามารถมองเห็นสีได้ดีกว่าผู้ชาย

          ข้อนี้ถือเป็นข้อได้เปรียบของร่างกายผู้หญิงจริง ๆ ที่มีดวงตาและประสาทการมองเห็นที่ดี และมีความรู้สึกไวต่อสีสัน โดยผู้หญิงจะมองเห็นเฉดสีเหลือง ส้ม แดง ชมพู ชัดกว่าผู้ชายถึง 3 เท่า นอกจากนี้ผู้หญิงยังสามารถแยกเฉดสีด้วยตาเปล่าถึง 256 เฉดสี ในขณะที่ผู้ชายเห็นแค่ประมาณ 70 เฉดสี ดังนั้นจึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมผู้หญิงอย่างเราถึงแยกเฉดสีลิปสติกเป็นร้อย ๆ สีได้อย่างง่ายดายกว่าพวกผู้ชาย

4. ผู้หญิงได้ยินเสียงได้ดีกว่า

          รู้หรือไม่ว่า ผู้หญิงมีหูที่ดีกว่าผู้ชายถึง 2 เท่า เพราะเซลล์ประสาทสมองทั้งสองข้างจะถูกกระตุ้นขณะฟัง ในขณะที่ผู้ชายนั้น เซลล์ประสาทสมองจะถูกกระตุ้นเพียงข้างเดียว จึงทำให้ผู้หญิงสามารถได้ยินเสียงและแยกประสาทการรับฟังได้ดีกว่านั่นเอง

5. ผู้หญิงมีประสาทรับกลิ่นดีกว่าผู้ชาย

          ผู้หญิงมีความสามารถในการได้กลิ่นดีกว่าผู้ชาย 1.5 เท่า แต่ในช่วงมีประจำเดือน จะสามารถได้กลิ่นดีกว่าผู้ชายถึง 2 เท่า ทั้งนี้เพราะผู้หญิงมีเซลล์ประสาทการรับกลิ่นที่มากกว่าผู้ชายถึง 43%

6. ลิ้นของผู้หญิงมีต่อมรับรสหวานมากกว่าผู้ชาย

          ไม่เพียงแต่ผู้หญิงจะมีเซhนส์การรับรู้ไวกว่าผู้ชายในเรื่องของการมองเห็น การได้ยิน และการได้กลิ่นแล้ว เรื่องของการรับรส ผู้หญิงก็สามารถรับรสได้ไวกว่าผู้ชายเช่นกัน โดยเฉพาะรสหวาน เพราะลิ้นของผู้หญิงมีต่อมรับรสหวานมากกว่านั่นเอง ซึ่งจากการวิจัยพบว่าผู้หญิงมีต่อมรับรสฝังอยู่ที่ลิ้น 35% ในขณะที่ผู้ชายมีต่อมนี้เพียง 15% เท่านั้น

7. ผู้หญิงมีเส้นผมที่เล็กกว่าผู้ชาย

          ผู้หญิงกับผู้ชายมีเส้นผมที่แตกต่างกัน โดยผมของผู้หญิงนั้นจะยาวเร็วกว่าผู้ชายประมาณ 0.02 มิลลิเมตรต่อวัน รวมถึงมีจำนวนเส้นผมที่มากกว่าอีกด้วย แต่ว่าเส้นผ่าศูนย์กลางของเส้นผมผู้หญิงนั้นจะมีขนาดเล็กกว่าผู้ชาย 2 เท่า จึงทำให้เส้นผมของผู้หญิงมีความบาง และเล็กกว่าผมของผู้ชายนั่นเอง

8. ผู้หญิงเผาผลาญไขมันได้ช้ากว่าผู้ชาย

          โดยเฉลี่ยแล้วร่างกายของผู้หญิงจะเผาผลาญไขมันได้ประมาณ 50 กิโลแคลอรีต่อวัน ซึ่งต่างจากผู้ชายที่สามารถเผาผลาญได้มากกว่า เพราะผู้ชายมีฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนที่ช่วยเร่งการเผาผลาญแคลอรีนั่นเอง

9. ผู้หญิงกะพริบตาบ่อยกว่าผู้ชายถึง 2 เท่า

          โดยเฉลี่ยแล้วคนเราจะกะพริบตาทุก ๆ 2-3 วินาที ซึ่งผู้หญิงจะกะพริบตาบ่อยกว่าผู้ชายถึง 2 เท่า ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะช่วยทำให้ดวงตาชุ่มชื้น เป็นประกายมากขึ้น

10. ผิวของผู้หญิงบอบบางกว่าผู้ชาย

          ผิวหนังของผู้หญิงมีความบางกว่าของผู้ชาย แต่ที่ใต้ผิวหนังของผู้หญิงจะมีชั้นไขมันเพิ่มขึ้นอีกชั้นหนึ่ง จึงทำให้ผิวมีความเนียนนุ่มมากกว่าผิวผู้ชาย อีกทั้งผิวหนังของผู้หญิงยังมีความไวต่อการสัมผัสมากกว่าผู้ชายถึง 10 เท่า

          เป็นอย่างไรบ้างคะสาว ๆ ได้รู้ความจริงเกี่ยวกับร่างกายของตัวเองแบบนี้ ถึงกับอึ้งไปเลยใช่ไหมล่ะคะ เพราะเรื่องบางเรื่องก็ไม่เคยรู้มาก่อนว่าร่างกายของผู้หญิงจะมีความลับแบบนี้ซ่อนอยู่ แถมยังมีความแตกต่างกับร่างกายผู้ชายมากอีกด้วย ซึ่งพอได้รู้อย่างนี้แล้วก็หวังว่าสาว ๆ จะรู้จักและเข้าใจร่างกายของตัวเองมากขึ้นนะคะ ^_^

ข้อมูลจาก : momjunction.com, brightside.me, wikr.com
https://women.kapook.com/view182798.html