Friday, February 27, 2015

เทคนิคสร้างสรรค์อารมณ์ดี




         จิตกับกายนั้นสัมพันธ์เป็นหนึ่งเดียวกัน ยามใดที่คุณเครียด กลุ้มใจ อารมณ์บ่จอย ระบบภูมิคุ้มกันร่างกายจะอ่อนแอลงโดยอัตโนมัติ สังเกตว่า ใครมีโรคประจำตัวอยู่ก็มักจะกำเริบ เช่น ยิ่งเครียด โรคกระเพาะยิ่งกำเริบ

          แล้วจะปล่อยให้ตัวเองเครียดไปทำไม วิธีแก้ไขเพียงจัดการวิธีคิดเท่านั้นเอง เรามีเคล็ดลับตัดขาดความเครียดสร้างสรรค์อารมณ์ดีมาฝากกัน

         
ตื่นมาเช้าวันใหม่ ยิ้มรับวันสดใสให้ตัวเองก่อนใคร เป็นการสร้างพลังอารมณ์ด้านบวกให้ตัวเองเป็นทุน เชื่อได้เลยว่า รัศมีอารมณ์ดีของคุณจะเจิดจ้าจนคนในครอบครัว หรือคนรอบข้างคุณ สัมผัสได้ คุยอะไรกับใครก็จะส่งความรู้สึกดี ๆ ให้แก่กัน

         
มองโลกในแง่ดี ข้อนี้คือกุญแจสำคัญของคนอารมณ์ดีเลยทีเดียว เมื่อมีเหตุใดให้มีอารมณ์เสีย การมองโลกในแง่ดีก็ทำให้หายโมโหได้เร็วกว่าคนมองโลกในแง่ร้าย

         
บางคนชีวิตช่างเครียดเสียจริงเป็นเสือยิ้มยากอยู่ตลอด วิเคราะห์กันดี ๆ จะเห็นว่าเป็นคนยึดติด เถรตรง กำปั้นทุบดิน ถูกเป็นถูก ผิดเป็นผิดไปหมดทุกเรื่อง ดังนั้นต้องมีความยืดหยุ่นทางความคิด คนที่ไม่ยึดติดมักจะมีอารมณ์ดีไม่มีเครียด เพราะไม่ค่อยผิดหวังจากสิ่งต่าง ๆ

         
คนที่อารมณ์ดีสม่ำเสมอ และดูมีชีวิตง่าย ๆ สบายดี หลายคนเป็นคนยอมรับความจริงของชีวิต มีความพร้อมยอมรับสิ่งที่เป็นอยู่เกิดขึ้น และเป็นไป ไม่โทษแต่คนอื่น หรือลมฟ้า การเมือง เศรษฐกิจ ว่าเป็นมลพิษต่อชีวิตของเขา มีความสุขใจในชีวิตพอเพียง

         
อย่าเป็นคนคิดเล็กคิดน้อย เพราะการคิดเช่นนี้จะกัดกร่อนภาวะอารมณ์ และสติปัญญามากที่สุด

         
รับประทานอาหารที่มีเซโรโทนินสูง เพราะเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อสื่อประสาทในสมอง ที่ส่งผลต่อภาวะอารมณ์ มีมากในอาหารหลายชนิด เช่น หัวกลอย ข้าวเหนียว ข้าวโพด เป็นต้น

         
เติมสุนทรีย์ให้ชีวิตสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการสังสรรค์กับคนในครอบครัว เพื่อน ๆ หรือกับคนที่คุณรัก ดนตรี ภาพยนตร์ หนังสือดี ๆ ภาพศิลปะ เดินทางท่องเที่ยว ลิ้มรสอาหารอร่อย ๆ กระทั่งอาจปล่อยตัวให้ไร้สาระบ้างในบางเวลา ฯลฯ

          หลักสำคัญของเคล็ดลับการเป็นคนมีอารมณ์ดี คือ คิดดี คิดบวก ทำดี มีเมตตา เอื้ออาทรและรู้จักให้อภัย โดยไม่เพียงแต่คุณจะได้รับความสุขเท่านั้น คุณยังจะทำให้คนในครอบครัว หรือคนที่คุณรักได้รับความสุขจากคุณด้วยเช่นกัน

  
แหล่งที่มา  Good Food Good Life, http://health.kapook.com/view18944.html
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

No comments:

Post a Comment