Monday, December 26, 2016

ปีใหม่นี้ปรับการบริโภคอย่างไร...ให้สุขภาพดี




          อีกไม่นาน เทศกาลปีใหม่กำลังจะก้าวเข้ามาพร้อมกลิ่นอายแห่งความสุขหรรษา พร้อมกับงานเลี้ยงสังสรรค์และวันหยุดยาวติดต่อกันหลายวัน แต่สิ่งที่ตามมาซึ่งใคร ๆ ก็ไม่อยากจำ คือ อายุที่เพิ่มมากขึ้น ที่มาพร้อมกับความเสื่อมถอยและการเปลี่ยนแปลงของสภาพร่างกาย จนอาจเกิดปัญหาสุขภาพตามมา ปีใหม่นี้เรามาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อมอบสุขภาพที่ดีเพื่อเป็นของขวัญให้กับตัวเองกันดีกว่า

           “อาหารหนึ่งในปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญในการดูแลสุขภาพร่างกาย อาหารที่เรารับประทานเข้าไปนั้นมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย ทั้งการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ การเสริมสร้างส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย รวมทั้งการให้พลังงาน ขณะเดียวกันยังช่วยให้มีสุขภาพดีและชะลอวัยได้อีกด้วย บริโภคอย่างไรก็จะย่อมจะได้อย่างนั้น จึงแนะนำว่าควรจะปฎิบัติตัวดังนี้

          * บริโภคอาหารให้หลากหลายในปริมาณที่พอเหมาะ ในแต่ละวันหรือแต่ละสัปดาห์ โดยแนะนำให้พยายามเลือกชนิดของอาหารให้หลากหลาย เน้นกลุ่มผักและผลไม้เป็นหลัก เพื่อให้มีสารอาหารครบทุกหมู่ ถ้าเราบริโภคอาหารซ้ำซาก ร่างกายจะได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน บางชนิดอาจมากเกินไปและบางชนิดจะน้อยเกินไป ขณะเดียวกันควรรับประทานให้เหมาะสมกับการใช้พลังงานในแต่ละวัน ถ้ากินมากเกินกว่าการใช้ก็จะทำให้น้ำหนักเกินและอ้วนได้ แต่ถ้ากินน้อยแต่ต้องใช้พลังงานมาก ก็อาจทำให้ไม่มีเรี่ยวแรงในการทำงาน จึงควรบริโภคอาหารที่มีไขมันแต่พอควร หลีกเลี่ยงอาหารหวานจัดและเค็มจัด และใส่ใจกับการดื่มน้ำให้พอเพียงกับความต้องการของร่างกาย

           * บริโภคอาหารจากธรรมชาติ ทุกวันนี้อาหารที่วางจำหน่ายในท้องตลาด มักถูกดัดแปลงและปรุงแต่งใหม่ หรือผ่านกระบวนการผลิตทางอุตสาหกรรม โดยมุ่งเน้นเพื่อให้รสชาติที่อร่อย ถูกใจผู้บริโภคและเก็บรักษาได้นาน แต่คุณทราบหรือไม่ว่าอาหารที่ถูกดัดแปลง เช่น ข้าวที่ถูกขัดสีจนขาวจะสูญเสียคุณค่าทางโภชนาการไป รวมไปถึงอาหารที่มีการใส่วัตถุกันเสียหรือสารกันบูด ล้วนแล้วแต่มีผลเสียต่อสุขภาพโดยตรง การบริโภคอาหารจากธรรมชาติ ที่นอกจากจะให้คุณค่าทางโภชนาการแล้วยังมีสารที่ให้ประโยชน์ในการส่งเสริมสุขภาพ เช่น อาหารจำพวกเห็ดทางการแพทย์ เช่น เห็ดไมตาเกะ ถั่งเฉ้า เห็ดยามาบูชิตาเกะ มีประโยชน์ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแรง หรือกลุ่มผลไม้จำพวกบิลเบอร์รี่ จัดเป็นผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระทางธรรมชาติ ซึ่งก็คือแอนโธไซยานินที่มีคุณสมบัติเด่นในการช่วยถนอมสายตา เป็นต้น

            * บริโภคโปรตีนให้เหมาะสมเป็นประจำ โดยเฉพาะโปรตีนจากเนื้อปลา เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ไข่ และถั่วเมล็ดแห้ง เพราะเป็นแหล่งโปรตีนที่ดี ที่ร่างกายสามารถนำมาใช้เป็นพลังงาน เสริมสร้างการเจริญเติบโตซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่เสื่อมสลาย และยังช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรคได้อีกด้วย ชาวจีนจะนิยมเสริมพลังสมองด้วยการบริโภคอาหารจำพวกโปรตีนจากธรรมชาติอย่างเช่น ซุปไก่ตุ๋นซึ่งถูกพัฒนามาเป็นซุปไก่สกัดที่เพิ่มความสะดวกในการบริโภคในยุคนี้ มีงานวิจัยจากในหลาย ๆ ประเทศ พบว่า ซุปไก่สกัด มีคุณสมบัติในการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมอง โดยช่วยให้เลือดสามารถนำออกซิเจนไปเลี้ยงสมองส่วนหน้าซึ่งเป็นสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับความจำ การคิด ตัดสินใจ ได้ดีขึ้น ทำให้มีสมาธิดีขึ้น รวมทั้งการช่วยกระตุ้นประสิทธิภาพด้านการเผาผลาญอาหารให้เป็นพลังงาน จึงทำให้รู้สึกมีแรง และช่วยให้ฟื้นตัวจากความเหนื่อยล้า

          *บริโภคอาหารเช้าเป็นประจำ อาหารเช้าเป็นมื้อที่สำคัญที่สุด อาหารเช้าที่มีคุณภาพจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมองและร่างกาย เราควรบริโภคอาหารเช้าที่มีคุณภาพอย่างคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เพราะจะค่อย ๆ ปลดปล่อยกลูโคสให้กับสมองโดยใช้เวลานานขึ้นในการย่อยและดูดซึม และอาหารเช้าที่มีโปรตีนเล็กน้อย จะช่วยให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานได้ดี น้ำตาลในเลือดไม่สูง อาหารเช้าแบบง่าย ๆ ได้แก่ เกาเหลาและธัญพืชไม่ขัดสี ข้าวซ้อมมือ ก๋วยเตี๋ยวน่องไก่น้ำ ข้าวต้มเครื่อง ขนมปังไข่ดาว หรืออาจเสริมด้วยซุปไก่สกัด 

          ไม่มีคำว่าสายในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคไม่ว่าจะอยู่ในวัยใดก็ตาม ขณะเดียวกันต้องให้เวลาสำหรับการพักผ่อนและการออกกำลังกายที่เหมาะสม เลี่ยงหรือปล่อยวางจากความเครียดที่ผ่านเข้ามา แล้วสุขภาพกายและจิตใจของคุณก็จะแข็งแรง แลดูอ่อนกว่าวัย ไม่ว่าปีใหม่จะผ่านไปกี่ปีก็ตาม


ข้อมูลโดย ดร.นพ.เทพ เฉลิมชัย อายุรแพทย์
http://health.kapook.com/view163143.html
เครดิตภาพ   http://health.kapook.com/view163143.html

Sunday, December 25, 2016

ทำไม ‘ส้นเท้า’ ถึงแตก




ทำไมส้นเท้าถึงแตก สาเหตุที่ส้นเท้าแตกนั้นมีหลายอย่างด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นเท้าแห้งเกินไป เดินมากเกินไป ใช้งานเท้ามากเกินไป หรืออาจจะโดนสารเคมีกัดเท้า เป็นต้น

แต่ไม่ว่าจะเกิดจากเหตุผลใด ไม่มีใครอยากส้นเท้าแตกลายงาแน่นอน หลายๆคนที่ส้นเท้าแตกก็เป็นกังวลกันมากมาย ทั้งหาครีมกันส้นเท้าแตกมาทา หาโลชั่นมาทาเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น หายามาทาบ้าง ไปหาหมอบ้าง เพราะว่ากลัวจะเท้าไม่สวย ใส่รองเท้าเปิดส้นก็อาย แต่รู้ไหมว่าการป้องกันส้นเท้าแตกนั้นมีหลากหลายวิธีด้วยกัน อีกทั้งยังสามารถทำได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องไปพึ่งคนอื่นแม้แต่น้อย


เรื่องของส้นเท้า

บริเวณส้นเท้าของมนุษย์เราทุกคนจะประกอบไปด้วยหลายส่วน ส้นเทาเป็นส่วนหนึ่งของบริเวณหลังเท้า ประกบไปด้วยเส้นเลือด เส้นประสาท และผิวหนังหลายชั้นด้วยกัน ไม่ว่าจะชั้นหนังแท้ที่ซ่อนอยู่ภายใน หรือชั้นหนังกำพร้าที่คือหนังด้านนอก ที่เราเห็นตั้งแต่ภายนอก และคือส่วนที่มันมีปัญหาการแตกนั่นเอง ซึ่งปกติแล้วหนังกำพร้าจะมีการผลัดเซลล์ผิวไปเรื่อยๆ หากเราดูแลดี ผิวหนังที่จะเกิดขึ้นมาใหม่ก็จะมีสุขภาพดี มีความแข็งแรง นุ่มนวล ไม่แข็ง ไม่กระด้างและมีโอกาสที่ส้นเท้าจะแตกยากกว่าการที่ไม่เคยดูแลเลย แต่ก็อยู่ที่ผิวของคนแต่ละอีกด้วย ซึ่งคนเราเกิดมีสภาพผิวที่ต่างกัน บริเวณส้นเท้าของเรานั้นมีความหนาค่อนข้างมาก ทำหน้าที่หลายอย่าง ทั้งรับน้ำหนัก โดนเชื้อโรคบ้าง ความสกปรกบ้าง จึงเป็นปัญหาต้นๆ ของปัญหาส้นเท้าแตกนั่นเอง


ปัญหาส้นเท้าแตก

ส้นเท้าแตก ใครที่เคยได้ประสบการมีปัญหาส้นเท้าแตกมาบ้างแล้ว รับรองว่าเครียดกันเป็นแถว ยิ่งหน้าหนาวแล้ว ก็มีโอกาสเกิดส้นเท้าแตกได้อย่างสูงกว่าสภาพอากาศอื่นๆ โดยเมื่อเกิดขึ้นมามันก็จะมีความเจ็บแสบ ตรงนี้เป็นส่วนหนึ่งหลายคนไม่อยากเป็น เพราะเมื่อเกิดความเจ็บแสบมาแล้ว ก็จะทำให้ไม่อยากเดิน เดินลำบาก เป็นปัญหาอื่นๆต่อไปอีกไม่จบไม่สิ้น


วิธีการป้องกันเกี่ยวกับปัญหาส้นเท้าแตก

เมื่อเรารู้ว่าปัญหาการเกิดส้นเท้าแตกนั้น มันเกิดจากอะไรบ้าง เราก็พยายามหลีกเลี่ยงสิ่งเรานั้น โดยมีวิธีป้องกันดังนี้


วิธีที่หนึ่ง เมื่อเราจำเป็นต้องใช้เท้าในการเดินทุกๆวัน ส้นเท้าเป็นส่วนหนึ่งของการรับน้ำหนักในการเดินมากที่สุด ดังนั้นหากคุณมีน้ำหนักตัวมากเกินไป ก็จะทำให้ส้นสามารถเกิดปัญหาได้ง่ายกว่าเดิม ดังนั้น เริ่มต้นที่การควบคุมน้ำหนักของคุณ ไม่ให้มันมากเกินไป เพื่อจะได้ไม่เกิดปัญหาแรกที่ส้นเท้าจะแตกนั่นเอง

วิธีที่สอง เลือกใส่รองเท้าที่มีความนุ่มมากกว่ารองเท้าที่มีส้นแข็งใส่แล้วเจ็บ แบบนี้ไม่แนะนำ เพราะว่ายังไงรองเท้าก็เป็นสิ่งที่เราใส่ป้องกันเท้า เพื่อเดินไปนู่นไปนี่เสมอ หากใส่รองเท้าที่ไม่ดี มีลวดลายมากเกินไป เกิดการเสียดสีระหว่างรองเท้ากับส้นเท้าจนเท้าด้าน พอด้านมากๆ ส้นเท้าก็จะแข็ง จากนั้นก็จะเกิดปัญหาส้นเท้าแตกขึ้นมา ดังนั้น แก้ปัญหาด้วยการเลือกซื้อรองเท้าที่เป็นมิตรกับเท้าของคุณจะดีที่สุด

วิธีที่สาม หมั่นหาครีมหรือโลชั่นมาบำรุงส้นเท้าอย่างสม่ำเสมอ หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ใส่รองเท้าผ้าใบ หรือรองเท้าหุ้มส้นบ่อยๆ จะทำให้เกิดการเสียดสีจนส้นเท้ามีความแข็งกระด้าง แล้วยิ่งในหน้าหนาว บางคนผิวแตกไปจนถึงส้นเท้า ดังนั้น การมีความชุ่มชื่นมาคอยหล่อเลี้ยง บำรุงส้นเท้าด้วยครีมหรือโลชั่นเสมอ รับรองว่าส้นเท้าของคุณไม่มีวันแตกลายงาอย่างแน่นอน

วิธีที่สี่ การยืน การนั่ง การนอน มีผลส่งต่อส้นเท้าเสมอ การนอนนั้นเป็นการที่เราแทบจะไม่ได้ใช้การทำงานของส้นเท้า แต่วันๆหนึ่งจะให้เรามานอนทั้งวันก็ไม่ได้ การนั่งก็เป็นการใช้ส้นเท้าน้อย นอกจากการยันพื้นขณะนั่งเก้าอี้ แต่จะไปนั่งตลอดเวลาไม่ไปไหนก็ไม่ใช่เรื่อง ส่วนการยืนแน่นอนว่าเป็นปัญหาใหญ่ของส้นเท้า เพราะว่าได้รับการรับน้ำหนักอย่างเต็มที่ สำหรับคนงานที่ต้องใช้งานยืนมากกว่าการนั่ง มักจะมีปัญหาส้นเท้าแตกอย่างนอน ดังนั้น ควรพักการยืนซะบ้าง ลดการยืนให้น้อยที่สุดเท้าที่จะทำได้

วิธีที่ห้า การทานอาหารอย่างมีประโยชน์ เรียกว่าเป็นการบำรุงตั้งแต่ภายใน เน้นการทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะการดื่มน้ำตามมากๆ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นจากภายในออกมาสู่ภายนอกทำให้ร่างกายของเรามีน้ำมีนวล ไปจนถึงส้นเท้า ทำให้ลดปัญหาส้นเท้าแตกลงได้


เมื่อส้นเท้าแตกไปแล้ว เราควรทำอย่างไร

ก่อนจะบำรุงก็สายเกินไปซะแล้ว สำหรับคนที่ส้นเท้าแตก แต่ก็ยังพอมีหวังนะครับ มาดูกันเลยว่าถ้าหากส้นเท้าแตกไปแล้วพอจะมีวิธีใดบ้างที่จะสามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้

1.ให้คุณนำเท้าที่มีเกิดปัญหาการส้นแตกนั้น ลงไปแช่ในน้ำอุ่น ที่มีอุณหภูมิพอเหมาะ ไม่ร้อน จัด หรือเย็นจัด จากนั้น ให้ใช้ที่ขัดส้นเท้าค่อยขัดบริเวณที่แตกด้วยความเบามือ เพื่อขัดหนังกำพร้าที่ตายด้านออกไป จากนั้นก็เช็ดเท้าให้แห้งที่สุดแล้วทาครีมบำรุงเท้า

2.เมื่อคุณกินกล้วยก็อย่าเพิ่งทิ้งเปลือก เพราะเปลือกกล้วยมีประโยชน์ ช่วยให้ส้นเท้าของคุณมีความชุ่มชื่นอย่างคาดไม่ถึง เพราะบริเวณเปลือกกล้วยนั้นมีกรดบางอย่างที่จะช่วยรักษาอาการส้นเท้าแตกได้อย่างยอดเยี่ยม

3.ผสมฟองสบู่กับน้ำในกะละมังแล้วแช่เท้าไว้ 15 นาที จากนั้น ให้เช็ดน้ำออก แล้วผสมวาสลีนกับน้ำมะนาว 1 ลูก ทาบริเวณส้นเท้าให้ทั่ว ทิ้งไว้ประมาณ 30นาทีแล้วล้างออก จากนั้นบำรุงด้วยครีมทาส้นเท้า จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื่นและสมานเท้าได้เป็นอย่างดี

4.สุดท้าย ใช้พาราฟินผสมกับเมล็ดมัสตาร์ด แล้วแว็กซ์เท้าข้ามคืน ด้วยการทาบริเวณส้นเท้าแตกให้ทั่ว พอตื่นก็ล้างออก ประมาณ 2 อาทิตย์คุณจะพบว่าเท้าของคุณสวยงาม นุ่มเหมือนเด็กๆอย่างแน่นอน

และนี่ก็คือวิธีการแก้ไขปัญหาส้นเท้าแตก จะช่วยให้ส้นเท้าของคุณกลับมาสวยงามเหมือนเดิม แบบไม่ต้องเสียบุคคลิกอีกต่อไป จะใส่รองเท้าเปิดส้นก็ไม่ต้องกังวล กลัวว่าจะต้องอายคนอื่นเหมือนที่เคยเป็น


เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/172051648236160268/

Thursday, December 22, 2016

20 ประโยชน์ของเปลือกกล้วย ช่วยได้สารพัด เพราะทำได้ตั้งเท่านี้


ประโยชน์ของเปลือกกล้วย บอกเขาไปให้ดังเลยว่าเปลือกกล้วยประโยชน์ครอบจักรวาลมาก...ถึงมากที่สุด !

          อ๊ะ ๆ เปลือกกล้วยในมืออย่าเพิ่งโยนทิ้งนะคะ เพราะจริง ๆ แล้วเปลือกกล้วยมีประโยชน์นับไม่ถ้วนมาก ๆ ตั้งแต่ประโยชน์ด้านสุขภาพ ความสวยความงาม หรืองานบ้าน ความเป็นกล้วยก็กวาดเรียบ เพียบไปด้วยคุณอนันต์ แล้วรู้ยังว่าเปลือกกล้วยทำได้ตั้งเท่านี้ !

สมานแผล

          สารในเปลือกกล้วยที่เป็นจุดเด่นมาก ๆ คือมีทั้งเอนไซม์ สารต้านอนุมูลอิสระ และแร่ธาตุต่าง ๆ ที่ช่วยสมานแผลให้หายเร็วขึ้นได้ แค่เพียงนำเปลือกกล้วยไปล้างยางออกให้หมด แล้วค่อยนำมาถูรอบ ๆ ปากแผล โดยเฉพาะรอยแผลจากการเกา อาการคัน และเชื้อรา

ลบรอยสิว

          เปลือกกล้วยช่วยรักษารอยสิวได้ด้วยนะจ๊ะ โดยแค่นำด้านในของเปลือกกล้วยมามาสก์หน้าบริเวณที่มีรอยสิว ทิ้งไว้สักพักให้ความชุ่มชื้นของเปลือกกล้วยซึมซาบสู่ผิวหนัง ให้โพแทสเซียม รวมทั้งสารต้านอนุมูลอิสระทำปฏิกิริยากับรอยสิวสักพัก จากนั้นจึงใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำเช็ดทำความสะอาดอย่างเบามือ

ขัดฟันขาว

          ใครฟันเหลือง ๆ ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุอะไรก็แล้วแต่ เปลือกกล้วยช่วยคืนฟันขาวสะอาดใสให้คุณได้ค่ะ โดยนำเปลือกกล้วย (ด้านใน) ที่ตัดเป็นชิ้นเล็ก ๆ มาขัดถูบนฟันนานประมาณ 2 นาที ทำแบบนี้ประมาณ 2 ครั้งต่อวัน เดี๋ยวก็เห็นผล

ขัดผิวขาวใส

          เอาซี้ ! งานขัดผิวให้ขาวเปลือกกล้วยก็จัดให้ได้ โดยคนอยากผิวขาว  ก่อนอาบน้ำให้จัดเปลือกกล้วยมาสครับผิวเช้า-เย็น ทำเป็นประจำ สักพักจะเห็นว่าผิวเริ่มใส ขาวขึ้นอย่างช้า ๆ ฉะนั้นอย่าใจร้อนนะจ๊ะ

เปลือกกล้วยพอกหน้า ลดริ้วรอย

          สาว ๆ หนุ่ม ๆ ที่เริ่มมีริ้วรอยเกิดขึ้นบนใบหน้า อย่ารอช้า รีบนำเปลือกกล้วยมาพอกหน้าประมาณ 30 นาที จากนั้นก็ล้างน้ำเปล่าให้สะอาด หรือจะพอกหน้าด้วยเปลือกกล้วยทิ้งไว้ข้ามคืนเลยก็ได้ รู้นะว่าอยากเห็นผลไว ๆ

คืนความชุ่มชื้นให้ใบหน้า

          อย่างที่บอกว่าเปลือกกล้วยด้านในชุ่มน้ำพอสมควร ฉะนั้นหากรู้สึกว่าผิวหน้าแห้ง ก็นำเปลือกกล้วยมาพอกเพิ่มความชุ่มชื้นก่อนเข้านอนได้เลย

ตาบวม ๆ เปลือกกล้วยช่วยได้


          นอกจากแตงกวาแล้ว ก็ยังมีเปลือกกล้วยอีกอย่างที่ช่วยลดอาการตาบวมตุ่ยได้ โดยประคบดวงตาด้วยเปลือกกล้วยทิ้งไว้สัก 5-10 นาที ให้ความชุ่มชื้นจากเปลือกกล้วยช่วยจัดการปัญหาตาบวมไปให้หมด

แก้ยุงกัด

          น้ำตาลในเปลือกกล้วยสามารถลดอาการบวมของตุ่มคันจากยุงกัดได้ด้วย โดยแค่ใช้เปลือกกล้วยด้านในถูลงไปตรงบริเวณผิวที่โดนยุงกัด แล้วคลึงเบา ๆ ทิ้งไว้สักพัก อาการบวมแดงก็จะหายไป หรือไม่ว่าจะถูกแมลงอะไรกัดต่อย เปลือกกล้วยก็ช่วยลดอาการบวม แดง คันได้

ฆ่าเชื้อ

          เปลือกกล้วยก็มีคุณสมบัติเป็นยาฆ่าเชื้อเหมือนกันค่ะ สามารถรักษาแผลที่ถูกมีดบาดได้ โดยนำเปลือกกล้วยมาตัดเป็นชิ้นแล้วคว่ำส่วนสีขาวปิดลงบนแผล แล้วใช้ผ้าก๊อซปิดทับอีกที ทิ้งไว้สัก 2-3 ชั่วโมงค่อยมาเปลี่ยนเปลือกกล้วยเป็นชิ้นใหม่ ปิดแบบนี้ไว้สักพักแล้วแผลจะค่อย ๆ หายไปเอง

เปลือกกล้วยแก้ส้นเท้าแตก

          อย่างที่เห็นว่าเปลือกกล้วยด้านในจะมีลักษณะลื่น ๆ ความลื่นของเปลือกกล้วยนี่แหละค่ะที่เมื่อนำมาถูบริเวณส้นเท้าที่แห้งกร้าน ทิ้งไว้สัก 10-15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด จะช่วยทำให้ผิวบริเวณส้นเท้านุ่มขึ้น ทำประจำสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง พร้อมกับทาครีมบำรุงตามไปด้วย ก็หมดปัญหาเรื่องส้นเท้าแตกแล้ว

บรรเทาปวด

          นำเปลือกกล้วยไปอังไฟ แล้วเอามาประคบร้อนบริเวณที่ปวดเมื่อย จะรู้สึกผ่อนคลายขึ้น

กินลดความอ้วน

          นี่ไม่ได้โม้นะว่าเปลือกกล้วยช่วยลดความอ้วนได้ แต่จะอธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ ว่าเปลือกกล้วยมีทั้งไฟเบอร์ วิตามินบี 6 บี 12 คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน วิตามิน A และลูติน จึงช่วยกระตุ้นการเบิร์นไขมันให้ดีขึ้นได้ อีกทั้งสารอาหารแน่นขนาดนี้ก็ทำให้เราอิ่มอยู่ท้องได้นาน แค่เพียงนำเปลือกกล้วยล้างสะอาดไปปั่นเป็นสมูทตี้ดื่มปกติเท่านั้นเอง

หมักเนื้อย่างให้นุ่ม

          ขณะย่างเนื้อในกระทะให้นำเปลือกกล้วยที่ล้างจนสะอาดลงไปคลุกเคล้าด้วยสักพัก ความชุ่มชื้นจากเปลือกกล้วยจะช่วยให้เนื้อย่างมีความนุ่มน่ากินมากขึ้น

กำจัดเพลี้ย

          กลิ่นของเปลือกกล้วยรบกวนโสตประสาทของเพลี้ยได้ดีมาก ๆ ฉะนั้นหากสวน ไร่ นา ของใครมีปัญหาเพลี้ย ให้นำเปลือกกล้วยไปโรยทิ้งไว้ตามจุดต่าง ๆ ให้ทั่ว แค่นี้ศัตรูพืชอย่างเพลี้ยก็จะไม่มากวนใจ

แก้เสี้ยนตำ

          เสี้ยนเล็ก ๆ ที่ตำมือตำเท้า เอาออกง่าย ๆ ด้วยการนำเปลือกกล้วยไปพอกที่ปลายเสี้ยนไว้สักพัก เอนไซม์ในเปลือกกล้วยจะค่อย ๆ คลายความแน่นของเสี้ยนที่ตำออกมา จนในที่สุดเราจะดึงเสี้ยนออกได้ง่าย ๆ และเจ็บน้อยกว่าที่เคย

กำจัดหูด ไฝ

          พอกหูดหรือไฝด้วยด้านในของเปลือกกล้วยเป็นประจำทุกคืนก่อนนอน ทำต่อเนื่องประมาณ 1 สัปดาห์ โพแทสเซียมในเปลือกกล้วยจะค่อย ๆ สลายไฝ ขี้แมลงวัน และหูดให้มีขนาดเล็กหรืออาจจะกำจัดตำหนิบนผิวหนังเหล่านี้ไปได้เลย

เป็นปุ๋ยสูตรเด็ด

          สารในเปลือกกล้วยไม่ได้มีดีต่อสุขภาพเท่านั้น แต่ยังเอื้อเฟื้อมาถึงงานสวนของคุณด้วย โดยนำเปลือกกล้วยมากองรวมกันบริเวณโคนต้นไม้ หรือใส่ในกระถาง แล้วรอวันที่เปลือกกล้วยย่อยสลาย ให้สารโพแทสเซียม ฟอสฟอรัส และสารอาหารอื่น ๆ ในเปลือกกล้วยช่วยบำรุงดูแลสุขภาพต้นไม้ของเราให้เติบโตแข็งแรง

ขจัดคราบเขม่าบนเตาแก๊ส

          ความลื่นของเปลือกกล้วยมีดีก็งานนี้ล่ะค่ะ เพราะสามารถนำเปลือกกล้วยมาถูไถบริเวณเตาที่เปื้อนคราบเขม่าได้ จากนั้นค่อยใช้ผ้าแห้งเช็ดตามอีกครั้ง เพียงเท่านี้เตาก็จะสะอาดปิ๊งเหมือนใหม่แล้ว

ขัดเงาเครื่องเงิน

          สำหรับเครื่องเงินที่หม่นหมองไปด้วยร่องรอยการใช้งาน แนะนำให้จัดการถูเครื่องเงินเหล่านั้นด้วยเปลือกกล้วยอย่างช้า ๆ จากนั้นก็เช็ดตามด้วยผ้าเนื้อนุ่ม คืนความสะอาดใสเงาวับให้เครื่องเงินเหมือนใหม่

ขัดรองเท้า

          ในเมื่อขัดเครื่องเงินให้เงาวับได้ แล้วทำไมกับรองเท้าหนังเปลือกกล้วยจะขัดให้เงาบ้างไม่ได้ล่ะ ดังนั้นหากรองเท้าหนังของคุณเจ็บมาเยอะ จัดเปลือกกล้วยถู ๆ ไถ ๆ สักหน่อยเป็นไง

          ขอทิ้งท้ายไว้ตรงนี้อีกนิดว่า การนำเปลือกกล้วยมาใช้ประโยชน์ดังกล่าว แนะนำให้ใช้เปลือกกล้วยสดใหม่ เพื่อประสิทธิภาพที่สมบูรณ์ที่สุด รวมทั้งไม่ใช่เปลือกกล้วยที่เก็บไว้นาน หรือเก็บไว้ในตู้เย็นด้วยนะคะ เพราะเปลือกกล้วยเหล่านี้อาจสูญเสียเอนไซม์และธาตุที่เคยมี และอาจมีเชื้อโรค เชื้อรามาแทน

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
Quid Corner, MICHELLE PHAN, Lifehacker

Wednesday, December 21, 2016

10 ประโยชน์ของบีทรูท (Beet Root) ช่วยดีท็อกซ์ตับ แก้ท้องผูก ป้องกันมะเร็ง




นับตั้งแต่สมัยโบราณกาล ผู้คนได้นำ บีทรูท หรือ บีตรูต (Beetroot) มารับประทานเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ เนื่องจากบีทรูทนี้สามารถรักษาโรคภัยต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ชาวกรีกและชาวโรมันโบราณต่างก็รับประทานบีทรูทเพื่อช่วยลดอุณหภูมิในร่างกายให้สมดุล

เราอาจจะคุ้นเคยกับบีทรูทในรูปแบบของน้ำบีทรูท สีม่วงๆ แดงๆ ใช่มั้ยคะ ซึ่งต้นบีทรูทเนี่ยก็อุดมไปด้วยสารอาหารและแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกายมาก อาทิเช่น วิตามินต่างๆ ซิงค์ ไอโอดีน แมกนีเซียม ซาโปนิน ฟลาโวนอยด์ แคลเซียม โซเดียม และคลอรีน

ไม่น่าเชื่อเลยใช่มั้ยคะว่า บีทรูท จะอัดแน่นไปด้วยสารอาหารที่เป็นประโยชน์มากมายขนาดนี้ เปรียบเหมือนยารักษาโรคจากธรรมชาติเพราะเจ้าผลไม้สีม่วงแดงชนิดนี้สามารถช่วยคุณในการรักษาและบรรเทาโรคภัยต่างๆ เช่น โรคเบาหวาน ระบบภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรง ปัญหาเกี่ยวกับการนอนหลับ โรคความดันโลหิตสูง และโรคไทรอยด์

ผลข้างเคียงของการบริโภคบีทรูทจำนวนมากๆ นั้นมีเพียงข้อเดียวคือ ปัสสาวะของคุณอาจจะกลายเป็นสีแดงอ่อนๆ ได้

นอกเหนือจากคุณประโยชน์ที่ได้กล่าวว่าข้างต้นแล้ว เราไปดูกันต่อดีกว่าค่ะว่าบีทรูทนั้นมีประโยชน์อะไรอีกบ้าง

1. กระตุ้นการไหลเวียนเลือด
หัวของต้นบีทรูทมีสารไนเตรทอยู่ ซึ่งจะกลายสภาพเป็น ไนไตรท์ ด้วยแบคทีเรียในปากขณะที่รับประทานอาหาร สารชนิดนี้จะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตให้ส่งไปเลี้ยงที่สมองได้ดี

2. ช่วยดีท็อกซ์ตับ
ในต้นบีทรูท มีสารบีเทน (Betaine) ที่จะช่วยเสริมสร้างการทำงานของตับให้มีประสิทธิภาพ

3. แก้ปัญหาประจำเดือนมาไม่ปกติ และสำหรับสุภาพสตรีที่หมดประจำเดือนแล้ว
บีทรูท เป็นพืชที่มี ธาตุเหล็ก อุดมอยู่จำนวนมาก การรับประทานบีทรูทก็จะช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดงให้เกิดใหม่ เพื่อแก้ปัญหาประจำเดือนมาไม่ปกติในหมู่สุภาพสตรี อีกทั้งยังเป็นประโยชน์ต่อสุภาพสตรีวัยหมดประจำเดือนด้วยเช่นกัน

4. ป้องกันคุณจากโรคมะเร็ง
จากการค้นคว้าวิจัยพบว่า น้ำบีทรูทมีสารที่มีประสิทธิภาพในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้องอก และเซลล์มะเร็งชนิดต่างๆ ได้

5. ลดความดันโลหิต
อย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้นแล้วว่า บีทรูท มีสารที่ชื่อว่าไนเตรท ซึ่งสารชนิดนี้จะช่วยลดความดันโลหิตได้เช่นเดียวกัน เพียงดื่มน้ำบีทรูทวันละ 2 แก้ว คุณก็สามารถยืดระยะเวลาในการไปพบหมอได้อีกนานเลยทีเดียว

6. รักษาอาการท้องผูก
น้ำบีทรูทช่วยในเรื่องของการระบบย่อยอาหารได้เช่นเดียวกัน อีกทั้งยังช่วยเร่งอัตราการเผาผลาญในร่างกาย ผู้อ่านท่านใดที่กำลังประสบกับอาการท้องผูกอยู่ล่ะก็ ลองหาน้ำบีทรูทมาดื่มกันดูนะคะ

7. มีประโยชน์ต่อกล้ามเนื้อ
หากคุณปรารถนาให้กล้ามเนื้อแข็งแรงและเสริมสร้างพลังให้กับร่างกาย น้ำบีทรูทคั้นสดๆ ก็สามารถช่วยคุณได้ค่ะ ดื่มแล้วยังให้ความรู้สึกสดชื่นอีกด้วย

8. ผิวพรรณเปล่งปลั่ง
ยังไม่หมดแต่เพียงเท่านี้ บีทรูทยังมีสารต่อต้านความชรา และเพิ่มความเปล่งปลั่งกระจ่างใสให้กับผิวพรรณ เพราะโฟเลตที่อยู่ในบีทรูทจะช่วยต่อต้านริ้วรอยก่อนวัย และปัญหาผิวพรรณชนิดอื่นๆ ดื่มน้ำบีทรูทเป็นประจำจะช่วยให้ผิวพรรณของคุณมีสุขภาพดี

9. ปรับสภาวะทางอารมณ์และจิตใจ
น้ำบีทรูทที่คั้นจากผลและใบของบีทรูทจะมีสารบีเทนและทริปโตเฟน ซึ่งมีส่วนช่วยในการผ่อนคลายความเครียด และทำให้จิตใจสงบ

10. ปกป้องความพิการของทารกแรกเกิด
ต้นบีทรูทยังอุดมไปด้วยโฟเลตและกรดโฟลิค ซึ่งมีส่วนช่วยในการป้องกันความพิการของทารกแรกเกิด ในกรณีของว่าที่คุณแม่มือใหม่ก็สามารถน้ำบีทรูทในปริมาณที่เหมาะสมเพื่อช่วยปกป้องลูกน้อยของคุณให้ห่างจากอันตรายทั้งปวง 


ขอบคุณที่มา:http://www.share-si.com/2016/12/10-beet-root.html
ที่มา...women.thaiza.com

โพสท์โดย: SpiderMeaw
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/explore/beetroot-juice-recipe/

Tuesday, December 20, 2016

7 ประโยชน์ของมะนาว-เลมอน ฝานบาง ๆ วางข้างเตียง ช่วยสุขภาพดี




         ถ้าอยากให้การนอนหลับเป็นมากกว่าแค่การพักผ่อนร่างกาย แนะนำให้ฝานมะนาวหรือเลมอนบาง ๆ แล้วนำไปวางข้างเตียงก่อนจะปิดไฟนอน

          มะนาวกับเลมอนไม่เพียงแต่เป็นพืชในวงศ์ตระกูลเดียวกันเท่านั้น แต่สรรพคุณของมะนาวและประโยชน์ของเลมอนก็มีสิ่งที่ดีต่อสุขภาพของเราเหมือน ๆ กัน โดยเฉพาะถ้าเรานำมะนาวหรือเลมอนไปไว้ใกล้ ๆ ตัวตอนนอน มะนาวกับเลมอนจะช่วยบรรเทาปัญหาสุขภาพได้ตั้งเท่านี้แน่ะ
1. ช่วยคลายเครียด

          กลิ่นซีตรัสของมะนาวและเลมอนมอบความสดชื่นในห้องนอนของเราได้ เมื่อสูดดมเข้าไปก็จะส่งผลให้สมองเกิดความรู้สึกผ่อนคลาย ความตึงเครียดที่วนเวียนอยู่ก็จะค่อย ๆ ห่างหายจากตัวเราไปเรื่อย ๆ ไม่เชื่อก็ลองวางมะนาวหรือเลมอนที่ฝานแล้วเอาไว้ใต้แอร์ดูสิ
2. แก้นอนไม่หลับ

          กลิ่นฉุนเบา ๆ ของซีตรัสจากมะนาวและเลมอนสามารถโน้มน้าวให้ระบบประสาทผ่อนคลายและสงบลงได้ อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนเซโรโทนินซึ่งเป็นฮอร์โมนแห่งการนอนหลับออกมาด้วย ดังนั้นนอกจากกลิ่นมะนาวและเลมอนจะช่วยลดดีกรีความเครียดแล้ว ยังจะช่วยให้เราสามารถนอนหลับได้ง่ายขึ้นกว่าเดิมอีกด้วยนะคะ

3. เรียกคืนสมาธิ

          สำหรับคนที่มักจะเกิดความฟุ้งซ่าน มีจินตนาการล้ำเลิศก่อนเข้านอนจนทำให้ฝันร้ายบ่อย ๆ กลิ่นหอมสดชื่นบวกละมุน ๆ จากเลมอนและมะนาวสามารถช่วยคุณได้ โดยจะช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบประสาทและสมองให้เข้าที่เข้าทาง เราจึงสามารถเรียกคืนสมาธิกลับมาได้อีกครั้งนั่นเอง
4. ลดระดับความดันโลหิต

          เมื่อความเครียดลดลง สมองและร่างกายรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น ก็แน่นอนว่าระบบการทำงานต่าง ๆ ของร่างกายก็จะกลับเป็นปกติ โดยเฉพาะระดับความดันโลหิตที่จะพุ่งปรู๊ดปร๊าดเมื่อเราเครียดหรือรู้สึกกังวลกับอะไรบางอย่าง ฉะนั้นหากไม่อยากเจอกับภาวะความดันโลหิตสูงก่อนเข้านอนอีกต่อไป แนะนำให้หากลิ่นมะนาวหรือเลมอนติดห้องนอนไว้ก็ดี

5. กระตุ้นสมอง ป้องกันอัลไซเมอร์

          จากผลการศึกษาของประเทศญี่ปุ่นเมื่อปี 2014 ทำให้ทราบว่า ในกลิ่นเลมอนที่เราสูดดมเข้าไป มีส่วนประกอบของสารต้านอนุมูลอิสระที่มีคุณสมบัติช่วยปกป้องเซลล์จากการถูกทำลายรวมอยู่ด้วย ซึ่งก็เป็นไปได้ว่า การสูดดมกลิ่นเลมอนเป็นประจำ อาจช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบประสาทและสมอง ส่งผลให้เสี่ยงโรคอัลไซเมอร์ลดลง
6. ปรับบรรยากาศห้องนอนให้เหมาะแก่การพักผ่อน

          ปฏิเสธไม่ได้จริง ๆ ค่ะว่าเพียงได้กลิ่นมะนาวหรือเลมอนก็ทำให้รู้สึกสดชื่นขึ้นได้ทันที แล้วลองคิดดูสิคะว่าถ้าห้องนอนของเราอบอวลไปด้วยกลิ่นซีตรัสแบบนี้จะให้ฟีลลิ่งที่ดีต่อใจขนาดไหน และไม่ใช่แค่ใจหรอกค่ะที่รู้สึกว่าโอเค แต่ร่างกายของเราก็จะเข้าสู่โหมดแห่งการพักผ่อนหย่อนใจได้ทันทีด้วยเช่นกัน

7. ช่วยให้ตื่นมาพร้อมความสดชื่น

          อีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยให้ร่างกายตื่นมาพร้อมกับความรู้สึกสดชื่นทันทีที่ลุกออกจากเตียงได้ ก็คือการมีกลิ่นมะนาวหรือเลมอนข้าง ๆ กายเรานี่แหละค่ะ เพราะอย่างที่เราเคยรู้สึกกันมานั่นแหละว่า กลิ่นซีตรัสเหล่านี้ดมแล้วให้ความรู้สึกสดชื่น ดังนั้นสมองจึงตื่นตัวไปด้วยได้ไม่ยาก หรือหากใครอยากได้ความรู้สึกตื่นเต็มตาแบบขั้นกว่า แนะนำให้ดื่มน้ำมะนาวตอนเช้า ไปด้วยเลย

          จะว่าไปมะนาวหรือเลมอนก็หาซื้อไม่ยาก ซึ่งก็คงไม่น่าจะลำบากที่เราจะลองกระตุ้นและฟื้นฟูสุขภาพกันด้วยวิธีนี้เนอะ


ขอขอบคุณข้อมูลจาก
davidwolfe
1mhealthtips.com
healthyfoodandhomeremedies
http://health.kapook.com/view162828.html
เครดิตภาพ  http://health.kapook.com/view162828.html