Friday, November 15, 2013

อยู่คนเดียวซะบ้าง… เป็นมั้ย ?!


          แน่นอน คุณสนุกกับการได้ทำงานที่คุณรัก และอยู่กับคนที่คุณรักแต่ในขณะเดียวกัน ผู้คนที่อยู่รอบข้างคุณอาจทำให้คุณต้องทำสิ่งที่ไม่ใช่ตัวคุณเลยก็ได้ และนานวันเข้าตัวตนของคุณก็อาจเปลี่ยนแปรไป จนทำให้คุณลงเอยด้วยการใช้ชีวิตที่ไม่มีตัวคุณอยู่ในนั้นเลย ฉะนั้น หันหลังให้กิจกรรมอันแสนยุ่งเหยิงและผู้คนที่รายล้อมอยู่เสียบ้างแล้วมาทำความคุ้นเคยกับตัวเองอีกครั้ง

       
  ทำไมต้องอยู่คนเดียว

        
  คุณได้ผ่อนคลาย เพราะมันให้โอกาสคุณวางปัญหาต่าง ๆ ได้ชั่วขณะและรู้สึกสบาย ๆ กับตัวเอง

        
  คุณเรียนรู้ที่จะเป็นอิสระ การพึ่งพาตัวเองคือเป้าหมายอันควรค่าและเข้าใกล้มันให้มากขึ้นด้วยการเพิ่มเวลาอยู่กับตัวเองคนเดียวการเป็นเอกราชทางความคิดและการใช้ชีวิต จะพัฒนาสำนึกที่มั่นคงต่อตัวเองและวิธีที่คุณจัดการกับสิ่งต่าง ๆ จะไม่มีอะไรที่คุณไม่สามารถทำได้อีกต่อไป

        
  คุณจะมองสิ่งต่าง ๆ ชัดเจนขึ้น การมองเวลาในแต่ละวัน สัปดาห์และแต่ละปีเป็นการใคร่ครวญว่า ชีวิตคุณกำลังมุ่งหน้าไปทางไหน และเมื่อปราศจากอิทธิพลจากคนอื่น คุณก็จะเป็นอิสระที่จะประเมินได้ว่า อะไรสำคัญต่อคุณ งาน เพื่อน หรือคนรัก และสามารถวางตัวเองบนเส้นทางที่เหมาะสม

        
  คุณจะรื่นรมย์กับการอยู่กับคนอื่นมากขึ้น ถ้าคุณไม่ค่อยนิยมอยู่กับตัวเองมากนัก อย่างน้อยก็ลองนึกดูสิว่าหลังจากอยู่คนเดียว การอยู่กับคนอื่นจะมีความหมายมากขึ้น และช่วงเวลาที่สนุกสนานกับเพื่อนก็ดูจะยิ่งมีค่ามากขึ้น… ใช่มั้ย?

        
  คุณได้ทำสิ่งที่ตัวเองอยากทำ บางทีส่วนที่ดีที่สุดของการอยู่คนเดียวก็คือ คุณจะได้เลือกหนังที่อยากดู กินอะไรที่อยากกิน เมื่อคนอื่นอยู่กับคุณ พวกเขาก็จะมีอิทธิพลต่อรายละเอียดของชีวิตคุณในบางระดับตั้งแต่ร้านอาหารที่จะกินไปจนถึงการตัดผมทรงใหม่ เมื่อไม่ต้องตอบคำถามใคร และไม่ต้องใส่ใจความรู้สึกของใคร เวลาอยู่คนเดียวคือโอกาสที่จะทำทุกอย่างที่คุณชื่นชอบ

       
  ทำอะไรดี

          โดยหลัก ๆ ไอเดียก็คือการเปลี่ยนจุดสนใจจากคนอื่นมาที่ตัวเองสักระยะหนึ่งคุณอาจเริ่มต้นทีละเล็กละน้อยสักวันละ 15 นาที ก่อนจะเพิ่มขึ้นเป็นการอยู่กับคนเดียวตลอดทั้งวัน และนี่คือสิ่งที่แสนรื่นรมย์สำหรับยามอยู่ตัวคนเดียว

        
  ออกกำลัง การออกกำลังกลางแจ้งที่พาคุณไปที่ไหนสักแห่ง เช่น วิ่ง เดินขี่จักรยาน ตีกอล์ฟ หรือขี่ม้า จะให้ความสดชื่นเป็นพิเศษ เพราะมันให้ความรู้สึกของการเป็นอิสระอย่างแท้จริง

        
  ไปดูของเก๋ ๆ ไปร้านขายซีดี ไปดูของแต่งบ้านสวย ๆ หรือแม้แต่เสื้อผ้าใหม่ ๆ ถ้าคุณสนใจอะไรเป็นพิเศษ ก็ใช้เวลาตลอดวันจมดิ่งอยู่กับมันได้ตามสบาย

        
  เข้าหาธรรมชาติ ไปสวนสาธารณะ หามุมสบาย ๆ ที่จะไม่พบคนรู้จัก ดื่มด่ำไปกับสภาพแวดล้อมและพยายามไม่คิดถึงอะไรเลย

        
  อยู่บ้าน ปิดโทรศัพท์ และทำอะไรก็ตามที่ต้องทำแต่ไม่มีเวลาสักที ตั้งแต่กวาดลานบ้านไปจนถึงล้างรถ ทำอะไรให้สำเร็จสักอย่าง สิ่งที่ดีที่สุดก็คือเมื่อคุณทำมันเสร็จลง คุณจะได้ความอิ่มเอมใจที่สามารถจัดการขีดฆ่ารายการที่ต้องทำออกไปได้อย่าง หรือสองอย่าง…ในที่สุด

        
  ทำงานสร้างสรรค์ อย่ากังวลว่าต้องเก่งกาจในสิ่งเหล่านี้ แค่สนุกไปกับการได้วาดภาพ ถ่ายรูป หรือเล่นดนตรีที่ไม่ได้เล่นมานานก็พอแล้ว

       
  โดดเดี่ยวแต่ไม่เดียวดาย

           ไม่ว่าคุณจะเริ่มการอยู่คนเดียวด้วยการไปเดินเที่ยวห้าง หรือการหลีกลี้หนีคนอื่นไปอยู่ป่าตลอดช่วงสุดสัปดาห์ แค่บอกตัวเองว่า…ถึงคราวหาเวลาให้ตัวเองได้แล้ว หยุดคิดว่าโลกจะเป็นอย่างไรเมื่อไม่มีคนอื่น แต่คิดเสียใหม่ว่า คุณอาจค้นพบตัวตนที่แท้จริงของตัวเองได้ก็คราวนี้แหละ


แหล่งที่มา  http://wedding.kapook.com, Lisa

Thursday, November 14, 2013

ขยับความสัมพันธ์ให้เพื่อนร่วมงานมาเป็นคนรู้ใจ




          เมื่อเกิดปิ๊งเพื่อนร่วมงาน อยากจะขยับเข้าไปใกล้เขาอีกนิด ไม่แน่ออฟฟิศอาจสื่อรักให้คุณได้

      
Step 1 สืบหาประวัติส่วนตัว หากคุณเริ่มชอบใครสักคนมันเป็นเรื่องของจิตใจก็จริง แต่อย่างไรเสียความถูกต้องต้องมาก่อน ดังนั้นต้องรู้ประวัติของเขาให้แน่ชัดว่าไม่ใช่คนมีเจ้าของ และอีกเรื่องที่ปัจจุบันไม่ควรมองข้ามคือเขาเป็นคนที่สนใจในเพศเดียวกัน หรือไม่

      
Step 2 เริ่มต้นการสนทนาแบบเนียน ๆ อย่าทำให้เขาตกใจด้วยการเดินตรงไปคุยกับเขาที่โต๊ะ พยายามมองหาโอกาสอื่น ๆ อย่างในห้องครัว, ระหว่างทางมาออฟฟิศ ทำให้ดูเป็นเรื่องบังเอิญเข้าไว้ เพื่อเปิดความไว้วางใจแก่กันและกัน

      
Step 3 ชวนไปรับประทานอาหารกลางวัน เป็นเรื่องไม่แปลกที่จะชวนเพื่อนร่วมงานไปทานอาหารกลางวันร่วมกัน ครั้งแรก ๆ ควรมีคนอื่นไปด้วย เพิ่มช่วงเวลาที่จะได้รู้จักกันมากขึ้น ทั้งในมุมที่คุณได้รู้จักเขา และเขาได้รู้จักคุณ ไม่เพียงนิสัยใจคอ แต่ยังเปิดโอกาสให้คุณแสดงน้ำใจ และส่วนดีอื่น ๆ ให้เขาประทับใจ 

      
Step 4 เริ่มต้นแสดงความสนใจในตัวเขาให้มากขึ้น จากการเก็บข้อมูลจากที่ได้รู้จักกันมาแล้วระยะหนึ่ง เพียงคุณจดจำในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เขาชอบ จดโน้ตให้กำลังใจในเรื่องงาน แต่อย่าเพิ่งทุ่มเทใหญ่โตด้วยการซื้อของขวัญ หรือสนใจเขามากมายจนไม่ทำงานทำการ

      
Step 5 พยายามที่จะจัดให้มีการเจอกันนอกที่ทำงาน โดยหากิจกรรมร่วมที่คนอื่น ๆ และเขาคนนั้น สนใจเหมือน ๆ กัน เช่น หนังดังที่หลาย ๆ คนอยากดู หรือตลาดเปิดใหม่ที่ไปเป็นหมู่คณะได้อย่างสนุกสนาน เพราะเมื่อถึงจุดหนึ่งการรู้กันเฉพาะในที่ทำงานอาจไม่ได้เปิดเผยทุกด้านของ คน ๆ หนึ่ง ในวันสบาย ๆ จะเผยให้ได้รู้จักกันลึกซึ้งยิ่งขึ้น ทั้งยังปราศจากความเครียด หรือกฎเกณฑ์ใด ๆ ในที่ทำงาน หากมีความรู้สึกพิเศษเกิดขึ้น ไม่นานเขาต้องขอนัดคุณเป็นการส่วนตัวเร็ว ๆ นี้

แหล่งที่มา  http://wedding.kapook.com, Lisa
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

Wednesday, November 13, 2013

พฤติกรรมส่งผลต่อสุขภาพ ที่สาวอยากสวยพึงระวัง


          การออกกำลังกาย การแต่งตัวให้อินเทรนด์ การควบคุมอาหาร ล้วนเป็นสูตรความสวยของสาว ๆ ทุกชาติทุกภาษา แต่คุณสาว ๆ รู้หรือเปล่าว่า ระหว่าง ที่คุณพยายามปฏิบัติกิจวัตรเพื่อสร้างความงดงาม หรือคงความเยาว์ให้อยู่กับตัวนานที่สุดนั้น หากคุณไม่ระวังพฤติกรรมซ้ำซากที่อาจจะก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพล่ะก็ สิ่งที่คุณลงทุนก็อาจจะไร้ประโยชน์ก็ได้

          วันนี้เรามาดูกันว่าพฤติกรรมประจำวันอะไรบ้างที่คุณสาว ๆ ลืมไปว่าควรหลีกเลี่ยงให้มากที่สุด ถ้าคุณอยากสวยให้นาน ๆ   


1.การใส่รองเท้าส้นสูงเป็นเวลานาน ๆ


          ว่ากันว่าคุณสาว ๆ ในปัจจุบันนิยมใส่รองเท้าส้นสูงในชีวิตประจำวันมากขึ้น ซึ่งอาจเป็นข่าวร้ายต่อสุขภาพก็ว่าได้ เพราะรองเท้าส้นสูงจะส่งผลต่อท่าทางการเดิน และสร้างแรงกดไปที่บริเวณข้อต่อ ซึ่งอาจนำไปสู่โรคข้ออักเสบ หรือโรคเท้าค้อน อาการปวดหลังและการบาดเจ็บเส้นเอ็น ก่อนที่จะนำไปสู่โรคอื่น ๆ และอุบัติเหตุที่บริเวณเส้นเท้าของคุณ ดังนั้นเพื่อลดอันตรายที่อาจเกิดจากการใส่รองเท้าส้นสูงเกินไปนั้น ขอแนะนำว่าคุณสาว ๆ ควรใส่รองเท้าที่มีส้นสูงไม่เกิน 1.5 นิ้ว ในชีวิตประจำวัน ตรงนี้ก็ช่วยลดอาการที่กล่าวมาข้างต้นได้

2.หิ้วกระเป๋าที่หนัก



          ในกระเป๋าของคุณสาว ๆ ที่เต็มไปด้วยเครื่องมือ และอุปกรณ์สำหรับเสริมสวยต่าง ๆ มักจะส่งผลเสียต่อสุขภาพของคุณสาว ๆ ได้ เพราะจริง ๆ แล้วเจ้าอุปกรณ์ความสวยความงามเหล่านี้ จะทำให้คุณสาว ๆ ต้องแบกกระเป๋าหนักหลายสิบกิโลทุกวันโดยที่คาดไม่ถึง ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นความเสี่ยงที่ก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว ซึ่งคุณไม่สามารถเห็นผลของมันได้ในขณะนี้ เพราะการลากหรือถือกระเป๋าหนัก ๆ จะทำให้เกิดการปวดร้าวที่บริเวณต้นคอ เช่นเดียวกับการวางท่าทางไม่ถูกต้อง

          ดังนั้นคุณสาว ๆ ก็ไม่ควรที่จะรอจนกว่าปัญหาจะเกิด โดยการให้ความสนใจในเรื่องนี้ และพยายามเก็บสิ่งของที่รกเกินความจำเป็นเหล่านี้ออกจากกระเป๋าถือของคุณซะ และเลือกเก็บไว้เฉพาะสิ่งของที่จำเป็น แล้วเปลี่ยนมาใช้ถุงหรือกระเป๋าที่มีขนาดเล็กแทน

3.นอนแต่งหน้า



          คุณสาว ๆ ส่วนใหญ่มักชอบการนอนโพสท่าทำสิ่งต่าง ๆ โดยเฉพาะการแต่งหน้าในบางจุด แนะนำว่าควรเลิกแต่งหน้าในตอนกลางคืน พร้อมกับชำระล้างสิ่งสกปรกและน้ำมันที่สะสมอยู่ในผิวตามธรรมชาติให้สะอาดหมดจด เพราะการแต่งหน้าในตอนกลางคืนนั้นจะทำให้ไขมันอุดตันที่รูขุมขนจนก่อให้เกิด สิวบนใบหน้า และก่อให้เกิดจุดด่างดำจากสิวได้ ขณะเดียวกัน การนอนพร้อมกับมาสคาร่า และการแต่งหนังตาบน ยังทำให้เกิดการระคายเคืองต่อดวงตาจนแดงก่ำ หรือการติดเชื้อได้นั่นเอง

4.เมาค้าง


          แม้มีผู้หญิงอีกจำนวนหนึ่งที่ต้องทุกข์ทนกับพฤติการณ์ดื่มแอลกอฮอล์ของแฟน หรือเพื่อนผู้ชาย แต่สำหรับคุณสาว ๆ ที่นิยมดื่มแอลกอฮอล์นั้น ว่ากันว่าจะเจือจางแอลกอฮอล์ได้น้อยกว่าผู้ชาย หรือเมาได้เร็วกว่าผู้ชาย เนื่องจากผู้หญิงจะมีน้ำหนักตัวน้อยกว่าผู้ชาย

          ดังนั้นเพื่อลดความเสี่ยงของแอลกอฮอล์ต่อสุขภาพของคุณสาว ๆ แนะนำให้สาวนักดื่มทั้งหลายปฏิบัติตามทฤษฎีการดื่มของมึนเมา โดยเฉพาะการดื่มเครื่องดื่มอื่น ๆ สลับกับแอลกอฮอล์ก็จะช่วยลดอาการเมาได้

5.สวมชุดชั้นในขนาดที่ไม่ถูกต้อง 



          ผู้หญิงกว่าร้อยละ 70 มักใส่ชุดชั้นที่ไม่พอดีกับรูปร่างของตนเอง ซึ่งการใส่ชุดชั้นในที่ไม่พอดีกับรูปร่างไม่เพียงแต่ส่งผลต่อรูปลักษณ์เสื้อผ้าของคุณ แต่การวิจัยยังชี้ให้เห็นว่า ยังส่งผลต่อสุขภาพโดยรวมอีกด้วย เช่น การปวดคอและปวดเต้านม และมีปัญหากับการหายใจ ทำให้การวางท่าทางไม่ถูกต้อง เกิดการระคายเคืองที่ผิวหนัง ส่งผลให้ลำไส้เกิดความแปรปรวนไหลเวียนได้ไม่ดี

          แต่หากคุณสาว ๆ ไม่สามารถหาชุดชั้นในที่พอดีกับรูปร่างได้ แนะนำให้เลือกซื้อชุดชั้นในจากร้านที่ตัดวัดโดยเฉพาะ นอกจากจะช่วยให้ได้ชุดชั้นในที่พอดีกับรูปร่างแล้ว ยังช่วยลดอาการข้างเคียงที่กล่าวมาข้างต้นได้อีกด้วย

6.ซ่อนความกังวลและความเสียใจเอาไว้
 


          อย่างที่รู้กันดีว่าความเครียดจะส่งผลเสียต่อสุขภาพกายและจิตของเรา และผู้หญิงอย่างเรา ๆ นั้นมักจะมีแนวโน้มในการเกิดความผิดปกติอันเกิดจากความเครียดได้ถึง 2 เท่า ขณะเดียวกันความเครียดยังเป็นตัวการหนึ่งที่ก่อให้เกิดภาวะซึมเศร้าและความ วิตกกังวลได้

          จากผลการวิจัยด้านชีววิทยายังระบุอีกว่า ความกังวลเกี่ยวเหตุการณ์ในอนาคต เรื่องของที่พักอาศัยนั้น ถือเป็นการเพิ่มปัญหาหรือความกังวลให้กับมนุษย์เราได้ และการวิจัยยังบอกอีกว่าผู้หญิงมักเสียใจเป็น 2 เท่า หากต้องสูญเสียคนรักไป และจำเป็นต้องเลิกรากับแฟน

7.ชอบกินอาหารที่มีไขมันสูง และอาหารหวาน ในขณะเครียด หรือเสียใจ


          ความสบายใจในการรับประทานอาหารจะส่งผลต่อรูปร่างของคุณผู้หญิงและคุณผู้ชาย จากการวิจัยได้ชี้ให้เห็นว่า ผู้ชายมีแนวโน้มที่จะสร้างอารมณ์ให้แจ่มใสในระหว่างการรับประทานอาหาร ในขณะที่ผู้หญิงจะเจริญอาหารก็ต่อเมื่อพวกเธอรู้สึกเศร้าหรือเสียใจ และผู้หญิงยังมีแนวโน้มที่จะตอบสนองความเครียดของพวกเขาด้วยขนมหวาน รวมถึงอาหารที่มีไขมันสูง แทนที่จะปล่อยให้ตนเองหิว พยายามพาตนเองออกมาจากความหิว โดยการทำให้ตนเองมีความสุขกับสิ่งที่ทำ และเพิ่มสารเอ็นโดฟีนส์ให้กับร่างกายของคุณโดยการออกกำลังกาย

8.พักผ่อนมากเกินไป
 

          หากการนอนไม่พอทำให้เรารู้สึกเลวร้ายที่สุดลองฟังทางนี้ จากสถิตินั้นชี้ให้เห็นว่า ผู้หญิงช่างโชคร้าย เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นจากการนอนไม่พอ จะส่งผลกระทบต่อผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ในขณะที่การศึกษาของมหาวิทยาลัยมิชิแกน พบว่ามีผู้หญิงจำนวน 2 เท่า จะรีบเข้านอนเร็วเพื่อที่จะใช้เวลาไปดูแลคนอื่น ๆ ต่อไป

          ความโชคร้ายยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เพราะการวิจัยยังพบอีกว่า การนอนหลับในผู้หญิงจะส่งผลต่ออารมณ์และความดันโลหิตของผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ดังนั้นขอแนะนำว่า ควรนอนให้พอดีไม่มากหรือน้อยจนเกินไป เพราะการพักผ่อนที่ดีควรจะนอนอยู่ในระหว่าง 8 ชั่วโมง

9.คิดถึงแต่คนอื่น ไม่ดูแลตัวเองบ้าง

          จากสถิติบอกว่าผู้หญิงมักมีนิสัยที่จะอดหลับอดนอน หรือเสียสละเวลาเพื่อไปดูแลเด็กและผู้อื่น หรือพูดง่าย ๆ ว่าพวกเธอแทบไม่มีเวลา แม้กระทั่งการเข้าห้องน้ำเพื่อทำธุระส่วนตัว ดังนั้นหลีกเลี่ยงการใช้ตัวเองเป็นตัวรองรับทุกสิ่ง แม้บางครั้งจะไม่มีใครขอร้องให้ทำเช่นนั้น ในวันหยุดสุดสัปดาห์ข้างหน้าที่จะมาถึง ขอแนะนำให้คุณสาว ๆ ทำสิ่งที่ตนเองคิดว่าสนุกและชอบเสียบ้างก็จะดี เพื่อป้องกันปัญหาความเหนื่อยล้า และความเครียดที่อาจตามมาจากการทำงานหนักนั่นเอง

แหล่งที่มา   ไทยโพสต์, http://health.kapook.com
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

Tuesday, November 12, 2013

7 นิสัยอันตรายในเฟซบุ๊ค



มี 7 อุปนิสัย ที่อาจพัฒนาเป็นบุคลิกภาพที่เป็นปัญหาเชิงจิตวิทยาในระยะยาวของผู้ใช้เฟซบุ๊คที่อาจรู้ไม่เท่าทัน ดังนี้

(1) “หลงไหลตัวเองมากขึ้น”

เป็นอุปนิสัยแรกเริ่มที่อาจดูไม่เป็นปัญหา หรือนำไปสู่หลายๆ ปัญหา ไม่น่าเชื่อว่า เฟซบุ๊คทำให้คนหลงตัวเองมากขึ้น! ผู้คนส่วนมากรู้เรื่องตนเองดีที่สุด ฉะนั้นพวกเขาจึงมักโพสต์ทุกอย่างที่พวกเขาภูมิใจ ง่ายที่สุดคือเรื่อง “หน้าตา” คนพวกนี้มักชอบโพสต์รูปตัวเองในมุมสวย หล่อ และเฝ้ารอคนมากดชื่นชอบหรือแสดงความคิดเห็น หรือ กระทั่งการกดปุ่มไลค์ รูปที่ตนเองเพิ่งจะโพสต์ลงไป!

เฟซบุ๊คทำให้คนขี้โม้ ขี้คุย ขี้อวดมากขึ้น โดยเฉพาะกิจกรรมการอวด หลายคนมักโพสต์รูปถ่ายกับรถใหม่ บ้านใหม่ ของเล่นชิ้นใหม่ งานใหม่ สถานที่เที่ยวใหม่ๆ กระทั่งอาหารที่กำลังจะทานพวกเขาก็ไม่วายที่จะถ่ายรูปเพื่อเอามาอวดเพื่อนๆ หรืออวดว่ามีจำนวนคนมาขอเป็นเพื่อนมากมาย คนมากดชอบ แสดงความคิดเห็น ก็กลายเป็นการส่งเสริมให้พวกเขาหลงตัวเองมากขึ้นไปอีกแน่ว่า พวกเขาทำล้วนทำทุกอย่างเพื่อโปรโมทตัวเอง!

(2) “ขี้อิจฉามากขึ้น”

เมื่อมีคนโพสต์เรื่องตนเอง หน้าตาดี ชีวิตดี ฐานะดี ดูดี ดูเท่ห์ คนอีกจำนวนหนึ่งที่รู้สึกว่าชีวิตตนเองไม่ดีแบบนั้น จึงกลายเป็นคนที่ขี้อิจฉามากขึ้น พวกเขายิ่งรู้สึกด้อยค่าและไม่พอใจในชีวิตตนเอง และรู้สึกว่าตนเองเป็น “ไอ้ขี้แพ้” ตลอดเวลา

ในแง่นี้อธิบายได้ว่า “เพราะในโลกจริง ผู้คนส่วนใหญ่ ก็ยังเป็นคนจน ชนชั้นกลาง หลายๆ คนไม่ได้เป็นคนเก่ง คนที่ได้รับสถานะทางสังคมเฉกเช่น ดารา คนดัง หรือบุคคลสาธารณะ เพื่อคนธรรมดาเหล่านั้นเข้ามาใช้เฟซบุ๊ค เขาก็เพียงแค่อยากจะรู้สึกเป็นคนเด่น คนดัง คนสำคัญบ้าง จึงต้องสร้างภาพตนเองให้ดูดีในพื้นที่สาธารณะสักเล็กน้อย เพื่อหลอกตัวเองหรือผู้อื่น การยกระดับภาพชีวิตตนเองให้ดีขึ้น ก็มิใช่อะไรอื่น นอกจากจะอิจฉาคนอื่น ไม่ว่าจะมาจากโลกจริงหรือโลกเสมือนก็ตาม”
(3) “มองโลกในแง่ร้าย”
เฟซบุ๊คเป็นที่ที่คนชอบโพสต์เรื่องส่วนตัวดีๆ ขณะที่เรื่องส่วนรวมของสังคมมักเป็นเรื่องร้ายๆ ดังนั้นคนที่เสพข้อมูลข่าวสารจำนวนมาก จึงมักเห็นเรื่องปัญหาสังคมต่างๆ ถูกหยิบขยายความ ตีความ ส่งต่อแพร่หลายกระจายวงกว้าง พวกเขาจึงรู้สึกว่า “โลกช่างโหดร้าย” และมีลักษณะไม่ไว้วางใจผู้คนเรื่องต่างๆ มากขึ้น
(4) “ชอบสอดส่องสอดรู้ชีวิตคนอื่นๆ”
เฟซบุ๊คเอื้อโอกาสให้เราสามารถสอดส่องดูชีวิตของเพื่อนเราได้อย่างไร้ขอบเขตเวลาและสถานที่ แม้จะมีระบบติดตั้งความปลอดภัย ความเป็นส่วนตัว แต่ผู้คนจำนวนมากก็หลงลืมการสร้างเขตแดนจำกัดพื้นที่ชีวิตของตน หลายคนถูก “หลงไหล/ติดตาม/เฝ้าดู” อย่างใกล้ชิดจากคนแปลกหน้าที่เข้ามาเป็นเพื่อน และชีวิตของเราก็ถูกคนทั้งโลกจับตามองอยู่ตลอดเวลา
การสอดส่อง ติดตาม (stalker) หรือการเข้าไปก้าวล่วงชีวิตของผู้อื่น นั่นแสดงว่าคุณมีปัญหาสุขภาพจิตอย่างหนัก เพราะคุณเริ่มแยกไม่ออกระหว่าง พื้นที่สาธารณะ และความเป็นส่วนตัวของผู้อื่น และนั่นอาจทำให้คุณรู้สึก “ย่ามใจและมีอำนาจเหนือชีวิตของผู้อื่น” และก้าวไปสู่ปัญหาความสัมพันธ์ในโลกจริงกับเขาที่คุณชื่นชอบ
(5) “เปิดเผยตนเองมากขึ้น-กันเองมากขึ้น”
ในที่นี้หมายถึง เป็นกันเองมากขึ้นกับทุกๆ คน เฟซบุ๊คมีระดับความเป็นเพื่อนมากมาย แต่ทุกคนก็หลงลืมระยะห่างทางกายภาพในโลกแห่งความเป็นจริง ผู้คนในเฟซบุ๊คใช้ภาษา หรือเข้ามาพูดจาทักทายผ่านข้อความกับบุคคลต่างๆ เสมือนเป็นเพื่อนมาอย่างยาวยาน พวกเขา “ระมัดระวังและรักษาระยะห่างน้อยลง” ความสัมพันธ์กลายเป็น “ง่ายๆ และกันเอง” นั่นทำให้ภาษาพูดและ ระดับการคุกคาม การวิพากษ์วิจารณ์มีระดับรุนแรง และนำไปสู่การพูดแบบไม่ใส่ใจเขาใจเรามากขึ้น
ผู้คนในเฟซบุ๊คใช้ถ้อยคำภาษาที่กันเองมากขึ้น พวกเขาไม่รู้สึกแปลกที่จะบอกเล่าเรื่องราวความคิดความรู้สึกของตนเองกับคนแปลกหน้า
และนั่นนำมาสู่ การเปิดรับ รู้จักคนแปลกหน้ามากขึ้น และกับดักของอาชญากรในเฟซบุ๊คที่พวกเขามักใช้ คือ ถ้อยคำที่สุภาพ ท่าทางที่ดูคบได้ ไว้ใจได้ และการสร้างความไว้วางใจที่มาจากบทสนทนาที่ดูเป็นกันเอง
(6) “จมทุกข์แบกโลกซึมเศร้า”
มีหลายคนที่ในชีวิตจริงพวกเขาไม่มีความสุข พวกเขาจึงแบกโลกที่พวกเขาอยู่มาสถิตไว้ในเฟซบุ๊ค กลายเป็นแหล่งระบายอารมณ์ จมทุกข์ โศกเศร้ามากขึ้น การระบายอารมณ์ หรือแสดงความรู้สึกผิดหวังเสียใจนั้นเป็นเรื่องปกติ เพราะเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่คุณอาจพบว่ามีเพื่อนบางคนที่มักจะอยู่ในอารมณ์เศร้าตลอดเวลา นั่นแสดงว่าเขาไม่สามารถหลุดพ้นก้าวข้าวสภาวะนั้นได้ และ จะกลายเป็นคนที่มีภาวะซึมเศร้าแบบออนไลน์ตลอดเวลา และคนอื่นๆ ก็จะพากันเบื่อหน่ายหรือรังเกียจพวกเขา แทนที่จะเข้าใจและช่วยรักษาพวกเขา
(7) “หลงใหลยึดติดแบบอย่างชีวิตของผู้อื่น”
เฟซบุ๊คเป็นสังคมเสมือนจริง แต่ไม่ใช่โลกจริง เป็นที่ที่ผู้คนดี เลว รวย จน มาสื่อสารร่วมกัน คนธรรมดา ดารา คนดัง มาใช้ชีวิตร่วมกันในโลกออนไลน์ ผู้คนส่วนมากที่ติดเฟซบุ๊คจะแยกแยะไม่ออกระหว่างชีวิตจริง โลกจริง พวกเขาเริ่มรู้สึกยึดติด ติดตาม ผูกพันกับชีวิตของคนอื่นๆ มากขึ้น กลายเป็นว่า พวกเขาจะใช้ชีวิตของตนเองด้วยการยึดเอาชีวิตของคนอื่นเป็นแนวทาง ที่พักพิงใจ และเริ่มสนใจชีวิตตนเองน้อยลง
คนที่หลงใหลในชีวิตผู้อื่น จะสูญเสียความภูมิใจในตนเอง มากไปกว่านั้น คือ เฝ้ารอ เฝ้าคอยที่จะติดต่อติดตามสื่อสารกับผู้อื่น คนที่เขานับถือเป็นแบบอย่างตลอดเวลา เขาจะไม่สนใจชีวิตของตนเองอีกต่อไป!
ร้ายกว่านั้นคือ เขาอนุญาตให้ชีวิตคนอื่นเข้ามาควบคุมบงการชีวิตของเขาเอง ร้ายที่สุด คือ สับสนในโลกจริง โลกเสมือน และไปใช้ชีวิตของตนเองในชีวิตเฟซบุ๊คของคนอื่น!
จะเห็นว่า เฟซบุ๊คนั้น มิใช่เชื้อโรคหรือไวรัส แต่เป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่บ่มเพาะ ผลิต และเผยแพร่โรค อันเกิดมาจากผู้คนที่มาใช้ชีวิตร่วมกันในสังคมเสมือนจริง ผู้คนต่างๆ เข้ามาเสพติดมันและเปลี่ยนนิสัยตนเอง หรือย้ำสร้างนิสัยเดินตนเองให้มีความรุนแรงมากขึ้น
พลังของเฟซบุ๊ค ที่ให้การสื่อสาร ปฏิสัมพันธ์ สภาวะไร้ขอบเขต เวลา พรมแดน และการปลดปล่อยตัว ซ่อนเร้นตนเองจากชีวิตจริง นั่นทำให้ต่างคนต่างแพร่กระจายโรคออนไลน์ได้ง่ายขึ้น หากเราใช้สื่ออย่างรู้ตระหนักเท่าทันสภาวะจิตใจตนเอง เท่าทันอารมณ์ และรู้ทันโลกเสมือนจริงนี้ เราก็จะมีภูมิคุ้มกันสื่อและใช้ชีวิตอย่างเป็นสุข!
ที่มา- บทความ 7 นิสัยอันตรายในเฟซบุ๊กธาม เชื้อสถาปนศิริ (https://www.facebook.com/time.chuastapanasiri)
ที่มา- บทความ 7 นิสัยอันตรายในเฟซบุ๊ก ธาม เชื้อสถาปนศิริ, นักวิชาการ สถาบันวิชาการสื่อสาธารณะ (สวส.) timeseven@gmail.com
ที่มา- hitech.sanook, http://blog.eduzones.com/poonpreecha/109661
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต