Monday, November 11, 2013

10 เหตุผลเหล่านี้ไง ที่ทำให้ยังไม่อยากมีลูก




         คำว่า "ลูก" สำหรับคุณผู้หญิงหลาย ๆ คนหมายถึงการทำให้ความหมายของคำว่าครอบครัวนั้นสมบูรณ์ หลายคนต้องใช้ความพยายามอย่างมากมายกว่าจะตั้งท้องได้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีผู้หญิงหลาย ๆ คน ที่ยังไม่พร้อมที่จะเปลี่ยนสถานะมาเป็นคุณแม่เหมือนกันใช่ไหมล่ะคะ หากถามว่าทำไม เหตุผลก็มีหลากหลายต่าง ๆ กันไป ไม่ว่าจะกลัวเจ็บ กลัวแท้ง กลัวอ้วน กลัวแก่ โอ๊ย สารพัดเลยค่ะ และนี่ก็เป็น 10 เหตุผลยอดฮิต ที่ทำให้ผู้หญิงหลายคนยังไม่พร้อมที่จะมีลูก หรือคิดว่าอยู่แบบครองคู่แค่ฉันกับคุณสามีแค่นี้ก็พอใจแล้ว

1. กลัวหาเงินไม่พอ

          เลี้ยงเด็กเล็กก็ใช้เงินมาก เลี้ยงลูกวัยรุ่นก็ยิ่งมาก เลี้ยงจนเข้ามหาลัยยิ่งเป็นเงินก้อนใหญ่เข้าไปอีก ..  กลัวหาเงินไม่พอเลี้ยงลูกจริง ๆ

2. สถานการณ์บังคับให้ไม่เหมาะกับการมีลูก

          ยังเด็กเกินไป, งานยังไม่มั่นคง, แค่เลี้ยงปากท้องกันเองกับคนรักก็แทบจะเดือนชนเดือนแล้ว, อาศัยอยู่กับญาติ ยังไม่มีบ้านเป็นของตัวเอง ฯลฯ ก็เพราะสถานการณ์แบบนี้แหละ เลยไม่เคยนึกถึงเรื่องมีลูกเลย

3. อารมณ์ไม่มั่นคง คงไม่พร้อมเป็นแม่

          แค่ตอนนี้ก็รู้สึกว่าตัวเองอารมณ์แปรปรวนง่ายอยู่แล้ว แล้วการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในระยะที่ตั้งครรภ์จะยังส่งผลให้จิตใจอ่อนไหว และแปรปรวนมากขึ้นไปอีก .. ถ้าเป็นแบบนี้ไม่ท้องเสียยังจะดีกว่า อันตรายกับทั้งแม่และลูกเลย

4. กลัวอ้วน

          การท้องแต่ละครั้งทำให้อ้วนขึ้นตั้ง 5-10 กิโลกรัม แถมไม่มีใครกล้ารับประกันว่าคลอดน้องแล้วหุ่นจะกลับมาสวยเซี๊ยะเหมือนเดิมด้วย

5. ขาใหญ่

          ไม่อยากขาบวมตอนท้องนี่นา ..

6. กลัวอาการแพ้ท้อง

          เคยได้ยินประสบการณ์แพ้ท้องของคุณแม่มาหลายคน ปวดหัวตาลาย วิงเวียน อาเจียนโอ้กอ้ากไม่หยุด ไม่อยากเป็นอย่างนั้นเลย

7. พอท้องปุ๊บก็มีข้อห้ามนู่นนี่เยอะแยะ

          เพราะมีเจ้าตัวน้อยนอนอยู่ข้างใน คุณแม่ท้องจึงถูกห้ามไม่ให้ใส่ส้นสูง ห้ามวิ่ง ห้ามยกของหนัก ห้ามเล่นกีฬา ห้ามนอนคว่ำหน้า ห้ามเหล้ายาปลาปิ้ง ฯลฯ ข้อแม้ในการใช้ชีวิตเพิ่มขึ้นมาเพียบ !

8. กลัวลูกจะติดโรคทางพันธุกรรม

          เผื่อว่าโรคยีนด้อย ยีนแฝง อะไรที่อยู่ในร่างกายบังเอิญไปจับคู่กันกับของคุณผู้ชาย ลูกก็ต้องรับเคราะห์ไปเต็ม ๆ น่ะสิ

9. กลัวเจ็บหน้าอก

          จะเลี้ยงลูกให้ดีก็ต้องให้เด็กน้อยได้ดูดนมจากอกของแม่ แต่เห็นคุณแม่หลายรายเคยบ่นว่าลูกดูดจนหัวนมแตก เลือดไหล บวมอักเสบ แถมต่อมน้ำนมที่ถูกกระตุ้นมีน้ำนมไหลซึมออกมาตลอดเวลานี่ก็เป็นปัญหาน่าดู ฟังอย่างนี้แล้วไม่กล้ามีลูกเลย

10. กลัวการคลอด

          แม้การคลอดบางครั้งจะใช้เวลาแค่ 1-2 ชั่วโมง แต่ส่วนใหญ่กลับไม่ค่อยราบรื่นแบบนั้น คุณแม่บางรายรอเป็นวัน บางคนรอเจ็บ ๆ อยู่เป็นสัปดาห์ ไหนจะความเจ็บปวดทรมาน เลือดแดงฉาน เสี่ยงติดเชื้อ อักเสบ อั้นลมเบ่งจนหน้าแดงหน้าดำ กว่าเจ้าหนูขนาดเท่าลูกโบว์ลิ่งย่อมๆ จะหลุดออกมาจากช่องคลอด .. โอย จะเป็นลม แบบนี้แหละเลยไม่กล้าแม้แต่จะคิดว่าว่าตัวเองจะท้องได้สักที

          สาว ๆ คนไหนที่พอแต่งงานปุ๊บก็ถูกรบเร้าเฝ้าถามอยู่บ่อย ๆ ว่าเมื่อไหร่จะมีลูก พอตอบว่าไม่พร้อมยังถูกซักต่ออีกว่าไม่พร้อมยังไง ก็ลองใช้ 10 เหตุผลเหล่านี้ตอบไปดูบ้างนะคะ ของแบบนี้ยังไงก็ขอใช้เวลาเตรียมตัวเตรียมใจสักพัก เหมือนอย่างที่มีคนบอกว่า "วางแผนให้ถูก มีลูกเมื่อพร้อม" ... ก็ตอนนี้ยังไม่พร้อม ขออยู่ใช้ชีวิตคู่กับคุณสามีแบบนี้ไปก่อนนะ :)

ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

Sunday, November 10, 2013

พฤติกรรมเสี่ยง ทำสมองเสื่อม




          พฤติกรรมที่เราทำอยู่เป็นประจำทุกวัน อาจมีหลายพฤติกรรมที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ว่า นอกจากจะทำร้ายร่างกายแล้ว ยังเป็นการทำร้ายสมองของตัวเองอยู่ก็เป็นได้ ลองมาดูกันค่ะ ว่าพฤติกรรมใดบ้างที่ทำแล้วเพิ่มความเสี่ยงเป็นโรคสมองเสื่อมให้มากขึ้น

งดอาหารเช้า

          การไม่กินอาหารเช้า นอกจากจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำแล้วยังเป็นสาเหตุที่ทำให้สมองเสื่อมได้ด้วย เนื่องจากสารอาหารไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอนั่นเอง

ลืมดื่มน้ำ

          การดื่มน้ำน้อยจะทำให้ร่างกายขาดน้ำซึ่งจะส่งผลต่อสมอง ที่ต้องอาศัยน้ำในการทำงาน ส่งผลทำให้สมองทำงานเฉื่อยช้าลง เพราะฉะนั้นควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8-10 แก้วค่ะ

กินแป้งและน้ำตาลมากเกินไป

          พฤติกรรมการกินแบบนี้จะไปขัดขวางการดูดกลืนโปรตีน และสารอาหารที่เป็นประโยชน์ เป็นสาเหตุของการขาดสารอาหารและขัดขวางการทำงานของสมอง

กินอาหารมากเกินไป

          การกินมากเกินไปจะทำให้หลอดเลือดแดงในสมองแข็งตัว เป็นสาเหตุให้เกิดโรคความจำสั้นและสมองเสื่อมไปในที่สุด

สูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ

          ทั้งสองอย่างนี้จะทำให้เป็นโรคสมองฝ่อ และเป็นสาเหตุของโรคอัลไซเมอร์ได้

อดนอน

          การอดนอนติดต่อกันเป็นเวลานาน ทำให้สมองไม่ได้พักผ่อน จึงทำให้เซลล์สมองเสื่อมและตายได้

ใช้ตัวช่วย ไม่บริหารสมอง

          การไม่ให้โอกาสสมองได้ใช้งานกับเรื่องง่าย ๆ แล้วหันไปพึ่งตัวช่วยอย่างเช่น เครื่องคิดเลข เป็นการปิดโอกาสฝึกสมองให้ได้คิดได้ทำงาน ซึ่งจะทำให้สมองฝ่อและเสื่อมลง ฉะนั้นควรฝึกคิดเลข และหาเกมฝึกสมองมาเล่นบ้าง เช่น หมากรุก หมากฮอส รวมถึงใช้ทักษะมือ เท้า ประสาทสัมผัส ทั้ง 5 ให้สัมพันธ์กันเพื่อเป็นการช่วยกระตุ้นสมองให้ตื่นตัว

นอนคลุมโปง

          การนอนคลุมโปง จะเป็นการเพิ่มคาร์บอนไดออกไซด์ให้มากขึ้นและลดออกซิเจนให้น้อยลง ซึ่งทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของสมองลดลงนั่นเอง

คุยโทรศัพท์ก่อนนอนเป็นประจำ

          ใครที่ชอบนอนคุยโทรศัพท์ก่อนนอนเป็นเวลานาน ๆ ทราบแล้วเปลี่ยนค่ะ เพราะคลื่นรังสีจากโทรศัพท์จะไปรบกวนการทำงานของสมอง ทำให้สมองเสื่อมได้ นอกจากนี้เวลานอนเราควรวางโทรศัพท์ให้ไกลตัวด้วยนะคะ

พฤติกรรมชอบทำอะไรซ้ำ ๆ เดิม ๆ

          ยิ่งถ้าทำซ้ำเป็นเวลานาน เช่น กินอาหารเดิม ๆ เดินทางเส้นทางเดิม อยู่ในสภาพแวดล้อมเดิม ฯลฯ วิถีชีวิตแบบนี้ จะทำให้สมองฝ่อและเสื่อมลงเรื่อย ๆ เนื่องจากไม่ได้รับการกระตุ้นให้คิด ให้เห็น และได้เจออะไรใหม่ ๆ เลย

เครียดตลอด

          รู้หรือเปล่าว่า ความเครียดทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนเครียดที่ชื่อคอร์ติซอลออกมา ที่ส่งผลร้ายต่อร่างกายโดยเฉพาะสมอง ทำให้สมองตีบตันและความจำเสื่อมได้ เพราะฉะนั้นต้องผ่อนคลายให้จิตใจสบาย ไม่เครียดค่ะ

          หาก ใครมีพฤติกรรมเช่นนี้แล้วละก็ เห็นทีต้องรีบแก้ไขเสียแต่เนิ่น ๆ เพราะหากสมองของเรายังทำงานได้ดีอยู่ในบั้นปลายชีวิตก็จะมีความสุข ไม่มีปัญหาเรื่องสมองค่ะ

เรื่อง : แก้มอิ่ม
แหล่งที่มา  http://health.kapook.com, Modernmom
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

Saturday, November 9, 2013

ดูแลแค่ไหนก็ไม่สำคัญ ถ้าไม่บอกรักให้เขารู้




          แม้ว่าความสัมพันธ์ของพวกคุณจะคืบหน้าไปมาก จนกลายมาเป็นแฟน คู่หมั้น หรือสามีภรรยากันแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม คุณทั้งคู่ยังจำเป็นจะต้องหมั่นแสดงความรักให้แก่กันและกันเสมอ เพื่อไม่ให้ความรู้สึกดี ๆ เจือจางหายไปตามกาลเวลา ในขณะเดียวกันก็เป็นการเพิ่มระดับความใกล้ชิดสนิทแนบแน่นมากขึ้นด้วย ฉะนั้น ตอนนี้มาย้อนความหวานแบบวันวาน ด้วยคำซึ้ง ๆ กับวิธีบอกรักแบบน่ารักต่อไปนี้กันดีกว่า

         
1. ทิ้งโน้ตบอกรักไว้ข้างเตียงนอน

           หากคุณจำเป็นต้องตื่นและออกมาทำงานตั้งแต่เช้าตรู่ หรืองานของคุณค่อนข้างยุ่งจนแทบไม่มีเวลาและเจอหน้าเขาเลย ก็สามารถบอกรักเขาได้เช่นกันด้วยวิธีที่ง่ายที่สุด และได้ผลดีอย่างที่ตัวคุณเองอาจคาดไม่ถึง วิธีนั้นก็คือ การเขียนข้อความสั้น ๆ ว่า "ฉันรักคุณ" ลงบนกระดาษโน้ต แล้วติดเอาไว้ข้างหัวเตียงนอนแค่นี้ก็ทำให้เขามีความสุขมากแล้วล่ะ

         
2. เสิร์ฟอาหารเช้าถึงที่นอ
           ถ้าก่อนหน้านี้คุณไม่เคยทำอาหารรับประทานที่บ้านกันเลย หรือแฟนของคุณเป็นคนทำอาหารเสียส่วนใหญ่ หลังจากนี้ลองลงทำอาหารด้วยตัวเองดูบ้าง สักสองสามวันต่อเดือน หรือสัปดาห์ละครั้ง พร้อมกับยกอาหารไปเสิร์ฟไปเซอร์ไพรส์เมื่อถึงเวลาตื่นนอนของเขา คราวนี้จากมื้อเช้าที่แสนธรรมดาก็จะไม่ธรรมดาอีกต่อไปแล้ว แถมยังทำให้ความรักของพวกคุณเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ด้วย

         
3. ส่งของขวัญไปเซอร์ไพรส์

           ช่วงเทศกาลหรือวันสำคัญต่าง ๆ อย่างเช่น วันปีใหม่ วันวาเลนไทน์ วันเกิด หรือวันครบรอบแต่งงาน ไม่จำเป็นต้องถือของขวัญไปให้กับมือเขาก็ได้ เพราะมีวิธีการแสดงความรักที่ดีกว่านั้น ก็คือ ส่งของขวัญไปให้เขาในช่วงกลางวัน เพื่อให้เซอร์ไพรส์ในครั้งนี้เป็นการบอกรักไปในตัว โดยเขียนบอกความในใจลงไปในการ์ดสวย ๆ สักใบ

          
 4.  เดทไนท์สุดเซอร์ไพรส์

           หากคุณอยากจะชวนเขาออกเดทไม่จำเป็นต้องเลือกสถานที่หรู ๆ หรือร้านอาหารแพง ๆ เสมอไป แค่ชวนเขาไปเดินเล่นชายหาด สวนสาธารณะ หรือเซอร์ไพรส์ด้วยกิจกรรมที่แตกต่างออกไปจากชีวิตประจำวันบ้าง อย่างเช่น ทำอาหารรับประทานเองที่บ้าน ขับรถเล่นตอนกลางคืน หรือจูงมือกันไปท่องราตรีตามสถานที่ท่องเที่ยวในตอนกลางคืน และถือโอกาสนี้บอกรักไปพร้อมกันเลยก็ได้

         
5. นำรูปสวยไปใส่กรอบ

           แม้ตอนนี้เราจะมีกล้องดิจิตอลที่สามารถเก็บภาพถ่ายได้เป็นร้อย ๆ รูป แต่จะมีสักกี่ครั้งที่คุณจะเปิดภาพ เหล่านั้นขึ้นมาดู ฉะนั้น ตอนนี้ก็ลองเลือกภาพคู่สวย ๆ ออกมาสักภาพสองภาพ แล้วนำภาพที่ได้ไปใส่กรอบสวย ๆ ก่อนนำมาติดเอาไว้ตามมุมต่าง ๆ ของบ้าน อย่างเช่น โต๊ะทำงาน ห้องนั่งเล่น หรือหัวเตียง นอกจากจะช่วยแสดงให้เห็นถึงความรักที่คุณมีต่อเขาแล้ว ในขณะเดียวกันก็ทำให้เขารู้สึกว่าเป็นคนสำคัญของคุณในทางอ้อมด้วย

           การเป็นคนรักกันไม่ใช่แค่การหมั่นดูแลซึ่งกันและกันเท่านั้น แต่ควรจะหมั่นเติมความรักด้วยการบอกรักด้วย เพราะการบอกรักไม่ได้ทำให้เขารู้สึกดีเท่านั้น แต่ยังเป็นการย้ำให้เขามั่นใจมากขึ้นด้วยว่า คุณรักเขาจริง ๆ ไม่ได้ทำไปตามความเคยชินหรือคิดว่าเป็นหน้าที่ที่ต้องทำแต่อย่างใด และถ้าหากคุณไม่กล้าที่จะบอกรักเขาตรง ๆ ก็ลองนำวิธีทั้ง 5 ที่กล่าวไปนี้ไปใช้กันดูนะคะ

ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

Friday, November 8, 2013

สิ่งที่สาว ๆ ควรระวังเมื่อเดทผ่านข้อความ




        โดยปกติเมื่อจีบกันในระยะแรก ๆ สาว ๆ อาจจะมีอาการเขินอาย ไม่กล้าที่จะคุยกันต่อหน้าหรือทางโทรศัพท์ ดังนั้น การสนทนาผ่านทางข้อความจึงเป็นสิ่งที่ช่วยพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างคู่เดท แม้ว่าการโต้ตอบผ่านทางข้อความจะสามารถตอบสนองความต้องการได้ แต่มันก็มีข้อเสียอยู่เหมือนกันนะ เพราะฉะนั้น กระปุกดอทคอมเลยนำข้อมูลดี ๆ สำหรับสาว ๆ ที่เริ่มต้นเดทด้วยการคุยผ่านข้อความมาบอกกันค่ะ

  
1. ความรู้สึกของคุณถูกกระตุ้นอยู่ตลอดเวลา

          การพิมพ์ข้อความจีบกันไม่ว่าจะทางโทรศัพท์หรืออีเมล จะทำให้คุณรู้สึกลุ้นระทึกตลอดเวลา เพราะเวลาที่ส่งข้อความไปหาเขาคุณจะรอคอยว่าเขาจะตอบกลับมาไหม และระหว่างที่รอเสียงเตือนข้อความจากโทรศัพท์ คุณก็ลุ้นว่าจะใช่เขาหรือไม่ ถ้าใช่คุณก็จะดีใจสุดขีด ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับเขาพัฒนาไปมากจนถึงขีดสุด เมื่อมันมากจนไปต่อไม่ได้แล้ว ก็อาจจบลงด้วยการเลิกรา

  
2. ผิดหวังจากการรอข้อความ

          การอ่านเพียงข้อความสั้น ๆ ไม่ได้คุยกันแบบได้ยินเสียงหรือเห็นหน้าเห็นตานั้น ทำให้คุณตีความข้อความหรือการตอบช้าของเขาผิดไป คุณจะกลายเป็นคนวิตกจริต คิดไปเอง แล้วก็เครียดเอง ยกตัวอย่างเช่น ในช่วงแรก ๆ ที่คุยกันเขาส่งข้อความกลับมาเร็วมาก แต่หลังจากนั้นเขาส่งข้อความตอบช้า คุณก็คิดไปเองว่าเขาไปคุยกับคนอื่นแล้ว เขาไม่สนใจคุณแล้ว ทั้งที่ความจริงเขาอาจจะยังไม่ว่างตอบข้อความคุณตอนนั้นก็ได้ ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณคือความวิตกกังวล เป็นทุกข์เพราะคิดไปเองทั้งนั้น

  
3. ง่ายมากต่อการมโนภาพ

          เวลาที่พิมพ์ข้อความตอบโต้กัน ต่างฝ่ายต่างมีเวลาในการคิดคำพูดที่สวยหรู หรือพยายามสร้างภาพว่าเป็นคนดีบ้าง เป็นคนน่ารัก โรแมนติกบ้าง แต่ความจริงคนที่กำลังคุยด้วยอาจมีบุคลิกที่ตรงกันข้ามกับข้อความที่เขาพิมพ์ออกมาก็ได้นะ การอ่านแต่เพียงข้อความที่สวยหรูทำให้จิตนาการไปเองว่าคนที่คุณคุยด้วยนั้น เป็นผู้ชายในฝัน มันจะทำให้คุณหลงใหลในตัวเขาเอามาก ๆ แต่ถ้าหากตัวจริงของเขามีลักษณะที่ต่างจากสิ่งที่คิดไว้ มันจะทำให้คุณรู้สึกผิดหวังในตัวเขา ความจริงแล้วการพัฒนาความสัมพันธ์มันควรจะสื่อสารกันแบบ face to face มากกว่า เพราะจะทำให้คุณอยู่ในโลกของความเป็นจริง ไม่ได้อ่านแค่ข้อความแล้วก็คิดไปเองต่าง ๆ นานา

  
4. เข้าใจผิดในสถานะความสัมพันธ์

          การส่งข้อความหากันทุกวัน ๆ ทำให้คุณรู้สึกดีและหลงผิดคิดไปเองว่าเราเป็นแฟนกันแล้ว ทั้งที่ความจริงคุณเพิ่งจะเริ่มต้นคุยกันเท่านั้นเอง อีกทั้งคู่เดทของคุณก็รู้สึกเพียงว่าเพิ่งเริ่มต้น ยังไม่ได้พัฒนาถึงขั้นเป็นแฟนกัน การโต้ตอบผ่านข้อความสามารถทำให้คุณรู้จักเขามากขึ้นนิดหน่อยเท่านั้น ไม่สามารถรู้จักอย่างลึกซึ้งได้เลยว่าบุคลิกและนิสัยจริง ๆ แล้วเป็นอย่างไร

  
5. ห้ามการส่งรูปเซ็กซี่ ๆ ให้เขาดู

          เวลาที่อยากที่จะพัฒนาความสัมพันธ์กัน อาจมีการส่งภาพถ่ายตัวเองให้กันและกันดู ซึ่งคุณอาจจะไว้ใจเขาและส่งรูปตัวเองที่โพสท่าเซ็กซี่ ๆ แต่ความจริงเขาอาจจะเอารูปคุณไปโชว์เพื่อนก็ได้ หรือถ้าคุณส่งไปผิดเบอร์รูปเซ็กซี่ของคุณก็จะถูกเผยแพร่ไปในวงกว้าง ดังนั้น ก่อนที่จะส่ง รูปใด ๆ ไปก็ตามลองถามตัวเองดูก่อนว่า ถ้าวันหนึ่งคุณได้รับรูปลักษณะนี้คุณจะรู้สึกอย่างไร คุณจะเสียใจไหมกับการกระทำของตัวคุณเอง

          เห็นแล้วใช่ไหมคะว่าการสนทนาผ่านทางข้อความเพียงอย่างเดียวนั้น ไม่สามารถทำให้คุณรู้จักตัวตนจริง ๆ ของเขาได้ ขณะเดียวกันคุณก็มักจะคิดไปเองหลังจากอ่านข้อความที่เขาส่งมา ถ้าคุณตั้งใจว่าจะเริ่มต้นเดทกันจริงจังก็ต้องกล้าที่จะคุยกันแบบเห็นหน้า เห็นตา เพราะจะทำให้คุณเห็นว่าเขาเป็นคนอย่างไรกันแน่ ดีกว่าอ่านข้อความแล้วมโนไปเรื่อยเปื่อย  มั่นใจในตัวเองแล้วก็ออกไปเจอกันจริง ๆ เลยค่ะ ไม่ต้องกลัวอะไรทั้งนั้น แต่ถ้าคุณอยากจะเริ่มต้นด้วยการส่งข้อความก็อย่าลืมว่าคุณต้องมีสติและควบคุมความคิดของตัวเองด้วยนะคะ จะได้ไม่ผิดหวัง

ภาพจากอินเตอร์เน็ต