Monday, February 25, 2019

หิวบ่อยเกิดจากอะไร ? 5 สาเหตุนี้แหละที่ทำให้กินทั้งวัน !




ตั้งใจจะลดความอ้วนอยู่แท้ ๆ เลยเชียว แต่แปลกที่ร่างกายมักจะเรียกร้องให้กินอาหารตลอดเวลา ใครเป็นแบบนี้บ้างเอ่ย ? ถ้าปล่อยให้ร่างกายรู้สึกหิวตลอดเวลาแบบนี้ บอกเลยว่าไม่ดีแน่นอนเลยค่ะ แต่ก็ไม่ต้องตกใจไปว่าคุณผิดปกติหรือเปล่า เพราะจริง ๆ แล้วปัญหานี้ allwomenstalk บอกว่ามันมาจาก 5 สาเหตุนี้ยังไงล่ะ

ดื่มน้ำไม่เพียงพอ

          
รู้หรือไม่ว่าคนบางคนสับสนระหว่างอาการหิวกับกระหาย แถมยังชอบหาอาหารเข้าปากมากกว่าจะหาอะไรมาดื่มซะอีก และถ้าหากคุณเพิ่งกินข้าวไปไม่นานแต่รู้สึกหิวอีกแล้ว ก็ลองหาน้ำเปล่ามาจิบดูสิคะ แล้วคุณจะรู้สึกเลยว่าอาการหิวจะค่อย ๆ หายไป

นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ

          แปลกใจใช่ไหมล่ะว่าการนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอเกี่ยวอะไรด้วย แต่รู้ไว้เถอะว่ามันเป็นเรื่องที่เชื่อมโยงกันนะคะ เพราะถ้านอนน้อยเกินไปร่างกายจะผลิตฮอร์โมนกระตุ้นให้หิวมากขึ้น รู้แบบนี้แล้วมานอนพักผ่อนให้ได้ 7-9 ชั่วโมงกันดีกว่า

แต่ละมื้ออาหารห่างกันเกินไป

          
จริงอยู่ที่ปกติแล้วคนเราควรกินอาหาร 3 มื้อคือ เช้า กลางวัน และเย็น แต่นั่นอาจจะดูเหมือนเป็นช่วงมื้ออาหารที่ห่างกันเกินไปหน่อย ซึ่งอาจจะทำให้คุณหิวมากระหว่างนั้นได้ ทางที่ดีเปลี่ยนมากินอาหารมื้อเล็ก ๆ สัก 5-6 มื้อต่อวันจะช่วยลดความหิวได้มากกว่า

ดื่มแอลกอฮอล์

          การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไปนี่แหละ ที่เป็นสาเหตุทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำ ซึ่งก็จะทำให้คุณรู้สึกหิวกระหายจนต้องหาอะไรเข้าปาก ทางที่ดีถ้าหากดื่มแอลกอฮอล์ ควรสั่งน้ำเปล่ามาดื่มควบคู่ไปด้วย ร่างกายจะได้ไม่สูญเสียน้ำยังไงล่ะเนอะ

ทำงานที่ต้องขยับตัวตลอดเวลา

          
ถึงแม้คุณจะกินอาหารเพียงพอต่อวันก็จริง แต่ถ้าหน้าที่การงานของคุณต้องขยับเขยื้อนตัวหรือใช้แรงงานตลอด นี่แหละก็เป็นสาเหตุที่อาจจะทำให้คุณหิวได้ ฉะนั้นเวลากินอาหารแต่ละมื้อควรเลือกอาหารที่ให้พลังงานเยอะ ๆ เข้าไว้ จะได้ไม่ต้องหิวบ่อย ๆ ไง


          
ถ้าใครที่ชอบหิวบ่อยจนกินทั้งวัน พอรู้สาเหตุแบบนี้แล้วก็แก้ไขซะเลยนะคะ ไม่อย่างนั้นถ้าปล่อยไว้ก็อาจจะทำให้คุณกลายเป็นสาวอ้วนฉุได้นะเออ

เครดิตภาพ https://www.pinterest.com/pin/189362359302739455/

Monday, February 11, 2019

วาเลนไทน์ของฉัน เปลี่ยนวันหวานมารักตัวเองให้เป็น



         วันแห่งความรักของคนโสดคงไม่มีความหมายสักเท่าไร เพราะต่างคนก็มุ่งความสนใจไปที่คนมีคู่กันทั้งนั้น แต่ถึงวาเลนไทน์จะมีบรรยากาศของคนมีรักเต็มไปหมด คนโสดอย่างเรา ๆ (^^) ก็อย่าเพิ่งหงุดหงิด หรือเศร้าใจไปเลยค่ะ เพราะอย่าลืมสิว่า ความรักในโลกนี้มีได้ตั้งหลายรูปแบบ เราไม่มีรักแบบคู่รัก แต่ก็ยังมีความรักให้ตัวเอง ความรักให้ครอบครัว ความรักให้เพื่อน ความรักให้สัตว์เลี้ยง และอีกสารพัดความรักในโลกใบนี้ จนกระจายความรักแทบไม่หวาดไม่ไหวเลยเชียวล่ะ


        ถ้าใครยังโสดและกำลังมองหาความรักดี ๆ มาปลอบประโลมหัวใจเหงา ๆ ในวันวาเลนไทน์ของตัวเองอยู่ละก็ วันนี้กระปุกดอทคอมก็มีความรักดี ๆ ให้คนโสดได้รู้จักมีความรักกับเขาด้วย ตามที่เว็บไซต์ agoracosmopolitan เขาแนะนำมา ดูซิว่ามีความรักอะไรบ้าง 


รักการออกกำลังกาย
            
          การออกกำลังไม่เคยทำร้ายเราได้สักครั้ง แถมยังเสนอแต่สิ่งดี ๆ มาให้ชีวิตเราอีกต่างหาก ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อ หัวใจ ระบบภายในทุกส่วน รวมทั้งการออกกำลังกายยังช่วยปรับอารมณ์และฮอร์โมนของเราให้คงที่ เพิ่มความสุขอีกระดับ ที่สำคัญยังช่วยกีดกันเราจากโรคภัยไข้เจ็บอีกด้วยจ้า
 
 
 รักสุขภาพตัวเอง
            
          การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ ความจริงข้อนี้ถูกพิสูจน์ความน่าเชื่อถือมานักต่อนัก เพราะหากเราไม่มีโรคภัยไข้เจ็บมาเบียดเบียน ความโศกเศร้า และความหม่นหมองก็คงไม่มีสิทธิ์มากล้ำกรายเราอย่างแน่นอน ดังนั้นหากวาเลนไทน์ปีนี้ยังไม่รู้จะมอบความรักให้ใคร ก็มอบความรักให้สุขภาพของตัวเองกันเถอะ โดยเฉพาะสุขภาพหัวใจ ซึ่งเราควรต้องกินอาหารที่อุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า 3 ให้ได้มากที่สุด เนื่องจากร่างกายของเราไม่สามารถสร้างกรดไขมันชนิดนี้ได้เพียงพอต่อความต้องการ รวมทั้งพยายามรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพร่างกาย และสุขภาพหัวใจด้วยนะจ๊ะ


รักความโสด
            
          คนโสดอาจจะไม่รู้จักความหอมหวานของความรักก็จริง แต่เรามีสิ่งที่แสนสำคัญอยู่ในกำมือ นั่นก็คือ อิสระ ซึ่งถือเป็นคุณสมบัติชีวิตที่คนมีรักหลาย ๆ คนต้องการมากที่สุดเลยด้วยซ้ำ และนอกจากอิสระแล้ว คนโสดทุกคนยังมีเวลาว่างเหลือเฟือ แถมวันวาเลนไทน์อย่างนี้ก็ไม่ต้องเสียเงินซื้อของขวัญ ออกเดท หรือไปเบียดเสียดแย่งกันกินแย่งกันเที่ยวกับคู่รักอีกหลายร้อยคู่อีกต่างหาก

 
รักช่วงเวลาที่แสนมีค่า
            
          กิจกรรมวันวาเลนไทน์ของคนโสดไม่จำเป็นต้องเป็นการนั่งดูหนังเศร้าเคล้าน้ำตาคนเดียวที่บ้าน หรือเก็บตัวเงียบไม่ไปไหน แต่คนโสดสามารถออกไปเริงร่าตามประสาคนมีอิสระ ไปทำสปา เสริมสวย เสริมหล่อ หรือไปช้อปปิ้งของขวัญสำหรับตัวเองก็ได้ แต่ถ้าอยากรักตัวเองให้มากขึ้นอีกนิด ลองสมัครคอร์สโยคะ คอร์สเรียนภาษา หรืออะไรที่เป็นประโยชน์กับตัวเองก็ได้นะจ๊ะ


 
          
โสดแล้วไม่เห็นจะเป็นปัญหาตรงไหนเลยนี่นา มีทั้งอิสระ มีทั้งเวลาให้รักตัวเองได้มากกว่าคนมีคู่ ข้อดีมากมายขนาดนี้ ไม่ต้องขวนขวายหาห่วงมาผูกคอให้วุ่นวายเลยดีกว่า รอเวลาที่เหมาะสมเดี๋ยวคู่ของเราก็มาในสักวันหนึ่งล่ะเนอะ



เครดิตภาพ  https://www.pinterest.co.uk/pin/575686764858913842/

Wednesday, January 23, 2019

9 วิธีเพิ่มพลังให้ตัวเอง ในวันที่หมดไฟ แอบเซ็งกับชีวิต




รู้สึกเบื่อไปหมด อยากปลุกไฟในการทำงานให้ตัวเองต้องทำยังไงดี มาเติมพลังในการทำงานให้ตัวเองกัน

 การใช้ชีวิตวนลูปเดิม ๆ อาจทำให้เราเกิดความรู้สึกเฉื่อยชากับสิ่งรอบข้างไปบ้าง แต่หากใครรู้สึกเบื่อร่วมด้วยคงต้องหาทางปลุกไฟให้ตัวเองกันหน่อย โดยเฉพาะวิธีเติมไฟในการทำงาน ถ้าเบื่อหนักมาก ก็ลองวิธีเติมไปให้ตัวเองตามนี้ดู

1. เปลี่ยนบรรยากาศ
ขั้นแรกให้ลองเปลี่ยนบรรยากาศให้ตัวเองก่อน โดยอาจจะลองจัดโต๊ะทำงานใหม่ หรือถ้าเกิดเปลี่ยนสถานที่ทำงานได้ก็ลองไปทำงานที่อื่นดูบ้าง ให้ตัวเองได้นั่งทำงานในบรรยากาศใหม่ ๆ หรืออาจจะลองปลีกตัวไปทำงานเงียบ ๆ เพื่อหาความสงบให้ตัวเอง พร้อมกับได้มีโอกาสคิดทบทวนเรื่องต่าง ๆ ไปด้วย 

2. แอบขี้เกียจบ้าง
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานหรือการใช้ชีวิตประจำวัน หากรู้สึกหมดไฟกับตัวเองมาก ๆ จะลองทำตัวขี้เกียจบ้างก็ดีเหมือนกันนะคะ เพราะการที่คุณหมดไฟอาจมีสาเหตุมาจากความเหนื่อยล้าที่สะสมมานาน ดังนั้นทำตัวเรื่อยเปื่อยบ้าง ไร้สาระบ้าง หาเวลาพักผ่อนให้ตัวเองเยอะ ๆ

3. ระบายให้ใครสักคนฟัง
การได้บ่น ๆ ๆ ในสิ่งที่คิดกับคนที่ไว้ใจได้ก็เป็นทางออกอีกทางหนึ่งที่จะปลดปล่อยความเหนื่อยล้าของตัวเอง และเรียกคืนพลังให้ตัวเองได้ ไม่เชื่อลองเล่าเรื่องที่คุณอัดอั้นให้ใครสักคนฟังดูสิ

4. ออกไปแตะขอบฟ้า
หาเวลาออกไปเที่ยวที่ไหนสักแห่ง เป็นการพักผ่อนไปในตัวและเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศเดิม ๆ ด้วย ที่สำคัญการออกท่องเที่ยวในที่ที่เราไม่เคยไป ยังอาจเปิดโลกให้เราได้แรงบันดาลใจใหม่ ๆ ด้วยล่ะ 

5. อยู่กับคนที่รัก 
 การพาตัวเองไปอยู่ในแวดล้อมของคนที่รักจะเป็นเหมือนการชาร์จแบตให้ตัวเองอีกวิธีหนึ่ง แต่ที่สำคัญตัวเราเองก็ต้องปลดปล่อยความรู้สึกตึงเครียดที่มีออกไปด้วยนะคะ และรับพลังจากคนที่รักเราเอาไว้ให้เต็มอ้อมกอด 

6. ให้กำลังใจตัวเองเสมอ
นอกจากกำลังใจจากคนรอบข้างแล้ว กำลังใจจากตัวเองก็เป็นสิ่งสำคัญที่สุดเช่นกันค่ะ ดังนั้นหายใจเข้าลึก ๆ บอกตัวเองให้สงบจิตสงบใจสักแป๊บแล้วค่อยสู้ต่อ ยังไงเราก็เอาอยู่

7. ออกกำลังกาย
การออกกำลังกายเป็นคล้าย ๆ ยาวิเศษ ที่ช่วยให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น และในขณะที่ออกกำลังกายร่างกายจะหลั่งสารอะดรีนาลีนที่ช่วยให้เกิดความรู้สึกตื่นตัวด้วยนะคะ ดังนั้นใครจะลองปลุกไฟให้ตัวเองด้วยวิธีนี้ก็ไม่เลวนักหรอก

8. พักผ่อนให้เพียงพอ
บางทีการที่เราหมดไฟ เบื่อหน่าย อาจเป็นเพราะร่างกายต้องการการพักผ่อนที่มากกว่าที่เป็นอยู่ก็ได้นะคะ ฉะนั้นพยายามนอนหลับให้เต็มที่ ให้ตัวเองได้พักผ่อนเยอะ ๆ จะได้มีแรงลุกขึ้นสู้ทุกปัญหาอย่างไม่ย่อท้อ

9. กล้าที่จะเปลี่ยน 
ถ้าที่สุดแล้วก็ยังปลุกไฟในตัวเองไม่ได้ งั้นก็คงต้องลองเปลี่ยนชีวิตตัวเองดู ไม่ว่าจะเปลี่ยนงาน เปลี่ยนที่อยู่ เปลี่ยนสิ่งแวดล้อมรอบ ๆ ตัว เปิดโอกาสให้ตัวเองได้เจอกับสิ่งแปลกใหม่ ก็อาจจะช่วยให้มีพลัง มีไฟในการทำสิ่งต่าง ๆ มากขึ้นได้ 


หากตอนนี้คุณรู้สึกหมดไฟกับทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต จะลองทำตามวิธีที่เราแนะนำก็ได้ แต่ไม่ว่ายังไงเราก็ขอเป็นกำลังใจให้ฝ่าฟันอุปสรรค-ปัญหาทุกอย่างไปได้ด้วยดี :)

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
ชีวจิต, lifehack.org, forbes.com







Wednesday, January 17, 2018

10 เมนูยอดฮิตชาวออฟฟิศ ยิ่งกินยิ่งหน้าแก่




         วันเวลาผันผ่าน อายุเราก็มากขึ้นตามเวลาอย่างหยุดนิ่งไม่ได้ แต่มนุษย์เงินเดือนหลายคนก็ทำให้ตัวเองหน้าล้ำอายุจริงด้วยอาหารที่ทำให้หน้าแก่ขึ้นไปอีก รู้ตัวแล้วต้องเลี่ยงเลย

          
นอกจากปี พ.ศ. ที่เกิดแล้ว สิ่งที่บอกอายุคนเราได้ก็มีรูปร่างหน้าตานี่แหละค่ะ โดยเฉพาะมนุษย์เงินเดือนที่ทำงานในออฟฟิศ นอกจากเครื่องแบบ บุคลิกในการดำเนินชีวิตเป็นมนุษย์เงินเดือนแล้ว ก็อย่าเพิ่มวัยให้ตัวเองด้วยพฤติกรรมการกินอาหารที่ทำให้หน้าแก่ตามนี้อีกเลยดีกว่า

1. น้ำหวาน

          น้ำหวานทุกชนิดไม่ว่าจะเป็น ชา กาแฟ น้ำอัดลม หรือเครื่องดื่มรสหวานที่มีส่วนผสมของน้ำตาลในปริมาณมาก ดื่มแล้วให้ความรู้สึกสดชื่น ตื่น และมีพลังในการทำงานขึ้นก็จริง แต่สาว ๆ คะ ความหวานที่ได้จากน้ำตาลนี่แหละคือตัวร้ายที่คอยทำลายความอ่อนเยาว์ของผิวพรรณเราเลยนะ เพราะเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลมากจะทำให้เซลล์ผิวสูญเสียความยืดหยุ่น ผิวไม่เรียบเนียน เกิดริ้วรอย เพราะถูกน้ำตาลทำลายโครงสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินในชั้นผิวหนังของเรานั่นเอง

          - 
เครื่องดื่มแก้วโปรดเมนูฮิต รู้หรือยังว่ามีน้ำตาลซ่อนอยู่มากขนาดนี้ 

2. คาเฟอีน

          อ๊ะ ๆ อย่าคิดว่าคาเฟอีนมีแค่ในชา กาแฟ เท่านั้นนะคะ แต่ในช็อกโกแลต โกโก้ ไอศกรีมรสกาแฟ รสช็อกโกแลต เครื่องดื่มชูกำลังทั้งหลาย น้ำอัดลม หรือแม้แต่ของกินเล่นเพื่อสุขภาพอย่างเมล็ดทานตะวันก็มีคาเฟอีนหรือสารที่ให้คุณสมบัติคล้ายคาเฟอีนแฝงอยู่ในปริมาณไม่น้อย ซึ่งหากร่างกายได้รับคาเฟอีนในปริมาณมาก หรือปล่อยให้เคยชินกับคาเฟอีนบ่อย ๆ เช่น ดื่มกาแฟเช้าแก้ว บ่ายแก้ว เรียกว่าวัน ๆ แทบจะไม่ค่อยได้ดื่มน้ำเปล่าเลย

          และถ้ามีพฤติกรรมแบบนี้ นอกจากร่างกายจะดีดคาเฟอีน นอนไม่ค่อยจะหลับในตอนกลางคืน ซึ่งเป็นเหตุให้หน้าโทรม ไม่สดใสแล้ว คาเฟอีนยังเป็นปัจจัยที่ทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะช่วยเติมความชุ่มชื้นให้กับเซลล์ผิว ทำให้ผิวดูเปล่งปลั่งสดใสอีกด้วยนะคะ ยิ่งกับคนที่ดื่มน้ำเปล่าน้อย ๆ ก็จะยิ่งหนักเลย


          - 
6 อาหารที่มีคาเฟอีนแฝงอยู่ บอกเลย ถึงไม่ดื่มกาแฟก็หนีไม่พ้น

3. ลูกอม ลูกกวาด

          ชาวออฟฟิศที่ชอบแก้ง่วงด้วยลูกอม หรือลูกกวาด บอกเลยว่าพลาดเพิ่มอายุบนใบหน้าให้ตัวเองไปแล้วค่ะ เพราะลูกอมหรือลูกกวาด มีน้ำตาลสูงมาก ที่สำคัญน้ำตาลในลูกอมหรือลูกกวาดก็เป็นน้ำตาลที่ผ่านกระบวนการแปรรูป รวมทั้งปรุงแต่งรสชาติมาแล้ว ซึ่งก็แน่นอนว่าความหวานเหล่านี้ย่อมส่งผลกระทบต่อผิวพรรณ ทำให้ผิวเกิดริ้วรอย ร่องลึกได้ง่าย เพราะสูญเสียความยืดหยุ่นนั่นเอง

4. จังก์ฟู้ด

         
 ไก่ทอดเจ้าดัง เบอร์เกอร์ พิซซ่า เมนูสะดวกที่โทรสั่งก็มาส่งถึงที่เหล่านี้ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้หน้าแก่ได้เหมือนกันจ้า เพราะอาหารประเภทจังก์ฟู้ดจะมีไขมันทรานส์ซ่อนอยู่ ซึ่งเจ้าไขมันทรานส์จากอาหารประเภทดีฟ ไฟร์ เนย มาการีน ฯลฯ จะไปอุดตันหลอดเลือดแดง และเส้นเลือดฝอย ทำให้เลือดไหลเวียนลำบาก พอเลือดไหลเวียนไม่สะดวกแล้ว ผิวพรรณก็จะขาดความยืดหยุ่น เกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นได้ในที่สุด
 
5. เบเกอรี่

          สาว ๆ สายแป้งที่ติดกินขนมเค้ก คุกกี้ เบเกอรี่ที่เปี่ยมไปด้วยเนย มาการีน หรือแม้แต่วิปปิ้งครีม ก็อาจได้รับสิทธิ์หน้าแก่ก่อนวัยอันควรได้ด้วยนะคะ เพราะอาหารดังที่กล่าวไปก็มีไขมันทรานส์และน้ำตาลในปริมาณมาก คราวนี้คงไม่ต้องบอกซ้ำเนอะว่าผิวพรรณจะได้รับผลกระทบยังไงบ้าง

6. แป้งขัดขาว

          
คาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยวหรือแป้งขัดขาวอย่าง ขนมปัง อาหารประเภทเส้น ก๋วยเตี๋ยวหลอด ซาลาเปา หมั่นโถว ขนมปัง สายไหม หรือแม้แต่ข้าวเหนียวทั้งหลายแหล่ คาร์โบไฮเดรตเหล่านี้ร่างกายจะเปลี่ยนไปเป็นน้ำตาลในลำดับสุดท้าย ซึ่งนอกจากความหวาน ความอ้วน ในกรณีที่ร่างกายเผาผลาญพลังงานส่วนเกินได้ไม่หมด ความหน้าแก่ก็อาจมาเยือนมนุษย์ออฟฟิศได้เช่นเดียวกันจ้า ดังนั้นควรเลือกทานคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนให้มากกว่าเชิงเดี่ยวนะจ๊ะ

7. อาหารทอดด้วยน้ำมันซ้ำซาก

          เมนูของทอดยอดฮิตของชาวออฟฟิศ เช่น ปาท่องโก๋ กล้วยทอด ไก่ทอด หมูทอด ทอดมัน อาหารที่ใช้น้ำมันทอดซ้ำบ่อย ๆ เหล่านี้อันตรายต่อผิวพรรณและความอ่อนเยาว์บนใบหน้าของเรามากนะคะ เพราะอาหารประเภทนี้จะมีอนุมูลอิสระเกิดขึ้นในระหว่างกระบวนการทอด (ด้วยน้ำมันเก่า) ซึ่งอนุมูลอิสระก็เป็นสาเหตุของริ้วรอยเหี่ยวย่น ความเต่งตึง และความยืดหยุ่นของเซลล์ผิวได้

8. หมูปิ้ง ไก่ปิ้ง

          
อาหารปิ้งย่างกลิ่นมันเย้ายวนใจ มนุษย์ออฟฟิศหลาย ๆ คนเลยมักจะฝากท้องไว้กับข้าวเหนียวหมูปิ้ง ข้าวเหนียวไก่ปิ้ง เพราะเป็นเมนูที่ง่าย ราคาไม่แพง และยังค่อนข้างจะสะดวกรวดเร็ว ใช้เวลารับประทานเพียงไม่นานก็อิ่มอยู่ท้อง แต่นึกถึงปากท้องอย่างเดียวคงไม่ได้ เพราะเมนูปิ้งย่างก็เป็นอีกหนึ่งตัวการทำหน้าแก่ก่อนวัย ! เพราะนอกจากหมูปิ้ง ไก่ปิ้งจะเป็นอาหารไขมันสูงแล้ว ในกระบวนการปิ้งก็จะทำให้หมู้ปิ้งหรือไก่ปิ้งได้รับสารอนุมูลอิสระมาจากการเผาไหม้ด้วย อีกทั้งหากกินหมูปิ้ง ไก่ปิ้งคู่กับข้าวเหนียว ซึ่งเป็นคาร์โบไฮเดรตชนิดที่มีปริมาณน้ำตาลค่อนข้างสูง คงไม่ต้องให้ทวนซ้ำว่าน้ำตาลและสารอนุมูลอิสระจะทำร้ายความอ่อนใสของใบหน้าและผิวพรรณเรายังไงเนอะ

9. ขนมกรุบกรอบ
        
          พอตกบ่ายชักง่วงเลยต้องไปหาของกินแก้ง่วงกันหน่อย และที่หยิบเข้าปากกันบ่อยก็คงไม่พ้นขนมกรุบกรอบ ขนมถุงชนิดต่าง ๆ หรือบางคนใจเด็ดขนาดกินบะหมี่สำเร็จรูปแบบแห้งกันเลยก็มี ! ซึ่งนอกจากจะขนมเหล่านี้จะมีโซเดียมสูงแล้ว พวกสารสังเคราะห์ในขนมกรุบกรอบยังเป็นสิ่งที่เลี่ยงได้ยาก ซึ่งหากใครติดกินขนมกรุบกรอบในยามบ่ายทุกวัน นอกจากน้ำหนักอาจจะขึ้น ตัวบวมเพราะโซเดียมแล้ว เซลล์ผิวอาจได้รับผลกระทบ ก่อให้ผิวขาดความชุ่มชื้น เกิดสิว ริ้วรอย และความหมองคล้ำบนใบหน้าได้

10. ไส้กรอก ของหมักดอง

          อาหารแปรรูปอย่างไส้กรอก หรือของหมักของดอง แม้จะเป็นผลไม้ดองก็จัดว่าเป็นเมนูอาหารที่มีสารสังเคราะห์ค่อนข้างสูง อีกทั้งในผลไม้ดองยังมีปริมาณน้ำตาลที่สูงมาก ยิ่งใครชอบกินผลไม้แช่อิ่มก็คงติดใจเพราะรสชาติหวาน ๆ ของผลไม้แปรรูปเหล่านี้ใช่ไหมล่ะคะ ทว่าอยากให้นึกถึงโทษของอาหารแปรรูปกันไว้ด้วย เบาะ ๆ ก็เป็นอาหารที่ทำให้หน้าแก่นี่เลย เนื่องจากอาหารแปรรูปอย่างไส้กรอก แหนม ผลไม้หมักดอง มักจะมีปริมาณโซเดียมและน้ำตาลค่อนข้างมาก จัดเป็นอาหารที่ทำลายเซลล์ผิวหนังให้เสื่อมเร็ว ฉะนั้นหันมากินผลไม้สดเพื่อผิวพรรณที่สดใสเปล่งปลั่งกันดีกว่า
 

          นอกจากอาหารเหล่านี้แล้ว ชาวออฟฟิศที่เลิกงานก็ไปดริงก์ ไปแฮงก์เอาท์บ่อย ๆ พฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์ก็เป็นตัวการทำให้อายุของผิวพรรณดูแก่เกินอายุจริงด้วยเช่นกันค่ะ เพราะเครื่องดื่มแอลกฮอล์จะแย่งน้ำจากผิวเราไป สังเกตได้จากการเข้าห้องน้ำบ่อย ๆ หลังดื่มแอลกฮอล์หนัก ๆ สิคะ นั่นแหละค่ะเหตุผลสำคัญ อีกทั้งการไปปาร์ตี้บ่อย ๆ เราก็ต้องนอนดึก ร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ ความโทรมย่อมมาเยือนทั้งภายนอกและสุขภาพภายในเลยทีเดียว ดังนั้นรู้แล้วก็รีบเลี่ยงอาหารและพฤติกรรมพาแก่ก่อนวัยเหล่านี้ไว้ซะ ถ้าอยากหน้าเด็ก หน้าใส วัยรุ่นไม่เรียกป้า







Tuesday, December 19, 2017

9 วิธีเพิ่มความมั่นใจให้กับตัวเอง เปลี่ยนเป็นคนใหม่ที่มีเสน่ห์ได้ง่าย ๆ




        วิธีเพิ่มความมั่นใจ ที่ทำให้คุณสาว ๆ เปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ที่มีความกล้า มีความเชื่อมั่น และรู้สึกมั่นใจในตัวเองมากขึ้นกว่าเดิม มาดูกันสิว่า จะมีวิธีใดบ้าง

          สาว ๆ รู้หรือไม่คะว่าการมีความมั่นใจในตัวเองนั้น จะช่วยให้คุณสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข ทั้งยังเป็นสิ่งที่ช่วยนำไปสู่ความสำเร็จในชีวิตได้อีกด้วย เพราะหากเรามีความมั่นใจในตัวเองแล้ว ก็จะช่วยให้เราสามารถเผชิญหน้ากับปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี รู้จักการคิดและจัดการกับอารมณ์ของตัวเองได้อย่างเป็นระบบ รวมถึงยังช่วยเปลี่ยนแปลงบุคลิกให้เป็นคนที่น่าเชื่อถือ และเป็นคนที่ดูดีมีเสน่ห์ได้อย่างง่าย ๆ ซึ่งหากสาว ๆ คนไหนที่รู้ตัวว่ายังขาดความมั่นใจในตัวเองอยู่ละก็ วันนี้กระปุกดอทคอมก็มีเทคนิคเคล็ดลับดี ๆ ที่จะช่วยให้คุณเปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ที่มีความมั่นใจมากขึ้นกว่าเดิม แถมยังเป็นวิธีที่เกี่ยวข้องและมีผลอ้างอิงกับทางวิทยาศาสตร์อีกด้วย มาดูกันเลยค่ะว่ามีวิธีใดบ้าง

1. เปลี่ยนท่ายืน เดิน นั่งให้หลังตรง

          จากผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์พบว่า การยืน เดิน หรือนั่งหลังตรงนั้น นอกจากจะช่วยทำให้บุคลิกของสาว ๆ ดีขึ้นแล้ว ยังช่วยเสริมสร้างความมั่นใจในด้านบวกให้กับตัวเองอีกด้วยค่ะ เพราะหากนั่งหรือยืนในท่าที่ไม่ถูกต้องแล้ว ร่างกายจะไปขัดขวางทางเดินลมหายใจ ส่งผลให้ร่างกายปล่อยฮอร์โมนคอร์ติซอล (ฮอร์โมนความเครียด) ออกมา ทั้งยังทำให้ระดับเทสโทสเทอโรนแปรปรวน ส่งผลต่อความมั่นใจ ดังนั้นสาว ๆ จำไว้ง่าย ๆ ควรนั่ง ยืน และเดินตัวตรง ทำอกผาย ไหล่ผึ่ง หน้าเชิดเข้าไว้ แค่นี้ก็พร้อมสวยอย่างมั่นใจแล้วค่ะ

2. ยืดเส้นยืดสายระหว่างวัน


          การยืดเส้นยืดสายและผ่อนคลายกล้ามเนื้อนั้น ช่วยให้ระบบเลือดไหลเวียนได้ดี และยังช่วยผ่อนคลายความเครียด ให้คุณรู้สึกสบายและมีความมั่นใจขึ้น ซึ่งหากคุณอยู่ที่ทำงานก็ลองหาเวลาว่าง ๆ ลุกขึ้นมาขยับแข้งขา ยืดเส้นยืดสาย ผ่อนคลายความเครียดกันบ้าง หรือลองเลียนแบบท่านั่งแบบผู้ชายดู โดยผสานมือไว้หลังศีรษะ กางศอกกว้าง หรือยกเท้าพาดบนโต๊ะ ซึ่งจะเป็นท่าที่ผ่อนคลาย และช่วยลดระดับฮอร์โมนคอร์ติซอล (ฮอร์โมนความเครียด) ได้

3. ไม่มองโลกในแง่ร้าย

          สิ่งหนึ่งที่จะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับตัวเองได้นั้นก็คือ ความคิดในแง่บวก ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้ตัวคุณเองคิดถึงแต่สิ่งที่ดี ๆ ให้เข้ามาในชีวิต อย่าพยายามนึกถึงความคิดในแง่ลบ หรือข้อความที่ต่อว่าตัวเอง รวมไปถึงประโยคที่แสดงถึงความสิ้นหวัง เช่น "ชีวิตของฉัน มันก็เป็นแบบนี้อยู่แล้ว" หรือ "สิ่งนี้เกิดขึ้นกับชีวิตฉันอยู่เสมอ" ซึ่งจะยิ่งเป็นการทำลายความมั่นใจของเราไปเรื่อย ๆ ทั้งที่ความจริงมันไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลย หากแต่ลองเปลี่ยนวิธีคิดและมุมมองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น ย่อมเกิดได้กับทุกคนเสมอไป

4. มองเห็นคุณค่าในตัวเอง

          หลาย ๆ คนคงเคยได้ยินว่าหากอยากให้ตัวเองเป็นคนที่มีความมั่นใจมากขึ้น ให้พูดแต่สิ่งดี ๆ ของตัวเอง รวมถึงพูดในสิ่งที่ตัวเองอยากได้และอยากเป็น ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ดีที่จะช่วยกระตุ้นให้คุณพยายามทำตามสิ่งนั้นได้สำเร็จ แต่สิ่งที่ดีกว่านั้นก็คือการมองเห็นคุณค่าในตัวเองว่าตัวเรานั้นก็เป็นคนที่มีคุณค่า และสามารถทำสิ่งต่าง ๆ ได้ดี พร้อมกับยอมรับข้อผิดพลาดของตัวเองและพยายามหาทางแก้ไขให้ดียิ่งขึ้น

5. ทำในสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกมั่นใจยิ่งขึ้น

          พฤติกรรมและรูปแบบการใช้ชีวิตประจำวันของเรานั้น เป็นตัวช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้กับเราได้เป็นอย่างดี หากคุณลองหากิจกรรมที่คุณชอบและช่วยทำให้คุณรู้สึกมั่นใจขึ้น เช่น การแต่งตัว แต่งหน้า หรือ แม้แต่การฟังเพลงที่ชื่นชอบ หากทำด้วยความมั่นใจก็จะส่งผลให้สมองเกิดการรับรู้ พร้อมกับมีการกระตุ้นพฤติกรรม ช่วยทำให้คุณรู้สึกมั่นใจในตัวเองมากยิ่งขึ้น

6. ไม่คิดกังวลมากจนเกินไป

          หากพูดถึงเวลาที่ต้องออกไปพูดหน้าห้อง หรือพรีเซนต์งานต่าง ๆ สาว ๆ หลายคนอาจเกิดความรู้สึกประหม่า หวาดกลัว และวิตกกังวลไม่ใช่น้อย กลัวว่าจะทำสิ่งนั้นผิดพลาด หรือทำสิ่งที่ไม่สมควรออกไป ซึ่งหากอยากเพิ่มความมั่นใจและลดอาการประหม่าลงนั้น ให้พยายามคิดว่าสิ่งที่เรากำลังอยู่นั้นเป็นเรื่องสนุก ตื่นเต้น และน่าท้าทายที่จะได้ทำในสิ่งนี้มากกว่าการคิดกังวลไปต่าง ๆ นานา ซึ่งนั่นจะยิ่งทำให้คุณเครียด และอาจทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร

7. เขียนสิ่งที่ตัวเองทำได้สำเร็จในแต่ละสัปดาห์

          ข้อนี้คล้ายกับการเขียนไดอารี่เพื่อบันทึกความทรงจำของคุณในแต่ละวัน เพียงแต่เป็นการเขียนสิ่งที่คุณทำได้สำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ในช่วงหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา เช่น คุณสามารถวิ่งได้ 5 กิโลเมตร หรือสามารถทานผักได้ครบ 10 มื้อ เป็นต้น หรืออาจเป็นเรื่องทั่ว ๆ ไปในชีวิตประจำวันของคุณ เช่น การทำงาน ครอบครัว เพื่อนฝูง ก็สามารถตั้งเป้าหมายที่จะทำสิ่งนั้นให้สำเร็จได้ ซึ่งวิธีนี้จะช่วยให้คุณรู้สึกภูมิใจกับความสำเร็จของตัวเอง แม้บางเรื่องจะเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ก็เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าคุณมีความพยายามและสามารถประสบความสำเร็จได้ง่าย ๆ

8. ทำตัวเองให้มีกลิ่นหอม

          สาว ๆ รู้ไหมว่าการมีกลิ่นตัวหอม ๆ นอกจากจะช่วยเพิ่มเสน่ห์แล้ว ยังช่วยเพิ่มความมั่นใจในตัวเองได้มากขึ้นอีกด้วย ซึ่งงานวิจัยหนึ่งในประเทศอังกฤษได้ทำการทดลองจากคนสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งฉีดน้ำหอม อีกกลุ่มหนึ่งไม่ได้ฉีด พบว่าคนกลุ่มแรกมีความมั่นใจและมีเสน่ห์น่าดึงดูดมากกว่ากลุ่มที่สอง ซึ่งหากสาว ๆ อยากมีความมั่นใจในตัวเองเพิ่มขึ้นละก็ ลองหาน้ำหอมกลิ่มหอม ๆ มาใช้ หรือทาครีมหอม ๆ หรือใช้น้ำยาปรับผ้านุ่มกลิ่นหอม ๆ เพียงเท่านี้ก็ช่วยให้คุณรู้สึกมั่นใจในตัวเองได้มากขึ้นแล้วค่ะ

9. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

          ผลการวิจัยพบว่าคนที่ออกกำลังกายส่วนใหญ่นอกจากจะมีสุขภาพที่ดีแล้ว ยังส่งผลให้พวกเขาเป็นคนที่มีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้นอีกด้วย ทั้งยังสามารถทำสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าคนที่ไม่ออกกำลังกาย เนื่องจากร่างกายจะมีการปรับสภาพให้ระบบภายในทำงานได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งช่วยส่งผลต่อสภาพจิตใจ ทำให้คุณรู้สึกดี มีความสุข และเกิดความมั่นใจในการทำสิ่งต่าง ๆ มากขึ้นนั่นเอง อย่างไรแล้วสาว ๆ ก็อย่าลืมหมั่นออกกำลังกายกันเป็นประจำนะคะ

         เมื่อได้ทราบวิธีสร้างความมั่นใจให้กับตัวเองอย่างนี้แล้ว หากสาว ๆ คนไหนที่รู้ตัวว่ายังขาดความมั่นใจอยู่ ก็ลองนำวิธีดังกล่าวไปปรับใช้ให้เข้ากับตัวเองดูนะคะ รับรองว่าจะช่วยเปลี่ยนคุณเป็นคนใหม่ให้มีความกล้า และมีความมั่นใจมากขึ้นอีกเยอะเลยล่ะค่ะ ^_^

ข้อมูลจาก : rd.com, indiatimes.com
https://women.kapook.com/view183990.html

Wednesday, December 13, 2017

ลดน้ำหนักสำเร็จ เช็กจาก 7 สัญญาณความผอม




ลดน้ำหนักจนเริ่มผอมแล้วหรือยังนะ ? มาเช็กสัญญาณความผอม ถ้าคุณกำลังพบกับสิ่งเหล่านี้บอกเลยว่าความพยายามของคุณได้ผลแล้ว

          มุ่งมั่นตั้งใจกับการลดน้ำหนักมาก็พักหนึ่งแล้ว แต่ก็ยังไม่แน่ใจว่าตัวเองเริ่มผอมแล้วหรือยัง จะชั่งน้ำหนักก็ยังไม่กล้า หรือไม่ตัวเลขบนตาชั่งก็ยังดูก้ำกึ่ง จะมัวกังวลกันอยู่ทำไม ในเมื่อเราสามารถเช็กผลสัมฤทธิ์จากการลดน้ำหนักได้จากความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย และนี่คือสัญญาณความผอมที่เราคัดมาแล้วว่าถ้าคุณมี แปลว่าคุณผอมลงแน่นอน !

1. เริ่มมีผิวหนังส่วนเกิน

          สำหรับคนที่น้ำหนักตัวมากและลดน้ำหนักอย่างจริงจัง สิ่งที่คุณจะเห็นได้จากความพยายามของคุณก็คือบรรดาผิวหนังส่วนเกินนี่ล่ะค่ะ แม้ว่าอาจจะไม่ค่อยน่ามองเท่าไรแต่ก็ถือเป็นความสำเร็จในขั้นแรก โดยผิวหนังพวกนี้เกิดขึ้นจากการที่ก่อนหน้านี้ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายเราขยายออกเพราะไขมัน ผิวหนังจึงต้องขยายตาม เมื่อไขมันลดลง ผิวหนังเหล่านี้ก็จะยังไม่สามารถกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ อาจจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2-3 เดือน แต่ถ้าหากคุณไม่อยากจะเจอเจ้าผิวหนังส่วนเกินเหล่านี้ละก็ เวลาที่ลดน้ำหนักก็ควรหมั่นบำรุงผิวด้วยโลชั่นที่ช่วยกระชับผิว ซึ่งจะทำให้ผิวหนังเหล่านั้นค่อย ๆ ลดขนาดตามลงไปด้วย

2. รู้สึกหนาวง่ายขึ้น

          ในขณะที่เราอ้วน ไขมันที่สะสมในร่างกายจะคอยให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายของเรา ทำให้เราไม่รู้สึกหนาวง่าย แต่ถ้าหากคุณลดน้ำหนักอย่างเคร่งครัดจนไขมันเหล่านั้นหายไป เวลาที่คุณเจออากาศเย็น ๆ ก็จะทำให้คุณรู้สึกหนาวได้ง่ายขึ้น ดังนั้นหยิบเสื้อคลุมติดตัวไปไหนมาไหนด้วยก็น่าจะดี เพราะเราอาจมาถึงจุดที่ผอมลงจนรู้สึกหนาวได้ง่ายขึ้นแล้ว

3. อยากกินของหวานน้อยลง

          ถ้าคุณกำลังรู้สึกว่าเบื่อของหวาน และไม่อยากจะรับประทานของหวานอีกต่อไปในขณะที่คุณกำลังลดน้ำหนัก นั่นแปลว่าคุณกำลังประสบความสำเร็จในเรื่องการลดน้ำหนักแล้วล่ะค่ะ เพราะวิธีลดน้ำหนักที่ได้ผลก็คือการลดกินหวาน ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อทำติดต่อกันเป็นเวลานาน ความรู้สึกอยากรับประทานของหวานก็จะหมดไป แถมยังเป็นสัญญาณที่ดีของการลดน้ำหนักแบบยั่งยืนอีกด้วย

4. เสื้อผ้าที่ใส่เริ่มหลวม

          เป็นสิ่งที่คุณจะเห็นได้ชัดที่สุดหลังจากที่คุณสามารถลดน้ำหนักได้ค่ะ โดยเฉพาะบรรดากางเกงยีนส์หรือเสื้อที่มีขนาดพอดีตัว คุณจะเริ่มรู้สึกว่าเสื้อผ้าเหล่านั้นใหญ่เกินไปสำหรับคุณ ก็เพราะเมื่อคุณผอมลง ขนาดร่างกายของคุณก็จะเล็กลงด้วย แหม ถ้าได้เจอแบบนี้เป็นใครก็ต้องฟินล่ะเนอะ

5. รูปร่างเปลี่ยน

          สิ่งที่คุณจะได้รับหลังจากการลดน้ำหนักได้มาก ๆ ก็คือรูปร่างที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะคนที่เคยอ้วนมาก ๆ ถ้าหากลดน้ำหนักได้อย่างน้อย 5 กิโลกรัม คุณก็จะเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน ทั้งต้นแขน ต้นขา รอบเอว และสะโพกจะลดขนาดลง ทำให้ดูมีรูปร่างเพรียวขึ้น แต่ถ้าอยากให้รูปร่างดูฟิตกว่าเดิม ลองออกกำลังกายเฉพาะส่วนเพิ่มด้วย รับรองว่าคุณจะมีหุ่นเป๊ะ ๆ ได้ไม่ยากเลย

6. รู้สึกมั่นใจมากขึ้น

          น้ำหนักที่ลดลงไม่เพียงแต่ส่งผลกับรูปร่างของคุณเท่านั้น แต่ยังนำพาความมั่นใจกลับมาสู่คุณอีกด้วย คุณจะรู้สึกว่าตัวเองสามารถแต่งตัวหรือไปไหนมาไหนได้ด้วยความมั่นใจ ไม่ต้องกลัวว่าใครจะมองไม่ดีอีกต่อไป ถือเป็นเรื่องดี ๆ จากการลดน้ำหนักอีกอย่างหนึ่งค่ะ

7. ไม่รู้สึกอึดอัดอีกต่อไป

          สำหรับหลาย ๆ คน สาเหตุที่ทำให้รู้สึกว่าตัวเองอ้วนและควรจะลดน้ำหนักนั่นก็คือความรู้สึกอึดอัด จะทำอะไรก็ไม่สะดวกเหมือนเก่า แต่ความรู้สึกนี้จะหายไปเมื่อคุณสามารถลดน้ำหนักได้ในระดับหนึ่ง คุณจะสามารถทำอะไรได้อย่างกระฉับกระเฉงยิ่งขึ้น และรู้สึกสบายตัวมากกว่าเมื่อก่อนแน่นอน

          สัญญาณความผอมแต่ละอย่างที่หยิบมาฝากกันนั้นล้วนแต่เป็นเรื่องดี ๆ ที่ทำให้เรารู้สึกภูมิใจกับความมุ่งมั่นในการลดน้ำหนักทั้งนั้นเลย แต่ก็ต้องระมัดระวังเรื่องสุขภาพให้ดีนะ เพราะถ้าอยากผอมจนหักโหมลดน้ำหนักก็อาจส่งผลเสียกับสุขภาพได้ ซึ่งไม่คุ้มกันเลยนะคะ


ขอขอบคุณข้อมูลจาก
livestrong.com
shape.com
https://health.kapook.com/view136835.html