Saturday, August 5, 2017

โรคกรดไหลย้อนห้ามกินอะไร ไม่อยากลำบากกายต้องเลี่ยง !




        กรดไหลย้อน อาการที่ไม่มีใครอยากเจอ แต่ถ้าเป็นโรคกรดไหลย้อนแล้ว สิ่งที่ทำได้ก็คือเลี่ยงอาหารที่คนเป็นกรดไหลย้อนห้ามรับประทาน เพื่อไม่ให้อาการหนักมากกว่าเดิม

          อาการกรดไหลย้อนใครลองได้เป็นก็คงทรมานมาก เนื่องจากโรคกรดไหลย้อนเป็นภาวะที่น้ำย่อยจากกระเพาะอาหารไหลกลับขึ้นไปในหลอดอาหาร คนเป็นกรดไหลย้อนจึงมักจะมีอาการแสบร้อนบริเวณลิ้นปี่ขึ้นมาที่หน้าอกและคอ ซึ่งอาการโรคกรดไหลย้อนจะกำเริบมากขึ้นหลังจากที่กินอาหารมื้อหนัก ๆ หรือกินอาหารบางชนิดที่มีฤทธิ์กระตุ้นกรดให้หลั่งออกมามากขึ้น ซึ่งอาหารที่คนเป็นกรดไหลย้อนควรเลี่ยงเพื่อไม่ให้อาการกรดไหลย้อนกำเริบ ก็มีดังนี้ค่ะ

อาหารที่คนเป็นกรดไหลย้อนควรเลี่ยง
       
1. อาหารไขมันสูง


          ผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อนควรงดอาหารไขมันสูง เช่น อาหารทอด ๆ อาหารมัน ช็อกโกแลต ฟาสต์ฟู้ด อาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง เช่น กะทิ นม เนย ชีส ไอศกรีม หรือไขมันจากเนื้อสัตว์ เป็นต้น เนื่องจากไขมันจากอาหารเหล่านี้จะไปรวมกับกรดในกระเพาะอาหาร ทำให้เกิดอาการจุก แน่น หรือร้อนที่กลางอกได้

2. อาหารที่มีแก๊สมาก

          ทั้งน้ำอัดลม ชา กาแฟ โซดา เครื่องดื่มชูกำลัง อาหารที่มีรสเปรี้ยวจัด อาหารรสเผ็ดจัด ถั่ว เพราะเป็นอาหารที่กระตุ้นการสร้างน้ำย่อยมากขึ้น

3. น้ำส้มสายชู

          น้ำส้มสายชูจัดเป็นเครื่องปรุงรสที่มีกรดมากเช่นกัน ดังนั้นผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อนก็ไม่ควรเติมน้ำส้มสายชูลงในอาหาร เพราะจะเป็นการเพิ่มกรดในกระเพาะอาหารมากขึ้นไปอีก

4. เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

          เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไม่ว่าจะเป็นเบียร์ สุรา ไวน์ ค็อกเทล หรือเครื่องดื่มที่ผสมแอลกอฮอล์ทุกชนิด คนเป็นกรดไหลย้อนควรเลี่ยงให้ไกลค่ะ เพราะเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เหล่านี้มีฤทธิ์กระตุ้นให้กล้ามเนื้อหูรูดของหลอดอาหารเปิดออก ทำให้กรดจากกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับไปที่หลอดอาหารได้ง่ายขึ้นนั่นเอง

5. ผลไม้ที่มีกรดมาก

          ผลไม้ที่คนเป็นกรดไหลย้อนห้ามกินหรือควรเลี่ยงไว้เป็นดีจะเป็นกลุ่มผลไม้ที่มีกรดมาก เช่น ส้ม องุ่น มะนาว เลมอน มะเขือเทศ สับปะรด หรือแม้กระทั่งน้ำผลไม้รสเปรี้ยวจัดและซอสมะเขือเทศก็ควรเลี่ยงด้วยเช่นกัน

6. ผักที่มีกรดแก๊สมาก

          เช่น หอมหัวใหญ่ดิบ กระเทียม พริก พริกไทย หอมแดง เปปเปอร์มินต์ หรือสะระแหน่ รวมทั้งผักดิบทุกชนิดก็ควรเลี่ยงนะคะ เพราะผักเหล่านี้จะไปเพิ่มกรดแก๊สในกระเพาะอาหาร ทำให้เกิดอาการแสบร้อนกลางอก

7. อาหารหมักดอง

          อาหารหมักดองอย่างปลาร้า หน่อไม้ดอง ผักกาดดอง ผลไม้ดอง ผลไม้แช่อิ่ม กิมจิ ซูชิบางชนิดที่มีผักดอง ก็มีส่วนเพิ่มแก๊สในกระเพาะอาหาร ก่อให้เกิดอาการจุดเสียดแน่นท้องได้

8. อาหารเสริมไขมันสูง

          แม้แต่อาหารเสริมบางชนิดก็ควรเลี่ยงค่ะ โดยคนป็นกรดไหลย้อนจะไม่แนะนำให้กินน้ำมันตับปลา สารสกัดจากกระเทียม วิตามินอี หรือวิตามินซีก็เสี่ยงเพิ่มกรดในกระเพาะด้วย

9. หมากฝรั่ง

          การเคี้ยวหมากฝรั่งจะเพิ่มการหลังน้ำลาย ทำให้เราต้องกลืนน้ำลายลงท้องมากขึ้น ซึ่งก็เท่ากับจะได้กลืนลมลงกระเพาะอาหารมากขึ้นด้วย ดังนั้นคนเป็นกรดไหลย้อนจึงไม่ควรเคี้ยวหมากฝรั่งบ่อย ๆ นะคะ แต่นาน ๆ ครั้งอาจจะพอไหว

          อ๊ะ ๆ แต่เห็นอาหารที่คนป่วยกรดไหลย้อนไม่ควรกินมีอยู่เยอะขนาดนี้ เดี๋ยวคนเป็นกรดไหลย้อนจะเครียดซะเปล่า ๆ เอาเป็นว่ามาดูกันค่ะว่า คนเป็นโรคกรดไหลย้อนกินผลไม้อะไรได้ หรือควรกินอาหารอย่างไร

เป็นกรดไหลย้อน ควรกินอะไรดี

1. อาหารไขมันต่ำ

          อาหารไขมันต่ำก็อย่างเช่น เนื้อปลา ไก่ ไข่ขาว หรือพวกนมไขมันต่ำ หรือน้ำเต้าหู้ก็ดื่มได้

2. อาหารไฟเบอร์สูง

          อาหารที่มีไฟเบอร์สูงจะย่อยง่าย อย่างธัญพืช ข้าวโอ๊ต โฮลวีท โฮลเกรน ผัก ผลไม้ เป็นต้น

3. ผลไม้สำหรับคนเป็นกรดไหลย้อน

          คนเป็นกรดไหลย้อนไม่ควรกินผลไม้ที่มีกรดมาก แล้วเป็นกรดไหลย้อนจะกินผลไม้อะไรได้บ้าง ตอบได้ว่าผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อนสามารถกินกล้วย แตงโม แคนตาลูป แอปเปิล พีช ลูกแพร์ อะโวคาโดหรือผลไม้รสหวานชนิดอื่น ๆ ได้ค่ะ

4. น้ำขิง

          ขิงเป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์ร้อน สารมารถช่วยขับลม ช่วยย่อย กระตุ้นการทำงานของลำไส้ ช่วยลดอาการท้องอืดหรืออาการกรด-แก๊สในกระเพาะเกินได้

5. ไขมันดี

          ร่างกายคนเราต้องการไขมันเป็นพลังงาน ดังนั้นคนเป็นโรคกรดไหลย้อนก็ไม่ควรงดไขมันด้วยเช่นกัน ทว่าไขมันที่คนเป็นกรดไหลย้อนกินได้ แนะนำเป็นไขมันชนิดดีจากอะโวคาโด แฟลกซ์ซีด น้ำมันมะกอก น้ำมันงา หรือน้ำมันดอกทานตะวัน เป็นต้น

          - ไขมันดี ไขมันเลว อยากสุขภาพดีต้องรู้

          นอกจากนี้คนเป็นโรคกรดไหลย้อนควรงดสูบบุหรี่ และพยายามกินมื้อเย็นแค่พออิ่ม หรือเปลี่ยนมื้อเย็นเป็นผัก-ผลไม้แทน ที่สำคัญก็ไม่ควรกินแล้วนอน หรือเอนกายลงพักผ่อนทันที แต่ควรกินอาหารก่อนเข้านอน 3 ชั่วโมง และควรนอนตะแคงซ้ายพร้อมกับหนุนหัวเตียงให้สูงอย่างน้อย 6 นิ้ว อีกอย่างก็ควรควบคุมน้ำหนักตัวให้ดี อย่าให้มีน้ำหนักเกิน เพราะคนอ้วนจะมีความดันในช่องท้องสูง เสี่ยงต่อโรคกรดไหลย้อนได้มาก


ขอขอบคุณข้อมูลจาก
ศูนย์ศรีพัฒน์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
รามา ชาแนล
healthline
webmd
gicare
https://health.kapook.com/view176443.html

Friday, August 4, 2017

ลำไย ผลไม้รสออกหวานหน่อย ๆ อร่อย ประโยชน์เยอะ !




         ลำไย ผลไม้ที่คุณจะต้องตกใจ เมื่อรู้ถึงสรรพคุณและประโยชน์ เพราะนอกจากจะอร่อยแล้ว ยังสามารถบำรุงร่างกาย บำรุงเลือด บำรุงระบบประสาท ตา และหัวใจได้ด้วย

          ลำไย ผลไม้ที่มีเปลือกสีน้ำตาลอ่อน เนื้อขาวอมชมพูหรืออมเหลือง และมีเมล็ดสีดำข้างใน เป็นผลไม้ที่คนไทยรู้จักกันดี เพราะสามารถหาซื้อได้ง่าย โดยลำไย มีชื่อวิทยาศาสตร์คือ Dimocarpus longan Lour. ในภาษาอังกฤษเรียกว่า Longan หรือบางคนอาจรู้จักกันในชื่อ “Dragon’s Eye” หรือตามังกร เนื่องจากมีลักษณะที่เหมือนดวงตา และมีเมล็ดสีดำข้างใน

          ถึงแม้ลำไยจะเป็นผลไม้ที่คนไทยคุ้นหูคุ้นตา แต่ก็ยังมีหลายคนที่ไม่รู้ถึงประโยชน์ของลำไย วันนี้เราจึงนำเรื่องราวสรรพคุณ ประโยชน์และข้อควรระวังในการทานลำไยมาฝากกันค่ะ แต่ก่อนอื่น เรามาดูกันว่า คุณค่าทางโภชนากรของลำไยในปริมาณ 100 กรัม ให้อะไรเราได้บ้าง

คุณค่าทางโภชนาการของเนื้อลำไยสด

          ความชื้น 81.10%

          ไขมัน 0.11%

          เส้นใย 0.28%
         
          โปรตีน 0.97%

          เถ้า 0.56%

          คาร์โบไฮเดรต 16.98%

          พลังงาน 73 กิโลแคลอรี

          แคลเซี่ยม 5.70 มิลลิกรัม

          เหล็ก 0.35 มิลลิกรัม

          ฟอสฟอรัส 35.30 มิลลิกรัม

          วิตามินซี 69.20 มิลลิกรัม

คุณค่าทางโภชนาการของเนื้อลำไยอบแห้ง 100 กรัม

          ความชื้น 17.80%

          ไขมัน 0.40%

          เส้นใย 1.60%

          โปรตีน 4.60%

          เถ้า 2.86%

          คาร์โบไฮเดรต 72.70%

          พลังงาน 312 กิโลแคลอรี

          แคลเซี่ยม 27.70 มิลลิกรัม

          เหล็ก 2.39 มิลลิกรัม

          ฟอสฟอรัส 159.50 มิลลิกรัม

          วิตามินซี 137.80 มิลลิกรัม

          โซเดียม 4.50 มิลลิกรัม

          โพแทสเซียม 2,012.00 มิลลิกรัม

          ไนอาซิน 3.03 มิลลิกรัม

          วิตามินบี 0.375 มิลลิกรัม

ลำไย สรรพคุณที่คุณคู่ควร

            ใบ : รักษาริดสีดวงทวาร แก้ไข้มาลาเรีย หรือหากใครมีอาการหวัด ก็สามารถนำใบลำไย 10-15 กรัมมาต้มน้ำดื่มเป็นน้ำชา จิบแก้หวัดได้เหมือนกัน

          ราก : ช่วยรักษาอาการช้ำใน แก้อาการตกขาว และช่วยขับพยาธิเส้นด้าย

          ดอก : สามารถแก้นิ่ว และลดหนองได้
           
          เนื้อ : ช่วยรักษาอาการนอนไม่หลับ ขี้หลงขี้ลืม ใจสั่น บำรุงหัวใจ บำรุงประสาท หรือหากนำเนื้อลำไยตากแห้ง 14 ชิ้น และขิง 3 แผ่น มาหั่นบาง ๆ แล้ว ต้มกินรวมกันก็จะช่วยรักษาอาการท้องเสียได้ 

          ส่วนใครที่มีปัญหาร่างกายอ่อนแอ ในตำรับยาของแพทย์แผนไทยก็บอกให้นำเนื้อลำไยจำนวนพอประมาณมาดองเหล้าประมาณ 100 วัน แล้วทานครั้งละ 1-2 ช้อนโต๊ะ หรือนำเนื้อลำไยแห้ง 10 กรัม มาผสมกับถั่วลิสง 15 กรัม แล้วนำไปต้มน้ำกิน ก็จะช่วยให้สุขภาพดีขึ้น เพราะลำไยมีฤทธิ์เป็นยาบำรุงร่างกาย

          เปลือก : แก้มึน ทำให้ตาสว่าง และลดรอยแผลเป็นในบริเวณที่น้ำร้อนลวกได้

          เมล็ดแก้ปวด ขับปัสสาวะ โดยนำเมล็ดลำไยที่นำเปลือกสีดำออกแล้วมาทุบ แล้วนำไปต้มกิน นอกจากนี้ยังช่วยห้ามเลือด รักษาอาการกลาก โดยแกะเปลือกสีดำของเมล็ดลำไยออกแล้วใช้เมล็ดลำไยไปถูกับน้ำส้มสายชู มาทาบริเวณที่เป็นแผล ขณะเดียวกันหากนำเมล็ดลำไยที่คั่วแห้งแล้ว มาบดเป็นผง แล้วชงน้ำกินครั้งละ 15-20 กรัม ก็จะช่วยรักษาโรคกระเพาะอาหารและอาการลำไส้อักเสบได้

ประโยชน์ของลำไยที่ไม่ควรพลาด

1. ยับยั้งสารก่อมะเร็ง

          รศ.ดร.อุษณีย์ วินิจเขตคำนวณ อาจารย์จากภาควิชาชีวเคมี คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เผยผลวิจัยที่ได้นำเนื้อลำไยอบแห้งไปทดลองแล้วพบว่า เนื้อลำไยอบแห้งมีฤทธิ์ต้านความเป็นพิษต่อยีน หรืออธิบายง่าย ๆ ว่าสารในเนื้อลำไยอบแห้งมีสรรพคุณต้านพิษในสารก่อมะเร็งได้ โดยการวิจัยได้นำเอาสารก่อมะเร็งจากอาหารปิ้งย่าง อาหารทอดด้วยความร้อนสูง และควันบุหรี่ มาผสมกับสารสกัดลำไย ซึ่งพบว่า เซลล์มะเร็งมีการตายแบบธรรมชาติ (คือการตายทีละเซลล์โดยไม่ส่งผลต่อเซลล์รอบข้าง) เพิ่มมากขึ้น

          อีกทั้งทีมวิจัยยังทำการศึกษาต่อในประเด็นที่ว่า สารสกัดลำไยอบแห้งสามารถช่วยยับยั้งการเกิดอนุมูลอิสระได้หรือไม่ โดยการนำเซลล์เม็ดเลือดขาวมากระตุ้นให้เกิดการอักเสบจากอนุมูลอิสระ แล้วนำสารสกัดจากเนื้อลำไยอบแห้งเข้าไปผสม ซึ่งก็พบว่า สารอนุมูลอิสระในเซลล์เม็ดเลือดขาวมีจำนวนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

          อย่างไรก็ตาม การวิจัยนี้ยังคงต้องพัฒนาและต่อยอดองค์ความรู้ให้แน่ชัดกว่านี้ เพื่อตอบสนองความคาดหวังว่าจะใช้สารสกัดจากลำไยอบแห้งร่วมกับการรักษามะเร็งด้วยเคมีบำบัด หรือนำสารสกัดจากลำไยอบแห้งไปใช้ช่วยชีวิตผู้ป่วยมะเร็งในแง่อื่น ๆ เช่น ช่วยลดการใช้ยา หรือลดผลข้างเคียงจากการใช้ยาในอนาคต 

2. ช่วยย่อยอาหาร

          ลำไยสามารถช่วยกระตุ้นให้น้ำย่อยในกระเพาะอาการทำงานได้ แถมยังมีส่วนช่วยในการดูดซึมแคลเซียม เพิ่มแบคทีเรียที่มีประโยชน์ ลดแบคทีเรียไม่ดี และยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรคในกระเพาะอาหารและลำไส้ได้ แถมยังช่วยให้เจริญอาหารขึ้นอีกด้วย

3. บำรุงร่างกาย

          ประโยชน์เด่นอีกอย่างของลำไย คือ เป็นผลไม้ที่ช่วยบำรุงร่างกาย บำรุงเลือด บำรุงประสาท บำรุงตา และบำรุงหัวใจ เพราะมีแร่ธาตุ วิตามินและสารอาหารที่มีประโยชน์อยู่มาก จึงพบได้ว่ามีคนนำลำไยไปทำเป็นยาบำรุงกำลังกันเยอะเลยค่ะ

4. บำรุงผิวพรรณ

          เนื่องจากลำไยมีวิตามินซีและสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูง แถมยังช่วยยับยั้งการสร้างเม็ดสีผิวเมลานิน จึงช่วยบำรุงผิวพรรณได้ แถมยังมีประสิทธิภาพดีกว่าเครื่องสำอางที่มีสารเคมีทั่วไปอีกด้วย

5. แก้อาการเครียด

          ลำไยมีวิตามินบี 12 เยอะ ช่วยบำรุงสมอง รักษาอาการเครียด กระวนกระวาย แก้อาการอ่อนเพลีย และถ้าต้มลำไยแล้วดื่มก่อนนอนก็จะช่วยให้นอนหลับสบายขึ้น

6. รักษาอาการอัลไซเมอร์

          ในตำรายาจีนโบราณบอกเอาไว้ว่า การนำลำไยมาต้มกับโสม ให้ผู้สูงอายุหรือคนความจำไม่ดีดื่ม สามารถช่วยรักษาอาการอัลไซเมอร์และขี้หลงขี้ลืมได้ เพราะโสมจะช่วยผ่อนคลายอารมณ์ และกระตุ้นการทำงานของสมอง ส่วนลำไยจะช่วยบำรุงสมองและทำให้ดื่มง่ายขึ้น

7. ป้องกันโรคโลหิตจาง

          สารอาหารในลำไยสามารถช่วยให้การไหลเวียนของเลือดและการดูดซึมธาตุเหล็กดีขึ้น จึงป้องกันโรคโลหิตจางได้

8. เติมความสดชื่นให้ร่างกาย

          เนื่องจากเป็นผลไม้รสหวานจึงมีคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลซูโครส กลูโคสสูง ซึ่งช่วยให้สดชื่นได้เร็ว ทำให้ลำไยเป็นผลไม้ที่ให้พลังงานกับร่างกาย กินลำไยแล้วจึงรู้สึกสดชื่นขึ้นได้ทันที

9. อุดมไปด้วยสารอาหารมากมาย

          ที่ลำไยมีประโยชน์มากมายขนาดนี้ ก็เป็นเพราะว่าลำไยเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินซี และสารอาหารต่าง ๆ มากมายที่มีประโยชน์ ทั้งธาตุทองแดง วิตามินบี 12 น้ำตาลกลูโคส ฟรุกโตส และซูโคส แคลเซียม เกลือแร่ กรดอะมิโน กรดไขมันที่เป็นประโยชน์และจำเป็นต่อร่างกาย และอื่น ๆ  อีกมากมายเลยค่ะ

10. กำจัดกลิ่นตัว

          รู้หรือไม่ว่าการนำเมล็ดลำไยกับพริกไทยมาบดเข้าด้วยกันจนเป็นผง แล้วนำไปทารักแร้ สามารถช่วยกำจัดกลิ่นตัวได้ด้วยนะคะ

11. แก้ปวดจากข้ออักเสบ

          จากการวิจัยของ ศ.ดร.อุษณีย์ วินิจเขตคำนวณ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พบว่าในเมล็ดลำไยมีสารโพลีฟีนอลซึ่งสามารถป้องกันการเสื่อมสลายและช่วยยืดอายุกระดูกอ่อนได้ยาวนานขึ้น จึงมีการนำสารสกัดจากเมล็ดลำไยมาทำยาทาช่วยบรรเทาอาการข้ออักเสบ ซึ่งมีประสิทธิภาพดีเทียบเท่ายาไดอะเซียรีน ซึ่งเป็นยารักษาโรคข้อเข่าเสื่อมในปัจจุบัน 

          สอดคล้องกับตำราหมอยาพื้นบ้านในสมัยก่อนที่เคยนำลำไยมาใช้รักษาหัวเข่าอักเสบเช่นกัน โดยนำเมล็ดลำไยสดไปทุบให้พอแตกแล้วนำไปแช่กับเหล้าขาวทิ้งไว้ 7 วัน จากนั้นนำน้ำลำไยที่ดองไว้มาทาหัวเข่าที่อักเสบทุกวัน จนอาการอักเสบดีขึ้นตามลำดับ

โทษของลำไย ใครกินมากไป ควรระวัง

          ตามหลักโภชนาการแล้ว เราควรกินผลไม้ 4-5 ส่วนต่อวัน และผลไม้ที่เรากินก็ควรมีความหลากหลาย ดังนั้นเราจึงควรกินลำไยในปริมาณที่พอเหมาะและควบคู่ไปกับผลไม้อื่นด้วย คือควรทานลำไยไม่เกิน 1 ส่วนต่อวัน ซึ่งหากเป็นลำไยสดก็ประมาณ 6-10 ผล แต่หากเป็นลำไยแห้ง ควรทานเพียง 2-3 เม็ด เพื่อให้ได้รับสารอาหารที่เพียงพอและไม่มากจนเกินไป
        
            นอกจากนี้ผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน หรือมีอาการอาหารไม่ย่อย ท้องอืด ท้องเสีย เป็นหวัด และเจ็บคอ ควรหลีกเลี่ยงการทานลำไยด้วย  เพราะถึงลำไยจะมีประโยชน์มากแค่ไหน แต่ก็จัดเป็นผลไม้รสหวานจัด เนื่องจากมีปริมาณน้ำตาลค่อนข้างสูง และจัดเป็นผลไม้ที่มีฤทธิ์ร้อน หากกินมากไปอาจส่งผลไม่ดีต่ออาการป่วยที่เป็นอยู่ ทำให้เจ็บคอหรือเป็นร้อนในได้

กินลำไยแล้วร้อนใน แก้ได้อย่างไร ?

          เนื่องจากลำไยเป็นผลไม้ที่มีฤทธิ์ร้อน เมื่อทานเข้าไปมาก ๆ จึงทำให้เกิดร้อนในได้ แต่เราสามารถแก้ร้อนในได้ด้วยการดื่มน้ำตามลงไป ไม่ว่าจะเป็นน้ำเปล่าธรรมดา หรือดื่มน้ำเกลือ (น้ำเปล่า 1 แก้ว ผสมเกลือ1/2 ช้อนชา) น้ำสมุุนไพร หรือจะทานผัก ผลไม้สดที่มีน้ำเยอะตามลงไปก็ได้ค่ะ นอกจากนี้บางคนอาจเลือกกินมังคุด เพราะมังคุดถือเป็นผลไม้เย็นที่สามารถดับร้อนได้ 

ลำไย ทำอะไรกินได้บ้าง ?

          ลำไยนอกจากจะเป็นผลไม้ที่กินอร่อย และมีประโยชน์แล้ว ยังสามารถนำไปเป็นส่วนประกอบอาหารต่าง ๆ เพื่อเพิ่มรสหวานและเพิ่มสารอาหารได้อีกด้วยนะคะ เราสามารถนำลำไยไปตุ๋นกับอาหาร ต้มน้ำก๋วยเตี๋ยว หุงลงไปพร้อมกับข้าว หรือทำเป็นชาดื่มก็ได้ แต่ทีเด็ดของลำไยก็คือการนำมาทำเป็นของหวาน ของกินเล่น เช่น น้ำลำไย ลำไยอบแห้ง ลำไยลอยแก้ว หรือตามเมนูข้างล่างนี้

          - วุ้นลำไยปีโป้ เมนูวุ้นทั้งง่ายและดี แบบนี้ก็มีด้วย
   
          - ข้าวเหนียวเปียกลำไย ขนมไทยหวานมันใส่มะพร้าวอ่อนเหนียวนุ่ม

          ประโยชน์เยอะ สรรพคุณสูง รสชาติอร่อย แถมราคาไม่แพงแบบนี้ จะไม่สนใจกินลำไยได้อย่างไรกันใช่ไหมคะ ? แต่อย่าลืมว่าถ้ากินเยอะไปมันก็มีข้อเสียอยู่ด้วย เพราะฉะนั้นควรทานแค่พอเหมาะ ให้ร่างกายได้ประโยชน์ทางโภชนาการจะดีที่สุดค่ะ 


ขอขอบคุณข้อมูลจาก
หมอชาวบ้าน
สำนักประชาสัมพันธ์ เขต 3
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
arda
Stylecraze
https://health.kapook.com/view176649.html

Tuesday, August 1, 2017

9 วิธีคงสภาพดอกไม้สด ใช้ตกแต่งได้นานขึ้น !!




          วิธีทำให้ดอกไม้สดอยู่ได้นาน ไม่ว่าจะสภาพอากาศแบบไหน ดอกไม้ก็ยังมีสีสันสดใส ไม่เหี่ยวเฉาง่ายเหมือนที่ผ่านมา ตามไปชมการยืดอายุดอกไม้สดกันเลยค่ะ

          เบื่อไหมคะที่ต้องหาดอกไม้ใหม่มาเปลี่ยนใส่แจกันบ่อย ๆ บางครั้งยังไม่ทันหมดวันก็เหี่ยวซะแล้ว กระปุกดอทคอมเลยรวบรวมวิธีวิธีทำให้ดอกไม้สดอยู่ได้นานมาฝากกันค่ะ เพื่อให้คนที่ชอบแต่งบ้านด้วยดอกไม้สดได้นำไปกัน เพื่อให้ดอกไม้ยังคงสวยงาม ดูเฉิดฉาย และอยู่ประดับบ้านไปได้อีกนาน ไม่ต้องตระเวนหาซื้อดอกไม้ใหม่มาปักแจกันให้เปลืองทั้งเงินและเวลา

1. เลือกแจกันปากกว้างมาใช้

          สิ่งแรกที่จะทำให้ดอกไม้ไม่เหี่ยวเฉาง่ายเลย นั่นก็คือการเลือกภาชนะหรือแจกันให้มีลักษณะปากกว้างและที่สำคัญต้องสะอาด ไม่ควรเลือกที่มีขนาดเล็กเกินไป ไม่อย่างนั้นก้านดอกไม้จะถูกเบียดเสียดจนช้ำและไม่สามารถดูดน้ำขึ้นมาเลี้ยงดอกได้

2. เติมน้ำร้อนรีเฟรชดอกไม้

          ถ้าสภาพอากาศเย็นตัวลงและทำให้ดอกไม้ดูแห้งแล้ง เหมือนผิวพรรณที่ขาดน้ำ ให้นำน้ำเปล่าไปต้ม เมื่ออุณหภูมิอยู่ที่ประมาณ 43-44 องศาเซลเซียสให้เทลงไปในแจกันดอกไม้ทันที เพราะน้ำร้อนจะมีโมเลกุลขนาดเล็กที่สามารถซึมผ่านเข้าไปในก้านดอกได้อย่างรวดเร็ว ช่วยรีเฟรชดอกไม้ให้กลับมามีสีสันสดใสอีกครั้ง

3. หล่อน้ำอุ่นในแจกันช่วยรักษาความสด

          นอกจากจะใช้น้ำร้อนช่วยรีเฟรชดอกไม้เหี่ยวแห้งให้กลับมาสดใสได้แล้ว เรายังสามารถนำน้ำอุ่นหรือน้ำอุณหภูมิห้องมาเทหล่อแจกันเอาไว้ ก็จะช่วยให้ดอกไม้สด ๆ เพิ่งตัดมามาด ๆ ยังคงความสดและมีสีสันสวยงามไปได้อีกนาน

4. ตัดใบล่างออกให้หมด

          วิธีนี้ก็เปรียบเหมือนการตัดไฟตั้งแต่ต้นลม หากดอกไม้ที่มานำเสียบในแจกันยังติดใบที่ก้านอยู่ แถมใบเหล่านั้นก็จมน้ำอยู่ตลอดเวลา ให้รีบตัดทิ้งด่วน เพราะใบไม้ที่จมน้ำจะเน่าง่ายและกลายอาหารของแบคทีเรียที่อาจจะทำให้ดอกไม้เน่า

5. เปลี่ยนน้ำในแจกันบ้าง

          อย่ามัวแต่ชื่นชมกับความสวยงามของดอกไม้จนลืมเปลี่ยนน้ำในแจกัน แต่ควรจะนำแจกันมาล้าง จากนั้นเติมน้ำสะอาดเข้าไปใหม่แล้วนำดอกไม้มาปักอีกครั้ง ถ้าจะให้ดีใส่ยาแอสไพรินลงไปในน้ำสัก 2-3 เม็ด เพื่อป้องกันเชื้อแบคทีเรียที่จะมาทำลายดอกไม้จนเหี่ยวเฉา

6. ตัดก้านดอกไม้ให้ได้มุม 45 องศา


          ไหน ๆ จะตัดดอกไม้มาใส่แจกันทันที ก็ตัดให้มันดีและถูกต้องไปเลยสิค่ะ ก่อนจะนำดอกไม้มาเสียบในแจกัน ให้ตัดปลายก้านดอกทำมุม 45 องศา เพื่อเพิ่มขนาดให้ก้านดอกสามารถดูดน้ำขึ้นไปเลี้ยงดอกไม้ได้มากขึ้นกว่าการตัดก้านตรง ๆ ส่วนดอกไม้ชนิดบอบบางอย่าง กุหลาบ แนะนำให้ตัดปลายก้านดอกไม้ในน้ำ เพราะแบคทีเรียที่อยู่ในอากาศจะทำให้ก้านดอกดูดน้ำไปเลี้ยงดอกได้ยาก

7. เติมน้ำยาป้องกันจุลินทรีย์

          สามารถผสมใช้เองได้ไม่ต้องซื้อหาให้สิ้นเปลือง เพียงแค่นำน้ำอัดลมน้ำใสมาผสมกับสารฟอกขาว จากนั้นลองหยดส่วนผสม 1 ส่วน ลงในน้ำเปล่า 3 ส่วนของแจกันดูก่อน แล้วค่อยเพิ่มลงไปอีก 2-3 หยด ส่วนผสมเหล่านี้จะเข้าไปทำลายเชื้อจุลินทรีย์ที่จะมาทำลายดอกไม้ให้หมดไป

8. ตั้งดอกไม้ให้ห่างจากปัจจัยเสี่ยง

          ถ้าชอบนำดอกไม้มาประดับตกแต่งบ้านจริง ก็ต้องรู้ว่าไม่ควรตั้งดอกไม้ไว้ใกล้กับปัจจัยเสี่ยงอะไรบ้าง ปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้ดอกไม้เหี่ยวเฉา นั่นก็คือไม่ควรตั้งให้โดนแสงแดดโดยตรง พื้นที่ที่ถูกปิดอับมีอุณหภูมิสูง รวมไปถึงผลไม้เนื่องผลไม้จะปล่อยก๊าซเอทิลีน (ethylene) ออกมา ทำให้ดอกไม้เหี่ยวเฉาได้เร็วกว่าปกติ

9. ตัดส่วนเน่าทิ้งไปให้เร็วที่สุด

          ถ้าในระหว่างที่กำลังชมความงดงามของดอกไม้ แล้วดันไปเจอดอกเน่าหรือก้านใบบางส่วนที่เน่าเสีย ให้รีบตัดทิ้งโดยด่วน เพราะไม่อย่างนั้นส่วนเน่าจะปล่อยก๊าซเอทิลีน (ethylene) เช่นเดียวกับผลไม้ ออกมาทำให้ดอกไม้สดรอบข้างเหี่ยวเฉาตามไปด้วย

          คราวนี้รู้แล้วหรือยังว่า เพราะอะไรทำไมดอกไม้ในแจกันถึงเหี่ยวเฉาง่ายเหลือเกิน และเมื่อรู้อย่างนี้แล้วก็อย่านำวิธีรักษาความสดใหม่ที่เราหามาฝากกันในวันนี้ไปลองปรับใช้กันดูนะคะ เพื่อให้ดอกไม้ของคุณยังคงความสดและสวยงาม อยู่ประดับบ้านไปได้อีกนาน

ขอขอบคุณข้อมูลจาก Brightside และ realsimple
https://home.kapook.com/view167313.html

Saturday, July 22, 2017

เรื่องราวของนิ้ว





          กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระเจ้าได้ทรงเรียกนิ้วทุกนิ้วมาเข้าประชุมเพื่อจัดตำแหน่งของนิ้วต่าง ๆ นิ้วแรกมีนิสัยเกเร และชอบกลั่นแกล้งนิ้วอื่นที่อ่อนแอกว่า จึงไม่มีใครชอบและอยากคบด้วย พระเจ้าจึงทรงตั้งชื่อนิ้วนี้ว่า "นิ้วโป้ง" พระองค์ทรงจัดให้นิ้วโป้งอยู่ไกลจากนิ้วอื่น ๆ มากที่สุด และทรงเสกให้นิ้วโป้งเป็นนิ้วที่สั้นที่สุดเพื่อไม่ให้รังแกผู้อื่นได้อีกต่อไป

          นิ้วต่อไป มีนิสัยถือตนว่าตัวเองมีอำนาจ ชอบใช้อำนาจสั่งโน่นสั่งนี่ พระเจ้าจึงทรงตั้งชื่อนิ้วนี้ว่า "นิ้วชี้" และทรงวางนิ้วชี้ไว้อยู่ข้าง ๆ นิ้วโป้ง เพื่อนิ้วโป้งจะได้เกรงกลัวจนไม่กล้าเกเรหรือกลั่นแกล้งใครอีก

          นิ้วต่อไปมีนิสัยรักความยุติธรรม มีความกล้าหาญและรักความถูกต้อง พระเจ้าจึงทรงเสกให้นิ้วนี้เป็นนิ้วที่ยาวที่สุดเพื่อที่จะคอยดูแลนิ้วอื่น ๆ ได้ และได้วางไว้ข้าง ๆ นิ้วชี้ เพื่อคอยเตือนสตินิ้วชี้ให้รู้จักใช้อำนาจที่มีอย่างยุติธรรม และด้วยนิสัยรักความยุติธรรมนี่เอง พระเจ้าจึงทรงตั้งชื่อนิ้วนี้ว่า "นิ้วกลาง"

          นิ้วต่อไป เป็นนิ้วแห่งความรักและคำสัญญา มีนิสัยอ่อนโยน ซื่อสัตย์และมั่นคงในความรักด้วยนิสัยคล้ายผู้หญิงนี่เอง พระเจ้าจึงทรงตั้งชื่อนิ้วนี้ว่า "นิ้วนาง" และจัดวางนิ้วนางให้อยู่ข้าง ๆ นิ้วกลาง เพื่อนิ้วกลางจะได้คอยดูแลนิ้วนางที่อ่อนโยนได้

          นิ้วสุดท้าย "นิ้วก้อย" นิ้วก้อยเป็นนิ้วแห่งมิตรภาพ เพราะฉะนั้นนิ้วนี้เป็นนิ้วที่เล็กที่สุด ฉะนั้น จึงมักโดนนิ้วโป้งจอมเกเรแกล้งอยู่เป็นประจำ พระเจ้าจึงทรงจับนิ้วก้อยไปวางไว้ข้าง ๆ นิ้วนาง ซึ่งไกลจากนิ้วโป้งมากที่สุด

          บางทีพระเจ้าก็บอกอะไรเราจากนิ้วของเราเอง พระองค์เสกนิ้วโป้งให้สั้น ๆ ดูน่าเกลียดเพื่อจะเตือนเราว่า ถ้าเราเป็นคนเกเร นิสัยไม่ดี ถึงแม้ว่าเราจะดูดีอย่างไร เราก็จะเป็นคนน่าเกลียดในสายตาคนอื่น ไม่มีใครอยากจะสมาคมด้วย

          พระองค์จับนิ้วชี้ไว้ข้าง ๆ นิ้วโป้งเหมือนจะเตือนเราว่า บางทีคนที่เกเรมาก ๆ ก็อาจต้องให้คนที่มีอำนาจเหนือเขาหรือคนที่เขาเคารพเชื่อฟังดูแลเข้า จึงจะทำให้เขาหยุดนิสัยเสียนั้นได้

          พระองค์ทรงจัดนิ้วชี้ไว้ข้างนิ้วกลาง เพื่อเตือนเราเอีกว่า ถ้าเรามีอำนาจอยู่ในมือ เราก็ต้องใช้มันอย่างถูกต้องและยุติธรรม

          พระองค์ทรงสร้างนิ้วก้อยและนิ้วนางไว้อยู่ข้างกัน เพื่อบอกเราว่า... มิตรภาพที่ดีนั้นเป็นจุดเริ่มต้นของความรัก และไม่มีความรักแท้จริงใด ๆ ในโลกที่ปราศจากมิตรภาพและการให้อภัยเช่นกัน ...

ข้อมูลจาก Forward mail
https://hilight.kapook.com/view/34394

Monday, May 29, 2017

15 วิธีลดน้ำหนักสำหรับคนทำงานตอนกลางคืน ลืมความอ้วนได้เลย !




          แม้จะต้องทำงานตอนกลางคืนตลอดเราก็ลดน้ำหนักได้ไม่ยาก ด้วยวิธีลดความอ้วนสำหรับคนทำงานกลางคืนตามนี้ไง

          สำหรับคนที่ทำงานกะดึกและมักจะเจอกับปัญหาอ้วนบ้าง น้ำหนักขึ้นบ้าง เพราะส่วนมากก็กินแล้วนอน แถมยังไม่ค่อยจะมีเวลาพักผ่อนและออกกำลังกาย วันนี้เรามีเคล็ดลับลดน้ำหนักสำหรับคนทำงานกลางคืนมาฝากค่ะ ดังนั้นหมดกังวลเรื่องน้ำหนักและความอ้วนไปได้เลย ขอแค่ทำตามวิธีลดน้ำหนักดังนี้ก็พอ

1. ทำอาหารกินเอง

          ในช่วงที่คุณเข้างาน ร้านอาหารทั้งหลายมักจะปิดไปแล้วเรียบร้อย เหลือก็แต่ร้านสะดวกซื้อ และร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดที่คอยเซอร์วิสตลอด 24 ชั่วโมง ทว่าเราจะฝากท้องไว้กับอาหารจากร้านเหล่านี้ทุกวันคงทำให้น้ำหนักขึ้นแน่ ๆ ดังนั้นถ้าไม่อยากอ้วนแนะนำว่าช่วงก่อนเข้างานให้ทำอาหารใส่กล่องเอาไว้ดีกว่าค่ะ อาหารที่เราทำเองเราจะเลือกสรรวัตถุดิบเองได้ จำกัดแคลอรีให้เหมาะสมกับร่างกายก็ได้ด้วย

2. เลือกกินอาหารแคลอรีต่ำ

          การควบคุมอาหารเป็นหัวใจหลักของการลดน้ำหนัก ดังนั้นคนที่คิดว่าให้ออกกำลังกายหลังเลิกงานดูท่าจะไม่ไหว ก็ต้องควบคุมอาหารให้ได้อย่างเคร่งครัด อย่างที่เราได้บอกไป ถ้าเป็นไปได้ก็ทำอาหารทานเอง เลือกกินผัก ผลไม้ อาหารไขมันต่ำให้มาก แต่สำหรับคนที่ไม่มีเวลาจะเตรียมอาหารกินเองจริง ๆ ก็อย่าลืมว่าคุณสามารถเลือกอาหารแคลอรีต่ำจากร้านสะดวกซื้อมารับประทานได้ อย่างไข่ต้ม โจ๊ก อกไก่ หรือแม้แต่ผลไม้ในร้านสะดวกซื้อก็มีขายเช่นกัน

3. กินน้อยลงเพื่อคงน้ำหนักตัว

          นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Colorado ได้ทำการทดลองและพบว่า คนที่นอนในเวลากลางวันแทนการนอนตอนกลางคืนแบบปกติ จะมีการเผาผลาญพลังงานน้อยลงประมาณ 50-60 กิโลแคลอรี ดังนั้นหากตอนนี้คุณยังไม่อ้วน หรือเริ่มเจ้าเนื้อขึ้นมาหน่อย ๆ แล้ว ลองลดปริมาณอาหารที่กินทุกวันลงสัก 50-60 กิโลแคลอรีดูค่ะ อย่างงดน้ำหวาน กาแฟ ปาท่องโก๋ไปเลย แล้วหุ่นดี ๆ จะไม่หนีไปไหน หรือหากเสียศูนย์ไปแล้วเดี๋ยวก็กลับมาเช้งได้เหมือนเดิม

4. แบ่งเวลาออกกำลังกายบ้าง

         การลดน้ำหนักอย่างเห็นผลหรือดูแลรูปร่างให้ดีต้องควบคุมอาหารควบคู่ไปกับการลดน้ำหนัก และหากคุณพอจะจัดสรรเวลาสำหรับออกกำลังกายได้บ้างก็ทำเลยค่ะอย่าคิดเยอะ ไม่ว่าจะเลือกออกกำลังกายก่อนไปทำงานสักครึ่งชั่วโมง หรือใครเลิกงานก็เช้าแล้วจะออกกำลังกายช่วงเช้าก่อนทำกิจวัตรประจำวันแล้วเข้านอนก็ได้ เลือกเวลาออกกำลังกายกันตามสะดวก

5. คาร์ดิโอหลังตื่นนอนได้ยิ่งดี

          โค้ชด้านการออกกำลังกายและดูแลสุขภาพ Seth Santoro แนะนำว่า การเบิร์นไขมัน หั่นความอ้วนได้ดีที่สุดควรต้องจัดการมันด้วยคาร์ดิโอ ซึ่งคนที่ทำงานกลางคืนอาจเลือกเวลาคาร์ดิโอด้วยการวิ่ง ปั่นจักรยาน หรือว่ายน้ำ หลังจากที่ตื่นนอน (ขณะท้องยังว่าง) สัก 30 นาทีเป็นอย่างต่ำ วิธีนี้จะช่วยเบิร์นไขมันในร่างกายได้ดีมาก ๆ เชียวล่ะ

6. มูฟให้เยอะขึ้น

          ในกรณีที่ไม่สามารถหาเวลามาออกกำลังกายได้จริง ๆ งั้นลองเปลี่ยนกิจวัตรประจำวันให้เราได้มูฟร่างกายเยอะขึ้นกันดีกว่า อย่างเลือกเดินขึ้นบันไดแทนการใช้ลิฟต์ ลุกไปยืดเส้นยืดสายในระหว่างทำงานทุก ๆ 30 นาที หรือถ้าเป็นงานที่ต้องติดต่อลูกค้า โทรศัพท์คุยกันไป-มา ลองเดินคุยงานก็ได้นะคะ ซึ่งนอกจากจะช่วยให้ร่างกายได้เคลื่อนไหวมากขึ้นแล้ว การขยับร่างกายบ่อย ๆ ยังช่วยให้เราไม่ง่วงอีกต่างหาก

7. พยายามอย่ากินคาเฟอีนในเวลางาน

          คาเฟอีนช่วยปลุกร่างกายให้ตื่นก็จริง แต่สำหรับคนทำงานกลางคืน การพึ่งคาเฟอีนอาจไม่ดีต่อสุขภาพและน้ำหนักตัวเท่าไรค่ะ โดยต้องอธิบายก่อนว่าการที่เรานอนหลับสวนทางกับนาฬิกาธรรมชาติที่ร่างกายกำหนดไว้ ฮอร์โมนในร่างกายก็ต้องปรับตัวและเกิดความไม่คุ้นชินเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ซึ่งนั่นอาจทำให้หลาย ๆ คนต้องการกาแฟมากกว่าอาหารปกติ พูดง่าย ๆ คือแค่ดื่มกาแฟก็ทำงานได้ยาว ๆ แบบที่ท้องไม่หิวอาหารอะไรเลย ทำให้เมื่อเลิกงาน กลับไปถึงบ้านจะรู้สึกหิวโหยมาก ๆ จนกินอาหารได้ไม่ยั้ง อีกทั้งการรับคาเฟอีนเข้าไปมากก็อาจทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับ พักผ่อนไม่เพียงพอกันไปอีก ดังนั้นพยายามหลีกเลี่ยงกาแฟไว้ดีกว่านะคะ

8. หลบเลี่ยงแสงแดด

          หากเวลาเลิกงานของคุณเป็นช่วงเช้าตรู่ ออกจากอาคารแล้วไปเจอแสงแดดอ่อน ๆ เข้าพอดี แนะนำให้ใส่แว่นกันแดดทึบ ๆ โดยด่วนค่ะ เพราะแสงแดดเหล่านี้จะส่งผลไปยังฮอร์โมนเมลาโทนิน บอกกับร่างกายกลาย ๆ ว่านี่เป็นเวลาเช้าแล้ว ได้เวลาตื่นไปทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ ระดับฮอร์โมนเมลาโทนินก็จะลดลง ทั้งที่จริง ๆ แล้วร่างกายเราควรได้รับเมลาโทนินมากล่อมให้เรานอนหลับพักผ่อนอย่างสบาย ฉะนั้นถ้าไม่อยากอ้วนขึ้นเพราะนอนไม่พอ ก็พยายามหลีกเลี่ยงแสงแดดไว้เป็นดี


9. ถ้าหิวหลังเลิกงาน กินคาร์บเลย

          นี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นขำ ๆ ค่ะ แต่ยืนยันด้วยงานวิจัยจาก European Journal of Nutrition ที่ทำการทดลองแล้วพบว่า กลุ่มอาสาสมัครที่กินคาร์โบไฮเดรตก่อนเข้านอนจะมีการเผาผลาญไขมันในร่างกายดีกว่ากลุ่มอาสาสมัครที่กินคาร์โบไฮเดรตเป็นอาหารตลอดทั้งวัน (คือกินทั้ง 3 มื้ออาหารตามปกติ) ราว ๆ 27% นอกจากนี้ยังรู้สึกอิ่มเร็วกว่าปกติด้วยนะคะ แต่ทั้งนี้คาร์บที่เลือกกินก็ต้องเป็นคาร์บชนิดดี ไม่ผ่านการขัดสี ไม่อยู่ในกลุ่มอาหารแปรรูป และเราเองก็ต้องนอนหลับให้ได้ 8 ชั่วโมงต่อวันด้วย

          - คาร์โบไฮเดรตชนิดดี VS ไม่ดี เลือกกินอย่างไรให้หุ่นเฟิร์ม

          - ลดน้ำหนักทั้งที คาร์โบไฮเดรตเหล่านี้ช่วยคุณได้

10. อาบน้ำอุ่นก่อนนอน

         การอาบน้ำอุ่นก่อนเข้านอนจะช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดของกล้ามเนื้อและทำให้เรารู้สึกสบาย ช่วยให้นอนหลับได้ง่ายยิ่งขึ้น และหากใครมีอ่างอาบน้ำจะนอนแช่น้ำอุ่นที่ผสมน้ำมันหอมระเหยกลิ่นลาเวนเดอร์หรือคาโมมายล์ลงไปด้วยก็ได้นะคะ คราวนี้ก็จะยิ่งหลับสนิทยาว ๆ ไป หมดกังวลว่าจะสะดุ้งตื่นกลางคัน นอนไม่พอ และเป็นสาเหตุของความอ้วนได้

11. นอนให้ห้องที่เย็นสบาย

          อย่างที่บอกว่าการนอนไม่พอจะทำให้เราอ้วนขึ้นได้ เพราะร่างกายที่อดนอนจะอยากกินของหวาน ๆ เพื่อเติมความรู้สึกสดชื่น ดังนั้นทางป้องกันที่ดีที่สุดคือพยายามทำให้ตัวเองนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอนั่นเองค่ะ และการนอนให้ห้องที่มีอุณหภูมิเย็นสบายก็เป็นหนึ่งวิธีที่จะช่วยให้นอนหลับได้ง่าย และหลับสนิทได้ยาว ๆ ไป

12. ปิดม่านให้มืดสนิท

         อีกหนึ่งเคล็ดลับของการนอนหลับสนิทคือห้องนอนต้องมืดที่สุด โดยเฉพาะคนที่ต้องเปลี่ยนเวลานอนมาเป็นเวลากลางวัน การเตรียมสภาพแวดล้อมในห้องนอนให้เหมาะแก่การนอนเป็นประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญมาก ๆ ค่ะ เพราะถ้าห้องนอนยังมีแสงสว่างเล็ดลอดเข้ามา อาจทำให้ระดับเมลาโทนินในร่างกายลดลงได้ และทำให้เรานอนหลับ ๆ ตื่น ๆ นั่นเอง

13. ฝึกตัวเองให้รู้เวลานอน

          เราควรมีกิจกรรมบางอย่างที่เป็นสัญญาณให้ร่างกายรู้ตัวว่าอีกไม่กี่นาทีข้างหน้าจะต้องนอนหลับพักผ่อน อย่างบางคนอาจเคยชินกับการเปิดเพลงบรรเลงเบา ๆ สวดมนต์ก่อนนอน หรือนั่งสมาธิแล้วถึงนอน ลองทำแบบนี้เป็นประจำ เดี๋ยวร่างกายก็เรียนรู้ได้จากกิจกรรมที่เราทำบ่อย ๆ แล้วจดจำเวลาเอาไว้ว่า ช่วงไหนต้องทำอะไร

14. พยายามหาแสงสว่างหลังตื่นนอน

         ก่อนนอนเราบอกให้หลบแสงให้ดี แต่หลังตื่นนอนเราอยากให้คุณเจอกับแสงสว่างเป็นอันดับแรก และไม่ว่าแสงนั้นจะเป็นแสงจากดวงอาทิตย์หรือหลอดไฟ ก็จงมุ่งเข้าใส่โดยพลัน เพราะผลการศึกษาจากวารสาร Endocrinology พบว่า คนที่ตื่นมาแล้วเจอแสงสว่างจะมีระดับฮอร์โมนเลปติน หรือฮอร์โมนความอิ่มสูงกว่าคนที่ตื่นมาพร้อมกับความมืด มีแสงสว่างอยู่น้อย ทำให้เราไม่รู้สึกโหยหาอาหารมากเท่าไร และการเจอแสงสว่างยังช่วยให้ร่างกายเกิดความตื่นตัว พร้อมทั้งมีความยับยั้งชั่งใจในการเลือกกินอาหารมากขึ้นด้วย

15. ดื่มน้ำทันทีที่ตื่นนอน

         Lisa Jubilee นักโภชนาการแนะนำว่า การดื่มน้ำหลังตื่นนอนทันทีจะเป็นวิธีกระตุ้นระบบเผาผลาญให้เริ่มทำงานได้อย่างเต็มที่ และจากการทดลองก็พบว่าผู้ที่ดื่มน้ำหลังตื่นนอนทันทีจะมีอาการท้องอืดลดลง มีพลังกายมากขึ้น กระปรี้กระเปร่าขึ้น ในขณะที่ระดับความอยากกินอาหารกลับลดลง

          อย่างไรก็ดี ไม่ใช่แค่เรื่องความอ้วน ความผอมที่ควรต้องใส่ใจ แต่คนที่ต้องเปลี่ยนเวลานอนเพราะต้องทำงานตอนกลางคืนก็ควรต้องดูแลสุขภาพร่างกายให้ดีด้วยนะคะ โดยอาจจะกินวิตามินดีเสริมในกรณีที่ร่างกายไม่ค่อยได้เจอแสงแดดเลย หรือถ้าไม่อยากร่างพังก็ขอแนะนำวิธีดูแลสุขภาพคนอดนอน นอนดึก ตามนี้ไว้ด้วย

          - 10 อาหารที่คนนอนดึกควรทาน ถ้าไม่อยากร่างพัง !

          นอนน้อย ตื่นเช้า กินอะไรให้สดชื่น ต้อง 8 อาหารบำรุงคนอดนอนตามนี้

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
eatthis, livestrong, fitday
https://health.kapook.com/view172099.html