Sunday, December 25, 2016

ทำไม ‘ส้นเท้า’ ถึงแตก




ทำไมส้นเท้าถึงแตก สาเหตุที่ส้นเท้าแตกนั้นมีหลายอย่างด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นเท้าแห้งเกินไป เดินมากเกินไป ใช้งานเท้ามากเกินไป หรืออาจจะโดนสารเคมีกัดเท้า เป็นต้น

แต่ไม่ว่าจะเกิดจากเหตุผลใด ไม่มีใครอยากส้นเท้าแตกลายงาแน่นอน หลายๆคนที่ส้นเท้าแตกก็เป็นกังวลกันมากมาย ทั้งหาครีมกันส้นเท้าแตกมาทา หาโลชั่นมาทาเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น หายามาทาบ้าง ไปหาหมอบ้าง เพราะว่ากลัวจะเท้าไม่สวย ใส่รองเท้าเปิดส้นก็อาย แต่รู้ไหมว่าการป้องกันส้นเท้าแตกนั้นมีหลากหลายวิธีด้วยกัน อีกทั้งยังสามารถทำได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องไปพึ่งคนอื่นแม้แต่น้อย


เรื่องของส้นเท้า

บริเวณส้นเท้าของมนุษย์เราทุกคนจะประกอบไปด้วยหลายส่วน ส้นเทาเป็นส่วนหนึ่งของบริเวณหลังเท้า ประกบไปด้วยเส้นเลือด เส้นประสาท และผิวหนังหลายชั้นด้วยกัน ไม่ว่าจะชั้นหนังแท้ที่ซ่อนอยู่ภายใน หรือชั้นหนังกำพร้าที่คือหนังด้านนอก ที่เราเห็นตั้งแต่ภายนอก และคือส่วนที่มันมีปัญหาการแตกนั่นเอง ซึ่งปกติแล้วหนังกำพร้าจะมีการผลัดเซลล์ผิวไปเรื่อยๆ หากเราดูแลดี ผิวหนังที่จะเกิดขึ้นมาใหม่ก็จะมีสุขภาพดี มีความแข็งแรง นุ่มนวล ไม่แข็ง ไม่กระด้างและมีโอกาสที่ส้นเท้าจะแตกยากกว่าการที่ไม่เคยดูแลเลย แต่ก็อยู่ที่ผิวของคนแต่ละอีกด้วย ซึ่งคนเราเกิดมีสภาพผิวที่ต่างกัน บริเวณส้นเท้าของเรานั้นมีความหนาค่อนข้างมาก ทำหน้าที่หลายอย่าง ทั้งรับน้ำหนัก โดนเชื้อโรคบ้าง ความสกปรกบ้าง จึงเป็นปัญหาต้นๆ ของปัญหาส้นเท้าแตกนั่นเอง


ปัญหาส้นเท้าแตก

ส้นเท้าแตก ใครที่เคยได้ประสบการมีปัญหาส้นเท้าแตกมาบ้างแล้ว รับรองว่าเครียดกันเป็นแถว ยิ่งหน้าหนาวแล้ว ก็มีโอกาสเกิดส้นเท้าแตกได้อย่างสูงกว่าสภาพอากาศอื่นๆ โดยเมื่อเกิดขึ้นมามันก็จะมีความเจ็บแสบ ตรงนี้เป็นส่วนหนึ่งหลายคนไม่อยากเป็น เพราะเมื่อเกิดความเจ็บแสบมาแล้ว ก็จะทำให้ไม่อยากเดิน เดินลำบาก เป็นปัญหาอื่นๆต่อไปอีกไม่จบไม่สิ้น


วิธีการป้องกันเกี่ยวกับปัญหาส้นเท้าแตก

เมื่อเรารู้ว่าปัญหาการเกิดส้นเท้าแตกนั้น มันเกิดจากอะไรบ้าง เราก็พยายามหลีกเลี่ยงสิ่งเรานั้น โดยมีวิธีป้องกันดังนี้


วิธีที่หนึ่ง เมื่อเราจำเป็นต้องใช้เท้าในการเดินทุกๆวัน ส้นเท้าเป็นส่วนหนึ่งของการรับน้ำหนักในการเดินมากที่สุด ดังนั้นหากคุณมีน้ำหนักตัวมากเกินไป ก็จะทำให้ส้นสามารถเกิดปัญหาได้ง่ายกว่าเดิม ดังนั้น เริ่มต้นที่การควบคุมน้ำหนักของคุณ ไม่ให้มันมากเกินไป เพื่อจะได้ไม่เกิดปัญหาแรกที่ส้นเท้าจะแตกนั่นเอง

วิธีที่สอง เลือกใส่รองเท้าที่มีความนุ่มมากกว่ารองเท้าที่มีส้นแข็งใส่แล้วเจ็บ แบบนี้ไม่แนะนำ เพราะว่ายังไงรองเท้าก็เป็นสิ่งที่เราใส่ป้องกันเท้า เพื่อเดินไปนู่นไปนี่เสมอ หากใส่รองเท้าที่ไม่ดี มีลวดลายมากเกินไป เกิดการเสียดสีระหว่างรองเท้ากับส้นเท้าจนเท้าด้าน พอด้านมากๆ ส้นเท้าก็จะแข็ง จากนั้นก็จะเกิดปัญหาส้นเท้าแตกขึ้นมา ดังนั้น แก้ปัญหาด้วยการเลือกซื้อรองเท้าที่เป็นมิตรกับเท้าของคุณจะดีที่สุด

วิธีที่สาม หมั่นหาครีมหรือโลชั่นมาบำรุงส้นเท้าอย่างสม่ำเสมอ หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ใส่รองเท้าผ้าใบ หรือรองเท้าหุ้มส้นบ่อยๆ จะทำให้เกิดการเสียดสีจนส้นเท้ามีความแข็งกระด้าง แล้วยิ่งในหน้าหนาว บางคนผิวแตกไปจนถึงส้นเท้า ดังนั้น การมีความชุ่มชื่นมาคอยหล่อเลี้ยง บำรุงส้นเท้าด้วยครีมหรือโลชั่นเสมอ รับรองว่าส้นเท้าของคุณไม่มีวันแตกลายงาอย่างแน่นอน

วิธีที่สี่ การยืน การนั่ง การนอน มีผลส่งต่อส้นเท้าเสมอ การนอนนั้นเป็นการที่เราแทบจะไม่ได้ใช้การทำงานของส้นเท้า แต่วันๆหนึ่งจะให้เรามานอนทั้งวันก็ไม่ได้ การนั่งก็เป็นการใช้ส้นเท้าน้อย นอกจากการยันพื้นขณะนั่งเก้าอี้ แต่จะไปนั่งตลอดเวลาไม่ไปไหนก็ไม่ใช่เรื่อง ส่วนการยืนแน่นอนว่าเป็นปัญหาใหญ่ของส้นเท้า เพราะว่าได้รับการรับน้ำหนักอย่างเต็มที่ สำหรับคนงานที่ต้องใช้งานยืนมากกว่าการนั่ง มักจะมีปัญหาส้นเท้าแตกอย่างนอน ดังนั้น ควรพักการยืนซะบ้าง ลดการยืนให้น้อยที่สุดเท้าที่จะทำได้

วิธีที่ห้า การทานอาหารอย่างมีประโยชน์ เรียกว่าเป็นการบำรุงตั้งแต่ภายใน เน้นการทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะการดื่มน้ำตามมากๆ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นจากภายในออกมาสู่ภายนอกทำให้ร่างกายของเรามีน้ำมีนวล ไปจนถึงส้นเท้า ทำให้ลดปัญหาส้นเท้าแตกลงได้


เมื่อส้นเท้าแตกไปแล้ว เราควรทำอย่างไร

ก่อนจะบำรุงก็สายเกินไปซะแล้ว สำหรับคนที่ส้นเท้าแตก แต่ก็ยังพอมีหวังนะครับ มาดูกันเลยว่าถ้าหากส้นเท้าแตกไปแล้วพอจะมีวิธีใดบ้างที่จะสามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้

1.ให้คุณนำเท้าที่มีเกิดปัญหาการส้นแตกนั้น ลงไปแช่ในน้ำอุ่น ที่มีอุณหภูมิพอเหมาะ ไม่ร้อน จัด หรือเย็นจัด จากนั้น ให้ใช้ที่ขัดส้นเท้าค่อยขัดบริเวณที่แตกด้วยความเบามือ เพื่อขัดหนังกำพร้าที่ตายด้านออกไป จากนั้นก็เช็ดเท้าให้แห้งที่สุดแล้วทาครีมบำรุงเท้า

2.เมื่อคุณกินกล้วยก็อย่าเพิ่งทิ้งเปลือก เพราะเปลือกกล้วยมีประโยชน์ ช่วยให้ส้นเท้าของคุณมีความชุ่มชื่นอย่างคาดไม่ถึง เพราะบริเวณเปลือกกล้วยนั้นมีกรดบางอย่างที่จะช่วยรักษาอาการส้นเท้าแตกได้อย่างยอดเยี่ยม

3.ผสมฟองสบู่กับน้ำในกะละมังแล้วแช่เท้าไว้ 15 นาที จากนั้น ให้เช็ดน้ำออก แล้วผสมวาสลีนกับน้ำมะนาว 1 ลูก ทาบริเวณส้นเท้าให้ทั่ว ทิ้งไว้ประมาณ 30นาทีแล้วล้างออก จากนั้นบำรุงด้วยครีมทาส้นเท้า จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื่นและสมานเท้าได้เป็นอย่างดี

4.สุดท้าย ใช้พาราฟินผสมกับเมล็ดมัสตาร์ด แล้วแว็กซ์เท้าข้ามคืน ด้วยการทาบริเวณส้นเท้าแตกให้ทั่ว พอตื่นก็ล้างออก ประมาณ 2 อาทิตย์คุณจะพบว่าเท้าของคุณสวยงาม นุ่มเหมือนเด็กๆอย่างแน่นอน

และนี่ก็คือวิธีการแก้ไขปัญหาส้นเท้าแตก จะช่วยให้ส้นเท้าของคุณกลับมาสวยงามเหมือนเดิม แบบไม่ต้องเสียบุคคลิกอีกต่อไป จะใส่รองเท้าเปิดส้นก็ไม่ต้องกังวล กลัวว่าจะต้องอายคนอื่นเหมือนที่เคยเป็น


เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/172051648236160268/

Thursday, December 22, 2016

20 ประโยชน์ของเปลือกกล้วย ช่วยได้สารพัด เพราะทำได้ตั้งเท่านี้


ประโยชน์ของเปลือกกล้วย บอกเขาไปให้ดังเลยว่าเปลือกกล้วยประโยชน์ครอบจักรวาลมาก...ถึงมากที่สุด !

          อ๊ะ ๆ เปลือกกล้วยในมืออย่าเพิ่งโยนทิ้งนะคะ เพราะจริง ๆ แล้วเปลือกกล้วยมีประโยชน์นับไม่ถ้วนมาก ๆ ตั้งแต่ประโยชน์ด้านสุขภาพ ความสวยความงาม หรืองานบ้าน ความเป็นกล้วยก็กวาดเรียบ เพียบไปด้วยคุณอนันต์ แล้วรู้ยังว่าเปลือกกล้วยทำได้ตั้งเท่านี้ !

สมานแผล

          สารในเปลือกกล้วยที่เป็นจุดเด่นมาก ๆ คือมีทั้งเอนไซม์ สารต้านอนุมูลอิสระ และแร่ธาตุต่าง ๆ ที่ช่วยสมานแผลให้หายเร็วขึ้นได้ แค่เพียงนำเปลือกกล้วยไปล้างยางออกให้หมด แล้วค่อยนำมาถูรอบ ๆ ปากแผล โดยเฉพาะรอยแผลจากการเกา อาการคัน และเชื้อรา

ลบรอยสิว

          เปลือกกล้วยช่วยรักษารอยสิวได้ด้วยนะจ๊ะ โดยแค่นำด้านในของเปลือกกล้วยมามาสก์หน้าบริเวณที่มีรอยสิว ทิ้งไว้สักพักให้ความชุ่มชื้นของเปลือกกล้วยซึมซาบสู่ผิวหนัง ให้โพแทสเซียม รวมทั้งสารต้านอนุมูลอิสระทำปฏิกิริยากับรอยสิวสักพัก จากนั้นจึงใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำเช็ดทำความสะอาดอย่างเบามือ

ขัดฟันขาว

          ใครฟันเหลือง ๆ ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุอะไรก็แล้วแต่ เปลือกกล้วยช่วยคืนฟันขาวสะอาดใสให้คุณได้ค่ะ โดยนำเปลือกกล้วย (ด้านใน) ที่ตัดเป็นชิ้นเล็ก ๆ มาขัดถูบนฟันนานประมาณ 2 นาที ทำแบบนี้ประมาณ 2 ครั้งต่อวัน เดี๋ยวก็เห็นผล

ขัดผิวขาวใส

          เอาซี้ ! งานขัดผิวให้ขาวเปลือกกล้วยก็จัดให้ได้ โดยคนอยากผิวขาว  ก่อนอาบน้ำให้จัดเปลือกกล้วยมาสครับผิวเช้า-เย็น ทำเป็นประจำ สักพักจะเห็นว่าผิวเริ่มใส ขาวขึ้นอย่างช้า ๆ ฉะนั้นอย่าใจร้อนนะจ๊ะ

เปลือกกล้วยพอกหน้า ลดริ้วรอย

          สาว ๆ หนุ่ม ๆ ที่เริ่มมีริ้วรอยเกิดขึ้นบนใบหน้า อย่ารอช้า รีบนำเปลือกกล้วยมาพอกหน้าประมาณ 30 นาที จากนั้นก็ล้างน้ำเปล่าให้สะอาด หรือจะพอกหน้าด้วยเปลือกกล้วยทิ้งไว้ข้ามคืนเลยก็ได้ รู้นะว่าอยากเห็นผลไว ๆ

คืนความชุ่มชื้นให้ใบหน้า

          อย่างที่บอกว่าเปลือกกล้วยด้านในชุ่มน้ำพอสมควร ฉะนั้นหากรู้สึกว่าผิวหน้าแห้ง ก็นำเปลือกกล้วยมาพอกเพิ่มความชุ่มชื้นก่อนเข้านอนได้เลย

ตาบวม ๆ เปลือกกล้วยช่วยได้


          นอกจากแตงกวาแล้ว ก็ยังมีเปลือกกล้วยอีกอย่างที่ช่วยลดอาการตาบวมตุ่ยได้ โดยประคบดวงตาด้วยเปลือกกล้วยทิ้งไว้สัก 5-10 นาที ให้ความชุ่มชื้นจากเปลือกกล้วยช่วยจัดการปัญหาตาบวมไปให้หมด

แก้ยุงกัด

          น้ำตาลในเปลือกกล้วยสามารถลดอาการบวมของตุ่มคันจากยุงกัดได้ด้วย โดยแค่ใช้เปลือกกล้วยด้านในถูลงไปตรงบริเวณผิวที่โดนยุงกัด แล้วคลึงเบา ๆ ทิ้งไว้สักพัก อาการบวมแดงก็จะหายไป หรือไม่ว่าจะถูกแมลงอะไรกัดต่อย เปลือกกล้วยก็ช่วยลดอาการบวม แดง คันได้

ฆ่าเชื้อ

          เปลือกกล้วยก็มีคุณสมบัติเป็นยาฆ่าเชื้อเหมือนกันค่ะ สามารถรักษาแผลที่ถูกมีดบาดได้ โดยนำเปลือกกล้วยมาตัดเป็นชิ้นแล้วคว่ำส่วนสีขาวปิดลงบนแผล แล้วใช้ผ้าก๊อซปิดทับอีกที ทิ้งไว้สัก 2-3 ชั่วโมงค่อยมาเปลี่ยนเปลือกกล้วยเป็นชิ้นใหม่ ปิดแบบนี้ไว้สักพักแล้วแผลจะค่อย ๆ หายไปเอง

เปลือกกล้วยแก้ส้นเท้าแตก

          อย่างที่เห็นว่าเปลือกกล้วยด้านในจะมีลักษณะลื่น ๆ ความลื่นของเปลือกกล้วยนี่แหละค่ะที่เมื่อนำมาถูบริเวณส้นเท้าที่แห้งกร้าน ทิ้งไว้สัก 10-15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด จะช่วยทำให้ผิวบริเวณส้นเท้านุ่มขึ้น ทำประจำสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง พร้อมกับทาครีมบำรุงตามไปด้วย ก็หมดปัญหาเรื่องส้นเท้าแตกแล้ว

บรรเทาปวด

          นำเปลือกกล้วยไปอังไฟ แล้วเอามาประคบร้อนบริเวณที่ปวดเมื่อย จะรู้สึกผ่อนคลายขึ้น

กินลดความอ้วน

          นี่ไม่ได้โม้นะว่าเปลือกกล้วยช่วยลดความอ้วนได้ แต่จะอธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ ว่าเปลือกกล้วยมีทั้งไฟเบอร์ วิตามินบี 6 บี 12 คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน วิตามิน A และลูติน จึงช่วยกระตุ้นการเบิร์นไขมันให้ดีขึ้นได้ อีกทั้งสารอาหารแน่นขนาดนี้ก็ทำให้เราอิ่มอยู่ท้องได้นาน แค่เพียงนำเปลือกกล้วยล้างสะอาดไปปั่นเป็นสมูทตี้ดื่มปกติเท่านั้นเอง

หมักเนื้อย่างให้นุ่ม

          ขณะย่างเนื้อในกระทะให้นำเปลือกกล้วยที่ล้างจนสะอาดลงไปคลุกเคล้าด้วยสักพัก ความชุ่มชื้นจากเปลือกกล้วยจะช่วยให้เนื้อย่างมีความนุ่มน่ากินมากขึ้น

กำจัดเพลี้ย

          กลิ่นของเปลือกกล้วยรบกวนโสตประสาทของเพลี้ยได้ดีมาก ๆ ฉะนั้นหากสวน ไร่ นา ของใครมีปัญหาเพลี้ย ให้นำเปลือกกล้วยไปโรยทิ้งไว้ตามจุดต่าง ๆ ให้ทั่ว แค่นี้ศัตรูพืชอย่างเพลี้ยก็จะไม่มากวนใจ

แก้เสี้ยนตำ

          เสี้ยนเล็ก ๆ ที่ตำมือตำเท้า เอาออกง่าย ๆ ด้วยการนำเปลือกกล้วยไปพอกที่ปลายเสี้ยนไว้สักพัก เอนไซม์ในเปลือกกล้วยจะค่อย ๆ คลายความแน่นของเสี้ยนที่ตำออกมา จนในที่สุดเราจะดึงเสี้ยนออกได้ง่าย ๆ และเจ็บน้อยกว่าที่เคย

กำจัดหูด ไฝ

          พอกหูดหรือไฝด้วยด้านในของเปลือกกล้วยเป็นประจำทุกคืนก่อนนอน ทำต่อเนื่องประมาณ 1 สัปดาห์ โพแทสเซียมในเปลือกกล้วยจะค่อย ๆ สลายไฝ ขี้แมลงวัน และหูดให้มีขนาดเล็กหรืออาจจะกำจัดตำหนิบนผิวหนังเหล่านี้ไปได้เลย

เป็นปุ๋ยสูตรเด็ด

          สารในเปลือกกล้วยไม่ได้มีดีต่อสุขภาพเท่านั้น แต่ยังเอื้อเฟื้อมาถึงงานสวนของคุณด้วย โดยนำเปลือกกล้วยมากองรวมกันบริเวณโคนต้นไม้ หรือใส่ในกระถาง แล้วรอวันที่เปลือกกล้วยย่อยสลาย ให้สารโพแทสเซียม ฟอสฟอรัส และสารอาหารอื่น ๆ ในเปลือกกล้วยช่วยบำรุงดูแลสุขภาพต้นไม้ของเราให้เติบโตแข็งแรง

ขจัดคราบเขม่าบนเตาแก๊ส

          ความลื่นของเปลือกกล้วยมีดีก็งานนี้ล่ะค่ะ เพราะสามารถนำเปลือกกล้วยมาถูไถบริเวณเตาที่เปื้อนคราบเขม่าได้ จากนั้นค่อยใช้ผ้าแห้งเช็ดตามอีกครั้ง เพียงเท่านี้เตาก็จะสะอาดปิ๊งเหมือนใหม่แล้ว

ขัดเงาเครื่องเงิน

          สำหรับเครื่องเงินที่หม่นหมองไปด้วยร่องรอยการใช้งาน แนะนำให้จัดการถูเครื่องเงินเหล่านั้นด้วยเปลือกกล้วยอย่างช้า ๆ จากนั้นก็เช็ดตามด้วยผ้าเนื้อนุ่ม คืนความสะอาดใสเงาวับให้เครื่องเงินเหมือนใหม่

ขัดรองเท้า

          ในเมื่อขัดเครื่องเงินให้เงาวับได้ แล้วทำไมกับรองเท้าหนังเปลือกกล้วยจะขัดให้เงาบ้างไม่ได้ล่ะ ดังนั้นหากรองเท้าหนังของคุณเจ็บมาเยอะ จัดเปลือกกล้วยถู ๆ ไถ ๆ สักหน่อยเป็นไง

          ขอทิ้งท้ายไว้ตรงนี้อีกนิดว่า การนำเปลือกกล้วยมาใช้ประโยชน์ดังกล่าว แนะนำให้ใช้เปลือกกล้วยสดใหม่ เพื่อประสิทธิภาพที่สมบูรณ์ที่สุด รวมทั้งไม่ใช่เปลือกกล้วยที่เก็บไว้นาน หรือเก็บไว้ในตู้เย็นด้วยนะคะ เพราะเปลือกกล้วยเหล่านี้อาจสูญเสียเอนไซม์และธาตุที่เคยมี และอาจมีเชื้อโรค เชื้อรามาแทน

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
Quid Corner, MICHELLE PHAN, Lifehacker

Wednesday, December 21, 2016

10 ประโยชน์ของบีทรูท (Beet Root) ช่วยดีท็อกซ์ตับ แก้ท้องผูก ป้องกันมะเร็ง




นับตั้งแต่สมัยโบราณกาล ผู้คนได้นำ บีทรูท หรือ บีตรูต (Beetroot) มารับประทานเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ เนื่องจากบีทรูทนี้สามารถรักษาโรคภัยต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ชาวกรีกและชาวโรมันโบราณต่างก็รับประทานบีทรูทเพื่อช่วยลดอุณหภูมิในร่างกายให้สมดุล

เราอาจจะคุ้นเคยกับบีทรูทในรูปแบบของน้ำบีทรูท สีม่วงๆ แดงๆ ใช่มั้ยคะ ซึ่งต้นบีทรูทเนี่ยก็อุดมไปด้วยสารอาหารและแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกายมาก อาทิเช่น วิตามินต่างๆ ซิงค์ ไอโอดีน แมกนีเซียม ซาโปนิน ฟลาโวนอยด์ แคลเซียม โซเดียม และคลอรีน

ไม่น่าเชื่อเลยใช่มั้ยคะว่า บีทรูท จะอัดแน่นไปด้วยสารอาหารที่เป็นประโยชน์มากมายขนาดนี้ เปรียบเหมือนยารักษาโรคจากธรรมชาติเพราะเจ้าผลไม้สีม่วงแดงชนิดนี้สามารถช่วยคุณในการรักษาและบรรเทาโรคภัยต่างๆ เช่น โรคเบาหวาน ระบบภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรง ปัญหาเกี่ยวกับการนอนหลับ โรคความดันโลหิตสูง และโรคไทรอยด์

ผลข้างเคียงของการบริโภคบีทรูทจำนวนมากๆ นั้นมีเพียงข้อเดียวคือ ปัสสาวะของคุณอาจจะกลายเป็นสีแดงอ่อนๆ ได้

นอกเหนือจากคุณประโยชน์ที่ได้กล่าวว่าข้างต้นแล้ว เราไปดูกันต่อดีกว่าค่ะว่าบีทรูทนั้นมีประโยชน์อะไรอีกบ้าง

1. กระตุ้นการไหลเวียนเลือด
หัวของต้นบีทรูทมีสารไนเตรทอยู่ ซึ่งจะกลายสภาพเป็น ไนไตรท์ ด้วยแบคทีเรียในปากขณะที่รับประทานอาหาร สารชนิดนี้จะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตให้ส่งไปเลี้ยงที่สมองได้ดี

2. ช่วยดีท็อกซ์ตับ
ในต้นบีทรูท มีสารบีเทน (Betaine) ที่จะช่วยเสริมสร้างการทำงานของตับให้มีประสิทธิภาพ

3. แก้ปัญหาประจำเดือนมาไม่ปกติ และสำหรับสุภาพสตรีที่หมดประจำเดือนแล้ว
บีทรูท เป็นพืชที่มี ธาตุเหล็ก อุดมอยู่จำนวนมาก การรับประทานบีทรูทก็จะช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดงให้เกิดใหม่ เพื่อแก้ปัญหาประจำเดือนมาไม่ปกติในหมู่สุภาพสตรี อีกทั้งยังเป็นประโยชน์ต่อสุภาพสตรีวัยหมดประจำเดือนด้วยเช่นกัน

4. ป้องกันคุณจากโรคมะเร็ง
จากการค้นคว้าวิจัยพบว่า น้ำบีทรูทมีสารที่มีประสิทธิภาพในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้องอก และเซลล์มะเร็งชนิดต่างๆ ได้

5. ลดความดันโลหิต
อย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้นแล้วว่า บีทรูท มีสารที่ชื่อว่าไนเตรท ซึ่งสารชนิดนี้จะช่วยลดความดันโลหิตได้เช่นเดียวกัน เพียงดื่มน้ำบีทรูทวันละ 2 แก้ว คุณก็สามารถยืดระยะเวลาในการไปพบหมอได้อีกนานเลยทีเดียว

6. รักษาอาการท้องผูก
น้ำบีทรูทช่วยในเรื่องของการระบบย่อยอาหารได้เช่นเดียวกัน อีกทั้งยังช่วยเร่งอัตราการเผาผลาญในร่างกาย ผู้อ่านท่านใดที่กำลังประสบกับอาการท้องผูกอยู่ล่ะก็ ลองหาน้ำบีทรูทมาดื่มกันดูนะคะ

7. มีประโยชน์ต่อกล้ามเนื้อ
หากคุณปรารถนาให้กล้ามเนื้อแข็งแรงและเสริมสร้างพลังให้กับร่างกาย น้ำบีทรูทคั้นสดๆ ก็สามารถช่วยคุณได้ค่ะ ดื่มแล้วยังให้ความรู้สึกสดชื่นอีกด้วย

8. ผิวพรรณเปล่งปลั่ง
ยังไม่หมดแต่เพียงเท่านี้ บีทรูทยังมีสารต่อต้านความชรา และเพิ่มความเปล่งปลั่งกระจ่างใสให้กับผิวพรรณ เพราะโฟเลตที่อยู่ในบีทรูทจะช่วยต่อต้านริ้วรอยก่อนวัย และปัญหาผิวพรรณชนิดอื่นๆ ดื่มน้ำบีทรูทเป็นประจำจะช่วยให้ผิวพรรณของคุณมีสุขภาพดี

9. ปรับสภาวะทางอารมณ์และจิตใจ
น้ำบีทรูทที่คั้นจากผลและใบของบีทรูทจะมีสารบีเทนและทริปโตเฟน ซึ่งมีส่วนช่วยในการผ่อนคลายความเครียด และทำให้จิตใจสงบ

10. ปกป้องความพิการของทารกแรกเกิด
ต้นบีทรูทยังอุดมไปด้วยโฟเลตและกรดโฟลิค ซึ่งมีส่วนช่วยในการป้องกันความพิการของทารกแรกเกิด ในกรณีของว่าที่คุณแม่มือใหม่ก็สามารถน้ำบีทรูทในปริมาณที่เหมาะสมเพื่อช่วยปกป้องลูกน้อยของคุณให้ห่างจากอันตรายทั้งปวง 


ขอบคุณที่มา:http://www.share-si.com/2016/12/10-beet-root.html
ที่มา...women.thaiza.com

โพสท์โดย: SpiderMeaw
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/explore/beetroot-juice-recipe/

Tuesday, December 20, 2016

7 ประโยชน์ของมะนาว-เลมอน ฝานบาง ๆ วางข้างเตียง ช่วยสุขภาพดี




         ถ้าอยากให้การนอนหลับเป็นมากกว่าแค่การพักผ่อนร่างกาย แนะนำให้ฝานมะนาวหรือเลมอนบาง ๆ แล้วนำไปวางข้างเตียงก่อนจะปิดไฟนอน

          มะนาวกับเลมอนไม่เพียงแต่เป็นพืชในวงศ์ตระกูลเดียวกันเท่านั้น แต่สรรพคุณของมะนาวและประโยชน์ของเลมอนก็มีสิ่งที่ดีต่อสุขภาพของเราเหมือน ๆ กัน โดยเฉพาะถ้าเรานำมะนาวหรือเลมอนไปไว้ใกล้ ๆ ตัวตอนนอน มะนาวกับเลมอนจะช่วยบรรเทาปัญหาสุขภาพได้ตั้งเท่านี้แน่ะ
1. ช่วยคลายเครียด

          กลิ่นซีตรัสของมะนาวและเลมอนมอบความสดชื่นในห้องนอนของเราได้ เมื่อสูดดมเข้าไปก็จะส่งผลให้สมองเกิดความรู้สึกผ่อนคลาย ความตึงเครียดที่วนเวียนอยู่ก็จะค่อย ๆ ห่างหายจากตัวเราไปเรื่อย ๆ ไม่เชื่อก็ลองวางมะนาวหรือเลมอนที่ฝานแล้วเอาไว้ใต้แอร์ดูสิ
2. แก้นอนไม่หลับ

          กลิ่นฉุนเบา ๆ ของซีตรัสจากมะนาวและเลมอนสามารถโน้มน้าวให้ระบบประสาทผ่อนคลายและสงบลงได้ อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนเซโรโทนินซึ่งเป็นฮอร์โมนแห่งการนอนหลับออกมาด้วย ดังนั้นนอกจากกลิ่นมะนาวและเลมอนจะช่วยลดดีกรีความเครียดแล้ว ยังจะช่วยให้เราสามารถนอนหลับได้ง่ายขึ้นกว่าเดิมอีกด้วยนะคะ

3. เรียกคืนสมาธิ

          สำหรับคนที่มักจะเกิดความฟุ้งซ่าน มีจินตนาการล้ำเลิศก่อนเข้านอนจนทำให้ฝันร้ายบ่อย ๆ กลิ่นหอมสดชื่นบวกละมุน ๆ จากเลมอนและมะนาวสามารถช่วยคุณได้ โดยจะช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบประสาทและสมองให้เข้าที่เข้าทาง เราจึงสามารถเรียกคืนสมาธิกลับมาได้อีกครั้งนั่นเอง
4. ลดระดับความดันโลหิต

          เมื่อความเครียดลดลง สมองและร่างกายรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น ก็แน่นอนว่าระบบการทำงานต่าง ๆ ของร่างกายก็จะกลับเป็นปกติ โดยเฉพาะระดับความดันโลหิตที่จะพุ่งปรู๊ดปร๊าดเมื่อเราเครียดหรือรู้สึกกังวลกับอะไรบางอย่าง ฉะนั้นหากไม่อยากเจอกับภาวะความดันโลหิตสูงก่อนเข้านอนอีกต่อไป แนะนำให้หากลิ่นมะนาวหรือเลมอนติดห้องนอนไว้ก็ดี

5. กระตุ้นสมอง ป้องกันอัลไซเมอร์

          จากผลการศึกษาของประเทศญี่ปุ่นเมื่อปี 2014 ทำให้ทราบว่า ในกลิ่นเลมอนที่เราสูดดมเข้าไป มีส่วนประกอบของสารต้านอนุมูลอิสระที่มีคุณสมบัติช่วยปกป้องเซลล์จากการถูกทำลายรวมอยู่ด้วย ซึ่งก็เป็นไปได้ว่า การสูดดมกลิ่นเลมอนเป็นประจำ อาจช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบประสาทและสมอง ส่งผลให้เสี่ยงโรคอัลไซเมอร์ลดลง
6. ปรับบรรยากาศห้องนอนให้เหมาะแก่การพักผ่อน

          ปฏิเสธไม่ได้จริง ๆ ค่ะว่าเพียงได้กลิ่นมะนาวหรือเลมอนก็ทำให้รู้สึกสดชื่นขึ้นได้ทันที แล้วลองคิดดูสิคะว่าถ้าห้องนอนของเราอบอวลไปด้วยกลิ่นซีตรัสแบบนี้จะให้ฟีลลิ่งที่ดีต่อใจขนาดไหน และไม่ใช่แค่ใจหรอกค่ะที่รู้สึกว่าโอเค แต่ร่างกายของเราก็จะเข้าสู่โหมดแห่งการพักผ่อนหย่อนใจได้ทันทีด้วยเช่นกัน

7. ช่วยให้ตื่นมาพร้อมความสดชื่น

          อีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยให้ร่างกายตื่นมาพร้อมกับความรู้สึกสดชื่นทันทีที่ลุกออกจากเตียงได้ ก็คือการมีกลิ่นมะนาวหรือเลมอนข้าง ๆ กายเรานี่แหละค่ะ เพราะอย่างที่เราเคยรู้สึกกันมานั่นแหละว่า กลิ่นซีตรัสเหล่านี้ดมแล้วให้ความรู้สึกสดชื่น ดังนั้นสมองจึงตื่นตัวไปด้วยได้ไม่ยาก หรือหากใครอยากได้ความรู้สึกตื่นเต็มตาแบบขั้นกว่า แนะนำให้ดื่มน้ำมะนาวตอนเช้า ไปด้วยเลย

          จะว่าไปมะนาวหรือเลมอนก็หาซื้อไม่ยาก ซึ่งก็คงไม่น่าจะลำบากที่เราจะลองกระตุ้นและฟื้นฟูสุขภาพกันด้วยวิธีนี้เนอะ


ขอขอบคุณข้อมูลจาก
davidwolfe
1mhealthtips.com
healthyfoodandhomeremedies
http://health.kapook.com/view162828.html
เครดิตภาพ  http://health.kapook.com/view162828.html

Monday, December 19, 2016

30 นิสัยแย่ ๆ ที่ควรโบกมือลาไปพร้อมกับปีเก่า




          ปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงหลายคนคงแพลนเป้าหมายชีวิตตัวเองกันไว้แล้ว แต่อีกสิ่งหนึ่งที่เชื่อว่ายังหลงลืมกันอยู่ก็คือ การทำให้ตัวเองให้โตขึ้นอีกก้าวหนึ่งด้วยเลิกทำนิสัยไม่ดีบางอย่าง ทีนี้ลองมาสำรวจตัวเองกันดีกว่าว่ามีนิสัยแย่ ๆ อะไรบ้างที่ควรทิ้งไปพร้อมกับช่วงสิ้นปี

          ใครที่อยากให้ปีหน้ามีแต่สิ่งดี ๆ เข้ามาในชีวิตก็คงเตรียมตัวไปแก้เคล็ดเสริมดวงให้เกิดสิริมงคลในชีวิตกันแล้ว เช่น ทำบุญ ไหว้พระ สวดมนต์ ซึ่งเราเชื่อว่าหลายคนก็ลืมนึกไปว่ายังแอบซุกเรื่องราวไม่ดีในปีเก่า ๆ ให้รกใจอยู่เหมือนเดิม  แล้วแบบนี้จะเรียกว่าปีหน้าฟ้าใหม่ได้ยังไงกัน ดังนั้นลองมาอ่านบทความดี ๆ จากเว็บไซต์ marcandangel.com   ที่อาจช่วยเตือนสติได้ว่าเราควรปล่อยนิสัยแย่ ๆ 30 ข้อต่อไปนี้ให้จางหายไปพร้อมกับไฟประดับในวันสิ้นปี ถือเป็นการนับถอยหลังสิ่งไม่ดีต้อนสิ่งดี ๆ ในปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง
   
1. นิสัยอารมณ์ร้อน วู่วาม 

          หากรู้ตัวว่าเป็นคนขี้โมโห อะไรนิดอะไรหน่อยก็ต้องเคลียร์ตัวต่อต่อให้รู้เรื่องเดี๋ยวนั้นเลย ก็ขอให้เพลา ๆ ลงหน่อยค่ะ ซึ่งเราก็อยากเตือนว่าอารมณ์ความโกรธทำให้เกิดเรื่องเดือดร้อนในภายหลังได้ หากใครกลัวว่าจะทำไม่ได้ก็ขอแนะนำให้เดินหนีไปจากตรงนั้นแทนที่จะสาดอารมณ์ใส่กัน เพียงเท่านี้ก็ลดการปะทะกันได้แล้วค่ะ 

2. นิสัยอาฆาตพยาบาท 

          ใครที่มักจะเก็บความแค้นเอาไว้ในใจ เราขอให้คิดใหม่นะคะว่าชีวิตเราสั้นเกินกว่าจะเสียเวลาไปกับการคิดพยาบาทใคร ทางที่ดีควรเอาเวลามาหาความสุขใส่ตัวเอง สร้างมิตรกับคนรอบข้างน่าจะเวิร์กกว่านะ เราเองก็ไม่ต้องใช้ชีวิตแบบหวาดระแวงกลัวใครจะมาทำร้ายด้วย

3. คิดว่าตัวเองต่ำต้อยกว่าคนอื่น 
แม้ว่าช่วงสิ้นปีจะวนกลับมาอีกรอบหนึ่งแล้ว แต่ถ้าชีวิตเราก็ยังไม่ได้ดีขึ้นมีแบบผิดหูผิดตาเหมือนคนอื่นเราก็อย่าเสียเวลาอมทุกข์เพราะคิดเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นอยู่เลย เอาเวลามานั่งวางแผนชีวิตตัวเองในปีหน้าดีกว่า

4. ใช้ชีวิตตามคำแนะนำของคนอื่น 

          คนบางคนกว่าจะเริ่มตั้งหลักชีวิตตัวเองได้ก็แทบจะเกินครึ่งชีวิตไปซะแล้ว เพราะมัวแต่เสียเวลากับการเดินทางผิดที่ใครบอกว่าดี ซึ่งความจริงแล้วตัวเราเองนั่นแหละควรตัดสินใจเองว่าจะใช้ชีวิตไปในทิศทางไหน

5. ใช้ชีวิตแบบคนไม่ยอมโต 
นี่คือนิสัยของคนที่ไม่เคยทำอะไรด้วยตัวเองเลย มัวแต่รอให้คนอื่นมาคอยช่วยเหลือ ซึ่งความจริงแล้วคนเราอายุมากขึ้นทุกวัน ถ้าคุณไม่กล้าเริ่มต้นที่จะลองผิดลองถูกตอนนี้ ยิ่งแก่ตัวไปก็จะยิ่งทำอะไรไม่เป็นนะ

 6. ยึดติดอยู่กับเรื่องเมื่อวาน 

          อะไรที่เกิดขึ้นแล้วก็ขอให้แล้วไป อย่าไปยึดติด เพราะชีวิตเราเมื่อตื่นมาวันใหม่ ๆ ย่อมต้องมีเรื่องใหม่ ๆ เข้ามาให้เรียนรู้เสมอ เปิดใจรับเรื่องใหม่ ๆ แทนการคิดเรื่องเก่าดีกว่านะ  

7. หนีปัญหา 

         บางคนอาจคิดว่าการหนีปัญหาทำให้เรื่องจบง่ายกว่าการเข้าไปเคลียร์ แต่ความจริงแล้วมันจะยิ่งหนักกว่าเดิม ดังนั้นเมื่อเกิดปัญหาคุณต้องกล้าที่จะเผชิญกับมัน เรื่องใหญ่ก็จะกลายเป็นเรื่องเล็กได้

8. เก็บเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ มาคิดมาก 

          ถ้ามีเรื่องราวเล็กน้อยมาทำให้เรารู้สึกแย่ ขอให้รู้ไว้ว่าเดี๋ยวมันก็จะผ่านไปเอง และเราก็ควรปรับทัศนคติตัวเองให้คิดบวกกับสิ่งแย่ ๆ ก็จะช่วยให้ชีวิตเราไม่เครียดไปซะหมด

9. คิดว่าเราเหนือกว่าคนอื่น 

          การหยิ่งทะนงในตัวเองไม่ใช่เรื่องดีเลย เพราะความจริงแล้วคนแต่ละคนมีประสบการณ์ในชีวิตที่ต่างกัน โอกาสในชีวิตที่ได้รับก็ต่างกัน ดังนั้นควรคิดใหม่ว่าเราก็เหมือนคนอื่นที่ชีวิตยังมีอะไรให้ต้องเรียนรู้อีกมาก  

10. ติดแชทงอมแงม 
โลกโซเชียลมีเดียช่วยเปิดหูเปิดตาให้เราก็จริง แต่เราก็ควรใช้ให้ถูกเวลาด้วย เพราะถ้ามัวแต่อยู่ในสังคมก้มหน้า คนรอบข้างจะไม่คบหาเอานะ ดังนั้นควรเก็บเอาไว้เล่นตอนเวลาอยู่คนเดียวดีกว่า

 11. อยากลาออกจากชีวิตมนุษย์เงินเดือน 

          นิสัยของมนุษย์เงินเดือนส่วนใหญ่มักจะเบื่องานประจำของตัวเองเสมอ และมักจะบอกกับตัวเองเสมอว่า ลาออกมาเป็นเจ้านายตัวเองดีกว่าเยอะ ความคิดแบบนี้มักทำให้พลังใจในการทำงานหดหายโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นควรคิดใหม่ว่างานประจำที่ทำอยู่ไม่แย่นักหรอก สิ่งที่ทำทุกอย่างล้วนเป็นประสบการณ์ให้เราเก็บเกี่ยวเพื่อเอาไว้ใช้ในอนาคต   

12. ไม่คิดอะไรเยอะ 

          แม้ว่าบางเรื่องไม่ใช่เรื่องซีเรียสก็ควรคิดให้ถี่ถ้วนก่อนตัดสินทำอะไรลงไป เพราะบางทีอาจนำมาซึ่งข้อผิดพลาดให้ต้องแก้ไขอยู่เสมอ ดังนั้นในปีหน้าฟ้าใหม่นี้ควรเปลี่ยนนิสัยตัวเองให้กลายเป็นคนคิดรอบคอบขึ้น จะได้ไม่ต้องเสียเวลาแก้ปัญหาที่ตามมา

13. ทิ้งของเหลือใช้เป็นขยะ 

         ช่วงสิ้นปีเป็นเวลาที่ดีในการจัดระเบียบสิ่งของภายในบ้าน เพื่อเคลียร์ทางให้ของใหม่ ๆ ที่อาจจะซื้อในปีหน้า ดังนั้น หากของอะไรที่ยังสภาพดีอยู่ก็ไม่ควรทิ้งให้กลายเป็นขยะ แต่ควรนำไปบริจาคให้ประโยชน์ต่อผู้อื่น เช่น หนังสือ โซฟา โต๊ะ เป็นต้น คนอื่นก็จะแฮปปี้ บ้านคุณก็จะเป็นระเบียบกว่าเดิมด้วย แบบนี้ถือว่าวิน-วินนะ !

คนเรามักไม่รู้ตัวว่าความสุขอยู่กับเราตลอดเวลา  มัวแต่คิดว่าต้องไขว่คว้าหาเอาจากสิ่งรอบตัว โดยมองข้ามตัวเองไป ดังนั้นถ้ารู้สึกไม่สบายใจก็ควรหาเวลาอยู่กับตัวเองเพื่อหาคำตอบให้ได้ว่ากำลังไม่สบายใจเรื่องอะไร เราจะได้คลายทุกข์ได้ตรงจุดนั่นเอง

15. ทำอะไรต้องได้รับการตอบแทน 

         การหยิบยื่นสิ่งดี ๆ ให้ใครก่อนโดยไม่หวังค่าตอบแทนนั้นอาจเป็นสิ่งที่ไม่เคยชินสำหรับบางคนแต่เราขอแนะนำให้ลองทำดูสักหน่อย แล้วคุณจะรู้ว่าแค่การให้ก็สามารถสร้างมิตรภาพให้เกิดขึ้นได้  

16. นิสัยโกหก 

         แม้ว่าจะเป็นการโกหกเพราะความจำเป็น แต่ไม่ว่าใครก็ไม่ชอบทั้งนั้น ดังนั้นไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ควรพูดความออกจริงไปเรื่องราวจะได้ไม่แย่หนักกว่าเดิม คนฟังก็ไม่เสียความรู้สึกด้วยถ้าหากมารู้ความจริงทีหลัง

17. นิสัยขี้โกง 

         คงไม่ดีแน่ถ้าคุณเริ่มต้นปีมาก็คิดจะกอบโกยผลประโยชน์จากคนอื่นซะแล้ว ดังนั้นก็ควรเลิกนิสัยนี้ให้เด็ดขาดเลย เพราะถ้าคุณยังทำอยู่ก็สะท้อนให้เห็นว่าคุณไม่ซื่อสัตย์แม้แต่ตัวเอง ใคร ๆ ก็คงไม่อยากคบเป็นเพื่อนด้วยหรอก

 18. นิสัยไม่ยอมคน 
ความจริงแล้วชีวิตเราไม่จำเป็นต้องชนะคนอื่นเสมอไป หากอะไรยอมได้ก็ยอมไปเถอะ หรือใครที่มีนิสัยเอาแต่ใจมาก ๆ ลองเอาใจเขามาใส่ใจเราดูนะ จะได้เข้าใจความรู้สึกของคนอื่นมากขึ้น

19. กลัวไปก่อน 

         ความกลัวไม่ทำให้ชีวิตเราดีขึ้น มีแต่จะทำให้ถดถอยลงคลองมากไปกว่าเดิม ดังนั้นเริ่มต้นใหม่ในปีหน้าก็ลองบอกตัวเองใหม่ว่าทำให้ดีที่สุด ผลจะเป็นอย่างไรก็ค่อยว่ากัน แล้วคุณจะรู้สึกมั่นใจในการลงมือทำมากขึ้น

20. รอคอยโชคชะตาฟ้าลิขิต 

         เรื่องดวงก็มีอิทธิพลกับเราส่วนหนึ่งซึ่งเป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ เท่านั้น แต่สิ่งสำคัญที่จะทำให้ชีวิตเราประสบความสำเร็จก็คือการลงมือทำที่ต้องมาพร้อมกับความพยายามของเรานั่นเอง   

21. นิสัยเป๊ะทุกกระเบียดนิ้ว 

         นิสัยแบบนี้อาจทำให้คนที่อยู่ด้วยเครียดไปหน่อย ดังนั้นก็อย่าเข้มงวดกับตัวเองมากนักจะพาลทำให้ชีวิตเครียดเปล่า ๆ ซึ่งในปีใหม่นี้คุณลองเทคะแนนซีเรียสให้กับเฉพาะเรื่องที่สำคัญเท่านั่นดู ไม่แน่ว่าชีวิตคุณอาจมีเรื่องสนุก ๆ ให้ทำเพียบกว่าที่เคยเป็นมาก็ได้

หากใครเป็นคนหวงวิชาแบบนี้เราขอให้ปรับมุมมองดูใหม่ เพราะการที่เราช่วยคนอื่นแก้ปัญหา เราก็จะได้เรียนรู้ปัญหาใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นนั่นเอง อีกทั้งถ้าในอนาคตคุณมีปัญหาใคร ๆ ก็อยากจะยื่นมือช่วยเหลือคุณด้วยนะ

23. โทษตัวเองตลอด 

          อะไรที่ผิดพลาดไปแล้วคุณต้องให้อภัยตัวเองซะบ้าง อย่ามัวแต่รู้สึกซ้ำ ๆ ว่าเป็นเพราะเรา เราผิดเอง ซึ่งนั่งคิดไปเราก็กลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว

24. แคร์คนอื่นมากกว่าตัวเอง 

         หลายคนมัวแต่เทิดทูนและห่วงใยคนอื่น จนลืมนึกไปว่าคุณค่าในตัวเราก็อาจมีความสำคัญต่อคนอื่นด้วย ดังนั้นอย่าปล่อยให้คนอื่นมีอิทธิพลกับตัวเรามากจนเกินไปจนไม่เป็นตัวของตัวเอง   

25. ไม่เคยแสดงความสามารถของตัวเองออกมา 

          แม้ว่าบางคนอาจมีความสามารถแต่ไม่เคยได้มีโอกาสแสดงความสามารถออกมาเลย ดังนั้นเราขอแนะนำว่าคุณควรเริ่มต้นในปีหน้านี่แหละ เมื่อคิดได้ว่าเราเก่งอะไร ก็มุ่งไปให้ถูกทางเลย ไม่แน่ว่าในปีหน้าอาจเป็นปีทองสุดรุ่งของคุณก็ได้  

26. ประจบประแจงคนอื่น 

          การทำให้ตัวเองให้เป็นที่รักของคนอื่นถือเป็นสิ่งที่ดีนะคะ แต่ก็ไม่ต้องแอ็บมากไปจนดูเกินงาม สู้ทำนิสัยน่ารัก ๆ ในแบบที่เป็นเราดีกว่า ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวก็ต้องมาเครียดอีกว่าใครจะคิดกับเรายังไงบ้างนะ ดังนั้น ปีใหม่นี่แหละเป็นโอกาสเหมาะที่เราจะแสดงความน่ารักในทางที่ถูกให้คนประทับใจ เช่น ซื้อของขวัญปีใหม่ฝากหัวหน้างาน หรือ ให้ของขวัญเพื่อนบ้าน เป็นต้น

27. คิดว่าโลกนี้อยู่ยากขึ้นทุกวัน 

         การมองโลกในแง่ร้ายไว้บ้างก็มีข้อดีคือทำให้ใช้ชีวิตอย่างระวังตัวมากขึ้น แต่ถ้าเมื่อไรที่เริ่มอินกับทัศนคติแบบนั้นมากไปเห็นทีชีวิตคงไม่มีความสุขแน่ เพราะมัวแต่กลัวอันตรายที่อยู่รอบตัวไปหมด ดังนั้นเราจึงขอแนะนำว่า ลองหันมาอ่านสาระบันเทิงอื่น ๆ ดูบ้าง แล้วคุณจะพบว่าเรื่องราวดี ๆ รอบตัวก็ยังมีนะ

28. ปล่อยให้เวลารักษาแผลใจ 
คำคมดี ๆ ส่วนใหญ่มักจะแนะนำเราแบบนี้ แต่เราขอเตือนสติให้คิดใหม่ว่า ไม่มีประโยชน์ที่เราจะอมทุกข์นานข้ามปีเพียงเพราะเรื่องเก่าฝังใจ ที่ควรทำจริง ๆ ก็คือ หากมีเรื่องราวติดค้างในใจกับใครก็รีบนัดเคลียร์ให้เข้าใจกัน เอาเวลาไปจดจำช่วงเวลาดี ๆ ของปีหน้าที่กำลังจะมาถึงดีกว่า

29. คิดว่าการเริ่มต้นใหม่ต้องรอเวลาเหมาะ ๆ 

          การคิดแบบนี้ยิ่งทำให้คุณเสียเวลากับเรื่องนั้น ๆ มากขึ้นไปอีก ดังนั้น หากรู้ตัวว่าอยากเริ่มต้นอะไรใหม่ ก็ลงมือทำเลยไม่ต้องรอเวลา สิ่งที่ต้องการจะได้มาถึงเร็ว ๆ ยังไงล่ะ

30. ผัดวันประกันพรุ่ง 

          ใครที่รู้ตัวว่าเป็นคนชอบผัดวันประกันพรุ่ง เราขอให้ลองปรับมุมมองดูใหม่ว่า ถ้ามีสิ่งใดที่ควรทำก่อน ให้รีบจัดการให้เสร็จซะ  ซึ่งมันมีข้อดีนะ เพราะถ้าคุณจัดการสิ่งนั้นเรียบร้อยแล้ว คุณก็จะมีเวลาเหลือเอาไว้ทำอย่างอื่นโดยที่ไม่ต้องรู้สึกว่ามีอะไรค้างคาอยู่

           ปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงนี้หลายคนคงคิดจะเปลี่ยงแปลงตัวเองให้ดีขึ้น ก็ลองนำสิ่งที่เราแนะนำไปปรับใช้ดูได้ค่ะ หากคุณสามารถตัดนิสัยแย่ ๆ เหล่านี้ได้มามากกว่าสิบห้าข้อ ก็ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีแล้วล่ะค่ะว่าชีวิตในปีหน้าของคุณต้องไปได้สวยแน่ 

เครดิตภาพ  http://health.kapook.com/view106252.html