Sunday, October 23, 2016

9 เรื่องมหัศจรรย์ของเปลือกไข่ เอามาทำอะไรเจ๋ง ๆ ได้ตั้งเยอะ !



ภาพจาก handsoccupied



ประโยชน์ของเปลือกไข่ ที่สามารถนำมาใช้กับงานบ้านและงานสวนได้มากมาย รับรองว่าถ้ารู้แล้วจะไม่อยากทิ้งเปลือกไข่อีกต่อไป

          ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าไข่มีประโยชน์อะไรบ้าง…แต่จะมีใครรู้ประโยชน์ของเปลือกไข่บ้าง แม้จะขึ้นชื่อว่าเป็นส่วนที่เหลือใช้ ตอกเสร็จก็โดนโยนทิ้งลงถังขยะ วันนี้กระปุกดอทคอมจะทำให้ทุกคนได้เห็นว่าเปลือกไข่มีประโยชน์มากมายขนาดไหนกับ 9 เรื่องมหัศจรรย์ของเปลือกไข่ที่สามารถเอามาใช้การงานบ้านและงานสวนได้มากมายกว่าที่คิดไว้เยอะเลย

1. ทำปุ๋ยบำรุงพืช

          หนึ่งในสารอาหารที่ต้นไม้ต้องการมากที่สุดคือ แคลเซียม ซึ่งหาได้จากเปลือกไข่เหลือ ๆ ในจากครัวนั่นเอง ด้วยการนำเปลือกไข่มาล้างให้สะอาด แล้วตำหรือบดให้ละเอียด นำไปโรยบริเวณโคนต้นไม้หรือใช้ผสมดินก่อนปลูกต้นไม้ คราวนี้ต้นไม้ก็จะได้สารอาหารจากแคลเซียมเปลือกไข่ไปเต็ม ๆ ออกดอกผลิใบสวยงาม ไม่ต้องซื้อสารอาหารหรือปุ๋ยเคมีมาใช้ให้เป็นอันตรายอีกต่อไป

2. ผสมน้ำรดต้นไม้

          น้ำต้มเปลือกไข่ก็ใช้รดน้ำเพื่อเสริมแคลเซียมให้ต้นไม้ได้เหมือนกัน ฉะนั้นหลังต้มไข่เสร็จก็อย่าเพิ่งเทน้ำทิ้งไปซะล่ะ ให้วางไว้จนกว่าน้ำจะหายร้อนหรือเทใส่ขวดโหลเก็บไว้ ก่อนเอาไปรดน้ำต้นไม้ เพียงสัปดาห์ละ 2 ครั้งก็พอ หรืออีกหนึ่งวิธีง่าย ๆ ก็คือบดเปลือกไข่ใส่แก้วแล้วเทน้ำร้อนแช่ทิ้งไว้ก็ใช้แทนกันได้นะคะ

3. ใช้ขับไล่ศัตรูพืช

          แม้ปัญหาศัตรูพืชจะเป็นเรื่องที่คนรักสวนกังวลมากที่สุด แต่ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องพึ่งสารเคมีเลยสักนิดเดียว เพราะแค่นำเปลือกไข่มาตำให้พอหยาบหรือบดเป็นผง แล้วใช้โรยรอบ ๆ โคนต้นไม้ แมลงศัตรูพืชอย่าง หอยทาก หนอน และบุ้ง ก็จะไม่กล้าเข้ามากัดกินต้นไม้อีกต่อไป มิเช่นนั้นพวกมันจะได้รับอันตรายจากเศษเปลือกไข่บาดตัว

4. กระถางเพาะต้นกล้า

          เห็นเปลือกไข่ใบเล็ก ๆ แบบนี้ แต่เอามาเพาะต้นกล้าได้เยี่ยมเชียวแหละ โดยนำเปลือกไข่มากะเทาะเอาเฉพาะส่วนบนออก จับวางในแผงไข่ ใส่ดิน แล้วนำเมล็ดมาฝัง เพียงเท่านี้ต้นกล้าก็จะเติบโตอย่างแข็งแรงเพราะสารอาหารที่ได้จากเปลือกไข่ แถมยังไม่ต้องซื้อแผงเพาะกล้าให้เปลืองเงินด้วย

5. สครับทำความสะอาดของใช้

          สารพัดคราบสกปรกที่เราไม่สามารถล้วงมือลงไปล้างทำความสะอาดภายในได้ เช่น ขวดหรือแจกันปากเล็ก ๆ แค่นำเปลือกไข่มาบดให้พอหยาบ แล้วเทใส่ขวดพร้อมน้ำอุ่นและน้ำยาล้างจาน จากนั้นก็ปิดฝาแล้วเขย่าให้เศษเปลือกไข่สครับขัดคราบสกปรกแล้วค่อยเทออก

6. ดักเศษอาหารท่อน้ำทิ้ง

          เศษอาหารจากการล้างจานมักจะเข้าไปอุดตันอยู่ในท่อน้ำทิ้ง ทำให้น้ำระบายออกไม่สะดวก สามารถป้องกันปัญหานี้ได้โดยการนำเปลือกไข่มาบดให้เป็นผงละเอียด แล้วโรยปิดปากท่อน้ำทิ้งในอ่างล้างจานเอาไว้ วิธีนี้จะช่วยดักเศษอาหารไม่ให้หลุดลงไปในท่อ หากเทลงในท่อน้ำที่มีการอุดตัน เปลือกไข่ยังชวยทะลวงสิ่งสกปรกในท่อระบายน้ำได้ด้วยล่ะ

7. DIY เทียนหอม

          สร้างบรรยากาศโรแมนติกในบ้านได้ง่าย ๆ เริ่มจากนำเปลือกไข่ที่กะเทาะเฉพาะส่วนบนไปทำความสะอาด จากนั้นก็นำเทียนมาละลาย เทลงในเปลือกไข่ เติมน้ำมันหอมระเหยเพิ่มกลิ่นหอม วางไส้เทียนให้พอดี และทิ้งไว้สักพักจนเทียนแข็งตัวก่อนค่อยนำไปใช้

ภาพจาก คุณ Troom Troom สมาชิกเว็บไซต์ยูทูบดอทคอม
  
8. โมเสกแต่งผนัง
 

          ถ้ากระเบื้องโมเสกมันแพงนัก ก็จัดโมเสกปลือกไข่แต่งผนังบ้านให้สวยไปเลย เริ่มจากนำเปลือกไข่มาล้าง จากนั้นก็ออกแบบเลเอาท์ผนังที่จะตกแต่ง บดเปลือกไข่ให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ ขนาดใกล้เคียงกับกระเบื้องโมเสก จัดการก็ใส่ไอเดียทั้งทาสี เพ้นท์ลาย ก่อนนำไปติดบนผนัง
 

9. ลับใบมีดเครื่องปั่น

          คงไม่มีใครกล้าล้วงมือลงไปลับใบมีดในเครื่องให้เสียวบาดมือเล่นหรอกใช่ไหมคะ ! งั้นเอาอย่างนี้ดีกว่า นำเปลือกไข่ไปแช่ในช่องฟรีดจนเปลือกไข่แข็ง แล้วใส่ลงไปในโถปั่น เทน้ำเปล่าตามลงไปเล็กน้อย ปิดฝา และเปิดเครื่องปั่นเปลือกไข่ให้ละเอียด เปลือกไข่ที่ถูกปั่นจะช่วยลับใบมีดให้คมไปในตัว แถมยังช่วยทำความสะอาดโถปั่นได้อีกด้วยล่ะ

          รู้อย่างนี้แล้วคงไม่มีใครอยากจะทิ้งเปลือกไข่แล้วใช่ไหมคะ ฉะนั้นหลังทำอาหารเสร็จก็อย่าลืมเก็บเปลือกไข่ไว้ทำประโยชน์ต่อล่ะ จะได้ไม่สร้างจำนวนขยะให้กับโลก แถมยังทำให้บ้านของเราสะอาดขึ้นด้วย
 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก onegoodthingbyjillee, Happymoneysaver และ Bobvila

Saturday, October 22, 2016

3 ประโยชน์สุดเริด ที่ได้จากการกินโยเกิร์ตตอนเช้า




            บ้างก็ว่ากินโยเกิร์ตตอนเช้าแล้วจะท้องเสีย บ้างก็สงสัยว่ากินโยเกิร์ตจะอ้วนไหม ซึ่งเราอยากเตือนว่าอย่าเพิ่งปักใจเชื่อข้อมูลเท็จจริงใด ๆ เพราะจริง ๆ แล้วกินโยเกิร์ตตอนเช้านี่แหละเริดอย่าบอกใครเลย

           เรื่องสุขภาพและอาหารการกินเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ดูจะมีความคลุมเครืออยู่ไม่น้อย อย่างประเด็นกินโยเกิร์ตตอนเช้า กินโยเกิร์ตตอนท้องว่าง หลายคนยังคงสงสัยว่าดีกับสุขภาพจริง ๆ หรือจะเป็นอาหารเช้าลดน้ำหนักได้หรือไม่ ฉะนั้นก่อนจะเข้าใจข้อมูลผิด ๆ ไป เราอยากให้มาอ่านข้อมูลด้านล่างนี้ก่อน



กินโยเกิร์ตตอนเช้าดีไหม

           ก็ไม่อยากจะร่ำไรให้มากความค่ะ เอาเป็นว่ามาอ่านให้เต็ม ๆ ตาว่ากินโยเกิร์ตตอนเช้าแล้วมันดีอย่างนี้นี่ไง


 

1. กินโยเกิร์ตตอนเช้า ลดความอ้วนง่ายขึ้น

   
           Michael Zemel นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Tennessee เผยผลวิจัยที่พบว่า อาสาสมัครที่กินโยเกิร์ต 3 มื้อต่อวัน มีแนวโน้มลดน้ำหนักได้มากกว่า 22% และลดไขมันในร่างกายได้มากกว่า 61% เมื่อเทียบกับกลุ่มอาสาสมัครที่ไม่ได้กินโยเกิร์ตเลยสักมื้อ ซึ่งนักวิจัยก็อธิบายว่า โยเกิร์ตเปี่ยมไปด้วยโปรตีน ช่วยให้ร่างกายรู้สึกอิ่มอยู่ท้อง อีกทั้งปริมาณแคลเซียมที่สูงในโยเกิร์ตยังช่วยในกระบวนการเบิร์นไขมันในร่างกายอีกด้วย
   
           แต่ทั้งนี้เราก็ควรเลือกโยเกิร์ตรสธรรมชาติและผสมผลไม้สด ๆ อย่างเนื้อส้ม แอปเปิล กล้วย หรือผลไม้ชนิดอื่นเข้าไปในโยเกิร์ตถ้วยเดิมของคุณด้วย เพื่อให้ไฟเบอร์ในผลไม้เติมเต็มความอิ่มในท้องของเราได้มากขึ้น


 

2. กินโยเกิร์ตตอนท้องว่าง แก้ท้องผูกได้
   
           ในโยเกิร์ตมีวิตามินและเกลือแร่อยู่หลายชนิดด้วยกัน ไม่ว่าจะวิตามินบี วิตามินดี และแคลเซียม อีกทั้งยังมีโพรไบโอติกส์อยู่มาก ซึ่งในการศึกษาก็พบว่า วิตามินและเกลือแร่ในโยเกิร์ตเหล่านี้มีส่วนช่วยปรับสมดุลการทำงานของลำไส้ ช่วยแก้อาการท้องผูก ช่วยป้องกันอาการลำไส้อักเสบ และช่วยป้องกันอาการท้องเสียได้
   
           เพราะโพรไบโอติกส์ในโยเกิร์ตจะช่วยต่อต้านแบคทีเรียชนิดไม่ดี ในขณะที่ช่วยเสริมกำลังแบคทีเรียชนิดดีในลำไส้ได้ และหากกินโยเกิร์ตตอนท้องว่าง ร่างกายก็จะดูดซึมประโยชน์ดังกล่าวของโยเกิร์ตได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยมากที่สุด โดยเฉพาะกับคนที่มักจะมีอาการท้องผูก ถ่ายยาก ลองกินโยเกิร์ตเป็นอาหารเช้าอย่างแรกดูสิคะ แต่สำหรับคนที่ถ่ายยากหนักมาก อาจต้องลองกินโยเกิร์ตติดต่อกันอย่างน้อย 3-7 วัน เพื่อให้ร่างกายได้ปรับสมดุลซะก่อน



3. ลดความเสี่ยงมะเร็งลำไส้
   
           ในกรณีที่กินโยเกิร์ตเป็นประจำ ระบบลำไส้ของเราจะได้รับการปรับสมดุล พร้อมทั้งคอยเสริมทัพให้แบคทีเรียชนิดดีในลำไส้มีความสตรองต่อเชื้อก่อโรคใด ๆ มากขึ้น  ซึ่งข้อมูลนี้ก็มีงานวิจัยจากฝรั่งเศสมาช่วยยืนยันด้วยว่า คนที่กินโยเกิร์ตค่อนข้างบ่อยจะช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็งลำไส้ได้ครึ่งต่อครี่ง เมื่อเทียบกับกลุ่มอาสาสมัครที่กินโยเกิร์ตไม่บ่อย หรือไม่กินโยเกิร์ตเลย
   
           ทั้งนี้นักวิจัยก็ยังแนะนำมาอีกว่า เราควรกินโยเกิร์ตในมื้อเช้าเพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์จากโยเกิร์ตได้อย่างเต็มที่ และควรเลือกกินโยเกิร์ตรสธรรมชาติกับผลไม้น้ำตาลต่ำ ๆ เช่น แอปเปิล กล้วย หรือแก้วมังกร เป็นต้น

           เห็นไหมล่ะว่ากินโยเกิร์ตตอนเช้าแล้วสุขภาพแฮปปี้จะตาย ดังนั้นมื้อเช้าของคุณต่อไปนี้ก็ไม่ควรพลาดโยเกิร์ตด้วยประการทั้งปวง อ้อ ! และถ้าอยากเติมความเฮลธ์ตี้ให้โยเกิร์ตเพิ่มขึ้นไปอีก แนะนำให้กินโยเกิร์ตตามนี้เลยจ้า

           - กินโยเกิร์ตกับอะไรดี ถ้วยนี้ได้เฮลธ์ตี้คูณสอง 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
health
healthclover
livestrong
liveinthenow

http://health.kapook.com/view158932.html
เครดิตภาพ  ภาพจาก pexels.com

9 อาหารบำรุงร่างกาย ในยามที่รู้สึกเศร้าหมองหรือหดหู่




          ก่อนที่ความรู้สึกหม่นหมองจะครอบครองเราทั้งชีวิตและวิญญาณ ก็อยากให้ทุกคนหันมาดูแลสุขภาพร่างกายด้วยอาหารเพื่อสุขภาพกันสักนิด

          อย่างที่เห็นและรู้ซึ้งแก่ใจกันดีว่าชีวิตของชาวไทยทุกคนในตอนนี้เข้าสู่โหมดเศร้าโศกเสียใจอย่างสุดซึ้ง แต่ถึงกระนั้นเราจะปล่อยให้ความรู้สึกหดหู่ หม่นหมองมานำหน้าชีวิตเราก็คงไม่ดีแน่ ๆ วันนี้กระปุกดอทคอมจึงขออนุญาตนำเสนอ 9 อาหารบำรุงร่างกาย ในยามที่เรารู้สึกหม่นหมอง เศร้า อ่อนแอ และหดหู่ ก็อยากให้ทุกคนดูแลตัวเองด้วยอาหารเพื่อสุขภาพต่อไปนี้กันค่ะ



1. ดาร์กช็อกโกแลต
   
          มีการศึกษาพบว่าดาร์กช็อกโกแลตช่วยเพิ่มความรู้สึกเคลิบเคลิ้มให้กับคนที่กินมันเข้าไปได้ และด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่มีอยู่มากในดาร์กช็อกโกแลตก็จะช่วยกระตุ้นให้ผนังหลอดเลือดขยายตัว ทำให้เลือดไหลเวียนสะดวกมากขึ้น จึงทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายหลังจากที่กินดาร์กช็อกโกแลตเข้าไป ซึ่งจากงานวิจัยก็แนะนำให้กินดาร์กช็อกโกแลต 1 บาร์เล็ก ๆ ติดต่อกันสัก 2 สัปดาห์ เท่านี้ก็จะช่วยลดระดับฮอร์โมนความเครียดในร่างกายได้แล้วนะคะ



2. โกโก้
   
          โกโก้ไม่เพียงแต่มีรสชาติที่ใคร ๆ ต่างก็ชื่นชอบเท่านั้น แต่ยังช่วยทำให้คนที่รับประทานเข้าไปมีความสุขอีกด้วย โดย Elizabeth Somer นักโภชนบำบัดและผู้เขียนหนังสือ Eat Your Way to Happiness ได้อธิบายไว้ว่า ในโกโก้มีสารประกอบมากกว่า 300 ชนิดที่ส่งผลกระทบในแง่บวกแก่สารเคมีที่อยู่ในสมอง อีกทั้งสารเคมีบางชนิดยังช่วยเพิ่มระดับเอ็นดอร์ฟินและเซโรโทนินในสมอง ซึ่งเป็นสารที่ทำให้อารมณ์ดี ดังนั้นหากคุณไม่ชอบทานช็อกโกแลตชนิดแท่งก็ลองเปลี่ยนมาจิบเครื่องดื่มโกโก้ร้อน ๆ ช่วยทำให้อารมณ์ดีขึ้นแทนก็ได้ค่ะ



3. โยเกิร์ต หรือนมเปรี้ยว
   
          การศึกษาจากเนเธอร์แลนด์พบว่า อาหารที่อุดมไปด้วยโพรไบโอติกส์อย่างโยเกิร์ตหรือนมเปรี้ยวมีส่วนช่วยปรับอารมณ์ของคนได้ เนื่องจากโพรไบโอติกส์ในอาหารเหล่านี้จะช่วยปรับสมดุลแบคทีเรียในลำไส้ ทำให้อารมณ์ของเราคงที่ และมีอารมณ์ที่ดีขึ้น เพราะเจ้าแบคทีเรียในลำไส้เหล่านี้นี่แหละที่มีอิทธิพลต่ออารมณ์ความรู้สึกของเรา



4. เห็ด
   
          เห็ดแทบทุกชนิดมีธาตุเซเลเนียมสูง ซึ่งนักวิจัยก็บอกว่าธาตุชนิดนี้เป็นธาตุอาหารที่ช่วยกระตุ้นฮอร์โมนแห่ง­­ความสุขได้ พร้อมกันนั้นก็ลดอารมณ์ขุ่นมัวทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกกดดัน ความกลัว หรือความกังวล อีกทั้งในเห็ดยังเป็นแหล่งวิตามินดีจากธรรมชาติ ซึ่งผ่านการศึกษามาแล้วว่าช่วยกระตุ้นฮอร์โมนความสุขให้มนุษย์ไ­­ด้ง่าย ๆ



5. ปลาแซลมอน หรือปลาทูน่า
   
          ในเนื้อปลาบางชนิดอย่างปลาแซลมอน ปลาเฮอร์ริ่ง ปลาซาร์ดีน และปลาทูน่า มีกรดไขมันที่ดีต่อสุขภาพอย่างกรดไขมันโอเมก้า 3 ซึ่งมีฤทธิ์ช่วยลดอาการซึมเศร้าได้ นอกจากนี้กรดไขมันโอเมก้า 3 ยังช่วยสร้างเสริมสมองในส่วนที่ประมวลความรู้สึกมีความสุขและความพึงพอใจต่าง ๆ อีกด้วย



6. ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว
   
          ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวอย่างผลไม้ตระกูลส้ม มะนาว หรือเกรปฟรุต เป็นแหล่งของวิตามินซี ซึ่งเป็นวิตามินที่ช่วยดูดซึมธาตุเหล็ก ช่วยในการลำเลียงออกซิเจนไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ทำให้ร่างกายเกิดความรู้สึกกระปรี้กระเปร่า ดับความรู้สึกอ่อนเพลียหรือโหมดอารมณ์เศร้า ๆ ไปได้ อีกทั้งกลิ่นของผลไม้รสเปรี้ยวยังช่วยกระตุ้นสมองให้เรารู้สึกดีขึ้นได้ด้วยนะคะ



7. ถั่วเปลือกแข็ง
   
          ไม่ว่าจะเป็นถั่วพีแคน วอลนัท หรืออัลมอนด์ ต่างก็ช่วยลดอาการซึมเศร้าได้ทั้งนั้นเลย เพราะในถั่วเปลือกแข็งเหล่านี้มีกรดอะมิโนทริปโตเฟน (Tryptophan) ซึ่งมีความจำเป็นต่อสารเซโรโทนิน สารสื่อประสาทที่ช่วยในการลดภาวะซึมเศร้าและทำให้อารมณ์ดีขึ้น นอกจากนี้ถั่วเปลือกแข็งยังมีแมกนีเซียม แร่ธาตุที่มีความสำคัญต่อภาวะอารมณ์อีกด้วย

          โดยจากการศึกษาของวารสาร Psychology Today พบว่า การที่เรารับประทานแมกนีเซียมไม่เพียงพอก็จะทำให้เกิดอาการอ่อนเพลีย แรงดันในกล้ามเนื้อสูงขึ้น อัตราการเต้นของหัวใจผิดจังหวะ นอนไม่หลับ เกิดอาการขาอยู่ไม่สุข และทำให้เกิดความวิตกกังวลหรือภาวะซึมเศร้าได้ ดังนั้นจึงควรรับประทานถั่วเปลือกแข็งให้มากขึ้น โดยอาจจะรับประทานเป็นของว่าง หรือปรุงเป็นอาหารที่รับประทานในแต่ละมื้อก็แล้วแต่จะสะดวกใจ



8. ไข่
   
          ไข่มีกรดอะมิโนที่สำคัญอยู่มากมาย โดยเฉพาะทริปโตเฟน (Tryptophan) และไทโรซีน (Tyrosine) ซึ่งกรดอะมิโนเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ นอกจากนี้ทริปโตเฟนยังเป็นสารที่เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะไปช่วยสร้างสารเซโรโทนิน ช่วยทำให้อารมณ์ดี และยังเปลี่ยนเป็นสารเมลาโทนินที่ช่วยในการนอนหลับอีกด้วย



9. กล้วย
   
          เมื่อเรารู้สึกเครียดหรืออยู่ในโหมดซึมเศร้าขึ้นมา ความดันเลือดจะพุ่งขึ้นสูงกว่าปกติ ซึ่งกระบวนการก่อความรู้สึกเครียดหรือวิตกกังวลตรงนี้ โพแทสเซียมที่มีอยู่ในกล้วยจะช่วยบรรเทาให้ความดันเลือดกลับเข้าสู่ภาวะสงบได้ ในทางโภชนาการจึงนับว่ากล้วยเป็นยาระงับประสาทแบบธรรมชาติอีกทางหนึ่งนั่นเอง

          เชื่อเหลือเกินว่าคงไม่มีใครอยากโศกเศร้าเสียใจ แต่ในเมื่อความรู้สึกนี้เกิดขึ้นกับเราแล้ว หน้าที่ของเราคือต้องประคับประคองตัวเองทั้งทางด้านจิตใจและร่างกาย เพื่อผลักดันให้เราดำเนินชีวิตได้ต่อไปด้วยร่างกายและจิตใจที่เข้มแข็ง และอีกอย่างที่อยากฝากเอาไว้ก็คือ ใจเราอ่อนแอแล้วก็อย่าปล่อยให้ร่างกายอ่อนแอตามนะคะ ซึ่งเราก็ขอเป็นกำลังใจให้ชาวไทยทุกคนไว้ ณ ที่นี้ด้วย

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
cheatsheet
womansday
caring

http://health.kapook.com/view159136.html
เครดิตภาพ  http://health.kapook.com/view159136.html

Friday, October 21, 2016

ปลูกต้นไม้ในห้องนอน ไม่อันตรายอย่างที่คิด


 
               เดิมนั้นคนเรามีความเชื่อว่าการปลกต้นไม้ในห้องนอนถือว่าเป็นอันตราย เพราะต้นไม้มีการสังเคราะห์แสง แปลงก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นออกซิเจน ซึ่งในเวลากลางคืนที่เรากำลังนอนหลับต้นไม้ที่ไม่มีแสงให้สังเคราะห์ก็จะปล่อยก๊าซออกมา ทำให้ห้องนอนมีแต่ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หมุนเวียนอยู่เป็นการทำลายสุขภาพในทางอ้อม

               แต่อย่างไรก็ตาม ได้มีนักวิชาการที่มีความรู้ด้านต้นไม้ออกมาแย้งว่า ความเชื่อดังกล่าวไม่เป็นความจริงทั้งหมด เพราะต้นไม้มีมากมายหลายประเภท หลากหลายคุณสมบัติ และก็มีต้นไม้บางชนิดเช่นกันที่สามารถนำมาปลกในห้องนอนได้ เนื่องจากสามารสังเคราะห์ก๊าซออกซิเจนออกมาได้ในเวลากลางคืน รวมถงต้นไม้บางชนิดยังสามารถฟอกอากาศได้ในตอนกลางคืนด้วย ซึ่งคุณ smilelady สมาชิกเว็บไซต์ gotoknow.org ได้ระบุไว้ ดังนี้


ต้นหมากเหลือง  เป็นต้นไม้ที่สามารถปรับสมดุลภายในห้องนอนได้เป็นอย่างดี เช่น ถ้าหากห้องชื้นเกินไป ต้นหมากเหลืองก็จะดดซับความชื้นในห้อง ขณะที่ถ้าหากว่าห้องอากาศแห้งเกินไป ต้นหมากเหลืองก็จะคายความชื้นออกมา แต่คุณสมบัติที่สำคัญที่สดคือ การฟอกอากาศในห้องให้สะอาดหมดจด

ต้นลิ้นมังกร  เป็นต้นไม้ที่จะคายก๊าซออกซิเจนออกมาในเวลากลางคืน และด้วความที่มีรูปลักษณ์ของต้นไม้ที่สวยงาม ก็สามารถนำความสวยงามนี้มาใช้ประโยชน์ในการแต่งห้องก็ได้ด้วย

ต้นเศรษฐีเรือนใน  แค่ชื่อก็เป็นมงคลแล้ว ถ้านำไปไว้ในห้องนอนเพิ่มความสวยงามทิวทัศน์ในห้องได้อีก เพราะใบของต้นเศรษฐีเรือนในมีความสวยงามมาก เป็นริ้วสีขาว และมีสีเขียวอยู่ขอบใบ ทว่าจุดแข็งที่สดของต้นไม้ชนิดนี้คือ สามารถฟอกอากาศได้ด้วย

เยอบีร่า เป็นไม้ดอกที่มักถูกประดับลงในแจกันให้สวยงาม และเป็นดอกไม้ยอดฮิตสำหรับสาว ๆ โดยคุณสมบัติของเยอบีร่านี้สามารถนำมาปรับสภาพอากาศและดูดกลิ่นอับภายในห้องนอนของท่านได้ด้วยเช่นกัน เรียกว่าทั้งสวยงามและเพียบพร้อมเลยล่ะ
 
          ในบางครั้งการนำต้นไม้มาปลูกในบ้านเพียงเพื่อฟอกอากาศ หรือเร่งผลิตออกซิเจนในตอนกลางคืนก็อาจจะไม่เพียงพอ เพราะปัจจุบันมีนักวิชาการอีกกลุ่มหนึ่ง ระบุว่า ในบ้านของเรานั้นก็มีสารพิษ แทบไม่ต่างอะไรจากสถานที่สาธารณะเลย ซึ่งทางเว็บไซต์วิชาการดอทคอม ก็ได้ระบุไว้ว่า มี 4 เชื้อโรคหลัก ๆ ที่พบในบ้าน ดังนี้

          1. ฟอร์มัลดีไฮด์ เป็นสารพิษที่ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อดวงตา ผิวหนัง ปวดหัว มักเกิดขึ้นมาจาก ไม้อัดกาวที่ทำเฟอร์นิเจอร์ โฟม พลาสติกต่าง ๆ แม้กระทั่งวัตถุที่ใช้ทำความสะอาดบ้าน ก็ยังมีสารฟอร์มัลดีไฮด์เป็นส่วนประกอบ ดูเผิน ๆ เหมือนไม่ร้ายแรง แต่นักวิจัยสหรัฐอเมริกาก็ชี้ว่า สารฟอร์มัลดีไฮด์ตัวนี้นี่แหละ คือสาเหตุของการเกิดมะเร็งในลำคอเชียวนะ

          2. ไตรคลอโรเอธีลีน เป็นสารพิษที่มาจากสินค้าตกต่งภายในบ้าน เช่น แลคเกอร์ น้ำมัน กาวสังเคราะห์ ซึ่งทางสำนักมะเร็งตับของสหรัฐอเมริกา ได้เผยผลวิจัย พ.ศ. 2518 ที่ยืนยันว่า สารไตรคลอโรเอธีลีน เป็นสารที่อันตราย ก่อให้เกิดโรคมะเร็งตับได้

          3. เบนซิน เป็นสารที่พบทั่วไปในน้ำมัน และ สีต่าง ๆ ซึ่งการที่สูดดมมาก ๆ จะส่งผลเสียต่อร่างกาย เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ปวดหัว รับประทานอะไรไม่ลง และถ้าสัมผัสกับเบนซินมาก ๆ ก็จะทำให้ผิวแห้งกร้าน อักเสบได้เช่นกัน

          4. คาร์บอนมอนออกไซด์ พบจากการเผาไหม้ขณะที่ทำอาหาร ไอเสียรถยนต์ ควันบุหรี่ ซึ่งถ้าหากได้สูดดมเข้าไป จะส่งผลเสียต่อร่างกายคือ อ่อนเพลีย เวียนศรีษะ ทว่าหากได้รับในปริมาณมากไป ก็อาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้เช่นกัน

          สำหรับวิธีช่วยบรรเทาในเบื้องต้น เพียงแค่ปลูกต้นไม้เหล่านี้เอาไว้ฟอกอากาศ แยกตามชนิดของสารพิษ ดังนี้

          1. ต้นไม้ฟอกอากาศสารฟอร์มัลดีไฮด์ ในกรณีที่มีความเข้มข้นของสารต่ำ ควรใช้ว่านหางจรเข้ แต่ถ้าหากมีความเข้มข้นสูง ควรใช้ ปาล์มไผ่ วาสนา ลิ้นมังกร วาสนาอธิษฐาน เดหลี เศรษฐีเรือนใน ฟิโลเดรนดรอน และพลูด่าง

          2. ต้นไม้ฟอกสารไตรคลอโรเอธีลีน ได้แก่ เยอบีร่า วาสนาอธิษฐาน เดหลี วาสนา และปาล์มไผ่

          3. ต้นไม้ฟอกสารเบนซิน ได้แก่ เยอร์บีร่า เบญจมาศ เดหลี วาสนาราชินี ปาล์มไผ่ ตีนตุ๊กแกฝรั่ง และ ลิ้นมังกร

          4. ต้นไม้ฟอกสารคาร์บอนมอนออกไซด์ ได้แก่ เศรษฐีเรือนใน และ พลูด่าง

          การปลูกต้นไม้ในห้องนอน ไม่ได้หมายความว่าจะช่วยฟอกสารพิษออกไปได้ทั้งหมด เพราะความจริงคือสามารถช่วยลดสารพิษแค่บางส่วน และลดโอกาสของคนภายในบ้านที่จะเกิดโรคจากสารพิษเหล่านี้เท่านั้น สุดท้ายสิ่งที่สำคัญที่สุดของการไม่เป็นโรคก็คือการดูแลสุขภาพของคุณเองด้วยนะครับ แต่ถ้าใครอยากลองปลูกต้นไม้ในห้องนอนเอาไว้สักหน่อยล่ะก็ ลองใช้ข้อมูลเหล่านี้ในการเลือกต้นไม้ดูครับ
 
เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
เครดิตภาพ  http://home.kapook.com/view45919.html