Friday, August 26, 2016

รสชาติน้ำลายเปลี่ยนไป อาการนี้อาจบอกได้ว่ากำลังป่วย !




          เมื่อการรับรสผิดปกติไป ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกขมคอ น้ำลายหวาน น้ำลายเปรี้ยว หรือน้ำลายจืด เราก็สามารถเช็กว่าป่วยเป็นอะไรได้จากน้ำลายบอกโรค

          อาการผิดปกติเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เกิดขึ้นกับร่างกายเราอย่างรสน้ำลายเปลี่ยนไปจากเดิม ก็สามารถวินิจฉัยในเบื้องต้นได้เหมือนกันว่าร่างกายแอบซ่อนโรคอะไรอยู่หรือ เปล่า ดังนั้นหากใครมีอาการน้ำลายเปรี้ยว น้ำลายหวาน น้ำลายจืด หรือน้ำลายขม ลองมาเช็กกันค่ะว่าอาการดังกล่าวจะแปลว่าเราป่วยเป็นโรคอะไรได้บ้าง

น้ำลายหวาน หรือความรู้สึกหวานในปาก

          หากรู้สึกหวานในปาก เหมือนน้ำลายมีรสชาติหวาน ๆ แม้จะยังไม่ได้กินอาหารอะไรเลยก็ตาม อาการน้ำลายหวานอาจเกิดจากความผิดปกติของระบบย่อยอาหาร ซึ่งส่งผลให้เอนไซม์ที่ใช้ย่อยอาหารผิดปกติไป โดยเฉพาะเอนไซม์อะไมเลส ทำให้เกิดความรู้สึกหวานในคอ หรือรู้สึกว่ากลืนน้ำลายแล้วได้รสหวานอย่างชัดเจน
   
          นอกจากนี้ในศาสตร์แพทย์แผนจีนยังระบุว่า อาการน้ำลายหวานอาจบ่งบอกถึงสภาวะของม้ามและกระเพาะอาหารที่ผิดปกติ ซึ่งอาจเกิดจากภาวะของโรคเรื้อรังที่เป็นนาน ๆ จนทำให้ม้ามอ่อนแอลงได้ หรืออาจเกิดจากภาวะมีความร้อนสะสมในม้ามและกระเพาะอาหารมาก โดยเฉพาะคนที่ชอบกินอาหารรสจัด อาหารเผ็ดร้อน ก็อาจทำให้เกิดความร้อนสะสมในม้ามและกระเพาะอาหารจนก่อให้เกิดอาการน้ำลาย หวาน ลิ้นแห้ง คอแห้ง กระหายน้ำ มีแผลในปากและลิ้น อุจจาระแข็งและแห้ง ผิวแห้ง ชีพจรเต้นเร็ว

   
          อีกทั้งคนที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง เสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน ก็อาจแสดงอาการเบื้องต้นของโรคมาในลักษณะน้ำลายหวานด้วยเช่นกัน ดังนั้นหากรู้สึกได้ถึงรสหวานในน้ำลายหรือลำคออย่างผิดปกติ แนะนำให้รีบไปเช็กสุขภาพตัวเองอย่างถี่ถ้วนไว้ก่อนจะดีกว่า
   
น้ำลายเปรี้ยว เกิดจากอะไรได้บ้าง
   
          ความรู้สึกเปรี้ยวในปากเพราะรสเปรี้ยวของน้ำลาย เกิดได้จากกรดในกระเพาะอาหารหลั่งออกมามากกว่าปกติ จนอาจไหลย้อนขึ้นมาให้รู้สึกถึงความเป็นกรดได้ หรือเกิดจากตับและถุงน้ำดีทำงานไม่เป็นปกติ มักพบได้บ่อยในผู้ป่วยโรคกระเพาะอาหารอักเสบ โรคกรดไหลย้อน หรือผู้ป่วยที่มีอาการลำไส้เล็กส่วนต้นเป็นแผล โดยอาการน้ำลายเปรี้ยวอาจเกิดร่วมกับอาการอึดอัด แน่นหน้าอก เจ็บที่สีข้าง คลื่นไส้ ลิ้นเป็นฝ้าสีเหลืองบาง และชีพจรตึงเครียด

น้ำลายขม มีรสขมในปากหรือลำคอ
   
          ในเคสที่มีน้ำลายขม หรือรู้สึกขมในปากและลำคอ ให้สงสัยถึงสัญญาณของโรคกรดไหลย้อนเป็นอันดับแรก เพราะรสขมในน้ำลายอาจเกิดจากน้ำดีไหลย้อนขึ้นมาทางหลอดอาหารนั่นเอง

น้ำลายเค็ม หรือความรู้สึกเค็มในปาก

          หากมีน้ำลายเค็มเหมือนอมเกลือเม็ดเล็กอยู่ในปากตลอดเวลา อาจสงสัยในเบื้องต้นก่อนได้ว่า ร่างกายตกอยู่ในภาวะขาดน้ำ ส่งผลให้การทำงานของไตผิดปกติ จนแสดงออกมาทางรสชาติของน้ำลายได้ หรืออาจสันนิษฐานได้ถึงอาการต่อมน้ำลายอักเสบ ที่ทำให้ร่างกายหลั่งน้ำลายได้น้อยกว่าเดิม ก่อให้เกิดอาการปากแห้ง และรู้สึกถึงรสเค็มในปากได้

          ทว่าในทางการแพทย์แผนจีน อาการเค็มในปากมักจะเกี่ยวข้องกับไตเป็นหลัก โดยเฉพาะหากมีอาการเมื่อยล้าเอวหรือเข่าง่ายกว่าปกติ เวียนศีรษะบ่อย หูแว่วเสียงดัง ร้อนที่ฝ่ามือ ลิ้นเป็นฝ้าบาง ๆ เหงื่อออกง่ายและเยอะ ร่วมกับอาการชีพจรเต้นแรงและเร็ว อาการเช่นนี้อาจเกิดจากภาวะไตยินพร่อง หรือหากมีอาการหนาวสั่น เท้าเย็น อ่อนเพลียง่าย รู้สึกเฉื่อยชา ไม่มีแรง ปัสสาวะบ่อยและมาก ลิ้นบวม สัญญาณชีพจรลึกและเบา แสดงว่าพลังหยางของไตไม่พอ ส่งผลให้เกิดภาวะไตพร่องได้

น้ำลายจืด กินอะไรก็ไม่รู้รสชาติ
   
          ความรู้สึกรับรสอาหารลดลง มีอาการปากจืด บ่งบอกถึงสภาวะร่างกายที่ขาดสารอาหาร วิตามิน โปรตีน และเกลือแร่ มักจะพบมากในกลุ่มผู้ป่วยที่มีอาการอักเสบเบื้องต้น หรือภาวะอาการอักเสบที่เริ่มทุเลาลง
   
          นอกจากนี้อาการน้ำลายจืดหรือมีรสจืดในปากยังอาจมีสาเหตุมาจากกระเพาะอาหาร และม้ามพร่อง ทำให้ย่อยและดูดซึมอาหารได้ไม่ดี ซึ่งอาจทำให้รู้สึกเบื่ออาหาร ท้องอืด จุกเสียด และมีอาการอ่อนแรงร่วมด้วยในบางราย

น้ำลายหอมเหมือนน้ำผลไม้
   
          หากรู้สึกว่าน้ำลายมีกลิ่นหอมคล้าย ๆ กับกลิ่นของน้ำผลไม้ เคสนี้ค่อนข้างน่าเป็นห่วงนะคะ เพราะความรู้สึกปากหอม น้ำลายหอมเหล่านี้มักจะพบได้บ่อยในผู้ป่วยโรคเบาหวานขั้นรุนแรง สืบเนื่องมาจากภาวะระดับน้ำตาลในเลือดสูงมากนั่นเอง ดังนั้นหากมีอาการดังกล่าวควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจเลือดและทำการรักษาโดย เร็วที่สุดจะดีกว่า

          สัญญาณผิดปกแม้จะเพียงเล็กน้อยอย่างรสน้ำลายเปลี่ยนไป ก็เป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามเลยสักนิดเดียว เพราะความผิดปกเหล่านี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของโรคอื่น ๆ ได้ ฉะนั้นหากเรารู้เท่าทันความผิดปกของร่างกายก็น่าจะช่วยยับยั้งความรุนแรงของ โรคต่าง ๆ ได้ในตัวนะคะ
   


ขอขอบคุณข้อมูลจาก
หมอชาวบ้าน
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
nytimes
healthguidance
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/explore/cute-food/

Thursday, August 25, 2016

21 สรรพคุณ...ประโยชน์ของหอมแดง ของดีในครัว ที่ดี๊ ดี ต่อสุขภาพ




"หอมแดง" (Shallot) เป็นผัก สมุนไพรที่เรากินกันอยู่เป็นประจำ เพราะคนไทยนิยมนำมาเป็นส่วนประกอบสำคัญในการปรุงอาหาร อีกทั้งเป็นเครื่องปรุงที่ขาดไม่ได้ในเครื่องแกงเผ็ด และแกงประเภทอื่นๆ หรือแม้แต่ซอยบางๆ ใส่ในไข่เจียวก็อร่อย จะใส่เป็นเครื่องปรุงของน้ำซุปก็หอมหวนชวนกิน หรือใส่เป็นส่วนผสมในน้ำพริกได้หลากหลาย เป็นต้น เพราะฉะนั้นใครที่ได้กินหอมแดงเป็นประจำ ก็เท่ากับได้รับยาบำรุงสุขภาพอยู่เสมอ เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น...มารู้คำตอบใน สรรพคุณและประโยชน์ของหอมแดง ของดีในครัวที่ดี๊ดีต่อสุขภาพกันเถอะ


หอมแดง....สรรพคุณทางยา คุณค่าสูง ดูแลสุขภาพ 


การกินหอมแดงนั้น ไม่มีอันตรายใดๆ แต่กลับจะมีผลดีต่อสุขภาพเสียมากกว่า เนื่องจากหอมแดงอุดมไปด้วยคุณค่าทางสารอาหารสูงและมีประโยชน์ต่อส่วนต่างๆ ของร่างกาย โดยในหอมแดงมีทั้งน้ำ โปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต ใยอาหาร วิตามินเอ วิตามินบี วิตามินซี วิตามินอี แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก น้ำตาลหลายชนิดที่จำเป็นต่อร่างกาย และให้พลังงานถึง 50-60 แคลอรี ต่อหอมแดง 100 กรัม
ในหอมแดงยัง มีสารเคมีสำคัญต่อร่างกาย อาทิ ไดอัลลิน ไตรซัลไฟต์ เคอร์ซิติน ฟลาโวนอยด์ ไกลโคไซด์ เพกติน ลูโคคินิน และน้ำมันหอมระเหย หอมแดงจึงมีความสามารถในการยับยั้งการเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์และแบคทีเรีย ลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งและโรคหัวใจชนิดเส้นเลือดมาเลี้ยงหัวใจอุดตัน ช่วยลดไขมันในเลือด รักษาระดับน้ำตาลในเลือด หอมแดงมีสรรพคุณบรรเทาอาการอักเสบ และมีส่วนสำคัญในการช่วยควบคุมความดันโลหิต

สรรพคุณทางยาของหอมแดงยัง ช่วยบำรุงสมอง ทำให้ระบบขับถ่ายเป็นปกติ ระบบการเผาผลาญทำงานดี มีฤทธิ์ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ช่วยเพิ่มอุณหภูมิให้แก่ร่างกาย ด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่มีมากในหอมแดง หรือหากมีอาการคัดจมูก หายใจไม่สะดวก หอมแดงก็ช่วยได้ แถมช่วยขับลม บรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และแก้ไข้ได้เป็นอย่างดี


21 สรรพคุณของหอมแดง ประโยชน์ในการรักษาโรค


1. ประโยชน์ของหอมแดงช่วยแก้หวัด รักษา อาการคัดจมูก หายใจติดขัด ลดน้ำมูก และลดไข้จากอาการหวัด เพียงใช้หอมแดง 2-3 หัว มาทุบพอแหลกแล้วใส่ลงในน้ำร้อน ใช้สูดดมไอระเหย หรือนำหอมแดงที่ทุบพอแหลกมาห่อผ้าบางๆ แล้ววางไว้ใกล้หมอน เวลานอนจะได้กลิ่นหอมแดงก็ช่วยบรรเทาอาการหวัดได้เช่นกัน

2. หอมแดงช่วยเสริมสร้างความจำ เพราะฟอสฟอรัสในหอมแดงที่มีปริมาณสูงจะทำให้ความจำดีขึ้น ไม่เสื่อมไปตามวัย

3. สรรพคุณหอมแดงป้องกันมะเร็งได้ มีการวิจัยพบว่า สารเคอร์ซิตินและสารฟลาโวนอยด์ ในหอมแดงมีส่วนช่วยป้องกันโรคมะเร็งได้

4. หอมแดงช่วยแก้ท้องอืด หาก นำหอมแดง 5-10 หัว มาต้มกับน้ำดื่มจะช่วยบรรเทาอาการท้องเดิน ท้องอืด แน่น จุกเสียด ช่วยขับลม และช่วยให้ร่างกายที่ซูบผอมกลับมามีเนื้อมีหนังมากขึ้น

5. ประโยชน์ของหอมแดงช่วยเจริญอาหาร การกินหอมแดงเป็นประจำจะทำให้รู้สึกเจริญอาหาร และยังช่วยในการย่อยอาหาร

6. หอมแดงใช้เป็นยารักษาบาดแผลได้ โดยการฝานหอมแดงเป็นแว่น ผสมกับน้ำมันมะพร้าวและเกลืออย่างละเล็กน้อย แล้วต้มในน้ำเดือด จึงนำมาใช้พอกแผล

7. หอมแดงช่วยบำรุงหัวใจ ถ้าไม่อยากเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันก็ต้องพยายามกินหอมแดงเป็นประจำ และหอมแดงก็ช่วยบำรุงหัวใจด้วย

8. หอมแดงมีสรรพคุณป้องกันแบคทีเรีย ในหอมแดงมีสารเคมีที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ทำให้ช่วยป้องกันการติดเชื้อ ยับยั้งแบคทีเรียและการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ได้ดี

9. หอมแดงมีฤทธิ์ร้อน ปรับสมดุลในร่างกายได้ เนื่องจากหอมแดงมีรสเผ็ดร้อนจึงมีคุณสมบัติช่วยเพิ่มอุณหภูมิในร่างกาย ทำให้ร่างกายอบอุ่น

10. หอมแดงช่วยให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น บำรุงเลือด และแก้อาการเวียนหัว หน้ามืด ตาลาย เหมือนจะเป็นลม

11. หอมแดงช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล รักษาระดับไขมันชนิดดี และกำจัดไขมันชนิดเลวได้อีกด้วย

12. ประโยชน์ของหอมแดงช่วยบรรเทาอาการคันผดผื่นตามผิวหนังได้ ด้วย การนำหอมแดง 4-5 หัว มาซอยให้ละเอียดผสมกับเหล้า แล้วใช้พอกบริเวณที่คัน หรือตำหอมแดงพอแหลกคั้นเอาเฉพาะน้ำ นำไปแช่เย็นสัก 30 นาที นำมาใช้ทาบริเวณที่คัน อาการคันและเม็ดผดผื่นก็จะค่อยๆ ทุเลาลงจนหาย

13. หอมแดงช่วยแก้อาการของโรคหอบหืดและอาการไอเรื้อรัง

14. หอมแดงมีสรรพคุณช่วยรักษาสิว ฝ้า และลบรอยด่างดำจากสิวได้ดี เพียง นำหอมแดง 4-5 หัว มาล้างน้ำให้สะอาด ฝานบางๆ นำไปแปะไว้บริเวณที่เป็นสิวหรือรอยแผลเป็นจากสิว ทิ้งไว้ 10 นาที ทำทุกวันจนครบ 1 สัปดาห์ สิวและรอยด่างดำก็จะเริ่มจางและหายไป

15. หอมแดงแก้อาการแมลงสัตว์กัดต่อย โดยนำหอมแดงมาทุบพอแหลกผสมกับยาหม่อง ใช้ทาบริเวณที่โดนกัดทิ้งไว้ 5 นาที ทำซ้ำประมาณ 3-4 ครั้ง อาการก็จะค่อยๆ ดีขึ้น

16. ประโยชน์ของหอมแดงต้านอนุมูลอิสระ ดังนั้นการทานหอมแดงเป็นประจำ จะช่วยชะลอวัย ต้านริ้วรอยต่างๆ ได้อีกด้วย

17. หอมแดงช่วยแก้อาการสะอึกได้

18. หอมแดงมีสรรพคุณเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ การทานหอมแดงในมื้ออาหารแต่ละมื้อ ถือเป็นการช่วยป้องกันการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ

19. หอมแดงมีฤทธิ์ช่วยขับปัสสาวะ

20. หอมแดงช่วยรักษาโรคต่างๆ ในช่องปากได้

21. หอมแดงช่วยแก้อาการบวมน้ำได้

ไม่ว่าจะนำหอมแดงมากินหรือจะนำไปเป็นยาสมุนไพรเพื่อรักษาอาการป่วยต่างๆ ภายนอกร่างกาย หอมแดงก็สามารถช่วยเราได้หมด จึงนับได้ว่าสรรพคุณและประโยชน์ของหอมแดงนั้น เป็นพืชผักอีกหนึ่งชนิดที่มีค่าต่อสุขภาพของเราไม่น้อยเลย แม้ว่าเวลาที่หั่นหอมแดงแล้วจะทำให้รู้สึกแสบตาจนใครๆ ก็ไม่ชอบ แต่เมื่อนึกถึงประโยชน์ของมันแล้ว เรื่องแค่นี้ถือว่าเล็กนิดเดียวเอง


ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก
http://sukkaphap-d.com/21-%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%ad/

Wednesday, August 24, 2016

รู้ยัง ? ฉีดน้ำหอมตรงไหน ติดทนนานที่สุด !




ฉีดน้ำหอมตรงไหน ติดทนนาน วันนี้กระปุกดอทคอมมีคำตอบมาให้สาว ๆ เอาไว้เพิ่มเสน่ห์ให้ตัวหอมทั้งวันกันแล้วค่ะ

          เสน่ห์ของสาว ๆ นอกจากเสื้อผ้า หน้า ผมแล้ว "น้ำหอม" ก็ยังเป็นอีกตัวช่วยหนึ่งที่จะสามารถสร้างเสน่ห์และดึงดูดคนรอบข้างให้หันมา สนใจได้ แต่ทั้งนี้หลาย ๆ คนกลับมีปัญหาคือ ฉีดน้ำหอมแล้วกลิ่นจางเร็ว ต้องฉีดเพิ่มระหว่างวันอยู่บ่อย ๆ ซึ่งปัญหาเหล่านี้อาจเป็นเพราะการที่คุณฉีดน้ำหอมผิดวิธี หรือฉีดไม่ตรงจุดนั่นเองค่ะ ซึ่งจะมีส่วนไหนบ้างของร่างกายเราที่ฉีดน้ำหอมแล้วกลิ่นจะติดทนนานที่สุด วันนี้กระปุกดอทคอมมีข้อมูลมาบอกสาว ๆ กันแล้วค่ะ ถ้าอยากจะตัวหอมทั้งวันละก็ รีบตามมาดูกันเลย...

          สำหรับ จุดที่จะฉีดน้ำหอมแล้วกลิ่นติดทนนาน สิ่งสำคัญขึ้นอยู่กับจุดนั้นจะต้องช่วยระเหยกลิ่นน้ำหอมให้ส่งกลิ่นหอมได้ มากขึ้นด้วยค่ะ ซึ่งจุดนั้นก็คือบริเวณผิวเนื้อที่อุ่นและจุดชีพจรต่าง ๆ ที่มีการหมุนเวียนของโลหิตนั่นเอง เพราะความอุ่นใต้ผิวหนังกับจุดชีพจรจะเป็นตัวช่วยดูดซับและเก็บกลิ่นน้ำหอม ให้อยู่ได้นาน รวมถึงน้ำหอมจะสามารถส่งกลิ่นหอมได้ดีเมื่ออยู่ในอุณหภูมิที่อุ่นด้วย อย่างเช่น

1. ต้นคอ

          บริเวณ ต้นคอ ด้านล่างใบหูทั้งสองข้าง จุดนี้เป็นจุดที่สาว ๆ นิยมฉีดกันมากที่สุด เพราะบริเวณต้นคอจะมีจุดชีพจร สามารถทำให้น้ำหอมระเหย ส่งกลิ่นหอมได้มากขึ้น และติดทนนาน ยิ่งเวลาหันซ้ายหันขวากลิ่นน้ำหอมจะฟุ้งกระจายออกมา นอกจากนี้เวลาเดินผ่านใครก็จะได้กลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ ลอยออกมา สามารถดึงดูดให้คนคนนั้นหันมองตามได้เลยล่ะ

2. กลางลำตัว (ตรงกลางหน้าอก)

          ตรงกลางลำตัว โดยเฉพาะในส่วนตรงเนินหน้าอก เพราะจุดนี้อยู่ใกล้หัวใจ ซึ่งจังหวะการเต้นของหัวใจจะทำให้น้ำหอมค่อย ๆ ส่งกลิ่นหอมฟุ้งออกมาทีละนิด นอกจากนี้ร่องอกยังดูดซับน้ำหอมได้ดีอีกด้วย

3. ข้อพับแขนด้านในข้อศอก

          ช่วง ข้อพับแขนเป็นจุดที่เราจะต้องเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ซึ่งทุกครั้งที่เคลื่อนไหว กลิ่นน้ำหอมก็จะลอยฟุ้งออกมาจนหอมเตะจมูกคนข้าง ๆ ได้เลยแหละ

4. ด้านหน้าของตาตุ่ม และกระดูกหน้าขา

          จุดนี้หลายคนอาจคิดว่าไม่สำคัญ แต่บอกเลยว่าช่วยให้กลิ่นน้ำหอมฟุ้งกระจายได้ดีนักแหละ เพราะเวลาเราก้าวเท้าเดิน กลิ่นน้ำหอมจะฟุ้งตลบจากด้านล่างลอยตัวขึ้นสู่ด้านบน ที่สำคัญยังทำให้คุณตัวหอมได้ตั้งแต่หัวจรดเท้ากันเลยทีเดียว

5. เส้นผม

          อ๊ะ ! ช้าก่อน จุดนี้ไม่ใช่ว่าใช้น้ำหอมฉีดไปบนเส้นผมโดยตรงเลยนะคะสาว ๆ ไม่อย่างนั้นผมของคุณจะโดนแอลกอฮอล์เข้าเต็ม ๆ เลยล่ะ (อาจทำให้ผมแห้งเสียได้) ดังนั้นมีทริคง่าย ๆ มาฝากกันค่ะ โดยการฉีดน้ำหอมลงไปที่แปรงหวีผมเสียก่อน จากนั้นค่อยนำมาหวีผมให้ทั่ว ทำแบบนี้จะทำให้ตัวของคุณมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ติดตัวไปตลอดทั้งวัน แถมสะบัดผมทีกลิ่นหอมฟุ้งไปสิบตลบเลยล่ะ

6. ฉีดไปในอากาศ

          เมื่อฉีดน้ำหอมตามจุดต่าง ๆ ที่กล่าวไปข้างต้นแล้ว สิ่งสุดท้ายคือให้ฉีดน้ำหอมในอากาศแล้วเดินผ่าน ละอองน้ำหอมจะติดกระจายไปทั่วตัวของคุณ ทีนี้จะดมตรงไหนก็หอมไปทั้งตัวแน่นอน

          เมื่อ รู้จักจุดที่ฉีดน้ำหอมแล้วติดทนนานที่สุดกันแล้ว คราวนี้เวลาฉีดน้ำหอมสาว ๆ ก็ลองฉีดตามจุดต่าง ๆ ที่กระปุกดอทคอมได้แนะนำกันไปดูนะคะ อ้อ ! แล้วก็อย่าลืมฉีดน้ำหอมหลังจากอาบน้ำเสร็จใหม่ ๆ ด้วยล่ะ เพราะนี่เป็นอีกหนึ่งเคล็ดลับที่จะช่วยให้น้ำหอมติดทนนานมากขึ้น รับรองว่าทำแบบนี้คุณจะตัวหอมนานทั้งวัน คราวนี้ล่ะเสน่ห์เหลือล้นแน่นอน ^^

http://women.kapook.com/view151970.html
เครดิตภาพ  http://www.lovethispic.com/image/2817/classy-miss-dior-perfume

Tuesday, August 23, 2016

14 สรรพคุณ...ประโยชน์ของชะอม สุดยอด "ผักอายุวัฒนะ"




หากจะถามถึงอาหารโปรดกันละก็ เราขอออกตัวก่อนเลยว่า "ไข่ทอดชะอม" เป็นหนึ่งในเมนูโปรดของตัวเองมาตั้งแต่เด็ก พอโตขึ้นก็รู้จัก แกงส้มชะอมไข่ โอ้โฮ ขอบอกเลยว่ายิ่งชอบมากสำหรับเมนูนี้ หรือจะนำชะอมมาลวกแล้วจิ้มกินกับน้ำพริกกะปิก็อร่อยไม่แพ้กัน จากนั้นเริ่มจะได้เห็นเมนูชะอมที่หลากหลายมากขึ้น ซึ่งเท่าที่รู้จักผักอย่างชะอมมา เราเองก็ไม่ได้คิดอะไรกับชะอมมากเลยนอกเหนือจากความอร่อย ซึ่งแท้จริงแล้ว สรรพคุณและประโยชน์ของชะอมมีมากกว่าความอร่อยที่เรารู้จักกันนะค่ะ


ชะอม .... สรรพคุณเป็นยา ขึ้นชื่อเป็น "ผักอายวัฒนะ"


หลังจากนี้คงต้องหันกลับมามอง"ชะอม" (Senegalia pennataกันดีๆ สักครั้งแล้วล่ะ เพราะเราเพิ่งจะได้ยินคนอื่นพูดถึงชะอมว่าเป็นผักที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ และยังมีสรรพคุณทางยาถึงขนาดยกให้เป็นยาอายุวัฒนะกัน เลยทีเดียว (หลายคนคงร้อง หา ! จริงเหรอ ชะอมเนี่ยนะ) แถมยังช่วยในการป้องกันโรคมะเร็ง ลดความร้อนในร่างกายได้ ส่วนสารต้านอนุมูลอิสระในชะอมก็มี และยังมีเส้นใยอาหารจึงช่วยแก้อาการท้องผูก บรรเทาอาการปวดท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ประโยชน์ของชะอมมี คุณค่าทางโภชนาการอีกหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นวิตามินต่างๆ วิตามินเอ วิตามินบี วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 วิตามินซี หรือแร่ธาตุอย่างแคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก ไนอาซิน เป็นต้น โดยในชะอม 100 กรัม จะให้พลังงานแก่ร่างกายถึง 57 กิโลแคลอรีดังนั้นคงไม่ต้องสงสัยกันอีกแล้วนะว่า ทำไมชะอมจึงมีความสามารถในการรักษาและป้องกันอาการเจ็บป่วยได้มากนัก เพราะสารอาหารสารพัดเหล่านี้จึงทำให้ชะอมยังมีสรรพคุณทางยาที่ช่วยรักษาโรคได้อีกมากมาย ว่าแล้วจะช้าอยู่ทำไม เราไปพิสูจน์เรื่องนี้พร้อมกันเลยดีกว่า


14 สรรพคุณของชะอม....ประโยชน์ในการรักษาโรค


1. ชะอมอุดมด้วยวิตามินเอ หากจะตามหาผักที่มีวิตามินเอสูงต้องห้ามมองข้ามชะอมเลยนะ เพราะอุดมด้วยวิตามินเอที่จะช่วยให้เราต่อสู้กับอนุมูลอิสระทั้งจากปัจจัย ภายนอกและภายในได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังช่วยบำรุงสายตาด้วย

2. ยอดอ่อนของชะอมมีสรรพคุณช่วยลดความร้อนในร่างกาย ซึ่งเป็นส่วนที่เรามักนำมาทำอาหารกินกันมากที่สุด

3. ชะอมมีเส้นใยอาหารที่มีประโยชน์ต่อระบบขับถ่าย ทำให้การขับถ่ายเป็นปกติ แก้อาการท้องผูก

4. ประโยชน์ของชะอมช่วยขับลมในกระเพาะอาหารและลำไส้ บรรเทาอาการปวดท้องหรือปวดเสียวในท้องได้ดี แก้อาการท้องอืดและท้องเฟ้อ

5. ชะอมช่วยบำรุงเส้นเอ็น อีกหนึ่งสรรพคุณที่โดดเด่นของชะอมคือ ช่วยบำรุงและรักษาเส้นเอ็นให้แข็งแรง ไม่เสื่อมเร็วกว่าที่ควร

6. ชะอมมีแคลเซียมสูง ซึ่ง มีความสำคัญต่อกระดูกและฟัน โดยเฉพาะในผู้หญิงวัยทองที่มีความเสี่ยงจะเกิดภาวะกระดูกพรุนได้ง่าย ถ้าอยากให้กระดูกและฟันแข็งแรงก็ต้องกินชะอมเป็นประจำ

7. ชะอมมีคุณสมบัติช่วยรักษาอาการลิ้นอักเสบและเป็นผื่นแดง

8. ในชะอมมีฟอสฟอรัส ที่ทำหน้าที่ช่วยเสริมให้วิตามินบีต่างๆ ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

9. ชะอมมีธาตุเหล็ก ที่มีส่วนสำคัญในการช่วยบำรุงเลือด ทำให้การไหลเวียนของเลือดเป็นไปอย่างปกติ

10. ชะอมช่วยเสริมสร้างระบบของภูมิคุ้มกันในร่างกายให้แข็งแรง ทำให้กำจัดเชื้อโรคต่างๆ ได้ดีขึ้น ไม่เจ็บป่วยง่าย เพราะฤทธิ์ของวิตามินซีที่มีอยู่มากในชะอมนั่นเอง

11. ประโยชน์ของชะอมช่วยต่อต้านการเกิดโรคมะเร็ง และลดโอกาสที่จะเกิดโรคหัวใจได้ด้วย เนื่องจากในชะอมมีสารสำคัญที่ชื่อว่า เบต้าแคโรทีน

12. สารเบต้าแคโรทีนในชะอมยังช่วยบำรุงผิวพรรณให้ผ่องใส แลดูอ่อนเยาว์ และป้องกันความแก่ก่อนวัย

13. ชะอมมีสรรพคุณช่วยบำรุงเส้นผม ที่แห้งแตกปลาย ไม่มีน้ำหนัก ให้กลับมานุ่มสลวยได้

14. รากชะอมมีสรรพคุณแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อได้ อีกทั้งการกินชะอมยังช่วยในการขับลมในกระเพาะและลำไส้ได้อีกด้วย

อย่างไรก็ดี ชะอมก็มีข้อเสียสำหรับ คุณแม่ที่เพิ่งคลอดและต้องให้นมแก่ลูก ไม่ควรกินชะอมเพราะจะยิ่งทำให้แม่ไม่มีน้ำนม รวมถึงคนที่ป่วยเป็นโรคเกาต์ เพราะในชะอมมีสารที่เรียกว่า พิวรีน (Purine) ซึ่งจะส่งผลให้เกิดอาการข้ออักเสบได้ ส่วนในกลุ่มคนทั่วไปสามารถกินชะอมได้ปกติ เพียงแต่การกินชะอมในช่วงหน้าฝนต้องระวังนิดหนึ่ง เพราะช่วงนี้ชะอมจะมีกลิ่นฉุนและมีรสเปรี้ยว อาจทำให้เกิดอาการปวดท้องได้

แต่ถ้าเรากินผักชนิดนี้อย่างเหมาะสมและถูกต้องแล้วละก็ รับรองว่าสุขภาพจะปลอดภัยและแข็งแรงแน่นอน เพราะจากประโยชน์และสรรพคุณทางยาของชะอมตามที่กล่าวมาก็แสดงให้เราเห็นอย่างชัดเจนแล้วว่า ชะอมนั้นเป็นผักสมุนไพรที่ถือเป็นยาอายุวัฒนะได้จริงๆ


ขอบคุณแหล่งที่มา และ ภาพจาก http://sukkaphap-d.com/14-%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b8%b0/