Monday, June 20, 2016

10 สัญญาณอันตราย เช็กซิคุณออกกำลังกายหนักมากเกินไปหรือเปล่า




ออกกำลังกายหักโหมมากเกินไป อาจทำสุขภาพร่างกายพัง เช็กตัวเองด้วย 10 สัญญาณเหล่านี้ หากมีกับตัวเมื่อไร ต้องรีบหยุดพักเรื่องออกกำลังกาย

          จริง อยู่ที่การออกกำลังกายนั้นดีกับสุขภาพ แต่ในอีกมุมหนึ่งการออกกำลังกายก็มีข้อเสียหากหักโหมร่างกายมากเกินไป ซึ่งผลที่ตามมาจากการออกกำลังกายหนักจนเกินไปนั้นก็มีตั้งแต่อาการบาดเจ็บ ปัญหาสุขภาพจิต ไม่เว้นแม้แต่ความเสี่ยงโรคร้ายแรงอย่างโรคหัวใจ แต่เราจะรู้ได้อย่างไรล่ะว่า การออกกำลังกายที่ทำอยู่นั้นหนักและมากเกินความพอดี นี่คือ 10 สัญญาณสุขภาพที่จะบ่งบอกว่าคุณออกกำลังกายมากเกินไปหรือไม่ ถ้ามีอาการเหล่านี้มาทักทาย รีบเปลี่ยนตารางออกกำลังกายใหม่เดี๋ยวนี้เลย

1. ปวดกล้ามเนื้ออย่างรุนแรงและเฉียบพลัน

          อาการ ปวดกล้ามเนื้อแบบเฉียบพลัน นับเป็นสัญญาณอันดับแรกที่มักเกิดขึ้นกับคนที่ออกกำลังกายอย่างหนัก และจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นจนกลายเป็นอาการกล้ามเนื้อหรือข้อต่ออักเสบ อันจะส่งผลเสียต่อกล้ามเนื้อในระยะยาว ดังนั้นถ้าคุณเกิดอาการปวดอย่างรุนแรงแบบกะทันหันละก็ หยุดออกกำลังกายสักพักจนกว่าจะหายดีเถอะค่ะ จะได้ไม่ต้องมานั่งรักษาอาการกล้ามเนื้ออักเสบกันทีหลัง

2 ประจำเดือนผิดปกติ

          คุณสาว ๆ ที่ออกกำลังกายหนักเป็นประจำต้องระวังให้ดีเลย เพราะการออกกำลังกายหักโหมเกินไปอาจเร่งการผลิตฮอร์โมนคอร์ติซอล หรือฮอร์โมนความเครียด ซึ่งอาจกระทบกับการผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนได้ และเมื่อฮอร์โมนดังกล่าวลดลง ประจำเดือนก็จะเริ่มขาดหรือเลื่อน ไม่เพียงเท่านั้น ยังส่งผลต่อระบบสืบพันธุ์ด้วย ยิ่งถ้าคุณสาว ๆ ทั้งออกกำลังกายอย่างหนัก และควบคุมอาหารอย่างเคร่งครัดด้วยละก็ จะยิ่งทำให้ประจำเดือนผิดปกติมากขึ้น ทางที่ดีออกกำลังกายและรับประทานอาหารอย่างพอดีกันดีกว่าค่ะ

3. เท้าและเข่าบวมแดง

          สำหรับ คนที่ชอบวิ่งออกกำลังกายเป็นประจำ อาการบวมแดงที่บริเวณข้อเท้าหรือเข่าถือเป็นสัญญาณที่บอกให้รู้ว่าคุณหักโหม กับการวิ่งมากเกินไป และถ้าหากคุณมองข้ามไปก็เท่ากับว่าคุณเพิ่มความเสี่ยงภาวะกล้ามเนื้อหน้า แข้งอักเสบอย่างรุนแรง ซึ่งอาจจะทำให้คุณถึงขั้นเดินไม่ได้เลยทีเดียว รู้แบบนี้แล้ว หมั่นสังเกตอาการบวมแดงกันสักหน่อยนะคะ

4. ภูมิคุ้มกันผิดปกติ

          ขอบอกเลยค่ะว่าการออกกำลังกายอย่างหนักไม่ได้ทำให้ภูมิคุ้มกันแข็งแรงมาก ขึ้น ในทางกลับกัน การออกกำลังกายที่มากเกินขีดจำกัดของร่างกายสามารถทำร้ายระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้ภูมิคุ้มกันในร่างกายต่ำลง และส่งผลให้เกิดอาการอักเสบ การเจ็บป่วยขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะยิ่งไปเพิ่มความเสี่ยงโรคร้ายแรงต่าง ๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ หรือแม้แต่โรคมะเร็ง ฉะนั้นอย่ามัวแต่นึกถึงความฟิต&เฟิร์มของตัวเองเลยจะดีกว่า ออกกำลังกายแค่พอเหมาะแต่ทำอย่างสม่ำเสมอ แบบนี้ได้ผลดีกว่าค่ะ

5. กล้ามเนื้อกระตุก

          กล้าม เนื้อกระตุก เป็นสัญญาณสุขภาพที่ไม่ดีอย่างรุนแรง เพราะนั่นแปลว่าคุณกำลังเข้าสู่ภาวะกล้ามเนื้ออ่อนล้า ซึ่งถ้าหากคุณยังคงออกกำลังกายอย่างหนักต่อไป จะทำให้คุณเสี่ยงต่อภาวะกล้ามเนื้ออักเสบหรือฉีกขาดได้ ฉะนั้นสัญญาณเล็ก ๆ นี้อย่ามองข้ามเลยนะคะ เพื่อความปลอดภัย

6. น้ำหนักลดมากผิดปกติ

          หลายคนใช้การออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนักส่วนเกิน แต่การที่น้ำหนักลดลงมาก ๆ อย่างรวดเร็วหลังจากการออกกำลังกายหนัก ๆ บอกเลยว่านั่นไม่ได้แปลว่าคุณประสบความสำเร็จในการออกกำลังกายนะ แต่เป็นสัญญาณที่บอกว่าคุณออกกำลังกายมากเกินไปต่างหาก และถึงแม้ว่าจะผอมลง แต่สุขภาพก็จะแย่ลงด้วยเช่นกัน ดังนั้นควรออกกำลังกายแต่พอดี และหยุดพักบ้างตามความเหมาะสม แม้ว่าจะผอมช้ากว่าแต่ก็ดีในระยะยาวค่ะ

7. ความดันโลหิตสูง

          การ ออกกำลังกายที่หนักมากเกินไปจะเร่งการสูบฉีดของเลือดให้มากขึ้นและทำให้ความ ดันโลหิตในขณะที่ออกกำลังกายสูงขึ้น เป็นการเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด แต่หากคุณเลิกออกกำลังกายแล้วยังมีภาวะความดันโลหิตสูงอยู่ ทั้ง ๆ ที่คุณไม่มีความเสี่ยงโรคนี้ละก็ บอกได้เลยว่านั่นเป็นสัญญาณอันตรายที่คุณควรหยุดออกกำลังกายสักพัก ไม่อย่างนั้นส่งผลระยะยาวถึงสุขภาพหัวใจแน่นอน

8. เกิดภาวะหิดปลาทู (Hit The Plateau)

          หิดปลาทู เป็นชื่อเรียกกันแบบไทย ๆ ของภาวะ Hit The Plateau ซึ่งเป็นภาวะที่ไม่ว่าจะออกกำลังกายหนักแค่ไหนร่างกายก็ไม่เกิดความเปลี่ยน แปลง เนื่องจากร่างกายเคยชินกับการออกกำลังกายหนัก ๆ เป็นเวลานาน โดยบางคนอาจจะเรียกภาวะนี้ว่าเป็นภาวะระบบเผาผลาญพัง

          โดย อาการที่สังเกตได้ชัดเจนก็คือ แม้ว่าคุณจะออกกำลังกาย ควบคุมอาหาร หรือดูแลสุขภาพอย่างเคร่งครัดแค่ไหน น้ำหนักก็ไม่ลดลง แต่จะให้เพิ่มการออกกำลังกายให้หนักหรือจะลดการกินก็ทำไม่ไหว วิธีแก้ก็คือควรหยุดออกกำลังกายไปสักประมาณ 1 สัปดาห์ และปรับเปลี่ยนการรับประทานอาหารให้เหมาะสม พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่งั้นสุขภาพพังระยะยาวแน่นอนค่ะ

9. ไม่มีเรี่ยวแรง

          โดยปกติแล้วการออกกำลังกายจะช่วยให้เรามีเรี่ยวแรงมากขึ้น เพราะการออกกำลังกายจะไปกระตุ้นการทำงานต่าง ๆ ของร่างกาย และเร่งระบบเผาผลาญในร่างกาย แต่ถ้าหากคุณออกกำลังกายเสร็จแล้วรู้สึกหมดแรงไปตลอดทั้งวัน รู้ไว้เลยค่ะว่านั่นคือสัญญาณที่บอกว่าคุณออกกำลังกายมากเกินไป จนทำให้ร่างกายอ่อนล้าสะสม ทางที่ดีคือหยุดออกกำลังกายไปสัก 1-2 วันเพื่อให้ร่างกายฟื้นตัว และควรจะปรับการออกกำลังกายให้เหมาะสมกับความสามารถของร่างกายค่ะ

10. อารมณ์แปรปรวน


          แม้ การออกกำลังกายจะช่วยให้คลายเครียดและทำให้อารมณ์ดีขึ้นก็จริง แต่การออกกำลังกายมากจนเกินไปก็ทำให้อารมณ์แปรปรวนได้ เพราะเมื่อคุณออกกำลังกายอย่างหนักก็จะเกิดความตึงเครียดสะสมภายในกล้าม เนื้อ เมื่อสะสมมาก ๆ ก็จะทำให้คุณเกิดความเครียดจนหงุดหงิดได้ ถ้าไม่อยากให้สุขภาพจิตเสีย ออกกำลังกายแต่พอดีกันดีกว่านะคะ

          ได้ ทราบกันแบบนี้แล้วก็อย่าเข้าใจผิดว่าการออกกำลังกายนั้นไม่ดีกับสุขภาพไป เสียก่อนล่ะ เพราะถ้าหากเราออกกำลังกายกันแบบพอดี ๆ ผลที่ได้ก็จะมีประสิทธิภาพในระยะยาว แถมถ้าทำควบคู่กับการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และการนอนหลับที่เพียงพอด้วย สุขภาพก็จะดีไปกว่าเดิมแน่นอนเลย


ขอขอบคุณข้อมูลจาก
prevention
mnn
12minuteathlete
http://health.kapook.com/view150647.html
เครดิตภาพ  http://www.lovethispic.com/image/73736/flowers-in-the-meadow

Sunday, June 19, 2016

10 ไม้ประดับปลูกในร่ม ดูแลง่าย แม้ตั้งไว้มุมอับแสงก็รอด




ไม้ประดับปลูกในร่ม สามารถปลูกประดับได้ทั้งในบ้านและอาคาร ทั้งยังดูแลง่าย แม้จะตั้งไว้ในมุมอับแสงก็ยังเจริญเติบโตได้ดี แม้ช่วงฤดูฝนที่ไม่ค่อยมีแสงแดดก็ตาม

         การปลูกต้นไม้หรือนำต้นไม้มาวางประดับในบ้าน เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยสร้างความสดชื่นและผ่อนคลายให้กับคนในบ้าน แต่ทั้งนี้การปลูกต้นไม้ในบ้านก็มีข้อจำกัด เนื่องจากว่าโดยทั่วไปแล้วต้นไม้จะต้องการแสงแดดในการเจริญเติบโต แต่ยังมีต้นไม้อีกบางชนิดที่ต้องการแสงน้อยหรือถ้าไม่มีแสงแดดเลยก็อยู่ได้ เหมาะกับการปลูกประดับในบ้านช่วงฤดูฝนเป็นอย่างยิ่ง

1. ต้นคล้า

         ใบของต้นคล้ามีลวดลายที่สวยงาม มีสีเขียวแซมขาว เหลือง และเขียวอ่อน และด้วยลวดลายที่มีสีอ่อนผสมอยู่นี้ ทำให้ต้นไม้ชนิดนี้สามารถอยู่ได้แม้ในที่ที่ไม่มีแสงแดด ถ้าปลูกไว้ในที่มีแสงจ้า ลวดลายบนใบอาจจะจางลงได้

2. สาวน้อยประแป้ง
        
         ต้นไม้มงคลที่คนนิยมปลูก โดยส่วนใหญ่จะปลูกเพื่อประดับในบ้านหรืออาคาร ต้นไม้ชนิดนี้ไม่ควรปลูกไว้ในที่แดดจ้า เพราะไม่ชอบแสงแดด จะชอบที่เย็นและชุ่มชื้นมากกว่า

3. เศรษฐีเรือนนอก

         ไม้พุ่มคลุมดิน ไม่มีลำต้น มีใบสีเขียวเรียวยาว ขลิบขาวตามขอบ ดอกมีสีขาวขนาดเล็ก มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ นอกจากนั้นยังถือเป็นต้นไม้มงคล ช่วยคุ้มครองและป้องกันภัย เชื่อว่าหากปลูกแล้วเจริญงอกงาม ผู้ปลูกจะมีฐานะเจริญรุ่งเรืองตามไปด้วย

4. ต้นฟิโลใบหัวใจ

         ใบของต้นไม้ชนิดนี้มีลักษณะเป็นรูปหัวใจ สีเขียวเข้ม ผิวมันวาว ขนาดไม่ใหญ่มาก นิยมปลูกในกระถางประดับอาคาร ต้องการน้ำปานกลาง แดดรำไร ดูแลรักษาง่าย สามารถปลูกได้ในที่สลัว

5. สับปะรดสี

         สับปะรดสีเป็นไม้ประดับที่มีสีสันสวยงาม ชอบแดดอ่อน ๆ ในตอนเช้า ถ้าเจอแดดจัดฟอร์มใบอาจจะเสียได้ ทั้งนี้สามารถปลูกในกระถางประดับในบ้านและอาคารได้เช่นกัน



6. เดหลี

         ต้นเดหลีเป็นพืชที่ดูแลง่าย ต้องการความชื้นสูงและชอบแสงน้อย ใบมีความมันวาว มีดอกสีขาว เป็นไม้ดอกไม้ประดับที่นิยมปลูกในบ้านและอาคาร นอกจากนั้นยังมีสรรพคุณในการช่วยดูดสารพิษอีกด้วย

7. แก้วกาญจนา

         แก้วกาญจนาหรือว่านขันหมาก เป็นหนึ่งในต้นไม้ที่ดูแลง่ายที่สุด สามารถปลูกได้ทั้งในที่แสงปานกลางจนถึงแสงน้อย โตช้า ใบกว้างและมีปลายแหลม ลักษณะใบมีสีเขียวสดจนถึงเขียวเข้ม เป็นพืชที่มีอายุยืนมาก

8. ลิ้นมังกร

         ไม้ประดับที่สามารถปลูกได้ทุกที่ ดูแลง่าย เป็นพืชที่ต้องการแสงแดดในการเจริญเติบโต แต่สามารถปลูกในร่มได้โดยไม่ตายแม้จะไม่โดนแสงก็ตาม ถ้าให้น้ำเยอะไปรากอาจจะเน่าได้ ฉะนั้นกระถางที่ปลูกต้องมีรูระบายน้ำด้วย 

9. บัวดอย

         บัวดอยเป็นพืชที่ทนทานต่อทุกสภาพอากาศ ไม่เพียงเฉพาะในที่แสงน้อยเท่านั้น แต่ยังสามารถเจริญเติบโตได้ในสภาพอากาศที่ร้อนจัด ใบมีสีเขียว มีจุดสีขาวเล็ก ๆ กระจายทั่วใบ เป็นพืชโตช้า นิยมปลูกในกระถางประดับ

10. ปาล์มไผ่

         ปาล์มไผ่เป็นต้นไม้ที่สามารถอยู่ได้ในที่แสงน้อยได้ดีกว่าปาล์มชนิดอื่น ๆ  ทนต่อแมลง มีความสามารถสูงมากในการดูดสารพิษที่ปนเปื้อนและช่วยเพิ่มความสดชื่นให้ อากาศ เหมาะสำหรับปลูกเป็นไม้ประดับภายในบ้านหรืออาคารสำนักงาน 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก housebeautiful และ reo3
http://home.kapook.com/view149994.html
เครดิตภาพ http://home.kapook.com/view149994.html


Friday, June 17, 2016

ความดีของไข่




คนส่วนใหญ่ไม่ ค่อยเห็นความดีของไข่ มักคิดว่ากินไข่มากจะส่งผลเสียต่อสุขภาพ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไข่เป็นอาหารที่มีคุณค่าในการแนะนำให้นำมาขึ้นโต๊ะ เป็นนางเอกกันเลยล่ะ
 

ไข่...อาหารเพื่อสุขภาพ

          เห็นไข่ลูกเล็ก ๆ อย่างนี้เถอะ มันเต็มไปด้วยสารอาหารมากมาย ทั้งวิตามินและเกลือแร่โดยเฉพาะมีธาตุเหล็กเป็นจำนวนมาก และมีวิตามินดี บี 12 เอ ไอโอดีน และเซเลเนียม ซึ่งเป็นสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพและความสุขของเรา การได้รับวิตามินดีอย่างเพียงพอ จะช่วยให้กระดูกแข็งแรงและช่วยให้ต่อมธัยรอยด์ทำงานเป็นปกติ นอกจากนี้วิตามินเอในไข่ยังช่วยให้สายตาคมชัด และไบโอตินก็จะช่วยให้เส้นผมขึ้นดกหนา ผิวเรียบเนียนและเล็บแข็งแรง ฉะนั้น ไข่จึงไม่ใช่อาหารที่ช่วยให้มีสุขภาพดีเท่านั้น แต่มันยังช่วยให้สวยอีกด้วย
 

ไข่ไม่ได้เพิ่มคอเลสเตอรอล

          ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใดที่ว่ากินไข่หนึ่งฟอง จะเป็นสาเหตุให้คอเลสเตอรอลสูง ซึ่งสิ่งที่ส่งเสริมให้คอเลสเตอรอลพุ่งสูงก็คือ ความเครียด น้ำหนักเกิน และขาดการออกกำลังกาย ในความเป็นจริงแล้วไข่มีดีกว่าที่คุณได้ยินมาเสียอีก นอกจากนี้ Kansas State University (USA) ยังได้ยืนยันผลการศึกษาว่า ในไข่มีสารเลซิติน ซึ่งจะป้องกันคอเลสเตอรอลในเลือดอีกด้วย
 

โปรตีนจากไข่ขาว

          โปรตีนเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายที่จะขาดเสียไม่ได้ เพราะมันจำเป็นในการสร้างกล้ามเนื้อ อวัยวะ เอนไซม์ และเลือด โปรตีนจากเนื้อสัตว์มีคุณค่าทางชีวภาพสูงกว่าโปรตีนจากพืช และคุณค่าชีวภาพที่สูงที่สุดก็คือโปรตีนจากไข่
 

อยากเสริมพละกำลัง...ต้องกินไข่

          บาง คนไม่กล้ากินไข่เพราะกลัวคอเลสเตอรอล  แต่นักวิชาการได้ศึกษาค้นคว้ามาว่า คุณสามารถกินไข่ได้วันละหนึ่งฟอง โดยเฉพาะผู้ชายที่อ่อนเปลี้ยเพลียแรง ถ้าได้กินไข่ก็จะฟื้นคืนพลังได้ เพราะจากการศึกษาของนักวิชาการได้ผลมาว่า ไข่ลูกรี ๆ นั้นดีนักหนาเพราะมันมีวิตามินและโปรตีน ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของสเปิร์มในเพศชายได้ ส่วนคอเลสเตอรอลของไข่นั้นไ ม่น่ากลัวเท่ากับอาหารฟาสต์ฟู้ดทั้งหลาย ถ้าคุณไม่กินไข่เกินพิกัด

http://health.kapook.com/view6178.html

Thursday, June 16, 2016

6 วิธีลดพุงง่าย ๆ เห็นผลได้ภายใน 7 วัน !




รู้มั้ยคะ ปัญหาพุงป่องของสาวๆหลายๆคนเนี่ยมีสาเหตุมาจากการไม่ขับถ่ายค่ะ ยิ่งบางคนไม่ขับถ่ายหลาย ๆ วันก็จะทำให้หน้าท้องป่องออกมาได้ เพราะร่างกายสะสมของเสียเอาไว้นี่เองค่ะ สาว ๆ ที่มีหน้าท้องและไม่ค่อยขับถ่ายเนี่ย อาจจะเป็นเพราะไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของผู้หญิงยุคใหม่ที่แสนจะเร่งรีบ รวมไปถึงการไม่มีเวลาเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ จึงทำให้ระบบขับถ่ายของเรารวนไปหมด นี่แหละคือสาเหตุของการที่มีพุงป่อง ๆ ที่ทำให้รู้สึกหมดความมั่นใจ และรู้สึกอึดอัดไม่สบายตัว หากใครกำลังเจอกับปัญหานี้ละก็ บอกเลยว่าแค่ทำ 6 วิธีนี้ ระบบการขับถ่ายจะดีขึ้น และพุงของคุณสาว ๆ ก็จะยุบง่าย ๆ ภายใน 7 วันเท่านั้น ลองมาดูกันสิว่าคุณจะเปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ได้ยังไงใน 1 สัปดาห์ ...


1. กินอาหารที่มีประโยชน์       

          ฟัง ดูเป็นประโยคที่เราได้ยินอยู่เป็นประจำ แต่เรื่องการกินเนี่ยแหละที่มีความสำคัญกับร่างกายของเรามากที่สุดค่ะ ก็เข้าใจว่าการใช้ชีวิตอันเร่งรีบของสาวสมัยนี้ อาจทำให้ไม่มีเวลาเลือกกินอาหารมากนัก ซึ่งอาหารการกินนี่แหละค่ะที่เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ท้องผูกเลย  หากกินแต่อาหารพวกเนื้อสัตว์เยอะโดยไม่ค่อยได้กินอาหารจำพวกผักผลไม้ ก็อาจจะเกิดปัญหาด้านการขับถ่ายได้ค่ะ ฉะนั้นควรใส่ใจในการกินให้มากขึ้น โดยเลือกกินผักผลไม้ให้มาก โดยเฉพาะผักผลไม้ที่มีใยอาหารสูง เช่น อะโวคาโด ถั่ว ธัญพืช ลูกพรุน  ก็จะช่วยให้ขับถ่ายสะดวกขึ้น  ยิ่งปัจจุบันก็มีการนำเอาลูกพรุนมาสกัดเข้มข้น ในรูปแบบของเครื่องดื่มพรุนสกัดเข้มข้น ซึ่งทำให้หาทานได้สะดวกขึ้นและมีรสชาติอร่อยอีกด้วยค่ะ แนะนำให้ดื่มเป็นประจำก่อนนอนก็จะให้ผลได้ดียิ่งขึ้น เมื่อตื่นมาในตอนเช้าก็จะทำให้เกิดการขับถ่ายได้ง่ายขึ้นค่ะ สำหรับคนที่รู้ตัวว่าทานอาหารที่มีใยอาหารน้อย ตัวช่วยแบบนี้ก็จะเพิ่มความสดวกและช่วยป้องกันปัญหาด้านระบบขับถ่ายได้ค่ะ


2. ดื่มน้ำสะอาดเยอะ ๆ

          ใครที่รู้ตัวว่ากำลังติดน้ำหวานงอมแงม จนวัน ๆ แทบไม่ได้ยกน้ำเปล่าขึ้นมาดื่มเลยละก็ บอกเลยว่าควรลดพฤติกรรมนี้ด่วนเลยจ้า เพราะการดื่มน้ำเปล่าอย่างเพียงพอต่อวัน จะช่วยลดความอยากอาหาร และกระตุ้นการขับถ่าย ซึ่งมีส่วนช่วยในการทำให้หน้าท้องกลม ๆ ยุบตัวลงได้อย่างง่ายดายเลย


3. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

          เป็น เรื่องที่แน่นอนอยู่แล้วค่ะ สำหรับการที่จะทำให้พุงพลุ้ย ๆ ยุบตัวลงกลายเป็นหน้าท้องแบนราบน่าอวด เพราะการออกกำลังกายไม่เพียงแต่จะช่วยทำให้หน้าท้องฟิตเฟิร์มขึ้นเท่านั้น แต่ยังช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้ ซึ่งจะช่วยให้ขับถ่ายสะดวกไม่มีเรื่องท้องผูกมากวนใจเลยล่ะ


4. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

          งงล่ะสิว่าการนอนหลับจะช่วยลดพุงได้ไง บอกเลยว่าในช่วงที่สาว ๆ กำลังนอนหลับนั้น ร่างกายจะผลิตฮอร์โมนที่เรียกว่า ฮอร์โมนแลปติน (Leptin) ที่ช่วยควบคุมความอยากอาหาร และช่วยกระตุ้นการเผาผลาญในขณะที่เรานอนหลับนั่นเอง นอกจากนี้การนอนดึกหรือการพักผ่อนไม่เพียงพอ ยังมีส่วนทำให้ระบบการขับถ่ายรวน และส่งผลเสียต่อระบบการย่อยอาหารด้วย


5. ผ่อนคลายไม่เครียด

          เมื่อ ไรที่คุณรู้สึกเครียดหรือไม่สบายใจ เมื่อนั้นแหละที่ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ทำให้คุณอยากกินแป้งและน้ำตาล และอยากกินอาหารทำลายสุขภาพหรืออาหารที่มีไขมันต่าง ๆ ออกมา แถมความเครียดก็ยังส่งผลต่อระบบภายในร่างกายรวน และส่งผลทำให้ท้องผูกขับถ่ายไม่ออกด้วยนะ


6. ฝึกนิสัยการขับถ่าย

          ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการขับถ่าย ก็คือช่วงเช้าประมาณ ตี 5-7 โมงเช้านี่แหละค่ะ เพราะเวลานี้คือเวลาทำงานของลำไส้ใหญ่ หากปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่ โดยไม่นอนดึกแล้วตื่นเช้าให้ได้เวลานี้ตลอด เชื่อสิว่าการขับถ่ายของคุณจะเป็นระบบมากขึ้น ยิ่งการดื่มน้ำพรุนก่อนนอน พอตื่นขึ้นมาก็จะยิ่งช่วยกระตุ้นการขับถ่ายให้คล่องขึ้นด้วย
 

สนับสนุนโดยแบรนด์วีต้า
http://women.kapook.com/view150561.html