Friday, May 27, 2016

5 ข้อเสียของการไม่ขับถ่ายทุกวัน รู้ยังว่าอันตรายตั้งขนาดนี้ !




  ไม่ขับถ่ายทุกวันไม่เพียงทำให้ท้องผูก แต่ยังส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกายจนคาดไม่ถึงเลย

          การ ขับถ่ายถือเป็นหนึ่งในกิจวัตรประจำวันที่ควรทำให้เป็นนิสัยอย่างยิ่ง เพราะการขับถ่ายที่ดีจะช่วยเสริมสร้างสุขภาพให้ดีตามไปด้วย แต่ก็ยังมีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่ละเลยเรื่องดังกล่าว ไม่ยอมขับถ่ายให้เป็นนิสัยด้วยเหตุผลที่ว่า ไม่มีเวลา ถ่ายไม่ออก หรือไม่อยากนั่งห้องน้ำเป็นเวลานาน ๆ ซึ่งแน่นอนว่าการไม่ขับถ่ายนั้นส่งผลเสียกับสุขภาพแน่นอน แต่จะเป็นอะไรนั้น มาลองดูกันเลย


1. ท้องผูก
          แน่นอนว่าการไม่ยอมถ่ายให้เป็นกิจวัตรทุกวันจะนำมาสู่อาการท้องผูกอย่างไม่ ต้องสงสัย เพราะเมื่อเราไม่ยอมถ่ายและปล่อยให้อุจจาระอยู่ภายในลำไส้ ร่างกายก็จะดูดน้ำในอุจจาระกลับมาใช้ในร่างกายอีกครั้ง ส่งผลให้อุจจาระที่ไม่ได้ถูกถ่ายออกมาแข็งตัวมากขึ้น ทำให้ถ่ายลำบากจนกลายเป็นอาการท้องผูกในที่สุด


2. เชื้อโรคแพร่กระจาย

          นอก เหนือจากน้ำที่อยู่ในอุจจาระจะถูกดูดกลับไปใช้ในร่างกายแล้ว บรรดาเชื้อโรคต่าง ๆ ที่เจริญเติบโตขึ้นภายในอุจจาระก็ยังจะถูกดูดซึมเข้ากระแสเลือดอีกด้วย ซึ่งจะก่อให้เกิดอาการอักเสบ รวมทั้งระบบภูมิคุ้มกันก็จะทำงานหนักขึ้น ผลสุดท้ายเชื้อโรคก็จะทำให้ร่างกายของคุณอ่อนเพลีย มีอาการปวดหัว ท้องอืด ผิวหนังอักเสบ สิวขึ้น แถมยังทำให้คุณอารมณ์ไม่ดี หงุดหงิดง่ายอีกด้วย เห็นไหมล่ะว่าแย่ขนาดไหน 
 

3. สารพิษสะสมในร่างกาย

          การขับถ่ายเป็นวิธีที่ร่างกายใช้กำจัดสารพิษ และสารเคมีต่าง ๆ ในร่างกายออกไปได้ แต่ถ้าหากร่างกายไม่ได้ขับถ่ายทุกวัน ก็จะทำให้สารพิษเหล่านั้นถูกดูดกลับไปสะสมอยู่ในร่างกาย ไม่ว่าจะในกระแสเลือดหรือตามอวัยวะต่าง ๆ อย่างเช่น ตับ หรือลำไส้ใหญ่ และปัญหาที่จะตามมาก็คือสุขภาพของคุณจะเริ่มแย่ลง น้ำหนักจะขึ้น แถมถ้าจะลดน้ำหนักก็ทำได้ยาก เนื่องจากมีสารพิษในร่างกายมากเกินไปนั่นเอง


4. มีกลิ่นปากและกลิ่นตัว
          ลองนึกดูสิคะว่าจะน่าสะพรึงแค่ไหนถ้าหากคุณมีกลิ่นปากและกลิ่นตัวที่เหม็น เหมือนอุจจาระ ! ถ้าไม่อยากจะเจอกับสถานการณ์แบบนั้น ก็ต้องหัดขับถ่ายให้ได้ทุกวันค่ะ เพราะการที่เราไม่ขับถ่าย เมื่อเชื้อโรคถูกดูดซึมเข้ากระแสเลือดแล้ว เลือดจะไม่สะอาด เมื่อผ่านไปยังปอด ปอดก็จะฟอกเลือดและขับเชื้อโรคเหล่านี้ออกมาทางลมหายใจและผิวหนังกลายเป็น กลิ่นเหม็น ๆ ที่ตัวเราเองอาจจะไม่ค่อยได้กลิ่น แต่คนรอบข้างเนี่ยล่ะ ส่ายหน้ารัว ๆ เลยจะบอกให้


5. เสี่ยงกับโรคผนังลำไส้อักเสบ (Diverticulitis)
          เมื่อเราไม่ขับถ่ายและอุจจาระสะสมอยู่ในลำไส้ สิ่งที่ตามมาก็คือ ผนังลำไส้ในส่วนที่อ่อนแอจะเกิดการโป่งพองเนื่องจากต้องรับน้ำหนักของ อุจจาระที่แข็งตัวขึ้น และเมื่อถุงที่โป่งพองในลำไส้เหล่านี้มีเชื้อโรคไปสะสมก็อาจจะเสี่ยงต่อการ ติดเชื้อกลายเป็นโรคผนังลำไส้ใหญ่อักเสบ จนอาจทำให้เกิดเลือดออกในลำไส้ เป็นหนอง ผนังลำไส้ทะลุ หรือลำไส้อุดตันได้

          ได้ทราบแบบ นี้ก็รู้แล้วใช่ไหมล่ะคะว่าการไม่ขับถ่ายทุกวันส่งผลน่ากลัวแค่ไหน ถ้าไม่อยากให้เกิดปัญหานี้ละก็ รีบปรับเปลี่ยนนิสัยให้ตัวเองขับถ่ายให้ได้ทุกวันกันเลยดีกว่านะคะ แต่ถ้าหากพยายามแล้วก็ยังมีปัญหาท้องผูกถ่ายไม่ออก ขอแนะนำวิธีแก้ท้องผูกง่าย ๆ เหล่านี้จาก บอกลาอาการท้องผูก ด้วย 10 วิธีง่าย ๆ ช่วยให้ถ่ายได้ทุกเช้า หรือถ้าอยากจะแก้ไขด้วยการรับประทานอาหาร ก็ต้องลอง 10 ผลไม้แก้ท้องผูก กินให้ถูกก็โล่งสบายท้อง หรือจะใช้ตัวช่วยอย่าง 10 สมุนไพรแก้ท้องผูก ปราบทุกอาการถ่ายยากให้อยู่หมัด นี้ก็ได้ เผื่อจะได้อาการดีขึ้น แต่ถ้าลองหมดแล้วก็ยังถ่ายไม่ออก ขอแนะนำให้ไปพบแพทย์ เพราะนั่นอาจเป็นสัญญาณความผิดปกติของระบบขับถ่ายได้ค่ะ


ขอขอบคุณข้อมูลจาก
naturallifeenergy.com 
joyoushealth.com 
themedicalsanctuary.com.au
http://health.kapook.com/view149023.html
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/beautifuladry/shabby-chic-bathrooms/

Thursday, May 26, 2016

เทคนิคช่วยหลับสนิท เพื่อสุขภาพที่ดี




ศ.คลินิก เกียรติคุณ นายแพทย์ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า สมาคมการแพทย์เพื่อการนอนหลับโลก ได้กำหนดให้วันศุกร์ในสัปดาห์ที่ 2 เต็มสัปดาห์ของเดือนมีนาคมทุกปีเป็นวันนอนหลับโลก (World Sleep Day) ซึ่งตรงกับวันที่ 18 มีนาคม 2559 และกำหนดคำขวัญ "หลับสนิท ชีวิตมีสุข (Good Sleep is Reachable Dream)" ในการจัดรณรงค์ส่งเสริมการนอนหลับพร้อมกันทั่วโลก โดยกระทรวงสาธารณสุขร่วมกับสมาคมโรคจากการนอนหลับแห่งประเทศไทย เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนตระหนักถึงการนอนหลับและสุขอนามัยการนอนที่ดี เพราะการนอนหลับพักผ่อนอย่างเต็มที่ในระยะเวลาที่เหมะสมเพียงพอจะดีต่อสุขภาพกายและใจ

การนอนหลับเป็นช่วงเวลาที่อวัยวะต่างๆ ของร่างกายได้พักผ่อนระบบหัวใจและไหลเวียนเลือด ไม่ต้องออกแรงมากเพื่อสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย รวมถึงเป็นช่วงเวลาที่เกิดการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ปรับสมดุลของสารเคมีต่างๆ ตลอดจนเป็นระยะที่สมองทำการเรียบเรียงข้อมูลและจัดเก็บเป็นหมวดหมู่ ทำให้สมองเกิดการจดจำแลมีพัฒนาการ หากนอนหลับไม่เพียงพอก็จะก่อให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสง ส่งผลกระทบต่อระบบประสาท การคิด และความจำ รวมไปถึงความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุขณะขับรถ อาจสูญเสียประสิทธิภาพการทำงานด้วย

ด้าน นายแพทย์โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า กระทรวงสารธารณสุขร่วมกับสมาคมโรคจากการนอนหลับแห่งประเทศไทย จัดโครงการส่งเสริมการนอนหลับสนิท ชีวิตมีสุขขึ้น โดยจัดกิจกรรมรณรงค์ส่งเสริมการนอนหลับในวันที่ 18 มีนาคม 2559 ที่สถาบันโรคทรวงอก จ.นนทบุรี เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนตระหนักถึงการนอนหลับและสุขอนามัยการนอนที่ดี พร้อมทั้งให้บุคคลากรสาธารณสุขและเครือข่าย นำความรู้เกี่ยวกับการนอนหลับให้มีคุณภาพ สำหรับในโครงการระยะยาว กระทรวงสาธารณสุขจะจัดทำแหล่งองค์ความรู้ สื่อความรู้ให้ประชาชนสามารหาข้อมูลได้ง่าย และทำให้ประชาชนมีความรู้เบื้องต้นในการประเมินคุณภาพการนอนของตนเอง

สำหรับเทคนิคที่ช่วยให้นอนหลับได้ง่ายขึ้นนั้นมี 9 วิธี ได้แก่

1.  ออกกำลังกายช่วงเย็นอย่างน้อย 30 นาที หรือ 4-6 ชั่วโมง ก่อนนอน

2.  กินกล้วยหอม เพราะผิวของกล้วยหอมมีฤทธิ์เหมือนยานอนหลับแลมีอะมิโนแอซิดที่เรียกว่า ทริปโตฟาน ซึ่งจะเปลี่ยนเป็นสารเซโรโทนิน เมื่อกินแล้วจะช่วยคลายเครียด คลายกังวล ทำให้หลับสบาย

3.  หลีกเลี่ยงอาหารมื้อหนัก อาหารที่มีรสเผ็ด รสจัด หรืออาหารหวานมาก ก่อนเข้านอน 4 ชั่วโมง เพราะร่างกายต้องใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมงในการย่อยอาหาร

4.  หลีกเลี่ยงกาแฟ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือเครื่องดื่มที่กระตุ้นประสาททุกชนิด 4-6 ชั่วโมงก่อนเวลาเข้านอน

5.  ผ่อนคลายร่างกาย และจิตใจก่อนนอนด้วยการอาบน้ำอุ่น เดินเบาๆ ไปมา หรือการนั่งสมาธิ และไม่ควรทำกิจกรรมที่กระตุ้นร่างกายและสมองไปจนถึงเวลาเข้านอน

6.  จัดระเบียบห้องนอนและกำจัดสิ่งรบกวนด้วยการปิดไฟและอุปกรณ์ต่างๆ ทั้งโทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ รวมถึงอุปกรณ์สื่อสารก่อนนอน แต่บางรายอาจจำเป็นต้องเปิดเพลงเบาๆ เพื่อสร้างบรรยากาศ ทำให้หลับสบายขึ้น

7.  เลี่ยงการสูบบุหรี่ เพราะจะทำให้หลับยาก ตื่นบ่อย และฝันร้าย เนื่องจากผลของสารนิโคติน

8.  เข้านอนให้เป็นเวลา ไม่ควรนอนดึกมาก ควรเข้านอนเวลาประมาณ 21.00 - 23.00 น. และปฏิบัติให้เป็นประจำ รวมถึงตื่นนอนให้เป็นเวลาทุกวัน รวมทั้งช่วงวันหยุดด้วย

9.  เข้านอนเมื่อร่างกายพร้อมที่จะนอน คือเมื่อรู้สึกง่วง และไม่ได้อยู่ในภาวะตึงเครียด อย่าพยายามฝืนนอน หากไม่ง่วง

การนอนหลับที่เพียงพอสำหรับวัยแรกเกิด (แรกคลอด - 3 เดือน) ควรนอน 14-17 ชั่วโมง
วัยทารก (4 - 1 ปี)                     ควรนอน  12 - 15 ชั่วโมง
วัยเตาะแตะ (1 - 2 ปี)               ควรนอน  11 - 14 ชั่วโมง
วัยก่อนเข้าเรียน (3 - 5 ปี)         ควรนอน  10 - 13 ชั่วโมง
วัยเข้าโรงเรียน (6 - 13 ปี)        ควรนอน    9 - 11 ชั่วโมง
วัยรุ่น (14 - 17 ปี)                    ควรนอน    8  - 10 ชั่วโมง
วัยผู้ใหญ่ (18 - 64 ปี)               ควรนอน   7 - 9  ชั่วโมง
วัยผู้สูงอายุ (65 ปีขึ้นไป)         ควรนอน   7 - 8  ชั่วโมง


ที่มา : เว็บไซต์กรมอนามัย
http://www.thaihealth.or.th
 เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/meggy_miranda99/rose-gold/

Wednesday, May 25, 2016

เมล็ดทานตะวัน..สารพันสารพัดประโยชน์




ดอกทานตะวันไม่เพียงแต่ให้ภาพสวยงาม แต่จะว่าไปทานตะวันมีประโยชน์ทุกส่วน คนเรารู้จักใช้ประโยชน์จากทานตะวันมานานแล้ว คนจีนนิยมใช้ใบทานตะวันแห้งมามวนเป็นแท่งขนาดใหญ่ แล้วจุดเพื่อรมให้จุดฝังเข็มร้อนขึ้น เป็นการรักษาแบบฝังเข็มประยุกต์ ใช้มาเกือบพันปีแล้วแต่ส่วนใหญ่นิยมใช้โกฐจุฬาลัมพามามวนเป็นยารมมากกว่า

คนจีนยังอาศัยเส้นใยจากก้านทานตะวันมาทอเพื่อใช้เป็นผ้าเนื้อหยาบ

ในห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ใช้ประโยชน์จากไส้ก้านของทานตะวัน ที่มีลักษณะหยุ่นเบามานานแล้วเช่นกัน แถมส่วนนี้ยังสามารถเอาไปทำเยื่อกระดาษได้ด้วย

ดอกทานตะวันแสนสวยใช้ปักแจกันประดับตกแต่ง ขนาดศิลปินระดับโลกเช่นแวนโก๊ะ ก็มีภาพวาดดอกทานตะวันบันลือโลก

กลีบดอกทานตะวันที่มีสีสด สามารถนำมาต้มแล้วใช้ย้อมผ้าให้เป็นสีเหลือง

เมื่อดอกทานตะวันแก่จัด มันจะก้มหน้าลง เมื่อนั้นแหละก็ถึงเวลาเก็บเกี่ยวเมล็ด ชาวไร่จะเอามาตากจนแห้ง เพื่อให้เมล็ดร่วงจากฐานดอกออกมาเอง


เมล็ดของมันเป็นอาหาร แค่คั่วกับเกลือแล้วแกะกินก็อร่อยแล้ว เมล็ด ทานตะวันอุดมด้วยโปรตีน วิตามินบี 1 บี 2 ไนอาซิน ธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส โปตัสเซียม และกำมะถัน สมัยก่อนชาวยุโรปนิยมใช้เมล็ดทานตะวันเป็นอาหารสัตว์ ว่ากันว่าหากใช้เมล็ดทานตะวันเลี้ยงไก่ แม่ไก่จะขยันออกไข่มากกว่า ก็คงเพราะเหตุที่ว่าสารอาหารในเมล็ดทานตะวันมีมากมายนี่เอง

เมล็ดทานตะวันยังมีน้ำมันมาก ทุกวันนี้เราจึงมีน้ำมันทานตะวันใช้ เรารู้ว่าน้ำมันทานตะวันอุดมไปด้วยกรดไขมันจำเป็นประเภทไลโนเลอิค ไลโนเลนิค และอะแรกคิโดนิค ซึ่งมีประโยชน์ทั้งต่อสุขภาพ และมีบทบาทสำคัญในวงการอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง เนื่องจากทำให้ผิวสวยชุ่มชื่น

สุดท้ายทุกส่วนของทานตะวันที่แห้งแล้ว หากนำมาเผาก็จะกลายเป็นปุ๋ยโปตัสเซียมใช้กับการเกษตรได้อีก


http://board.postjung.com/677554.html

12 วิธีแต่งห้องนอนตามราศี เสริมดวงให้ชีวิตดีมีแต่เฮง !




แต่งห้องนอนตามราศี ถ้าอยากให้ชีวิตมีแต่เรื่องดี ๆ ผ่านเข้ามา มาเช็กดูว่าราศีของเราควรจะแต่งห้องนอนอย่างไร ด้วยวิธีแต่งห้องนอนตามราศีเหล่านี้เลย
 

        ห้องนอนถือ ว่าเป็นห้องที่บอกความเป็นตัวตนของเราได้มากที่สุด ฉะนั้นการตกแต่งห้องนอนจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ หากใครยังไม่มีไอเดียสำหรับการตกแต่ง วันนี้กระปุกดอทคอมเลยอาสารวบรวมสไตล์การตกแต่งห้องนอนตามราศีมาฝากกันค่ะ แถมยังช่วยเสริมดวงชะตาและเปลี่ยนชีวิตให้ดีขึ้นได้ด้วยนะคะ

1. ราศีมังกร
       
        ชาวราศีมังกรเป็นคนที่มีบุคลิกดูน่าเกรงขาม น่าหลงใหล มีเหตุผล และมีความเป็นผู้ใหญ่ แนวสีเอิร์ธโทน เช่น สีดำ สีน้ำตาล สีเทา สีเขียว และขาว จึงเป็นโทนสีที่เหมาะกับการแต่งห้องนอนสำหรับชาวราศีมังกรมากที่สุด เน้นใช้ไม้และหนังเป็นวัสดุหลัก เลือกชุดเครื่องนอนที่ดูนุ่มสบาย หรือวางหมอนไว้บนเตียงหลาย ๆ ใบด้วยก็ได้ค่ะ

2. ราศีกุมภ์

        พื้นฐานของชาวราศีกุมภ์มีความเป็นตัวของตัวเองสูง ไม่ชอบตามใคร รักอิสระ มองหาความทันสมัย และชอบช่วยเหลือผู้อื่น เมื่อดูจากเครื่องหมายรูปกระแสน้ำและกระแสลมแล้ว ชาวราศีกุมภ์จึงเหมาะกับการแต่งห้องนอนด้วยโทนสีฟ้า สีเขียว ดำ และสีเทา ซึ่งเป็นโทนที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น นอกจากนี้การจัดห้องนอนด้วยต้นไม้เล็ก ๆ แต่งพื้นด้วยพรมสีสันสดหรือจะเพ้นท์ผนังด้วยวลีเด็ด ๆ โดน ๆ ก็ช่วยเสริมดวงได้เช่นเดียวกัน

3. ราศีมีน

        ราศีมีนเป็นคนที่อ่อนไหวง่าย เห็นอกเห็นใจผู้อื่น และยังมีอารมณ์ศิลปินอีกต่างหาก ชาวราศีนี้จึงเหมาะที่จะตกแต่งห้องนอนด้วยโทนสีม่วงหรือโทนหวาน ๆ  เพราะส่วนใหญ่แล้วชาวราศีมีนมักจะเก็บกดอารมณ์ความรู้สึกเอาไว้ ฉะนั้นห้องนอนจึงต้องมีบรรยากาศที่แสนผ่อนคลายและสะดวกสบาย โดยการประดับผนังด้วยรูปภาพหรืองานศิลปะสุดครีเอท แต่งห้องนอนด้วยน้ำพุเล็ก ๆ อีกหนึ่งของตกแต่งห้องนอนที่จะช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย แถมยังมีความเชื่อมโยงกับสัญลักษณ์ของราศีที่เกี่ยวข้องกับน้ำ

4. ราศีเมษ

        ชาวราศีเมษส่วนใหญ่เป็นคนกล้าหาญ มีความหลงใหลในสิ่งที่ปรารถนาสูง มองโลกในแง่ดี และที่สำคัญเป็นคนมีไฟในการทำสิ่งต่าง ๆ ดังนั้นจึงเหมาะกับการตกแต่งห้องนอนที่ใช้โทนสีแดงเป็นหลัก แต่ต้องมีสีดำ สีขาว และสีเทาเข้ามาตัดด้วย มิเช่นนั้นบรรยากาศในห้องจะดูร้อนจนเกินไป แต่งด้วยเทียนหอมบ้างก็จะช่วยผ่อนคลายได้เป็นอย่างดี

5. ราศีพฤษภ

        ชาวราศีพฤษภมีบุคลิกน่าเชื่อถือ มีความรับผิดชอบสูง จริงจังกับสิ่งที่ทำ และรักความสุนทรียะ จึงเหมาะกับการตกแต่งห้องนอนด้วยโทนสีเอิร์ธโทน เนื่องจากโลกเป็นสัญลักษณ์ประจำราศีนี้ ดังนั้นห้องนอนต้องเปิดโล่งให้แสงและลมผ่านเข้ามา มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก แต่ถ้าหากชาวราศีพฤษภคนไหนไม่ค่อยชอบแนวธรรมชาติอย่างที่ว่าไว้ ก็สามารถเลือกสไตล์คลาสสิกมาแต่งห้องนอนแทนได้ค่ะ

6. ราศีเมถุน

        ชาวราศีเมถุนเป็นคนที่ปรับตัวง่าย ชอบใฝ่หาความรู้ แต่เป็นคนที่ละเอียดรอบคอบในการตัดสินใจ จึงส่งผลให้ชาวราศีเมถุนมีรสนิยมที่เป็นตัวเองของตัวเองสูง สีที่เหมาะกับการแต่งห้องก็คือสีเหลือง แนะนำให้ใช้โทนสีน้ำตาลเข้ามาตัดจะได้ไม่ดูสว่างจ้าจนเกินไป แล้วเลือกใช้สีเหลืองแต่งตามจุดเด่นต่าง ๆ ในห้องก็พอค่ะ ส่วนเฟอร์นิเจอร์ที่นำมาใช้ควรเป็นรูปทรงเรขาคณิตที่มีความเป็นโมเดิร์น อาร์ต

7. ราศีกรกฎ

        ชาวราศีกรกฎคนอารมณ์อ่อนไหว เห็นอกเห็นใจผู้อื่น และซื่อสัตย์เป็นที่หนึ่ง และโทนสีที่เหมาะกับการแต่งห้องนอนของชาวราศีกรกฎนั่นก็คือ สีส้ม สีเหลือง และสีขาว อาจจะเลือกที่นอน หมอน และผ้าห่มสีขาวล้วน ให้ตัดกันกับพรมหรือผนังห้องที่มีโทนสีส้ม แต่งด้วยไฟประดับอีกเล็กน้อย จัดมุมแฮงก์เอาท์เล็ก ๆ ในห้องด้วยก็ได้ค่ะ หากยังมีพื้นที่ว่างมากพอ

8. ราศีสิงห์

        ชาวราศีสิงห์เป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ ทะเยอทะยาน และมีน้ำใจต่อผู้อื่น โทนสีที่เหมาะกับการตกแต่งห้องนอนของชาวราศีนี้ก็คือ สีแดงเข้ม สีทอง และสีขาว โดยลักษณะส่วนตัวชาวราศีนี้จะมีความเป็นผู้นำสูงต้องการให้คนรอบข้างรักและ เคารพ ฉะนั้นควรเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งที่มีโทนสีทองและแดงเป็นหลัก เช่น กรอบรูปสีทอง เพ้นท์ผนังด้วยลายสีทอง ชุดเครื่องนอนสีแดงเข้ม หรือตกแต่งเพิ่มเติมด้วยกระจกรูปดวงอาทิตย์ เป็นต้น

9. ราศีกันย์

        ชาวราศีกันย์มีความซื่อสัตย์ ทำงานหนัก แถมยังเป็นคนเก่งอีกด้วย โดยพื้นฐานของราศีมีความเป็นธรรมชาติดังนั้นโทนสีที่เหมาะกับชาวราศีนี้จะ ต้องเป็นโทนสว่าง อย่าง ขาว เขียว ฟ้า และน้ำตาล เน้นใช้ของแต่งบ้านที่ทำให้บรรยากาศในห้องดูผ่อนคลาย และดูโล่งสะอาดตาด้วยการเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ที่เป็นที่เก็บของในตัวได้ด้วย ก็จะดี ตกแต่งเพิ่มเติมอีกนิดด้วยแจกันดอกไม้ เชิงเทียน และของแต่งบ้านที่ทำมาจากวัสดุธรรมชาติ

10. ราศีตุลย์

        ชาวราศีตุลย์เป็นคนมีความยุติธรรม ให้ความร่วมมือกันผู้อื่นเป็นอย่างดี ที่สำคัญชอบเข้าสังคม ฉะนั้นการโทนสีหลักที่ใช้ในการแต่งห้องนอนควรจะเป็นโทนสีกรมท่า น้ำเงิน และสีเขียว จัดห้องให้มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก เปิดช่องรับแสงและลมธรรมชาติหรือจะใช้ผ้าม่านแบบโปร่งแทนผ้าม่านหนา ๆ ก็ได้ เน้นของใช้และของแต่งห้องนอนในสไตล์โมเดิร์น ของตกแต่งชิ้นเล็ก ๆ ผลงานศิลปะ หรือเทียนหอมช่วยผ่อนคลาย

11. ราศีพิจิก

        ชาวราศีพิจิกเป็นคนที่มีความทะเยอทะยาน มุ่งมั่น กล้าหาญ และมีมนุษยสัมพันธ์ดี เหมาะกับการแต่งห้องด้วยโทนสีแดง สีส้ม สีชมพู แต่ถ้ามีน้ำพุเล็ก ๆ มาประดับตกแต่งด้วยดียิ่งขึ้น เน้นการแต่งห้องให้อยู่สบาย แม้จะต้องเปิดห้องให้โล่งและมีอากาศถ่ายเท แต่ตามพื้นราศีแล้วพิจิกชอบอยู่ในพื้นที่ส่วนตัว ดังนั้นควรจะจัดมุมนั่งเล่นเล็ก ๆ ที่มีแสงไฟสลัวด้วย ก็จะช่วยให้ผ่อนคลายได้ เลือกของแต่งห้องที่ดูมีเสน่ห์น่าหลงใหล หรือเสริมด้วยพรมกำมะหยี่ เป็นต้น

12. ราศีธนู

        ชาวราศีธนูเป็นคนอารมณ์ดี ชอบความสนุกสนาน และใจกว้าง โทนสีที่เหมาะกับการแต่งห้องนอนของชาวราศีธนูนั่นก็คือ สีชมพู สีม่วง ด้วยพื้นราศีที่บ่งบอกว่าชาวราศีธนูเป็นนักเดินทาง ดังนั้นเลือกใช้ของแต่งห้องที่เกี่ยวกับความประทับใจในการเดินทางอย่างรูป ถ่ายและอื่น ๆ ด้วยก็ได้ค่ะ เลือกชุดเครื่องนอนที่ทำให้พักผ่อนได้อย่างเต็มที่และถูกสรีระ เสริมด้วยเทียนหอมและไฟประดับด้วยจะยิ่งดี

        หากใครที่กำลังมองหาไอเดียในการตกแต่งห้องนอนของตัวเองอยู่ ก็ลองนำไอเดียแต่งห้องนอนตามราศีเกิดไปเลยใช้กันดูนะคะ เพื่อให้ห้องนอนของคุณดูดีและเหมาะกับลักษณะความเป็นอยู่ของแต่ละราศีเพื่อ เสริมสิ่งดี ๆ ให้กับชีวิตยังไงล่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก teentimes และ Astrotheme
http://home.kapook.com/view146764.html
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/explore/tumblr-rooms/