Thursday, December 24, 2015

7 เช็คลิสต์รีบทำ ก่อนทิ้งบ้านช่วงหยุดยาววันปีใหม่




        ตื่นเต้นจังจะได้หยุดยาววันปีใหม่แล้ว แต่อย่ามัวแต่วางแผนเที่ยวจนลืมดูแลบ้านนะคะ จะได้ไปเที่ยวหรือกลับต่างจังหวัดอย่างสบาย ไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลังว่าลืมทำอะไรไปหรือเปล่า

        
  เย้ ๆ ใกล้จะหยุดยาววันปีใหม่กัน แล้ว รู้นะว่าหลายคนเตรียมแผนเดินทางไว้พร้อมแล้วล่ะสิ แต่อย่าเพลินจนลืมดูแลบ้านนะคะ เพื่อให้ทุกคนไปเที่ยวหรือกลับบ้านต่างจังหวัดอย่างมีความสุขและสบายใจไม่ ต้อห่วงหน้าพะวงหลัง กระปุกดอทคอมเลยขอรวบรวม 7 เช็กลิสต์ที่ควรรีบทำซะตั้งแต่เนิ่น ๆ ก่อนทิ้งบ้านช่วงหยุดยาววันปีใหม่มาฝาก ส่วนใครที่อยู่คอนโดก็สามารถนำไปใช้ได้เหมือนกันนะคะ

1. หาที่อยู่ให้สัตว์เลี้ยง

           คงไม่ดีแน่ถ้าคุณปล่อยน้องหมาและน้องเหมียวอยู่บ้านโดยลำพัง ในช่วงเวลาที่คุณไปลั้ลลาอยู่ต่างจังหวัด ในกรณีที่พาสัตว์เลี้ยงไป ด้วยไม่สะดวก แนะนำให้หาสถานที่รับฝากสุนัขและแมวที่มีบริการอยู่ทั่วไปในปัจจุบัน ใช้เวลาตรวจสอบอย่างละเอียดว่าสถานที่นั้น ๆ มีความพร้อมมากพอที่จะดูแลสัตว์เลี้ยงสุดที่รักของคุณได้เป็นอย่างดี เมื่อแน่ใจแล้วก็พาน้องหมา น้องแมวไปฝากเลี้ยงไว้ดีกว่าค่ะ

2. เคลียร์ตู้เย็น

           สำหรับใครที่ชอบตุนอาหารสดไว้ในตู้เย็นเป็นประจำ คงถึงเวลาที่คุณจะต้องกำจัดอาหารเหล่านั้นออกจากตู้เย็นแล้วล่ะ เพราะถึงแม้ว่าอาหารจะแช่อยู่ในตู้เย็น แต่จะมั่นใจได้อย่างไรว่าในช่วงเวลาที่คุณไม่อยู่บ้าน อาหารเหล่านั้นจะคงอยู่ในสภาพที่ยังรับประทานได้อยู่ ชิงจัดการเสียก่อนที่อาหารเหล่านั้นจะเน่าเสียคาตู้ ดูจะเหนื่อยน้อยกว่าต้องกลับมาล้างตู้เย็นนะคะ

3. ซักเสื้อผ้าที่ใส่แล้วให้เรียบร้อย

           อย่าชะล่าใจว่ากลับมาจากเที่ยวแล้วค่อยเก็บเสื้อผ้าซักทีเดียวให้หมด ลองคิดดูสิคะว่า เสื้อผ้าที่เต็มไปด้วยคราบเหงื่อไคลและความสกปรก ที่สุมรวมกันอยู่ในตะกร้า จะเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคไว้มากขนาดไหน เพราะฉะนั้นจะมากจะน้อยก็เก็บเสื้อผ้าในตะกร้าไปซักทำความสะอาดให้เรียบร้อย ก่อนออกจากบ้านน่าจะดีกว่าค่ะ จะได้ไม่ต้องทนกลิ่นเหม็นสาบในตะกร้าผ้าตอนที่คุณกลับมาจากไปเที่ยว

4. วางแผนความเป็นอยู่ให้ต้นไม้

           ต้นไม้ที่ไม่ได้รดน้ำเป็นเวลานานคงจะเหี่ยวเฉาไม่สดชื่น เอาใจใส่มันแม้คุณจะไม่อยู่บ้านด้วยการฝากฝังบรรดาต้นไม้ ดอกไม้ของคุณให้เพื่อนบ้านช่วยดูแล หรือถ้าไม่อยากรบกวนใคร ก็ลงทุนนิดหน่อยด้วยการติดตั้งเครื่องตั้งเวลารดน้ำต้นไม้ที่มีขายอยู่ตาม ร้านขายต้นไม้ทั่วไป สนนราคาไม่เกิน 1,500 บาท หรือจะประดิษฐ์ขึ้นมาเองด้วยการใช้ขวดน้ำพลาสติก ปักลงไปดื้อ ๆ ในกระถางต้นไม้ ก็เก๋ไปอีกแบบนะคะ

5. เปิดไฟให้เหมือนมีคนอยู่

           คงไม่ดีแน่ถ้าปล่อยให้บ้านเงียบเชียบและมืดสนิทเหมือนเป็นบ้านร้าง เพราะเสี่ยงเหลือเกินกับบรรดาขโมยทั้งหลายที่อาจจะฉวยโอกาสนี้ ย่องเข้ามาขโมยข้าวของในบ้านเราไปจนหมด ติดตั้งเครื่องตั้งเวลาเปิด-ปิดไฟอัตโนมัติ น่าจะช่วยป้องกันขโมยได้ในระดับหนึ่ง เสริมความมั่นใจอีกนิด ด้วยการเข้าร่วมโครงการฝากบ้านไว้กับตำรวจด้วย ก็น่าจะช่วยให้คุณอุ่นใจได้มากขึ้นค่ะ

6. ฉีดน้ำยากำจัดแมลงตามจุดต่าง ๆ

           ก่อนออกจากบ้าน จัดแจงดักทางแมลงเอาไว้ก่อน ด้วยการฉีดน้ำยากำจัดแมลงตามจุดต่าง ๆ ที่เป็นทางเดินหรือที่อาศัยของแมลงทั้งหลายก่อนออกจากบ้าน คุณจะได้ไม่ต้องเจอกับขบวนพาเหรดแมลงที่มาต้อนรับคุณกลับบ้านให้รำคาญใจอีก ต่อไปค่ะ

7. ตัดระบบไฟเพื่อความปลอดภัย

           สับสวิตช์ไฟในส่วนที่ไม่จำเป็น เช่น สวิตช์เครื่องปรับอากาศ และอย่าลืมตรวจสอบปลั๊กไฟในส่วนต่าง ๆ ภายในบ้าน เช่น ทีวี พัดลม เครื่องใช้ในห้องครัว นอกจากจะเป็นการประหยัดไฟแล้ว ก็ยังจะช่วยป้องกันเหตุเพลิงไหม้อีกด้วย เสียเวลาสักเล็กน้อย ดีกว่ามานั่งเสียใจในตอนที่มันสายไปนะคะ

           กลับมาจากการไปชาร์จพลัง ก็อย่าลืมที่จะจัดการบ้านอีกนิดหน่อย ด้วยการทำความสะอาดบ้านอีกรอบ ฉีดน้ำไล่ฝุ่นในห้องน้ำ และเปลี่ยนผ้าปูที่นอนผืนใหม่ เพราะถึงแม้ว่าคุณจะปิดประตูหน้าต่างอย่างมิดชิด แต่ไรฝุ่นเจ้าปัญหาก็ยังสามารถมาเกาะแกะบ้านคุณได้อยู่ดี อ้อ ! สำหรับคนที่มีสัตว์เลี้ยง อย่าลืมไปรับกลับบ้านด้วยนะคะ ไม่แน่ว่าป่านนี้อาจจะร้องไห้คิดถึงคุณอยู่ก็ได้ค่ะ


Tuesday, December 22, 2015

6 ข้อดีของฤดูหนาว อากาศแบบนี้ ก็มีดีต่อสุขภาพนะ





ข้อดีของฤดูหนาว อากาศหนาวอย่างนี้ จริง ๆ แล้วมีดีต่อสุขภาพอยู่หลายข้อเชียวล่ะ
   
          ใคร ๆ ก็ต่างพากันโทษอากาศที่หนาวขึ้นทุกวัน ๆ ว่าเป็นตัวการทำให้เป็นหวัด คัดจมูก น้ำมูกไหล แถมบางรายยังเป็นไข้ ปวดศีรษะ ทั้งที่จริงแล้วการที่ป่วยในหน้าหนาวก็อาจเป็นเพราะเราเตรียมรับมือกับฤดู หนาวได้ไม่ดีพอเท่านั้นเอง เพราะเอาเข้าจริง ๆ ประโยชน์ของหน้าหนาวกับสุขภาพก็มีอยู่เยอะ ดังข้อความที่เรากำลังจะมาบอกต่อกันนี่ไง

ช่วยลดอาการเจ็บปวด
   
          การประคบเย็นเป็นวิธีบรรเทาอาการเจ็บปวดหลาย ๆ เคส ข้อนี้เรารู้กันดีอยู่แล้ว แต่เพื่อยืนยันว่าอากาศเย็น ๆ มีดีจริง ผลการศึกษาจากประเทศฟินแลนด์ก็ย้ำชัดว่า การปะทะเข้ากับอากาศเย็น ๆ เพียงสักครู่หนึ่ง จะทำให้ฮอร์โมนนอร์อะดรีนาลีน (Norepinephrine) ในร่างกายพุ่งขึ้นถึง 3 เท่า ทำให้หลอดเลือดแดงเล็กที่ไปเลี้ยงอวัยวะภายในต่าง ๆ เกิดการบีบตัว ความดันเลือดสูงขึ้น จุดไหนที่มีอาการเจ็บปวดก็จะค่อย ๆ มีเลือดไปหล่อเลี้ยง  ทำให้อาการเจ็บปวดลดลงเรื่อย ๆ

ลดอาการอักเสบ
   
          หน้าหนาวไม่เพียงแต่ช่วยลดความรุนแรงของอาการเจ็บปวดลงเท่านั้น แต่ผลการศึกษาเมื่อปี 2011 ยังเผยว่า อากาศเย็น ๆ ยังช่วยลดอาการอักเสบ โดยเฉพาะกับการอักเสบของข้อ ลดอาการบวมแดงของแผลต่าง ๆ ได้อีกด้วย


อึดกับการออกกำลังกายมากขึ้น
   
          ผลการศึกษาชิ้นเดียวกันยังได้กล่าวถึงการออกกำลังกายในหน้าหนาวไว้ว่า เมื่อร่างกายเจอกับอากาศเย็น ๆ เพียงช่วงเวลาหนึ่ง พลังงานในร่างกายจะดีดตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เราจึงมีพลังออกกำลังกายได้นานขึ้น เรียกง่าย ๆ ว่าอึดขึ้นกว่าตอนออกกำลังกายในช่วงฤดูอื่น


เบิร์นแคลอรีได้มากกว่าเดิม
   
          นอกจากอากาศหนาว ๆ จะช่วยให้ออกกำลังกายได้นานขึ้นแล้ว ผลการศึกษาเมื่อปี 2012 ยังแสดงให้เห็นว่า ในช่วงฤดูหนาวที่มีอากาศเย็น ๆ ไขมันสีน้ำตาลหรือบราวน์แฟต (Brown Fat) ซึ่งเป็นไขมันที่มีอยู่ในร่างกายเรา มีหน้าที่เผาผลาญไขมันที่ถูกสะสมไว้ให้เป็นพลังงานความร้อน เพื่อให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย จะทำงานได้ดีขึ้น ซึ่งก็เท่ากับว่าร่างกายจะมีโอกาสได้เผาผลาญไขมันสะสมมากขึ้นนั่นเอง

พาหะตัวร้ายน้อยลง
   
          อากาศหนาวอย่างนี้เหล่ายุงลายหรือพาหะของโรคติดต่อหลายชนิดก็สู้ไม่ไหว ยิ่งกับเชื้อโรคหรือแบคทีเรียที่ชอบความชื้นมากเป็นพิเศษ พอเจออากาศแห้ง ๆ ของฤดูหนาวเข้าไปก็หมดลายชั่วคราวเหมือนกัน ดังนั้นช่วงฤดูหนาวเลยเป็นระยะปลอดภัยต่อเหล่าพาหะพอสมควร
   
          ทว่าก็อย่าชะล่าใจนักนะคะ เพราะแม้พาหะพาเชื้ออย่างยุงและแมลงจะลดน้อยลง แต่แมลงวัน และเชื้อโรคอีกหลายชนิดที่ชอบอากาศเย็น ๆ ก็ยังคงมีอยู่บ้าง ฉะนั้นก็ควรต้องดูแลสุขอนามัยของตัวเองกันให้ดี ๆ ด้วย


สุขภาพจิตดีขึ้น
   
          เจอกับอากาศร้อนและความเปียกแฉะของฝนมาตลอด พอถึงฤดูกาลอากาศเปลี่ยนเป็นหน้าหนาว ก็เหมือนเราได้สัมผัสกับสิ่งแวดล้อมใหม่ ๆ ได้มีฟีลที่อยากไปเดินชมนกชมไม้เล่นในสวน หรือบางคนอาจรู้สึกอยากเดินออกกำลังกายรับลมเย็น ๆ ดูบ้าง ซึ่งทั้งหมดนี้ก็บอกได้เลยว่าเป็นโอกาสที่ดีต่อสุขภาพจิตและสุขภาพกายเรา ทั้งนั้น

          เพียงแค่ตื่นเช้ามาแล้วมีลมเย็น ๆ ปะทะผิวเบา ๆ แค่นี้ก็ทำให้รู้สึกอารมณ์ดีขึ้นอย่างประหลาดแล้วจริงไหมคะ อย่างนี้จะไม่ให้รักหน้าหนาวได้ยังไงล่ะเนอะ ;p 



http://health.kapook.com/view137206.html
เครดิตภาพ   http://picpost.postjung.com/263433.html

Monday, December 21, 2015

ผอมได้ไม่ต้องอด ! 20 วิธีลดน้ำหนักง่าย ๆ ทิปส์นี้เอาใจคนอยากผอม




  ลดน้ำหนักให้ผอมเร็วสมใจแบบไม่ต้องหักโหม ด้วยเทคนิคการลดน้ำหนัก ที่ใคร ๆ ก็ทำได้ !

          ไม่ ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย ควบคุมอาหาร หรือแม้แต่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต่าง ๆ เพื่อลดน้ำหนัก ก็ดูเหมือนจะเป็นเรื่องยากสำหรับใครหลาย ๆ คน เลยทำให้ความตั้งใจในการลดน้ำหนักไม่สัมฤทธิ์ผลเสียที อย่าเพิ่งสิ้นหวังจนยอมพ่ายแพ้กับความอ้วน ถ้าหากยังไม่ได้ลองใช้เทคนิคลดน้ำหนักทั้ง 20 วิธีนี้เสียก่อน เพราะแต่ละวิธีนั้นแสนจะง่าย เหมาะกับคนทุกเพศทุกวัย เอาล่ะมาดูกันให้ชัด แล้วไปเริ่มลดน้ำหนักกันใหม่เดี๋ยวนี้เลย

1. เลี่ยงแป้งขาว

          อาหารที่ทำมาจากแป้งที่ผ่านการขัดสีจนขาว แม้ว่าจะให้คาร์โบไฮเดรตแก่ร่างกายแต่ก็ทำให้เราอ้วนได้เหมือนกัน เพราะแป้งขาวมีน้ำตาลสูงอีกทั้งยังแทบจะไม่มีไฟเบอร์เหลืออยู่เลย ถ้าอยากผอม เลี่ยงอาหารจำพวกนี้ให้เด็ดขาดหันมารับประทานอาหารที่มาจากแป้งที่ไม่ผ่าน การขัดสีจะดีกว่าค่ะ

2. ลาให้ขาดกับน้ำอัดลม

          น้ำ อัดลมสามารถเพิ่มความเสี่ยงโรคอ้วนให้กับเราได้ถึง 65% เพราะในน้ำอัดลมมีน้ำตาลสูง ในขณะที่น้ำอัดลมแบบที่มีสารให้ความหวานแทนน้ำตาลก็ยิ่งทำให้เสี่ยงกับโรค เบาหวานชนิดที่ 2 ได้อีก สรุปแล้วก็คือไม่ว่าน้ำอัดลมชนิดไหนก็ควรเลิก ถ้าคิดจะลดน้ำหนักจริง ๆ ละก็ดื่มน้ำเปล่าก็เพียงพอแล้วค่ะ

3. รับประทานสลัดให้ได้ทุกมื้อเที่ยง

          สลัดผักเป็นแหล่งของแร่ธาตุ วิตามิน และไฟเบอร์ ซึ่งจะสามารถช่วยให้คุณรู้สึกอิ่มท้องได้นานกว่าอาหารชนิดอื่น ๆ ในปริมาณแคลอรีที่ไม่สูง การรับประทานสลัดในมื้อเที่ยงให้ได้ทุกวัน จะช่วยทำให้อยู่ท้องไปได้จนถึงเย็น ส่งผลให้เรารับประทานมื้อเย็นได้น้อยลงด้วย ลองเพิ่มสลัดเข้าไปเป็นตัวเลือกของคุณในมื้อเที่ยงนี้ จะเริ่มจากการรับประทานคู่กับอาหารจานอื่น ๆ ก่อนก็ได้ แล้วคุณจะเห็นการเปลี่ยนแปลงในการทานอาหารมื้อเย็นของตัวเอง

4. อย่าปล่อยให้ตัวเองหิวมากเกินไป

          ความหิวคือศัตรูตัวฉกาจของการลดน้ำหนัก การปล่อยให้ตัวเองหิวมาก ๆ แล้วค่อยกิน จะทำให้คุณหยิบอาหารทุกชนิดเข้าปากแบบไม่สนใจแคลอรี ถ้าอยากลดน้ำหนัก ควรกินอาหารในแต่ละมื้อให้เพียงพอ ถ้าหากอดใจไม่ได้จริง ๆ ควรหาขนมหรือของว่างที่มีแคลอรีต่ำรองท้องไปก่อน อย่าปล่อยให้หิวจนหน้ามืดเด็ดขาดเลย

5. นอนหลับให้เพียงพอ

          การนอนหลับอย่างเพียงพอสามารถลดความอยากอาหาร อันเป็นสาเหตุของความอ้วนได้ เพราะเมื่อคนเราพักผ่อนไม่พอ ร่างกายก็จะหลั่งฮอร์โมนความเครียดออกมาทำให้เรารู้สึกอยากอาหารอยู่ตลอด เวลา ดังนั้นควรนอนหลับให้ได้วันละ 7-8 ชั่วโมง ถึงจะเรียกว่าเพียงพอ ที่สำคัญเลี่ยงการเล่นสมาร์ทโฟนในช่วงเวลาก่อนนอนด้วยเพราะอาจจะทำให้นอนไม่หลับได้ค่ะ

6. แปรงฟันทุกครั้งหลังจากรับประทานอาหารเสร็จ

          นอกจากจะได้ในเรื่องของความสะอาดแล้ว การแปรงฟันทุกครั้งหลังรับประทานอาหารจะเป็นการสั่งการให้สมองรู้ว่านี่เป็นการสิ้นสุดการรับประทานอาหารแล้ว ร่างกายของเราก็จะหยุดความอยากอาหารได้โดยอัตโนมัติ แต่ก็ควรแปรงฟันหลังการรับประทานอาหารอย่างน้อย 30 นาที เพื่อให้กรดต่าง ๆ ที่มาจากอาหารซึ่งอาจเกาะอยู่ตามฟันสลายตัวไปก่อนค่ะ

7. ดื่มน้ำมาก ๆ

          การดื่มน้ำมาก ๆ ไม่ได้แค่เพียงจะได้ผลดีกับสุขภาพ แต่ยังสามารถช่วยเติมเต็มกระเพาะอาหารของเรา ทำให้เราไม่รู้สึกหิวบ่อย นอกจากนี้การดื่มน้ำ 1 แก้วก่อนรับประทานอาหารก็ยังทำให้เรารับประทานอาหารน้อยลงด้วย  เป็นวิธีการลดน้ำหนักแบบง่าย ๆ ที่ทำได้โดยไม่ต้องอดอาหาร

8. ลดเค็ม ลดอ้วน

          ไม่ใช่แค่รสชาติหวาน ๆ เท่านั้นที่ทำให้อ้วน แต่รสเค็มก็ยังเป็นสาเหตุของความอ้วนได้เช่นกัน เพราะการรับประทานเค็มจะทำให้เรารู้สึกอยากอาหารและกระหายน้ำมากขึ้นจนทำให้เราเผลอกินเยอะหรือหยิบของหวานเข้าปากมากเกินไป ซึ่งถ้าหากคุณเลิกกินเค็มได้ละก็ ไม่เพียงน้ำหนักจะลดลงสมใจ ความเสี่ยงสุขภาพต่าง ๆ ก็จะลดตามไปด้วย

9. เพิ่มรสแซ่บให้จานอาหาร

          รสชาติเผ็ดร้อนจากเครื่องเทศไม่เพียงแค่ช่วยเพิ่มความแซ่บให้กับจานอาหาร แต่ยังส่งผลดีต่อการลดน้ำหนักด้วยเช่นกัน จากการศึกษาที่ตีพิมพ์ใน British Journal of Nutrition พบว่าเครื่องเทศที่มีรสเผ็ดร้อนสามารถช่วยควบคุมความต้องการคาร์โบไฮเดรตของร่างกายได้ ไม่เพียงเท่านั้น สารแคปไซซิน (Capsaicin) ที่อยู่ในพริก ยังช่วยกระตุ้นสมองให้หลั่งสารเอ็นดอร์ฟิน ทำให้ไม่รู้สึกหิวง่าย แถมยังสร้างเสริมอารมณ์ดีให้กับเราได้อีก ดีขนาดนี้มาแซ่บกันเถอะค่ะ !

10. สนใจในเรื่องสารอาหารที่ได้มากกว่าแคลอรีที่กิน

          การนับแคลอรีเป็นวิธีการลดน้ำหนักที่ได้ผลก็จริง ทว่าก็ไม่ได้ช่วยทำให้เราสามารถลดน้ำหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพเสมอไป โดยเฉพาะคนที่เคร่งครัดกับการนับแคลอรี การกินในปริมาณน้อยเพราะกลัวแคลอรีสูงจะทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารไม่เพียง พอ และเกิดการเสียสมดุลของสารอาหารในร่างกายได้ แถมยังทำให้หิวบ่อยขึ้นอีกต่างหาก หันมาให้ความสนใจกับปริมาณสารอาหารที่จะได้รับจากการกินอาหารกันดีกว่า วิธีนี้จะช่วยทำให้คุณอิ่มนานขึ้น ไม่หิวบ่อยจนเผลอหยิบของหวานใส่ปากจนให้การลดน้ำหนักล้มเหลว

11. จดบันทึกทุกอย่างที่กินเข้าไป

          การจดบันทึกว่าวันนี้เราทานอะไรเข้าไปบ้าง ไม่ได้เพียงแค่ช่วยทำให้รู้ว่าเรากินเข้าไปมากขนาดไหน และเผลอกินอะไรไป แต่ยังช่วยให้คุณสามารถวางแผนในการลดน้ำหนักได้ดีขึ้น รู้ว่าควรลดอะไรหรือเพิ่มอะไรในระหว่างวัน หรือมีอาหารชนิดใดที่ควรตั้งใจเลิกอย่างจริงจังบ้าง ซึ่งจะทำให้การลดน้ำหนักของคุณเป็นไปอย่างยั่งยืนไม่กลับมาอ้วนอีก

12. ทำอาหารกินเองให้บ่อยขึ้น

          การรับประทานอาหารนอกบ้าน หรือซื้ออาหารที่ปรุงสำเร็จแล้วมารับประทาน เป็นวิธีที่สะดวก แต่ไม่เหมาะสำหรับคนที่กำลังลดความอ้วนเลยล่ะค่ะ เพราะเราจะไม่สามารถควบคุมปริมาณไขมัน น้ำตาล หรือแป้ง อันเป็นสาเหตุของความอ้วนได้ หันกลับมาทำอาหารรับประทานเองน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า อยากเพิ่มหรือลดอะไรก็ทำได้ตามต้องการ แถมยังช่วยให้การควบคุมน้ำหนักเป็นไปในแนวทางที่คุณพอใจด้วย

13. ใส่เสื้อผ้าที่พอดีตัว

          เสื้อผ้าที่พอดีตัวหรือเล็กกว่าปกติเล็กน้อยอาจไม่ใช่สิ่งที่คนที่กำลังลดน้ำหนักอยากจะไปยุ่งเกี่ยวเท่าไรเพราะรู้สึกอึดอัดเวลาสวมใส่ แต่ขอบอกว่านี่คือสิ่งที่จะช่วยควบคุมให้คุณไม่กินเยอะมากเกินไปได้โดย อัตโนมัติ เพราะคงไม่มีใครที่สวมเสื้อผ้าตัวเล็กแล้วจะกล้ากินเยอะ ๆ จนพุงยื่นหรอกจริงไหมคะ

14. เปลี่ยนมารับประทานด้วยตะเกียบ

          ตะเกียบเป็นอุปกรณ์ในการรับประทานอาหารที่ช่วยลดน้ำหนักได้อย่างน่าอัศจรรย์ เพียงแค่ใช้ตะเกียบก็จะทำให้เราลดปริมาณการกินและกินอย่างมีสติมากขึ้น เพราะเราต้องใช้เวลาในการคีบอาหารแต่ละคำเข้าปาก และยังคีบได้ทีละน้อย การใช้เวลาทานอาหารที่นานขึ้นจะทำให้สมองของเรารู้สึกเหมือนว่าเรารับประทาน เยอะและทำให้รู้สึกอิ่มไวนั่นเอง

15. ใช้สีน้ำเงินหรือสีฟ้าเข้าช่วย

          สีแดงหรือสีสดใสเป็นสีที่ช่วยทำให้คุณรู้สึกเจริญอาหาร ในทางกลับกัน สีน้ำเงินหรือสีฟ้าก็ช่วยลดความอยากอาหารได้เช่นกัน ถ้าคุณคิดว่าตัวเองไม่สามารถควบคุมการรับประทานอาหารได้ ก็ลองใช้สีเหล่านี้เข้ามาช่วยค่ะ ด้วยการเปลี่ยนจานชาม หรือผ้าปูโต๊ะเป็นสีน้ำเงินหรือสีฟ้า หรือถ้าอยากให้ได้ผลมากขึ้นก็ลองนำสีฟ้าจากธรรมชาติ อย่างเช่น จากดอกอัญชันมาปรุงอาหาร ก็ดีไปอีกแบบ วิธีเหล่านี้จะทำให้คุณรับประทานอาหารน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด

16. กินผลไม้สดแทนการดื่มน้ำผลไม้

          แทนที่คุณจะรับเอาน้ำตาลและแคลอรีที่มากกว่าจากน้ำผลไม้ เปลี่ยนมารับประทานผลไม้สดกันดีกว่าค่ะ เพราะผลไม้สดมีน้ำตาลและแคลอรีน้อยกว่า อีกทั้งยังมีไฟเบอร์ช่วยลดความหิวในระหว่างมื้อ ทำให้อยู่ท้องได้นานกว่าการดื่มน้ำผลไม้อีกต่างหาก

17. รับประทานถั่วเปลือกแข็งเป็นของว่าง

          ถ้าอยากจะผอม บอกลาขนมขบเคี้ยวต่าง ๆ ที่เต็มไปด้วยแป้ง น้ำตาล และผงปรุงแต่งรสเลยค่ะ มาลิ้มลองถั่วเปลือกแข็งอบเปล่า ๆ กันดีกว่า มีทั้งสารอาหารต่าง ๆ มากมาย ทั้งแร่ธาตุ วิตามิน โปรตีน หรือแม้แต่ไฟเบอร์ แค่เพียงครั้งละ 1 กำมือ ก็ขจัดปัญหาการกินจุบจิบที่ทำให้อ้วนได้เลย

18. ใช้เครื่องนับก้าว

          เครื่องนับก้าวเป็นอีกวิธีในการช่วยทำให้คุณออกกำลังกายได้มากขึ้น สำหรับคนที่ต้องนั่งทำงานอยู่กับที่เป็นเวลานาน ๆ และไม่มีเวลาออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนัก เครื่องนับก้าวจะช่วยกระตุ้นให้คุณเดินมากขึ้น ซึ่งแค่เพียงการเดินวันละ 10,000 ก้าวก็เป็นการออกกำลังกายที่ดีเพียงพอแล้ว วิธีนี้ไม่เพียงดีต่อการลดน้ำหนักแต่ยังสร้างสุขภาพที่ดีให้เราด้วยเช่นกัน

19. ดมกลิ่นเมื่อรู้สึกหิว

          แค่ดมกลิ่นก็อิ่มได้ เรื่องนี้ไม่ใช่เล่น ๆ เพราะมีการศึกษาจากสถาบัน Smell & Taste Treatment and Research Foundation ในเมืองชิคาโก ซึ่งได้ทดสอบกับอาสาสมัครกว่า 3,000 คนแสดงให้เห็นว่า การได้ดมกลิ่นอาหารในเวลาที่เรารู้สึกหิวจะช่วยทำให้สมองคิดว่าเราได้รับประทานอาหารเข้าไปจริง ๆ ทำให้ความอยากอาหารลดลง ส่งผลให้การลดน้ำหนักได้ผลมากขึ้น

20. ทำความสะอาดบ้านอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง

          เชื่อหรือไม่ว่าการทำงานบ้านสามารถช่วยให้ร่างกายเผาผลาญแคลอรีได้ถึง 120 กิโลแคลอรีในเวลาเพียง 30 นาที ซึ่งแคลอรีที่เผาผลาญไปนั้นเทียบเท่ากับปริมาณแคลอรีของไอศกรีมวนิลาครึ่ง ถ้วยเลยเชียวล่ะ ดังนั้นถ้าอยากลดน้ำหนักก็หันมาออกกำลังกายด้วยการทำงานบ้านกันสัปดาห์ละครั้ง ได้บ้านสะอาด ๆ แถมยังผอม อะไรจะดีไปกว่านี้อีกล่ะ !

          เทคนิค การลดน้ำหนักที่นำมาฝาก น่าจะเป็นตัวช่วยในการลดน้ำหนักให้หลาย ๆ คนได้ ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับวินัยของแต่ละคนด้วย เพราะถ้าหากใช้วิธีเหล่านี้แต่ยังแอบไปกินอาหารเพิ่มความอ้วน ยังไงก็ไม่มีทางผอมแน่นอนค่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
fitnessmagazine.com 
eatingwell.com
prevention.com 
rd.com 
health.com
http://health.kapook.com/view136934.html

Wednesday, December 16, 2015

10 สุดยอดอาหาร ช่วยลดน้ำตาลในเลือด




อาหารลดน้ำตาลในเลือด ดีทั้งสุขภาพผู้ป่วยโรคเบาหวาน ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด เรียกได้ว่าเป็นอาหารเพื่อสุขภาพสำหรับทุกคน

          ลดระดับน้ำตาลในเลือด ไม่จำเป็นต้องพึ่งยาเสมอไป แต่อาหารใกล้ตัวเหล่านี้ก็สามารถช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด หรืออย่างน้อย ๆ ก็ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้เป็นปกติได้ ตัวช่วยดี ๆ อย่างนี้ต้องจัดไป จะได้ลดภาระไตจากการกินยาไปได้บ้าง

แอปเปิลไซเดอร์

          เพียง 1 ช้อนชาของแอปเปิลไซเดอร์ ผสมกับน้ำเปล่า 1 แก้ว จิบระหว่างมื้ออาหาร ผลการศึกษาจาก Diabetes Care ก็บอกว่าสามารถช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ โดยแอปเปิลไซเดอร์จะเข้าไปกระตุ้นการหลั่งของอินซูลิน แถมยังเข้าไปควบคุมอินซูลินในกระแสเลือด หลังจากที่ร่างกายย่อยอาหารประเภทแป้งไป ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่พุ่งปรี๊ด จนเสี่ยงต่อโรคเบาหวานชนิดที่ 2

กระเทียม หอมแดง   

          นอกจากสรรพคุณของกระเทียมในเรื่องช่วยลดไขมันในเลือดแล้ว การศึกษาเมื่อปี 2006 และปี 2012 ยังพบว่า สารสกัดในกระเทียมมีประโยชน์ในด้านลดน้ำตาลในเลือดด้วย โดยเฉพาะกับผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 สารสกัดในกระเทียมจะเข้าไปกระตุ้นการหลั่งอินซูลินในร่างกายผู้ป่วยได้ รวมทั้งหัวหอมและหอมแดงก็เป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณลดน้ำตาลในเลือดเช่นเดียวกัน

อะโวคาโด
   
          สิ่งสำคัญในอะโวคาโดที่ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ก็คือกรดไขมันอิ่มตัว หรือ MUFAs ซึ่งพบได้ในถั่ว เมล็ดธัญพืช มะกอก น้ำมันมะกอก และแฟลกซ์ซีดด้วยเช่นกัน
   
          โดยกรดไขมันอิ่มตัวนี้จะช่วยลดความเสี่ยงกลุ่มอาการโรคอ้วนลงพุง ซึ่งมีโรคเบาหวานเป็นหนึ่งในกลุ่มโรคนี้ด้วย เนื่องจากกรดไขมันอิ่มตัวจะเข้าไปชะลอการไหลเวียนของน้ำตาลในเลือด พร้อมทั้งลดภาวะต้านอินซูลินในร่างกาย อีกทั้งกรดไขมันอิ่มตัวยังช่วยเพิ่มความรู้สึกอิ่มหลังมื้ออาหาร แถมยังดีต่อความดันโลหิต และระบบป้องกันการอักเสบอีกต่างหาก

ผักใบเขียว

          พืชผักใบเขียวแทบทุกชนิดจะอุดมไปด้วยแมกนีเซียม ตัวช่วยสุดยอดที่ะลดระดับน้ำตาลในเลือดได้เป็นอย่างดี เพราะแมกนีเซียมไม่เพียงแต่ดีต่อสุขภาพเลือดเท่านั้น แต่ยังจัดเป็นแหล่งสารอาหารชั้นเลิศของเลือดด้วย ดังนั้นเมื่อกินผักใบเขียวเข้าไป เลือดก็จะได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์ เสริมสร้างความแข็งแกร่ง และคอนโทรลระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีขึ้น

อัลมอนด์

          อัลมอนด์มีดีทั้งแมกนีเซียม ไฟเบอร์ โปรตีน แถมยังมีโครเมียมที่เปี่ยมไปด้วยสรรพคุณลดระดับน้ำตาลในเลือด โดยนักโภชนาการก็แนะนำให้รับประทานอัลมอนด์สักวันละ 1 กำมือเล็ก ๆ แค่นี้ก็เหมือนระดับน้ำตาลในเลือดอยู่ในคอนโทรลของเราแล้ว

โฮลเกรน

          โฮลเกรนหรือโฮลวีททุกชนิดเป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ที่ร่างกายจะย่อยคาร์โบไฮเดรตชนิดนี้อย่างค่อยเป็นค่อยไป ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่พุ่งพล่าน อีกทั้งโฮลเกรนยังอุดมไปด้วยแมกนีเซียม ตัวช่วยดี ๆ ของเลือดอีกต่างหาก

แซลมอน

          แซลมอนเป็นแหล่งสารอาหารชั้นยอดที่พกมาทั้งโปรตีน กรดไขมันโอเมก้า 3 ไนอาซิน และวิตามินดี ซึงทั้งกรดไขมันโอเมก้า 3 และวิตามินดีก็มีสรรพคุณช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้พอ ๆ กัน อีกทั้งวิตามินดียังช่วยลดอาการอักเสบ ซึ่งก็จะได้ผลพวงในเรื่องต้านอินซูลินด้วย

ส้ม

          จากคำอ้างอิงของ American Diabetes Association ที่แนะนำว่าส้มช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้ ด้วยเพราะส้มเป็นผลไม้ที่มีค่าดัชนีน้ำตาลค่อนข้างต่ำ ดังนั้นจึงไม่ส่งผลกระทบกับระดับน้ำตาลในเลือด แปลว่ากินส้มแล้วระดับน้ำตาลในเลือดจะไม่พุ่งปรี๊ดปร๊าดให้ต้องเสียวสันหลังนั่นเอง

ข้าวโอ๊ต
   
          ข้าวโอ๊ตมีไฟเบอร์สูง มีประโยชน์ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือด อีกทั้งข้าวโอ๊ตยังจัดเป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ร่างกายจึงสามารถดูดซึมสารอาหารและเปลี่ยนแป้งเป็นน้ำตาลอย่างค่อยเป็นค่อย ไป จึงไม่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสั่นสะเทือนแน่นอน

ชาเขียว

          ผลการศึกษาจาก National Center for Complementary และ Alternative Medicine เผยว่า ชาเขียวสามารถช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด แถมยังมีคุณสมบัติช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือดด้วย ฉะนั้นจะบอกว่าชาเขียวดีต่อผู้ป่วยโรคเบาหวาน ดีต่อคนที่อยากลดระดับคอเลสเตอรอล และเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพของคนทุกวัยก็ไม่ผิดนัก

          อยากลดระดับน้ำตาลในเลือดหรือป้องกันไม่ให้ระดับน้ำตาลในเลือดอยู่ในเกณฑ์ ผิดปกติ ลองรับประทานอาหารเหล่านี้ดูนะคะ เพราะไม่เพียงแต่จะช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้เท่านั้น แต่อาหารทั้ง 10 อย่างยังจัดเป็นอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีต่อทุกคนเลย
   


ขอขอบคุณข้อมูลจาก
Heathline
One Green Planet
Everyday Health
http://health.kapook.com/view136647.html