Sunday, August 23, 2015

6 เรื่องดี ๆ จากสตรอวเบอร์รี่!




ใครวางแผนไป เที่ยวเชียงใหม่ยกมือขึ้น! อย่าลืมซื้อสตรอวเบอร์รี่มาฝากกันบ้างนะจ๊ะ เพราะเขาบอกว่าเจ้าผลไม้น่าเอ็นดูชนิดนี้มีประโยชน์มากมายเลยล่ะ

1.ดูแลสายตา

          ปัญหาเกี่ยวกับดวงตาส่วนใหญ่จะเกิดจากอนุมูลอิสระ และการขาดสารอาหารบางชนิด และเมื่อเราอายุมากขึ้น ดวงตาของเรายิ่งถูกทำร้ายได้ง่าย ซ้ำร้ายความแก่ชราจะทำให้กล้ามเนื้อดวงตาเสื่อมสภาพ แต่สตรอวเบอร์รี่มีสารต้านอนุมูลอิสระ อย่างวิตามินซี ฟลาโวนอยด์ กรดฟีโนลิก และกรดเอลลาจิก ซึ่งช่วยชะลอกระบวนการดังกล่าว แถมยังมีโพแทสเซียมซึ่งช่วยปรับความดันในตาให้เป็นปกติอีกด้วย

 
2.ป้องกันโรคข้ออักเสบและโรคเกาต์

          เมื่อกล้ามเนื้อถูกใช้งานนาน ๆ เข้า กล้ามเนื้อของเราก็มีแต่จะถดถอยของเหลว บริเวณข้อต่อกระดูก็จะเหือดแห้งลงไปเรื่อย ๆ และร่างกายก็สะสมสารพิษอย่างกรดยูริกเอาไว้มากขึ้น ๆ ทำให้โรคข้ออักเสบและโรคเกาต์ถามหา แต่อย่าห่วงไป เพราะเราสามารถขับไล่โรคทั้งสองได้ด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ และสรรพคุณล้างพิษของสตรอวเบอร์รี่ค่ะ

 
3.กำราบโรคมะเร็ง

          กินสตรอวเบอร์รี่ทุกวันสิคะเซลล์มะเร็ง และเนื้องอกต้องชิดซ้ายหลีกทางให้แก่สารต้านอนุมูลอิสระอย่างวิตามินซี โฟเลต และแอนโธไชยานินส์ ที่มีอยู่มากมายในสตรอวเบอร์รี่ค่ะ

 
4.ส่งเสริมการทำงานของสมอง

          ยิ่งแก่ยิ่งขี้หลงขี้ลืม เพราะเนื้อเยื่อและเส้นประสาทในสมองเสื่อมสภาพจากอนุมูลอิสระตัวร้าย ซึ่งสตรอวเบอร์รี่ช่วยได้ เพราะมีวิตามินซี และไฟโตนิวเทรียนต์ ที่ทำให้อนุมูลอิสระหมดฤทธิ์ และคืนความอ่อนเยาว์ให้แก่ระบบประสาท แถมยังมีไอโอดีนที่ทำให้สมองและระบบประสาททำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย

 
5.ลดความดันโลหิต

          หากโซเดียมเป็นตัวการทำให้เกิดความดันโลหิตสูง สตรอวเบอร์รี่ก็มีโพแทสเซียมและแมกนีเซียมที่ช่วยปรับความดันให้เป็นปกติค่ะ

 
6.ปราบโรคหัวใจ

          ใยอาหาร โฟเลต และสารต้านอนุมูลอิสระมากมาย จะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในร่างกาย แถมวิตามินบีบางชนิดที่พบได้ในสตรอวเบอร์รี่ จะเสริมสร้างกล้ามเนื้อหัวใจให้แข็งแรงอีกด้วย


ขอขอบคุณข้อมูลจาก Lisa, http://health.kapook.com/view8402.html

Saturday, August 22, 2015

FASTFOOD มีประโยชน์หรือผลเสียมากกว่ากัน ?




ฟาสต์ฟู้ด (FASTFOOD) หรือที่คนไทยมักจะเรียกกันว่า "อาหารจานด่วน" เป็นคำที่ชาวอเมริกันคิดกันขึ้นมาไว้สำหรับเรียกอาหารหรือขนมทั้งประเภทกินอิ่มหรือกินเล่นเป็นอาหารว่าง โดยมีการเตรียมและปรุงไว้จนสำเร็จรูปหรือเกือบสำเร็จรูปแล้วสามารถรับประทานได้เลยทันที หรือใช้เวลาสำหรับกรรมวิธีขั้นสุดท้ายก่อนรับประทานอาหารเพียงแค่ไม่กี่นาที ผู้บริโภคสามารถที่จะนั่งกินในร้านหรือนำออกไปกินนอกร้านก็ได้ สรุปง่ายๆ สไตล์อเมริกัน ก็คือ อาหารหรือขนมที่สั่งเร็ว ได้เร็ว กินเร็ว สะอาด และราคาไม่แพงจนเกินไป

ฟาสต์ฟู้ด มี 2 ประเภทคือ

1. FULL MEAL FASTFOOD
เป็นประเภทกินอิ่ม ซึ่งจะประกอบไปด้วยอาหารประเภทแป้ง เนื้อสัตว์และผัก

2. SNACK FASTFOOD
เป็นประเภทอาหารกึ่งขนม เช่น ไอศกรีม ขนมเค้ก โดนัท เป็นต้น 

จากผลการศึกษาของสถาบันวิจัยโภชนาการพบว่า

ในอาหารฟาสต์ฟู้ดมีคุณค่าสารอาหารของแร่ธาตุต่าง ๆ ค่อนข้างต่ำถึงต่ำมากโดยเฉพาะธาตุเหล็ก แคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส มีส่วนประกอบของกากใยอาหารน้อย บางชนิดมีเกลือโซเดียมมากเกินความต้องการของร่างกาย นอกจากนี้อาหารฟาสต์ฟู้ดส่วนใหญ่จะมีปริมาณไขมันที่สูงและมีส่วนประกอบของโปรตีนที่ไม่เหมาะสม ทำให้อาหารเหล่านี้มีพลังงานมากเกินกว่าที่ร่างกายต้องการต่อวัน
 
ผลเสีย ของการรับประทานมากเกินไปและเป็นระยะเวลานานคือ
 
1. เสี่ยงต่อการเกิดท้องผูก โรคริดสีดวงทวาร โรคมะเร็งลำไส้ เนื่องจากมีกากใยอาหารน้อย
 
2. เกิดการสะสมของไขมันและมีไขมันในเลือดสูง ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคอ้วน โรคหัวใจขาดเลือดและความดันโลหิตสูง
 
3. เนื่องจากเป็นอาหารที่มีเกลือโซเดียมสูง ทำให้เกิดภาวะเสี่ยงต่อการเกิดโรคความดันโลหิตสูง มะเร็งที่กระเพาะอาหาร และทำให้ไตต้องทำงานหนัก

ข้อควรปฏิบัติ ในการเลือกกินอาหารฟาสต์ฟู้ด คือ

1. อย่ารับประทานเป็นอาหารว่างหรือขนมเพราะอาหารฟาสต์ฟู้ดมีแคลอรี่เทียบเท่าหรือมากกว่าอาหารเต็มมื้อ
 
2. เลือกขนาดเสิร์ฟก่อนรับประทานอาหารและรับประทานให้น้อยลง
 
3. ผู้ที่ควบคุมอาหารเค็มหรืออาหารที่มีไขมันมาก ให้ระมัดระวังในการสั่ง เช่นอาจสั่งโดยไม่ต้องใส่เกลือหรือไม่ต้องใส่เนย เป็นต้น
 
4. ไม่ควรรับประทานเกินสัปดาห์ละ 1 - 2 ครั้ง

คราวนี้ ก็คงจะต้องเป็นหน้าที่ของผู้บริโภคทุกท่านที่จะพิจารณาว่าจะรับประทานอาหารฟาสต์ฟู้ดกันอยู่อีกหรือเปล่านะคะ..


แหล่งที่มา  http://www.srbr.in.th/Health/Fastfood.htm

Friday, August 21, 2015

ประโยชน์ของเฉาก๊วย






เฉาก๊วย เป็นอาหารหวานชนิดหนึ่ง ซึ่งแพร่หลายในประเทศจีน จนถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะที่เป็นทั้งในอาหารหวาน และเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ สำหรับในประเทศไทยนั้น ถือว่าเป็นอาหารหวานระดับพื้นบ้าน เนื่องจากมีการจำหน่ายทั่วไปในชุมชนเมืองทั่วประเทศ

สรรพคุณ

เช่นเดียวกับพืชอื่นๆในวงศ์มิ้นท์ เฉาก๊วยมีสรรพคุณแก้ร้อนในกระหายน้ำ แต่เนื่องจากมีระดับของน้ำมันหอมระเหย และสารออกฤทธิ์ ในระดับที่ต่ำกว่าตระกูลกระเพราเป็นอย่างมาก จึงส่งผลให้เฉาก๊วยไม่มีฤทธิ์ขับลม หรือบรรเทาปวด เหมือนดังที่มีในพืชตระกูลกระเพรา-โหระพา

ประโยชน์ของเฉาก๊วย

** แก้ร้อนใน
** แก้หวัด
** ลดความดันโลหิตสูง
** แก้กล้ามเนื้ออักเสบ
** ข้ออักเสบ
** ตับอักเสบ
** และเบาหวาน

คัดบทความบางส่วนมาจาก  https://sites.google.com/site/jaruwanmakampai/prayochn-khxng-cheakwy-1

Thursday, August 20, 2015

ลองทำดู ! หายจากไข้หวัดได้ด้วยตัวเองใน 24 ชั่วโมง




วิธีแก้หวัดด้วยตัวเองภายในเวลา 24 ชั่วโมง ตั้งแต่เริ่มตื่นนอนจนเข้านอน หากดูแลตัวเองดี ๆ ก็หายจากไข้หวัดได้

          หากใครตื่นขึ้นมาด้วยอาการครั่นเนื้อครั่นตัว ไอหรือจาม รู้สึกว่าตัวเองกำลังจะเป็นหวัด หรือเป็นไข้หวัดแล้วแน่ ๆ จะทำอย่างไรให้คุณรู้สึกดีขึ้นได้ก่อนถึงเวลาเข้านอนอีกรอบล่ะ ลองทำตามคำแนะนำของ Lisa ตามนี้เลย

8 โมง : วินิจฉัยโรคด้วยตัวเอง

          หากไม่มั่นใจว่าควรหยุดงานหรือไม่ ลองหาเทอร์โมมิเตอร์มาวัดดู หากสูงกว่า 37.5 องศาเซลเซียส มีอาการไอ หรือเวียนหัว ก็ควรโทรบอกที่ออฟฟิศได้เลย ขืนยังฝืนร่างกายอยู่อาจป่วยในระยะยาวได้ การพักผ่อนอย่างเพียงพอในวันนี้ จะช่วยให้คุณทำงานได้ 100% ในวันรุ่งขึ้น

 
9 โมง : ดื่มน้ำให้เยอะ ๆ

          การรักษาร่างกายให้ชุ่มชื้นด้วยการดื่มน้ำถือเป็นจุดเริ่มที่ดี อาจเริ่มวันด้วยน้ำส้ม หรือไม่ก็วิตามินซี 2-3 เม็ด ตามด้วยดื่มน้ำเปล่าเยอะ ๆ วิตามินซีช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย และอย่าลืมดื่มน้ำอย่างน้อย 8 แก้วระหว่างวัน น้ำช่วยขจัดของเสียออกจากร่างกาย ยิ่งหากเป็นไข้เหงื่อออกเยอะ ก็ควรชดเชยน้ำที่ร่างกายเสียไป แล้วยิ่งหากมีอาการไมเกรนอยู่แล้วด้วย การขาดน้ำจะยิ่งทำให้คุณรู้สึกแย่เข้าไปใหญ่

 
10 โมง : กินยาระงับอาการ

          หากจำเป็นต้องพึ่งยา พาราเซตามอนหรือไอบูโพรเฟนช่วยลดไข้ได้ดี แถมยังป้องกันไม่ให้คุณขาดน้ำไปมากกว่านี้ด้วย แถมยาเหล่านี้ยังไปกระตุ้นภูมิคุ้มกัน ทำให้ฮึดสู้กับเชื้อโรคมากขึ้น ดังนั้นกินยานี้ซะในตอนเช้า และกินซ้ำทุก ๆ 4 ชั่วโมง

เที่ยงตรง : กินอาหารเบา ๆ

          คุณจำเป็นต้องชดเชยวิตามินที่สูญเสียไปให้แก่ร่างกาย ลองข้าวต้มทรงเครื่องใส่ไก่ หรือซุปไก่ โปรตีนจากไก่ช่วยสร้างภูมิต้านทานได้ดี ใส่หัวหอมเยอะ ๆ นะ เพราะช่วยเรื่องบรรเทาการติดเชื้อ แถมขจัดสารพิษในร่างกายได้ดีด้วย หรือง่าย ๆ เลยแค่กินกล้วย เพราะเขามีโปรแตสเซียมช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายได้

 
บ่าย 3 โมง : เบิ่งตาตื่นเอาไว้

          แม้คุณต้องการพักผ่อน แต่หากนอนทั้งวันจะทำให้ตาค้างในตอนกลางคืนได้ง่าย ๆ จะยิ่งรู้สึกแย่ลงอีกในตอนเช้า ดังนั้นแค่นอนหลับสั้น ๆ ประมาณไม่เกิน 40 นาทีก็พอ เพราะคุณอาจเข้าสู่ขั้นหลับลึกหลังจากนั้นและรับรองว่าตื่นขึ้นมาเวียนหัว แน่ ๆ

5 โมงเย็น : เดินเล่นหน่อยนะ

          หากคุณเริ่มรู้สึกดีขึ้นแล้ว ลองเดินสัก 10 นาทีในยามเย็น การเดินเบา ๆ จะช่วยให้ฟังก์ชั่นในร่างกายทำงานได้ดีขึ้น คุณจะรู้สึกดีขึ้นในไม่ช้า เดินไปใกล้ ๆ ถึงแค่มินิมาร์ทที่หัวมุมถนน แล้วซื้อนมมาสักกล่องท่าจะดีนะ

3 ทุ่ม : เข้านอนได้แล้ว

          เข้านอนให้เร็ว แต่ไม่ผิดเวลาเกินกว่า 1 ชั่วโมงของเวลาที่คุณเข้านอนปกติ เพื่อให้รักษารูทีนเดิม ๆ เอาไว้ได้ ในขณะเดียวกันก็รู้สึกว่าหลับได้ดีด้วย นอนอย่างน้อย 8 ชั่วโมงเพราะร่างกายคุณต้องการสร้างโกรทฮอร์โมน เพื่อช่วยรักษาพยาบาลร่างกาย แค่นี้ก็บอกลาอาการเจ็บไข้ในเช้าวันใหม่ได้เลย

แหล่งที่มา  Lisa, http://health.kapook.com/view126872.html