Wednesday, April 22, 2015

ประโยชน์ของการนอนหลับ




 การนอนหลับสนิทและเต็มที่นั้น เสมือนการที่เราได้ชาร์ตแบตเตอรี่ให้กับตัวเอง ถ้าเราแบตน้อยลงหรือแบตหมดเราจะรู้สึกเหนื่อยล้า  และส่วนต่าง ๆ ของร่างกายจะทำงานช้าลงโดยเฉพาะสมองของเราซึ่งเป็นอวัยวะส่วนสำคัญของร่างกาย  ร่างกายของคนเราควรได้รับการนอนหลับพักผ่อนอย่างเต็มที่อย่างน้อย 7-8 ชั่วโมง ถ้าเป็นไปได้ควรที่จะพยายามเข้านอนก่อน 4 ทุ่มครึ่ง เพื่อที่ร่างกายสดชื่นขึ้นในวันรุ่งขึ้นและมีชีวิตที่ยืนยาวอีกด้วย  ทำไมเราถึงต้องนอนหลับสำหรับคนที่ต้องการมีสุขภาพดี  เฉลียวฉลาด    หุ่นดี และความจำดี       
   
1. การนอนหลับจะช่วยให้คุณมีสุขภาพดี  ก่อนอื่นต้องบอกว่าอาการนอนไม่หลับอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน จะทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ ความดันต่ำ  เบาหวาน ได้ เพราะร่างกายคุณพักผ่อนไม่เพียงพอทำให้ฮอร์โมนทำงานผิดปกติจึงทำให้ร่างกายอ่อนแอติดเชื้อได้ง่าย เพราะฉะนั้นถ้าอยากแข็งแรงต้องพยายามนอนให้หลับพอเพียงและพยายามออกกำลังกาย 3-5 วันต่อสัปดาห์  วันละ 30-40 นาที ก็จะทำให้คุณนอนหลับฝันดีแน่นอน           

2. การนอนหลับอย่างเพียงพอจะช่วยทำให้คุณเฉลียวฉลาดขึ้น  เมื่อคุณหลับสมองก็ยังเต็มไปด้วยข้อมูลมากมายที่คุณกักเก็บมาทั้งวัน  และเพื่อให้คุณจำข้อมูลเหล่านั้นได้ดี การนอนหลับอย่างเต็มที่จะช่วยทำให้คุณไม่ลืมสิ่งต่างๆ  ที่สำคัญยังทำให้คุณเข้าใจและเรียนรู้สิ่งใหม่ มีไหวพริบปฏิภาณเร็วขึ้นนั่นเอง           

3. การนอนหลับเพียงพอจะช่วยทำให้คุณมีรูปร่างที่ดีได้  เพราะการนอนหลับเพียงพอจะช่วยทำให้ระบบการเผาผลาญทำงานได้ดี       
   
4. การนอนหลับจะทำให้คุณมีความจำดี ถ้าสังเกตให้ดีเมื่อคุณได้นอนหลับอย่างเต็มที่ คุณจะจำสิ่งต่าง ๆ ที่ควรเรียนรู้ในวันนั้น ๆ ได้ดีและในวันต่อไปคุณจะทำได้เองโดยอัตโนมัติ  เช่น การฝึกเต้นแอโรบิก คุณจะจำท่านั้น ๆ ได้ หรือการเรียนดนตรีจะทำให้คุณจำตัวโน้ตได้หรือการทำกิจกรรมต่างๆคุณก็จะจำได้อย่างแม่นยำ           

           เห็นไหมค่ะว่าการนอนหลับนั้นดีแค่ไหนและสำคัญต่อร่างกายของเรา   แต่ระวังอย่านอนมากเกินไป เพราะจะทำให้กลายเป็นคนขี้เกียจหลังยาว

ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

Tuesday, April 21, 2015

เทคนิคสร้างสรรค์อารมณ์ดี




          จิตกับกายนั้นสัมพันธ์เป็นหนึ่งเดียวกัน ยามใดที่คุณเครียด กลุ้มใจ อารมณ์บ่จอย ระบบภูมิคุ้มกันร่างกายจะอ่อนแอลงโดยอัตโนมัติ สังเกตว่า ใครมีโรคประจำตัวอยู่ก็มักจะกำเริบ เช่น ยิ่งเครียด โรคกระเพาะยิ่งกำเริบ

          แล้วจะปล่อยให้ตัวเองเครียดไปทำไม วิธีแก้ไขเพียงจัดการวิธีคิดเท่านั้นเอง เรามีเคล็ดลับตัดขาดความเครียดสร้างสรรค์อารมณ์ดีมาฝากกัน

         
ตื่นมาเช้าวันใหม่ ยิ้มรับวันสดใสให้ตัวเองก่อนใคร เป็นการสร้างพลังอารมณ์ด้านบวกให้ตัวเองเป็นทุน เชื่อได้เลยว่า รัศมีอารมณ์ดีของคุณจะเจิดจ้าจนคนในครอบครัว หรือคนรอบข้างคุณ สัมผัสได้ คุยอะไรกับใครก็จะส่งความรู้สึกดี ๆ ให้แก่กัน

         
มองโลกในแง่ดี ข้อนี้คือกุญแจสำคัญของคนอารมณ์ดีเลยทีเดียว เมื่อมีเหตุใดให้มีอารมณ์เสีย การมองโลกในแง่ดีก็ทำให้หายโมโหได้เร็วกว่าคนมองโลกในแง่ร้าย

         
บางคนชีวิตช่างเครียดเสียจริงเป็นเสือยิ้มยากอยู่ตลอด วิเคราะห์กันดี ๆ จะเห็นว่าเป็นคนยึดติด เถรตรง กำปั้นทุบดิน ถูกเป็นถูก ผิดเป็นผิดไปหมดทุกเรื่อง ดังนั้นต้องมีความยืดหยุ่นทางความคิด คนที่ไม่ยึดติดมักจะมีอารมณ์ดีไม่มีเครียด เพราะไม่ค่อยผิดหวังจากสิ่งต่าง ๆ
 
         
คนที่อารมณ์ดีสม่ำเสมอ และดูมีชีวิตง่าย ๆ สบายดี หลายคนเป็นคนยอมรับความจริงของชีวิต มีความพร้อมยอมรับสิ่งที่เป็นอยู่เกิดขึ้น และเป็นไป ไม่โทษแต่คนอื่น หรือลมฟ้า การเมือง เศรษฐกิจ ว่าเป็นมลพิษต่อชีวิตของเขา มีความสุขใจในชีวิตพอเพียง

         
อย่าเป็นคนคิดเล็กคิดน้อย เพราะการคิดเช่นนี้จะกัดกร่อนภาวะอารมณ์ และสติปัญญามากที่สุด

         
รับประทานอาหารที่มีเซโรโทนินสูง เพราะเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อสื่อประสาทในสมอง ที่ส่งผลต่อภาวะอารมณ์ มีมากในอาหารหลายชนิด เช่น หัวกลอย ข้าวเหนียว ข้าวโพด เป็นต้น
 
         
เติมสุนทรีย์ให้ชีวิตสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการสังสรรค์กับคนในครอบครัว เพื่อน ๆ หรือกับคนที่คุณรัก ดนตรี ภาพยนตร์ หนังสือดี ๆ ภาพศิลปะ เดินทางท่องเที่ยว ลิ้มรสอาหารอร่อย ๆ กระทั่งอาจปล่อยตัวให้ไร้สาระบ้างในบางเวลา ฯลฯ

          หลักสำคัญของเคล็ดลับการเป็นคนมีอารมณ์ดี คือ คิดดี คิดบวก ทำดี มีเมตตา เอื้ออาทรและรู้จักให้อภัย โดยไม่เพียงแต่คุณจะได้รับความสุขเท่านั้น คุณยังจะทำให้คนในครอบครัว หรือคนที่คุณรักได้รับความสุขจากคุณด้วยเช่นกัน


แหล่งที่มา  Good Food Good Life, http://health.kapook.com/view18944.html


Monday, April 20, 2015

วันนี้คุณกินโยเกิร์ตหรือยัง?




          นมก็ไม่ใช่ น้ำก็ไม่เชิง ถ้าโยเกิร์ตทำมาจากนมจริง ทำไมถึงได้มีแต่คนบอกว่าให้กินวันละถ้วย โยเกิร์ตดีอย่างไร? อ่านจบแล้วคุณอาจจะเริ่มอยากกินก็ได้นะ
 

รู้จักกับโยเกิร์ต

          โยเกิร์ต คือ ผลิตภัณฑ์จากนมซึ่งเกิดจากการหมักระหว่างนม และโปรไบโอติกส์ (แบคทีเรียดี ๆ ที่ยังมีชีวิต) เมื่อเรากินเข้าไป แบคทีเรียเหล่านี้ก็จะไปสร้างความสมดุลให้จุลินทรีย์เจ้าถิ่นในลำไส้ ผลก็คือ ระบบขับถ่ายและสุขภาพโดยรวมของเราจะดีขึ้นนั่นเอง

 

โยเกิร์ตแบบไหนดี

          เดี๋ยวนี้เราอาจเห็นกรีกโยเกิร์ตและโยเกิร์ตแบบธรรมดา ซึ่งแบบกรีกกำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้น เราจะเลือกแบบไหนดีล่ะ?

          กรีกโยเกิร์ต ความจริงแล้วก็คือโยเกิร์ตธรรมดาที่ถูกดูดเอาน้ำและเวย์ (ของเหลวที่ประกอบไปด้วยโปรตีนและแล็กโทส)  ออก ดังนั้น มันจึงเป็นโยเกิร์ตที่เข้มข้นกว่าเดิม คุณจึงได้รับสารอาหารและโปรไบโอติกส์มากขึ้นด้วย เช่น กรีกโยเกิร์ตหนึ่งถ้วยจะมีโปรตีนมากกว่าแบบธรรมดาถึงเท่าตัว แต่จะมีน้ำตาลน้อยกว่า

 
โปรไบโอติกส์สำคัญอย่างไร

          อย่างที่กล่าวไปแล้ว โยเกิร์ตนั้นเต็มไปด้วยโปรไบโอติกส์ ข่าวดีก็คือโปรไบโอติกส์จำพวกแล็กโตบาซิลลัส หรืออะซิโดฟีลัสจะช่วยป้องกันการติดเชื้อรา หรือเชื้อยีสต์บริเวณช่องคลอด และหลังจากคุณกินยาปฏิชีวนะตามที่แพทย์สั่งจนครบคอร์ส คุณอาจจะอยากกินโปรไบติกส์เพิ่มขึ้น เพราะ "ปฏิชีวนะ" หมายความว่า ตัวยาอาจจะไปฆ่าแบคทีเรียดี ๆ ในลำไส้ด้วยก็ได้

 

โยเกิร์ตนี้ดีไฉน

         
ส่งเสริมภูมิคุ้มกัน มีการศึกษามากมาย ชี้ว่าการกินโยเกิร์ตทุก ๆ วันจะช่วยป้องกันการติดเชื้อในร่างกาย ดังนั้น โปรไบโอติกส์สำคัญมาก ๆ เพราะมันช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันไปจนถึงระดับเซลล์ ซึ่งจะปกป้องคุณจากไวรัส ปรสิต และมะเร็ง คุณจะได้มีชีวิตยืนยาวยิ่งขึ้น

         
ป้องกันแผลในกระเพาะ แล็กโตบาซิลลัสจะช่วยหยุดยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ H.Pylori ซึ่งเป็นสาเหตุของแผลในกระเพาะกว่า 90%

         
ให้วิตามิน โดยเฉพาะไรโบฟลาวิน หรือ วิตามินบี 1 และวิตามินเคที่นมเปรี้ยว และโยเกิร์ตจะช่วยสังเคราะห์วิตามินในลำไส้

         
ช่วยรักษาอาการท้องเสีย ท้องเดิน หากทานนมเปรี้ยว หรือโยเกิร์ต จะช่วยให้อาการดังกล่าวหายได้เร็วขึ้น

         
ช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้ง่ายขึ้น และกรดแลคติคในนมเปรี้ยว และโยเกิร์ตจะช่วยให้การย่อยแคลเซียมในนมดีขึ้น

         
ช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ เพราะแลคโตบาซิลัสในนมเปรี้ยวจะช่วยควบคุมปริมาณคอเลสเตอรอล และไตรกลีเซอไรด์ในเลือด อันเป็นสาเหตุของโรคหลอดเลือดหัวใจได้

         
ป้องกันมะเร็งได้ด้วย เพราะแลคโตบาซิลัสจะสามารถจับกับสารก่อมะเร็งได้ และช่วยยับยั้งกลุ่มแบคทีเรียในลำไส้ที่สร้างสารไนเตรท ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งตัวหนึ่ง


กินโยเกิร์ตอย่างไร

         
กินเป็นของว่างทุกวัน จะช่วยให้คุณอิ่ม และมีพลังงานมากกว่าการดื่มเครื่องดื่มที่มีแคลอรีพอ ๆ กัน

         
กินโยเกิร์ตรสธรรมชาติ ส่วนใหญ่แล้วจะแต่งกลิ่นผลไม้ และเติมน้ำตาล ดังนั้น เลือกรสธรรมชาติดีกว่า

         
มิกซ์แอนด์แมตช์ หากคุณเบื่อการกินโยเกิร์ตรสธรรมชาติ ลองเติมผลไม้สด หรือใช้โยเกิร์ตแทนน้ำสลัดก็ได้

         
อย่าซื้อโยเกิร์ตที่มีน้ำตาล มีแป้งข้าวโพด หรือผ่านการพาสเจอไรซ์ เพราะกระบวนการดังกล่าวจะฆ่าเชื้อโปรไบโอติกส์ ซึ่งนั่นจะลดประโยชน์ของโยเกิร์ตอย่างมาก

Good for Skin

          โยเกิร์ตธรรมชาติมีกรดอัลฟ่า-ไฮดร็อกซี่ ซึ่งจะช่วยลอกเซลล์ผิว นำโยเกิร์ตธรรมชาติมาทาผิวทิ้งไว้ 15 นาที ก่อนล้างออกด้วยน้ำเย็น แล้วค่อยทามอยส์เจอไรเซอร์จะช่วยให้ผิวมีสุขภาพดี


แหล่งที่มา  Lisa, http://health.kapook.com/view44604.html
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/explore/study-snacks/

Friday, April 17, 2015

วิธีเติมพลังหลังวันหยุดยาว คึกคักรับงานเข้าชิล ๆ



          วิธีเตรียมตัวเตรียมใจกลับมาทำงานหลังจากหยุดพักผ่อนยาว ๆ ไป ปลุกตัวเองให้คึกคักพร้อมลุยงานอย่างเต็มที่อีกครั้งแบบสุดชิล

         
เพิ่งกลับมาจากเที่ยวสงกรานต์ยาว ๆ หลายคนก็รู้สึกเหมือนยังเพลียไม่หาย พูดให้ตรงก็ต้องบอกว่าไม่พร้อมจะทำงานอย่างจริงจังเลยล่ะ แต่ในเมื่องานไม่เดินเงินก็ไม่เข้ากระเป๋า จะทำยังไงดีให้พลังฮึดอยากทำงานกลับมากันล่ะ เอ้า ! ลองวิธีเหล่านี้สิจ๊ะ

นอนให้พอ

          เชื่อเลยว่าตลอดวันหยุดที่ผ่านมาคุณเที่ยวแบบหามรุ่งหามค่ำ จัดหนักทั้งอาหารการกินและของมึนเมาไม่ยั้ง ดังนั้นไม่ต้องสงสัยแล้วล่ะหากรู้สึกอ่อนเปลี้ยเพลียแรงในวันหย­­ุดสุดท้าย ก่อนกลับไปสู่โลกแห่งความเป็นจริง ซึ่งวิธีแก้ไขในเบื้องต้นก็ไม่มีอะไรยากค่ะ เพียงนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ หากเป็นไปได้เข้านอนก่อน 23.00 น. จะดีกับร่างกายมาก อย่างน้อยก็ลดอาการอ่อนเพลียจากที่ใช้ร่างกายสุดคุ้มมาหลายวัน


ตื่นเช้ามาออกกำลังกาย

           การออกกำลังกายในช่วงรุ่งเช้าช่วยให้ร่างกายรู้สึกสดชื่นและกระ­­ปรี้ กระเปร่า มากขึ้นหลายเท่าเลยนะคะ ไม่เชื่อลองตื่นเช้ามาวิ่งจ๊อกกิ้งสักครึ่งชั่วโมงสิ แล้วคุณจะรู้สึกได้ถึงความแตกต่างของร่างกายที่รู้สึกสดชื่นขึ้­­น เหมือนพร้อมแล้วจะออกไปลุยงาน ไปทำกิจกรรมต่าง ๆ ตามภาระหน้าที่ ชีวิตดี๊ดีกว่าตอนที่ตื่นสายแล้วต้องรีบทำธุระส่วนตัวแข่งกับเว­­ลาเป็นไหน ๆ

 

จัดเต็มอาหารเช้า

            กองทัพต้องเดินด้วยท้องฉันใด ร่างกายเราก็ต้องการอาหารเช้าเพื่อไปเติมเต็มการทำงานของส่วนต่­­าง ๆ ในร่างกายด้วยเช่นกัน ดังนั้นก่อนกลับไปสู่โลกแห่งการทำงานตามเดิม ควรต้องจัดเต็มมื้อเช้าไปให้พร้อม อิ่มท้องแล้วจะได้ลุยงานได้เต็มที่ยังไงล่ะ


เคลียร์โต๊ะทำงาน
   
             ก่อนเคลียร์งานกองโต แนะนำให้จัดการกับสถานที่ทำงานของคุณให้เรี­ยบร้อยก่อน ทั้งฝุ่นและกองขยะที่ทิ้งค้างไว้ตั้งแต่อาทิตย์ก่อนก็ทำความสะอ­­าดให้เรียบร้อย หรือหากมีเวลามากพอจะจัดโต๊ะทำงานใหม่ก็คงเติมความสดชื่นให้การ­­ทำงานได้ไม่น้อยเลยล่ะ

 
ไล่เรียงตารางงาน

           หยุดพักไปตั้งหลายวันอาจมีบ้างที่ หลง ๆ ลืม ๆ ว่าเราค้างงานอะไรเอาไว้ ดังนั้นกลับมาทำงานวันแรกก็เริ่มเช็กทั้งอีเมล เช็กกับลูกค้า หัวหน้างาน และฝ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วน หน้าที่การงานจะได้ไม่ตกหล่นนะจ๊ะ

เลิกซะเถอะนิสัยผัดวันประกันพรุ่ง

         
เอา น่า พรุ่งนี้ก็ทันใครติดนิสัยชอบพูดประโยคนี้บอกเลยว่าชีวิตคุณคงวุ่นวายไม่หาย โดยเฉพาะถ้าเป็นเรื่องงานทุกอย่างก็คงไม่ราบรื่นพาให้ไม่อยากทำ­­งานไปซะ เปล่า ๆ ถ้าอย่างนั้นจะดีกว่าไหมหากคุณเลิกเลื่อนวันผัดเวลา แล้วลงมือทำในสิ่งที่ต้องทำอย่างเต็มที่ที่สุด เชื่อไหมว่าแค่นี้อารมณ์ทำงานก็มาเต็มแล้ว

ถึงเวลาพักก็พักให้เต็มที่

          เวลาทำงานก็ทำงานให้เต็มที่ แต่ถึงเวลาพักเมื่อไรให้หยุดงานทุกอย่างลงทันที แล้วจับกลุ่มเพื่อนร่วมงานที่สนิทกันเม้าท์ถึงวันหยุดที่เพิ่งผ­่า­นไป เรียกคืนบรรยากาศคึกคักเบียดความตึงเครียดจากงานในออฟฟิศให้เกล­­ี้ยง ถือซะว่าเป็นช่วงเวลาได้ปลดปล่อยอีกหน่อยก่อนกลับไปทำงานต่อในช­­่วงบ่าย

         
ปล่อย ให้ความสนุกสนานในช่วงวันหยุดผ่านพ้นไป แล้วกลับมาตั้งหน้าตั้งตาทำมาหากินกันต่อด้วยเคล็ดลับเหล่านี้ด­­ูนะคะ เชื่อเถอะว่าชีวิตจะดีขึ้นจริง ๆ

แหล่งที่มา http://health.kapook.com/view117087.html 
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต