Friday, March 27, 2015

8 ประโยชน์จากเปลือกกล้วย ช่วยดูแลสุขภาพได้ด้วยนะ




         ปอกเปลือกกล้วยแล้วก็อย่าเพิ่งโยนทิ้งไป เพราะถ้าใช้ให้เป็นเปลือกกล้วยที่คนเมินค่าก็มีดีกับสุขภาพอยู่เหมือนกัน

          ผลไม้สีเหลือง ๆ ที่เรียกว่า "กล้วย" มีแร่ธาตุและวิตามินเพียบ แถมยังเป็นผลไม้ที่หาทานได้ง่ายมาก เพราะผลิดอกออกผลกันทุกฤดู เมนูกล้วย ๆ เลยเป็นอาหารและเครื่องดื่มใกล้ตัวคนไทยสุด ๆ วันนี้เราก็เลยขอมาแนะนำว่า หลังปอกกล้วยเข้าปากแล้วอย่าเพิ่งทิ้งเปลือกกล้วยลงถังขยะไปเด็ดขาด เพราะมีหลากหลายประโยชน์ต่อสุขภาพที่เราจะได้รับจากเปลือกกล้วยลื่น ๆ ลองดูกันเลย


สมานแผล

          เชื่อไหมคะว่า เปลือกกล้วยเป็นยาสมานแผลชั้นเยี่ยมอย่างที่คาดไม่ถึง เพราะมีเอนไซม์ สารแอนตี้ออกซิแดนท์ และแร่ธาตุต่าง ๆ ที่ช่วยทำให้แผลหายเร็วขึ้น แค่เพียงนำเปลือกกล้วยไปล้างยางออกให้หมดเสียก่อน แล้วค่อยนำมาถูรอบ ๆ ปากแผล ที่เกิดจากการเกา รอยสิว รวมไปถึงอาการคันจากเชื้อรา

 

แก้ยุงกัด

          น้ำตาลในเปลือกกล้วยสามารถลดอาการบวมของตุ่มคันจากยุงกัดได้ด้วย โดยแค่ใช้เปลือกกล้วยด้านในถูลงไปตรงบริเวณผิวที่โดนยุงกัด แล้วคลึงเบา ๆ ทิ้งไว้สักพัก อาการบวมแดงก็จะหายไป หรือไม่ว่าจะถูกแมลงอะไรกัดต่อย เปลือกกล้วยก็ช่วยลดอาการบวม แดง คันได้

 
ขัดฟันขาว

          มีคำร่ำลือบอกต่อกันมาแล้วว่า ถ้านำเปลือกกล้วยมาถูฟันวันละ 1 นาทีจะช่วยให้ฟันขาวขึ้น เพราะในเปลือกกล้วยมีแร่ธาตุอย่างโพแทสเซียม แมงกานีส แมกนีเซียม ซึ่งจริง ๆ แล้วยังไม่มีผลวิจัยเรื่องนี้ยืนยันชัดเจนค่ะ ถึงกระนั้นก็มีทันตแพทย์หลายคนบอกว่า เปลือกกล้วยพอช่วยขัดฟันให้ขาวได้อยู่เหมือนกัน แต่ถึงอย่างไรก็คงไม่ได้ประสิทธิภาพเทียบเท่ากับยาสีฟันที่ทำให้ฟันขาวหรือ การฟอกฟันขาวที่ทำโดยทันตแพทย์ค่ะ


แก้ส้นเท้าแตก

          อย่างที่เห็นว่าเปลือกกล้วยด้านในจะมีลักษณะลื่น ๆ ความลื่นของเปลือกกล้วยนี่แหละค่ะที่เมื่อนำมาถูบริเวณส้นเท้าที่แห้งกร้าน ทิ้งไว้สัก 10-15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด จะช่วยทำให้ผิวบริเวณส้นเท้านุ่มขึ้น ทำประจำสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง พร้อมกับทาครีมบำรุงตามไปด้วย ก็หมดปัญหาเรื่องส้นเท้าแตกแล้ว

 

บรรเทาปวด

          นำเปลือกกล้วยไปอังไฟ แล้วเอามาประคบร้อนบริเวณที่ปวดเมื่อย จะรู้สึกผ่อนคลายขึ้น

 
รักษาหูด

          เปลือกกล้วยด้านในช่วยกำจัดหูดที่ขึ้นบนผิวหนังได้ โดยนำเปลือกกล้วยมาถูที่หูด หรือวางปิดลงไปบนหูดแล้วใช้แผ่นปิดแผลแปะทับไว้ 1 คืน จะช่วยให้หูดลอกตัวออกมาได้เร็วขึ้น

 

ช่วยฆ่าเชื้อ

          นอกจากแผลที่เกิดจากการเกาแล้ว เปลือกกล้วยก็มีคุณสมบัติเป็นยาฆ่าเชื้อเหมือนกันค่ะ สามารถรักษาแผลที่ถูกมีดบาดได้ โดยนำเปลือกกล้วยมาตัดเป็นชิ้นแล้วคว่ำส่วนสีขาวปิดลงบนแผล แล้วใช้ผ้าก๊อซปิดทับอีกที ทิ้งไว้สัก 2-3 ชั่วโมงค่อยมาเปลี่ยนเปลือกกล้วยเป็นชิ้นใหม่ ปิดแบบนี้ไว้สักพักแล้วแผลจะค่อย ๆ หายได้

 
กินได้ด้วย

          หลายคนไม่รู้ว่าเปลือกกล้วยก็กินได้ด้วยนะคะ ลองดูอาหารอย่างแหนมเนือง ก็มีกล้วยดิบทั้งเปลือกหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ เป็นเครื่องเคียง หรือแกงใต้บางจานก็ใส่เปลือกกล้วยลงไปด้วยเหมือนกัน ซึ่งประโยชน์ที่ได้รับก็ไม่ต่างจากการทานเนื้อกล้วย แต่สิ่งที่ต้องระวังก็คือ ถ้าจะทานเปลือกกล้วยต้องล้างให้สะอาดก่อน เพราะเปลือกกล้วยมียาง ส่วนรสชาติก็จะออกฝาด ๆ ถ้ากินเปล่าคงไม่อร่อยแน่ ๆ แต่ถ้าเป็นส่วนผสมในแกงหรือแหนมเนืองก็อร่อยดี

 

          ที่เขาบอกว่ากล้วยมีประโยชน์ทุกส่วนคงจะจริงดังที่ว่า เพราะขนาดเปลือกกล้วยที่คนส่วนใหญ่มักจะโยนทิ้งก็มีประโยชน์ดี ๆ ให้เราได้ทึ่งเหมือนกัน


แหล่งที่มา  http://health.kapook.com/view115658.html
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/explore/banana-peel-uses/

Thursday, March 26, 2015

ถ่ายไม่ออก อาจเป็นเพราะ 5 สาเหตุนี้ !





          ถ่ายไม่ออก ท้องผูก ฟันธงเลยว่าเกิดจาก 5 สาเหตุนี้แน่นอนเลย รู้แล้วก็แก้ไขเลยดีกว่าเนอะ จะได้รู้สึกสบายตัว ขับถ่ายคล่องทุกวันเลยยังไงล่ะ

          เชื่อว่าสาว ๆ หลายคนก็เป็นเหมือนกัน เวลาที่ถ่ายไม่ออกติดต่อกันหลายวันเกิน จนรู้สึกอึดอัดไม่สบายตัวไปหมด ไม่ว่าจะหาโยเกิร์ตหรืออะไรที่ว่าดีมากินก็ยังไม่หาย ถ้าคุณเกิดอาการแบบนี้บ่อย ๆ แต่ไม่รู้ว่าเกิดมาจากอะไรละก็ วันนี้กระปุกดอทคอมจึงนำสาเหตุของการขับถ่ายไม่ออกมาฝากค่ะ มาดูกันสิว่าเป็นเพราะสาเหตุไหนกันนะ

ความเครียด

          รู้หรือไม่ว่าความเครียดก็ทำให้ถ่ายไม่ออกได้เหมือนกัน เพราะเวลาเครียด ก็ส่งผลให้นอนไม่หลับ และถ้าเป็นแบบนั้นก็จะยิ่งทำให้ระบบต่าง ๆ ในร่างกายรวนไปหมด ฉะนั้นพยายามทำตัวรีแล็กซ์ไม่เครียดกันดีกว่า จะได้ไม่ลำบากสุขภาพร่างกายเนอะ

ไม่ออกกำลังกาย

          นั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์มาทั้งวันแล้ว หากหลังเลิกงานคุณไม่ยอมยืดเส้นยืดสายด้วยการออกกำลังกายบ้างเลย รับรองว่าอาการท้องผูกถ่ายยากมาเยือนแน่นอน เพราะการออกกำลังกายสามารถช่วยกระตุ้นระบบย่อยอาหารและแน่นอนช่วยให้ระบบขับ ถ่ายดีขึ้นด้วย

ดื่มน้ำน้อย

          การดื่มน้ำไม่เพียงแต่ทำให้ร่างกายชุ่มชื้นหรือช่วยให้สุขภาพกายและผิวดี แล้ว ยังช่วยทำให้ขับถ่ายได้สะดวกขึ้นอีกด้วย และหากคิดว่าตัวเองกินไฟเบอร์เยอะแล้ว แต่ก็ยังถ่ายไม่ออก นั่นอาจจะเป็นเพราะว่าคุณดื่มน้ำน้อย เพราะการกินไฟเบอร์เยอะก็ต้องดื่มน้ำเยอะ ๆ ด้วย เพื่อให้อุจจาระบวมและนิ่ม จะได้ขับถ่ายคล่อง ๆ ง่าย ๆ

ตั้งครรภ์

          ในช่วงตั้งครรภ์เป็นช่วงที่ร่างกายของผู้หญิงเราเปลี่ยนแปลง ทั้งฮอร์โมนและอาหารที่กิน บวกกับความเครียดก็จะยิ่งส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินอาหารมากขึ้น ฉะนั้นคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์คนไหนประสบปัญหาถ่ายยากอยู่ ก็อาจจะลองเลือกกินอาหารที่มีไฟเบอร์และดื่มน้ำเยอะ ๆ ก็จะพอช่วยได้

โรคลำไส้แปรปรวน

          โรคที่เกิดขึ้นกับคนวัยทำงานอย่างโรคลำไส้แปรปรวน ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ขับถ่ายยากเช่นกัน เพราะโรคนี้จะมีการบีบตัวของลำไส้ใหญ่ผิดปกติไปจากเดิม ถ้าหากว่าไม่อยากทรมานกับโรคนี้และไม่อยากท้องผูกบ่อย ๆ ละก็ ควรจะรีบไปพบแพทย์เพื่อรักษาได้อย่างถูกวิธีนะคะ

          หากรู้สาเหตุที่แท้จริงแบบนี้ ก็รีบแก้ไขเลยดีกว่าเนอะ เพราะหากไม่ขับถ่ายนาน ๆ ก็จะทำให้หน้าเป็นสิวและอาจจะเจ็บป่วยได้ด้วยนะ

แหล่งที่มา  http://health.kapook.com/view115431.html
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

Wednesday, March 25, 2015

มือบอกโรค ป่วยหรือเปล่าสังเกตได้จากมือ




          ลองก้มดูมือทั้ง 2 ข้างดูซิว่ามีความผิดแปลกไปจากปกติหรือเปล่า ความผิดปกติบนมือเพียงนิดเดียวอาจเป็นสัญญาณของอาการเจ็บป่วยที­­­่คุณคาด ไม่ถึง

          ร่างกายของคนเราเมื่อเกิดอาการเจ็บป่วยก็มักจะแสดงออกให้เราเห็­­­นได้ทั้ง อาการจากภายในร่างกาย หรือความเปลี่ยนแปลงภายนอกร่างกาย ซึ่งอวัยวะหนึ่งที่ส่งสัญญาณของอาการเจ็บป่วยให้เราทราบได้ ก็คือมือทั้ง 2 ข้างของเรานั่นเอง การเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยบนมือของเราที่เรามองข้ามไป อย่างเช่น โคนเล็บซีด หรือผิวหนังแห้งแตกนั้น ก็อาจจะเป็นสัญญาณของอาการเจ็บป่วยที่ร้ายแรงจนเราคาดไม่ถึงก็ไ­­­ด้ วันนี้กระปุกดอทคอม ก็เลยหยิบยกเอาเรื่องนี้จากเว็บไซต์ Prevention มาบอกเล่าให้ฟังกัน รู้ไว้ก่อน จะได้หมั่นสังเกต หากพบความผิดปกติจะได้รีบรักษาก่อนที่จะปัญหาสุขภาพจะคุกคามชีว­­­ิตเราค่ะ

1. มือสั่น

          หากมือของคุณเกิดอาการสั่นจนควบคุมไม่ได้ อันดับแรกเลยคืออย่าเพิ่งตื่นตกใจค่ะ เพราะอาการมือสั่นนั้นอาจจะไม่ได้มาจากปัญหาสุขภาพแต่เป็นเพราะ­­­ว่าคุณ ดื่มคาเฟอีนมากเกินไป หรืออาจจะเป็นเพราะผลข้างเคียงจากการรักษา เช่น การใช้ยารักษาโรคหอบหืด หรือโรคซึมเศร้า เป็นต้น แต่ถ้าหากอยู่ดี ๆ คุณก็เกิดอาการมือสั่นโดยไม่ได้มาจากสาเหตุเหล่านี้ละก็ นั่นอาจจะเป็นอาการเริ่มแรกของโรคพาร์กินสัน ซึ่งเป็นโรคที่เกี่ยวของกับระบบประสาทที่ส่งผลต่อการเคลื่อนไหว­­­ของร่าง กาย ดังนั้นเพื่อความแน่ใจควรจะไปพบแพทย์เพื่อความชัวร์ดีกว่าค่ะ

2. เล็บเปราะหรือหักง่าย

          การ ที่เล็บอ่อนแอและเปราะบางลง สาเหตุสำคัญนั้นมากจากการขาดธาตุสังกะสีในร่างกาย ซึ่งสังกะสีนั้นมีส่วนช่วยในการเจริญเติบโตและการผลัดของเซลล์ผ­­­ิว ดังนั้นหากคุณเล็บเปราะและหักได้ง่าย ควรจะรับประทานอาหารที่มีสังกะสีให้มากขึ้น ซึ่งก็ได้แก่ จมูกข้าวสาลี ข้าวโอ๊ต ถั่ว และเนื้อสัตว์ค่ะ
 
3. ผิวลอกและเป็นขุย

          หากอยู่ดี ๆ ปลายนิ้วของคุณก็เกิดลอกและเป็นขุย นั่นแปลว่าร่างกายของคุณกำลังขาดวิตามินบี อาทิเช่นวิตามินบี 3 (ไนอาซิน) และ ไบโอติน (วิตามินบี 7) ซึ่งเป็นแร่ธาตุที่มีความสำคัญต่อสุขภาพผิวเป็นอย่างยิ่ง เพราะแร่ธาตุอย่างไบโอตินนั้นมีความสำคัญในการสร้างเสริมให้ผิว­­­หนังและ เล็บมีสุขภาพที่แข็งแรง และไนอาซินก็ทำหน้าที่ในการปกป้องและช่วยซ่อมแซมผิวหนังด้วยการ­­­ป้องกัน กันก่อตัวของเมลานิน นอกจากนี้ยังช่วยสร้างเสริมคอลลาเจน และช่วยให้ผิวหนังชุ่มชื้นอยู่เสมออีกด้วย ถ้าไม่อยากให้ผิวหนังลอกหรือเป็นขุยก็ควรจะรับประทานอาหารที่อุ­­ดมไปด้วยไน อาซิน อย่างเช่นปลา, ถั่วลิสง และเห็ด ส่วนอาหารที่มีไบโอตินสูงนั้นก็ได้แก่ อะโวคาโด หรือปลาทูน่าค่ะ

4. ผิวแห้ง เป็นผื่นหรือมีอาการคัน

          อาการ เหล่านี้เป็นอาการของผิวแห้ง ซึ่งถ้าหากมีอาการเหล่านี้เกิดขึ้นแม้ว่าคุณจะใช้โลชันบำรุงมือ­­­แล้วก็ตาม ควรจะไปพบแพทย์ผิวหนังเพื่อทำการรักษา โดยแพทย์ผิวหนังอาจจะให้ใช้ครีมบางชนิดเพื่อฟื้นฟูผิวที่หยาบกร­­­้านของคุณ ทั้งนี้สาเหตุของผิวแห้งบริเวณมือก็มาจากการที่คุณล้างมือบ่อย หรือสัมผัสกับกระดาษหรือวัสดุอื่น ๆ ตลอดทั้งวัน ทำให้ผิวหนังบริเวณมือแห้งจนหยาบกร้านและอาจทำให้เกิดผิวแตกและ­­­ผดผื่นได้ ดังนั้นหากคุณต้องล้างมือหรือสัมผัสกับสิ่งของนาน ๆ ทั้งวัน ควรจะทาโลชันที่อุดมด้วยวิตามินอี ก็สามารถช่วยได้ค่ะ

5. เล็บซีด

          โคนเล็บที่ซีดขาวอาจเป็นสัญญาณบ่งบอกของโรคโลหิตจางได้ ซึ่งหมายความว่าในเลือดของคุณมีระดับเซลล์เม็ดเลือดแดงน้อยเกิน­­­ไปจนไม่ สามารถจะนำออกซิเจนไปหล่อเลี้ยงเนื้อเยื่อบริเวณนั้นได้ ดังนั้นหากมีอาการโคนเล็บซีดขาวควรไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจเลือ­­­ดให้แน่ใจ แพทย์จะได้ทำการวางแผนในการรักษาโรคโลหิตจางได้อย่างถูกต้องค่ะ­­­

6. นิ้วเขียวคล้ำ

          ปลาย นิ้วเขียวคล้ำโดยไม่มีสาเหตุเป็นสัญญาณของโรคเรย์นาร์ด (Raynaud's syndrome) ซึ่งอาการนี้จะส่งผลให้ปลายนิ้วมือและเท้าเย็น นอกจากนี้มีอาการเหน็บชาและเสียวแปลบบริเวณปลายนิ้วร่วมด้วย โดยผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าโรคเรย์นาร์ดเกิดจากการที่หลอดเลือดหดเกร็ง และระบบไหลเวียนเลือดลดลง ซึ่งยังไม่ทราบสาเหตุของอาการเหล่านี้ที่แน่ชัด อย่างไรก็ตามวิธีการรักษาที่ดีที่สุดคือ การสวมถุงมือ หลีกเลี่ยงความเครียด งดสูบบุหรี่ และหลีกเลี่ยงอากาศเย็น

7. เล็บนิ่ม

          เล็บที่มีลักษณะปกตินั้นจะมีความแข็งและไม่เปราะหักง่าย แต่ถ้าหากเล็บของคุณนิ่มละก็แปลว่าร่างกายของคุณกำลังขาดแคลเซ­ียมหรือ โปรตีน ซึ่งแคลเซียมที่ต่ำจะทำให้เล็บเปราะบางรวมทั้งผิวแห้งกร้านได้ ดังนั้นถ้าไม่อยากให้เกิดอาการเหล่านี้ ควรจะรับประทานอาหารที่มีโปรตีนและแคลเซียมสูง เช่น ปลาซาร์ดีนและผักขม แต่ถ้าหากคุณรับประทานอาหารเหล่านั้นเป็นประจำอยู่แล้วแต่ยังมี­­­อาการเล็บ นิ่มอยู่ ควรไปพบแพทย์ค่ะ
 
8. เล็บมีริ้วสีเข้ม

          ริ้ว สีเข้มที่ปรากฎบนเล็บนั้นเป็นอาการที่ควรจะได้รับการรักษาอ­­­ย่างเร่งด่วน เนื่องจากอาการนี้เป็นสัญญาณของเนื้องอกที่เป็นสาเ­หตุของโรคมะเร็งผิวหนัง ใต้เล็บ ซึ่งเป็นโรคที่พบไม่ค่อยบ่อยนัก ฉะนั้นเพื่อความมั่นใจ หากเล็บเกิดริ้วสีเข้มขึ้นควรจะไปพบแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยจะด­­­ีกว่าค่ะ

9. จุดสีน้ำตาลขึ้นตามมือ

          จุดสีน้ำตาลที่ขึ้นตามผิวหนังนั้นไม่ใช่สัญญาณของโรคร้ายแต่เกิ­­­ดจากการ ที่ผิวหนังโดนแสงแดดโดยตรงและดูดซับเอารังสียูวีเข้าไป­­ในปริมาณที่มากจนทำ ให้บริเวณที่โดนแดดกลายเป็นจุดสีน้ำตา­ล ซึ่งการรักษาก็คือการบำรุงด้วยโลชันและป้องกันไม่ให้ผิวหนังโดน­­­แสงแดดมาก เกินไป ส่วนวิธีป้องกันก็คือการสวมถุงมือหรือทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูง ๆ ก็จะช่วยให้หลีกเลี่ยงอาการนี้ได้

           มือเป็นอวัยวะที่มีความสำคัญ กับร่างกายที่ไม่เพียงช่วยหยิบจับส­­­ิ่งของแต่ก็ยังบอกถึงอาการต่าง ๆ ภายในร่างกายอย่างที่บอกเล่ากันมาในข้างต้นได้อีกด้วย ฉะนั้นอย่าละเลยความเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ น้อย ๆ เพราะหากนั่นคือสัญญาณที่ร่างกายส่งมาเตือนเรา การละเลยอาจทำให้เราต้องมาเสียใจภายหลังได้นะคะ

แหล่งที่มา  http://health.kapook.com/view115404.html
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/kutikhina/roses/

Tuesday, March 24, 2015

8 ภัยเงียบจากการทำสวน ที่ต้องระวังให้ดี



          การจัดสวนกับภัยเงียบที่คาดไม่ถึง หลายคนอาจไม่รู้ว่าการทำสวนก็เกิดภัยเงียบได้เหมือนกัน ลองไปดูกันซิว่ามีอะไรบ้าง

          บางคนชอบทำสวนด้วยตัวเอง เพราะนอกจากจะเป็นงานอดิเรกที่ช่วยให้ผ่อนคลายแล้ว ยังได้สวนสวย ๆ ไว้ให้ชมด้วย อย่าง ไรก็ตามการทำสวนอาจก่อให้เกิดอันตรายได้หลายอย่างหากไม่ป้องกันให้ดี ดังนั้นลองมาดู  8 ภัยเงียบจากการทำสวนเหล่านี้ ที่เราอาจคาดไม่ถึง จะได้ไว้ระมัดระวังตัวเองเอาไว้แต่เนิ่น ๆ นะคะ

1. บาดทะยัก

          ถ้าต้องจับต้นไม้ที่มีหนาม และใช้อุปกรณ์มีคมอยู่บ่อย ๆ ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าได้ฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยักแล้ว (ตามหลักต้องฉีดทุก 10 ปี) เพราะเชื้อบาดทะยักปะปนอยู่ในดิน และเข้าสู่ร่างกายผ่านบาดแผลบนมือ โดยหากได้รับเชื้อจะมีอาการเกร็งที่บริเวณขากรรไกร จากนั้นจะแพร่ไปยังส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย รวมถึงทำให้ระบบหายใจมีปัญหา ดังนั้นจึงควรป้องกันด้วยการสวมถุงมือหนา ๆ ทุกครั้งที่ทำสวน

2. แมลงเป็นพิษ

          ในขณะที่ทำสวนอยู่ เราอาจเสี่ยงกับแมลงที่มีพิษได้ เช่น ผึ้ง ตัวต่อ มดคันไฟ ฯลฯ ซึ่งสัตว์เหล่านี้ทำอันตรายได้ตั้งแต่ ทำให้ผิวหนังบวมแดง ไปจนถึงเสียชีวิตได้ ดังนั้นตรวจตราให้ดีก่อนทำสวน ว่ามีรังของสัตว์ต่าง ๆ เหล่านี้อยู่หรือไม่ และอย่าลืมใส่ถุงมือ รวมถึงสอดขากางเกงเข้าไปในถุงเท้าหรือรองเท้าบูททุกครั้งที่ทำสวนด้วย

3. สารเคมี

          สารเคมีที่ผสมอยู่ในผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ใช้กับพืช เช่น ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง มีอันตรายมาก และยังเข้าสู่ร่างกายได้หลายทางทั้ง ทางปาก ทางผิวหนัง และการหายใจ ดังนั้นพยายามเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นสูตรธรรมชาติ และระวังอย่าให้ผลิตภัณฑ์เหล่านั้นโดนผิวหนังในขณะที่ใช้ด้วย

4. อากาศร้อนในตอนบ่าย

          ถ้าต้องทำสวนในเวลาบ่าย และเริ่มรู้สึกมึนหัวหรือปวดหัว ให้รีบพักเข้าร่ม พร้อมทั้งดื่มน้ำเยอะ ๆ ทันที เพราะนั่นอาจเป็นอาการของการสูญเสียน้ำในร่างกาย และหากต้องการเติมความสดชื่นทันที ให้ดื่มเครื่องดื่มเกลือแร่ หรือน้ำเปล่าที่เติมเกลือเล็กน้อยลงไป

5. แสงแดด

          การอยู่กลางแสงแดดเป็นเวลานาน ๆ ทำให้ผิวไหม้ได้ ดังนั้นให้ทาครีมกันแดดบ่อย ๆ ขณะอยู่กลางแดด โดยอย่าลืมทาที่บริเวณคอและหลังมือด้วย ที่สำคัญอย่าลืมใส่หมวกปีกกว้างหรือกางร่ม เพื่อปกป้องแดดแรง ๆ ทุกครั้ง

6. ต้นไม้มีพิษ

          ต้นไม้หรือดอกหญ้าบางชนิดอาจดูน่ารัก แต่ก็เสี่ยงที่จะมีพิษได้หากเผลอกินเข้าไป ดังนั้นดูแลให้เด็กและสัตว์เลี้ยงอยู่ในสายตา ถ้าหากอยู่ใกล้ ๆ ในขณะที่ทำสวนด้วย

7. ออกแรงมากเกินไป

          การยกต้นไม้หรือถุงปุ๋ยขึ้นลงอย่างผิดวิธี หรือการออกแรงขุดดินซ้ำ ๆ อาจเป็นสาเหตุให้บาดเจ็บหรือเคล็ดได้ ดังนั้นทำให้พอดี อย่าหักโหมร่างกายจนเกินไป โดยก่อนทำสวนให้วอร์มร่างกายให้พร้อมเช่นเดียวกับการออกกำลังกาย ด้วยการหมุนข้อมือไปมา รวมถึงยืดเส้นด้วย

8. เสียงดัง

          เครื่องมือที่ใช้มอเตอร์ทั้งหลาย เช่น เครื่องตัดหญ้า เลื่อยไฟฟ้า ทำให้เกิดเสียงดังได้ตั้งแต่ 80-105 เดซิเบล ซึ่งเสียงที่ดังมากกว่า 80 เดซิเบลขึ้นไป จะเป็นอันตรายแก่แก้วหู ดังนั้นควรสวมที่อุดหูทุกครั้ง เมื่อต้องใช้เครื่องมือเหล่านี้

          รู้อย่างนี้แล้ว คงจัดสวนได้อย่างปลอดภัย แล้วอย่าลืมอาบน้ำทำความสะอาดร่างกายและเสื้อผ้าที่ใส่ ทันทีหลังทำสวนเสร็จแล้วด้วยนะคะ จะได้กำจัดความสกปรกที่อาจเป็นสาเหตุของเชื้อโรคต่าง ๆ ได้ ทีนี้เราก็จะมีสวนสวยสมใจโดยไม่เสี่ยงอันตรายแล้วละค่ะ



Monday, March 23, 2015

6 เคล็ดลับเด็ด ช่วยให้ลดทานแป้งได้ ไม่อ้วน




          ถ้าตั้งใจจะลดน้ำหนักด้วยการลดปริมาณแป้ง โดยเลือกทานอาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ แต่ก็ยังกลัวว่าตัวเองจะเผลอทานแป้งที่ไม่ดีเข้าไป ลองดูวิธีเหล่านี้ค่ะ

          
1) เปลี่ยนจากข้าวขาวเป็นข้าวกล้องหรือข้าวซ้อมมือ ซึ่งไม่ขัดสี นอกจากจะมีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำแล้ว ก็ยังมีใยอาหารดี ๆ และวิตามินมากมาย ที่หาไม่ได้จากข้าวขาวด้วย

          
2) เลือกขนมปังโฮลวีท สำหรับคนที่ชอบทานขนมปัง ขนมเค้ก แซนด์วิช ควรเปลี่ยนแป้งขนมปังขาว ๆ มาเป็นขนมปังโฮลวีทแทน พวกนี้มีไฟเบอร์สูงค่ะ

          
3) ทานของว่างให้น้อยลง พอตกบ่ายแล้วชักหิว เลยหยิบขนม มันฝรั่งทอดมานั่งทาน ให้ห้ามใจตัวเองอย่าหยิบของพวกนั้นทาน แต่ถ้าขาดไม่ได้จริง ๆ ให้ทานนิดเดียว

          
4) ถ้าเป็นคนชอบทานจุบจิบ ต่อไปให้เตรียมผลไม้หรือถั่วติดกระเป๋าไว้ เมื่อหิวก็หยิบของที่เราพกมาออกมาทาน ได้ประโยชน์กว่ากินขนมแน่นอน

          
5) ดื่มน้ำเปล่าแทนน้ำผลไม้ นมปรุงแต่งรส น้ำอัดลม ซึ่งจะบอกว่าการดื่มน้ำเปล่ามาก ๆ จะช่วยลดความอยากทานน้ำตาลได้ด้วย

         
6) ทานธัญพืช ผักผลไม้ ให้มาก ๆ เพื่อเพิ่มกากใยอาหาร

แหล่งที่มา  http://health.kapook.com/view114937.html  (คัดข้อความบางส่วน)
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/155444624613868766/