Saturday, January 24, 2015

ถูกที่ผิดเวลา? ทานผลไม้หลังอาหาร




ในขณะที่ทุกคนกำลังทานผลไม้หลังอาหารมื้อหลักกันอย่างเพลิดเพลิน ใครจะรู้ว่าการกินผลไม้หลังอาหารให้โทษมากกว่าประโยชน์

อย่างที่ทราบกันว่า ผลไม้ ถือเป็นอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เพราะผลไม้อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด การรับประทานผลไม้เป็นประจำจะช่วยทำให้ร่างกายแข็งแรงและมีส่วนช่วยในการ เจริญเติบโต อีกทั้งยังมีสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงของการเกิดโรคต่าง ๆ รวมไปถึงโรคมะเร็ง แต่สำหรับการกินผลไม้หลังอาหารนั้นแตกต่างออกไป


การวิจัยของคณะผู้ศึกษาในทางโภชนาการและอาหารกลุ่มหนึ่งในสหรัฐอเมริกา โรงพยาบาล LOMALINDA รัฐแคลิฟอร์เนีย สรุปว่า ผลไม้จะมีกรดซึ่งสามารถช่วยย่อยตัวเองได้ แต่ขณะเดียวกันต้องระวังอย่ากินผลไม้หลังอาหารทันที ต้องรออย่างน้อย 1-2 ชั่วโมง เพราะน้ำย่อยในผลไม้จะไปย่อยอาหารหลักจนสภาพน้ำย่อยหมดความเป็นกรดและทำให้ ผลไม้ถูกย่อยและดูดซึมในลำไส้เล็กได้ช้า ซึ่งหากย่อยไม่หมดจะทำให้เกิดการบูด เกิดแก๊สในกระเพาะอาหาร จนเกิดอาการท้องอืดท้องเฟ้อ จุก เสียด แน่นท้อง ดังนั้น ควรกินผลไม้ก่อนอาหารหนักเพราะน้ำกรดในผลไม้จะย่อยได้ง่ายกว่า
 
ดร. เฮ่อโป๋ เผยผลวิจัยว่าเมื่อผลไม้เข้าสู่ร่างกายจะมีผลเป็นด่าง เช่น ส้มหรือมะนาวที่มีรสเปรี้ยวก็ล้วนเป็นอาหารที่มีความเป็นด่าง สิ่งสำคัญสำหรับการรับประทานผลไม้คือการรับประทานผลไม้ในเวลาที่ว่างเปล่า เพราะน้ำและกากใยในผลไม้ช่วยในการขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย สามารถช่วยให้น้ำหนักลดได้ หากกินผลไม้แล้วจะกินอาหารอื่นตาม ก็ควรรอเวลาอย่างน้อย 20-30 นาที เพื่อให้ผลไม้ที่กินเข้าไปตกสู่ลำไส้เล็กและดูดซึมสารอาหารจากผลไม้เข้าสู่ร่างกายได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ยังทำให้ผิวมีน้ำมีนวลสดใส ร่างกายแข็งแรงและอายุยืนอีกด้วย
 
ดร.เฮอร์เบิร์ต เอ็ม. เชลตัน ผู้เชี่ยวชาญเรื่องโภชนาการของสหรัฐฯ ที่เน้นว่า อาหารหลักจะใช้เวลาย่อยประมาณ 4 ชั่วโมง ซึ่งหากกินผลไม้ตามลงไปแทนที่จะผ่านไปยังลำไส้เล็กได้เลยก็จะถูกขวางโดยอาหารหลักที่รอย่อยอยู่ คุณค่าของผลไม้จะให้ประโยชน์กับเราไม่เต็มที่ อีกทั้งยังกลายมาเป็นข้อเสียต่อสุขภาพ ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดายที่จะไม่ได้รับคุณค่าของผลไม้อย่างที่ควรจะเป็น

ครั้งต่อไป อดใจรอสัก 1-2 ชั่วโมง ค่อยทานผลไม้ตาม เพื่อให้ร่างกายได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่

เอกนุช เชยสูงเนิน
เดลินิวส์
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/merdidier/island-style/

Friday, January 23, 2015

ถั่ว สุดยอดอาหารดี สารพัดคุณประโยชน์จากเมล็ดเล็ก ๆ




          ประโยชน์ของถั่ว สิ่งดี ๆ ที่คุณอาจจะเคยมองข้าม รีบมาทำความรู้จักกับประโยชน์ของเมล็ดพืชเล็ก ๆ เหล่านี้ ที่มีมากกว่าแค่เพียงการเป็นธัญพืช

          ถั่ว แหล่งโปรตีนจากพืชที่คนรักสุขภาพขาดไม่ได้ หลายคนอาจจะคิดว่าเจ้าเมล็ดเล็ก ๆ เหล่านี้มีประโยชน์แค่เพียงช่วยทดแทนโปรตีนจากเนื้อสัตว์ และช่วยควบคุมน้ำหนักได้ แต่จริง ๆ แล้วเจ้าถั่วเหล่านี้น่ะมีประโยชน์มากมายจนเราคาดไม่ถึง ซึ่งวันนี้กระปุกดอทคอมจะขอนำพาทุกท่านไปเรียนรู้ถึงประโยชน์ดี ๆ ของถั่วกัน ใครที่ไม่ค่อยชอบถั่วละก็ ลองเปิดใจสัมผัสกับสิ่งดี ๆ จากถั่วกันเถอะ รับรองได้เลยว่าอ่านจบแล้วจะต้องเปลี่ยนใจหันมาอยากรับประทานถั่วกันอย่างแน่นอน  

1. ชะลอความแก่ชรา

          เราอาจจะเคยได้ยินมามากว่าการดื่มไวน์จะช่วยชะลอความแก่ชราและริ้วรอยแห่งวัยได้ เพราะในไวน์แดงนั้นมีสารชนิดหนึ่งที่เรียกว่าเรสเวอราทรอล (Resveratrol) ที่ช่วยป้องกันการถูกทำลายของดีเอ็นเอซึ่งเป็นสาเหตุของริ้วรอยแห่งวัย แต่รู้หรือไม่ว่าจริง ๆ แล้ว ในถั่วก็มีสารเรสเวอราทรอลเช่นกัน และมีในปริมาณที่สูงเมื่อเทียบเท่ากับไวน์แดง โดยเฉพาะถั่วดำและถั่วเลนทิลนั้นมีสารชนิดนี้มากที่สุดเลยล่ะค่ะ ถ้าไม่อยากมีริ้วรอยก่อนวัย ไม่ต้องไปซื้อไวน์ราคาแพงแล้วล่ะ รับประทานถั่วแทนก็ได้เนอะ

  
 2. มีสารต้านอนุมูลอิสระที่ทรงพลัง

         อนุมูลอิสระเป็นสาเหตุที่ทำให้ผิวพรรณของเราหมองลง รวมทั้งยังทำให้สมองและระบบภูมิคุ้มกันทำงานด้อยประสิทธิภาพลงอีกด้วย ดังนั้นเราจึงต้องรับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระเข้าไป และส่วนใหญ่คนก็มักจะนึกว่าผลไม้ประเภทเบอร์รี่ ชาเขียว ขมิ้น และผลทับทิมเท่านั้นที่มีสารต้านอนุมูลอิสระที่ทรงพลังและช่วยป้องกันการทำงานของอนุมูลอิสระได้ หารู้ไม่ว่าถั่วก็มีสารต้านอนุมูลอิสระเช่นกัน แถมยังมีสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่าอาหารชนิดอื่น ๆ อีกด้วย โดยสารต้านอนุมูลอิสระเหล่านี้จะช่วยยับยั้งเอ็นไซม์แอลฟา-กลูโคซิเดส (α-glucosidase) และน้ำย่อยในตับอ่อนที่ทำหน้าที่ในการย่อยไขมันให้กลายเป็นไตรกลีเซอไรด์ ซึ่งเป็นสาเหตุของความอ้วนและโรคเบาหวาน โดยถั่วที่มีสารต้านอนุมูลอิสระมากที่สุดได้แก่ ถั่วเขียวและถั่วแดงค่ะ

 3. ช่วยลดความดันโลหิต

          มีการศึกษามากมายพบว่าการเติมถั่วลงไปในอาหารที่รับประทานจะช่วยลดระดับความ ดันโลหิตตัวบนและความดันโลหิตตัวล่างลงได้ โดยเฉพาะถั่วพินโต ถั่วขาว ถั่วลิสงและถั่วดำ ดังนั้นสำหรับผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง ถั่วถือเป็นอาหารสุขภาพที่ดีและควรรับประทานอย่างยิ่งเลยล่ะค่ะ แต่ก็ควรจะหลีกเลี่ยงถั่วอบเกลือ เพราะเกลือนี่ล่ะที่จะทำให้ความดันโลหิตขึ้นได้ง่าย ๆ 

  
 4. ลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง 

          สารต้านอนุมูลอิสระในถั่วนอกจากจะช่วยต่อต้านการทำงานของสารอนุมูลอิสระ ที่เป็นสาเหตุของริ้วรอยแห่งวัยแล้ว ก็ยังช่วยต่อต้านการถูกทำลายของเซลล์ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งอีกด้วย โดยมีการศึกษาหนึ่งที่ทำการสำรวจกับผู้หญิงกว่า 90,000 คน และตีพิมพ์ลงในวารสาร International Journal of Cancer พบว่าผู้หญิงที่รับประทานถั่วเลนทิลอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ติดต่อกันนาน 8 ปี จะมีแนวโน้มที่จะเกิดโรคมะเร็งเต้านมน้อยกว่าผู้ที่รับประทานถั่วเพียงเดือน ละ 1 ครั้ง หรือน้อยกว่านั้น 

          นอกจากนี้ยังมีการศึกษาใน The Journal of Cancer Research พบอีกว่าผู้หญิงที่รับประทานถั่วมากกว่า 4 ครั้งต่อสัปดาห์ มีอัตราการเกิดเนื้องอกในลำไส้ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และโรค มะเร็งในลำไส้ตรงที่ลดลงมากกว่าเมื่อเทียบกับคนที่ไม่ค่อยรับประทานถั่ว ซึ่งนอกจากจะช่วยป้องกันมะเร็งแล้ว สำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งก็ยังช่วยต่อสู้กับมะเร็งได้อีกด้วย เพราะสารที่อยู่ในถั่วอย่างสารซาโปนิน (Saponins) จะไปขัดขวางการเกิดของเซลล์มะเร็ง และชะลอการเติบโตของเนื้องอกได้

 5. มีวิตามินบีสูง

            เชื่อหรือไม่ว่าในถั่วหลาย ๆ ชนิดนั้นมีแร่ธาตุและวิตามินที่สำคัญอย่างไนอะซิน (Niacin), ไรโบเฟลวิน (Riboflavin) วิตามิน B6 และ โฟเลตสูง และเจ้าวิตามินบีนี่ล่ะค่ะที่มีส่วนช่วยในการแปลงอาหารที่รับประทานเข้าไป ให้เป็นพลังงาน แถมยังช่วยสร้างเสริมคอเลสเตอรอลชนิดที่ดี และลดอาการอักเสบอีกด้วย โดยมีการศึกษาระบุว่าโฟเลตและวิตามิน B6 มีส่วนช่วยอย่างมากในการลดความเสี่ยงโรคเกี่ยวกับระบบหลอดเลือดหัวใจ นอกจากนี้ยังมีการศึกษาหนึ่งในญี่ปุ่นพบว่าการบริโภคอาหารที่มีโฟเลตและ วิตามิน B6 มีความเกี่ยวข้องกับการลดลงของอัตราการเสียชีวิตด้วยโรคเกี่ยวกับหัวใจและ หลอดเลือด โดยอาหารที่มีวิตามิน 2 ชนิดนี้สูงก็ไม่ได้มีแค่ถั่วเท่านั้นแต่ยังมีในเนื้อปลา ธัญพืช ผัก อีกด้วยล่ะค่ะ

  
 6. มีธาตุเหล็กสูง

          การขาดธาตุเหล็กเป็นสาเหตุสำคัญของโลหิตจาง เพราะธาตุเหล็กเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างเม็ดเลือดแดง ดังนั้นจึงมีการแนะนำให้รับประทานธาตุเหล็กให้ได้อย่างน้อยวันละ 18 มิลลิกรัม และการรับประทานถั่วก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยทำให้ได้รับธาตุเหล็กอย่าง เพียงพอ โดยถั่วที่เลนทิลที่ผ่านการปรุงสุกแล้วเพียง 1/2 ถ้วยก็ให้ปริมาณธาตุเหล็กได้ถึง 3.3 มิลลิกรัม แต่ก็ควรจะรับประทานถั่วกับอาหารที่มีวิตามินซีสูง เพราะร่างกายไม่สามารถดูดซึมธาตุเหล็กได้เอง ต่างจากธาตุเหล็กในเนื้อสัตว์ แต่ในอาหารที่มีวิตามินซีนั้นจะมีสารประกอบธาตุเหล็กที่ช่วยให้ร่างกายดูด ซึมธาตุเหล็กได้ แถมยังช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กจากอาหารที่รับประทานเข้าไปได้มากกว่า เดิมถึง 6 เท่าเลยล่ะค่ะ ถ้าครั้งหน้าจะรับประทานถั่วลองนำถั่วมาปรุงกับพริกหวาน บรอกโคลี มะเขือเทศ หรือผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวดูนะคะ เผื่อจะได้ธาตุเหล็กมากขึ้นไงล่ะ

 7. ช่วยควบคุมน้ำหนัก

          สำหรับคนที่กำลังควบคุมน้ำหนัก โปรตีนถือเป็นสิ่งสำคัญ เพราะการรับประทานโปรตีนจะช่วยลดความอยากอาหาร ซึ่งถั่วก็มีโปรตีนสูงและไฟเบอร์สูง ทำให้เมื่อรับประทานเข้าไปจะรู้สึกอิ่มได้นานขึ้น อย่างเช่นในถั่วดำเพียงครึ่งถ้วยก็มีปริมาณโปรตีนสูง 8 กรัม  นอกจากนี้ถั่วยังมีไขมันต่ำ ทำให้สามารถรับประทานได้แบบไม่ต้องกลัวอ้วน เพราะไฟเบอร์ในถั่วจะช่วยทำให้คุณอิ่ม และร่างกายก็ไม่ต้องใช้พลังงานอย่างหนักในการเผาผลาญเจ้าพวกไฟเบอร์เหล่านี้ อีกด้วย 


 8. ดีต่อสุขภาพหัวใจ

           ถั่วเป็นพืชที่เต็มไปด้วยสารอาหารมากมาย และมีการพบว่าช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในร่างกาย และช่วยลดความเสี่ยงหัวใจวายอีกด้วย โดยการศึกษาในวารสารทางการแพทย์  British Medical Journal พบว่าผู้ที่รับประทานไฟเบอร์วันละ 4 กรัมจะมีความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดลดลงถึง 9 % นอกจากนี้ถั่วยังมีแมกนีเซียม และโพแทสเซียมสูง โดยสารอาหารทั้งสองชนิดนี้เป็นแร่ธาตุที่สำคัญกับหัวใจอย่างมาก เพราะโพแทสเซียมเป็นสารอาหารที่ช่วยขจัดโซเดียมและน้ำส่วนเกินในร่างกายออก ไป ช่วยลดความดันโลหิด ส่วยแมกนีเซียมก็ช่วยในเรื่องระบบประสาท และควบคุมระดับความดันโลหิตไม่ให้สูงจนเกินไปอีกด้วยค่ะ

 9. ลดคอเลสเตอรอล

          คอเลสเตอรอลชนิดที่ไม่ดี (LDL Cholesterol) หากมีสะสมในร่างกายมากเกินไปก็จะไปเกาะตามผนังหลอดเลือดทำให้เกิดการอักเสบ และคราบพลัคได้ แต่ไฟเบอร์ชนิดละลายน้้ำได้ในถั่วนั้นจะช่วยขจัดคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดีและทำ ให้คอเลสเตอรอลชนิดที่ดีในเลือดเพิ่มขึ้นได้ โดยการศึกษาหนึ่งซึ่งถูกตีพิมพ์ใน Canadian Medical Journal พบว่าการรับประทานถั่วทุกวันจะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลชนิดที่ไม่ดีได้ถึง 5 % และลดโอกาสที่จะเกิดโรคเกี่ยวกับระบบหลอดเลือดหัวใจได้ถึง 5 - 6 % เลยทีเดียว

 10. ดีกับระบบย่อยอาหาร

          ไฟเบอร์มีส่วนสำคัญที่ให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น โดยจะทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานช้าลง และช่วยป้องกันท้องผูก ถึงแม้ว่าจะมีหลายคนกังวลว่าการรับประทานถั่วจะทำให้ท้องอืด แต่จริง ๆ แล้วจะเป็นแค่เพียงในช่วงแรกเท่านั้น เพราะการศึกษาหนึ่งระบุว่าคนที่รับประทานถั่วทุกวันจะมีอาการท้องอืดเพียง แค่ในสัปดาห์แรก ๆ แต่หลังจากสัปดาห์ที่ 3 ของการรับประทานถั่ว อาการท้องอืดก็จะหายไป แต่ถ้าไม่อยากให้เกิดอาการท้องอืดละก็ หลังจากรับประทานถั่วเข้าไปก็ควรจะดื่มน้ำตามมาก ๆ เพื่อไม่ให้ไฟเบอร์จากถั่วติดค้างอยู่ในกระเพาะอาหารจนทำให้เกิดอาการท้องอืดค่ะ


11. ช่วยลดความอยากอาหาร

          มีคนจำนวนไม่น้อยที่ชอบรับประทานจุบจิบ ซึ่งการรับประทานขนมที่ไม่ค่อยประโยชน์ก็อาจจะทำให้อ้วน ดังนั้นแทนที่จะรับประทานขนมลองเปลี่ยนมาทานถั่วกันดีกว่าไหม เพราะถั่วนั้นนอกจากจะเป็นของว่างที่มีประโยชน์แล้ว ยังช่วยลดความอยากอาหารได้อีกด้วย โดยมีการศึกษาหนึ่ง ซึ่งให้ผู้เข้ารับการวิจัย 42 คน รับประทานถั่วเป็นประจำทุกวัน เมื่อครบ 12 สัปดาห์ พบว่ามีการรับประทานอาหาร และขนมขบเคี้ยวน้อยลง และลดการรับประทานจุบจิบลงอีกด้วย

 12. ช่วยควบคุมเชื้อแบคทีเรียในกระเพาะอาหาร

          เชื้อแบคทีเรียในกระเพาะอาหารของเรา แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือชนิดที่ดีและมีความจำเป็นต่อกระเพาะอาหาร และอีกชนิดหนึ่งคือแบคทีเรียทั่วไป ซึ่งแบคทีเรียชนิดที่ดีนั้นมีความสำคัญต่อระบบภูมิคุ้มกัน ดูแลผิวพรรณ และควบคุมการทำงานของระบบย่อยอาหาร  ช่วยปกป้องเยื่อบุลำไส้จากความเสียหาย ลดความเสี่ยงโรคมะเร็งลำไส้ได้ ซึ่งเจ้าแบคทีเรียเหล่านี้จะสามารถทำงานได้ดีก็ต่อเมื่อได้รับไฟเบอร์และใน ถั่วก็มีไฟเบอร์ในปริมาณสูงด้วยล่ะค่ะ

          ไม่น่าเชื่อเลยใช่ไหมล่ะคะ ว่าถั่วจะมีประโยชน์มากมายขนาดนี้ ไม่ว่าจะรับประทานเป็นของว่าง หรือเป็นอาหารจานหลักก็ล้วนแต่ดีกับสุขภาพทั้งนั้นเลย แบบนี้จะให้เมินเจ้าธัญพืชเมล็ดเล็ก ๆ เหล่านี้ไปได้อย่างไรกัน ถ้าอย่างนั้นอย่ารอช้า รีบไปหามารับประทานกันเลย จะได้เฮลท์ตี้ มีสุขภาพแข็งแรงกันไปนาน ๆ ไงล่ะ


Thursday, January 22, 2015

ฟักทอง เต็มเปี่ยมด้วยประโยชน์




          หนึ่งในพืชสีเหลืองที่เรามักจะเห็นคนนำมาประกอบอาหารอยู่บ่อย ๆ ก็คือ "ฟักทอง" นั่นเอง เพราะ "ฟักทอง" สามารถประกอบอาหารคาว-หวานได้สารพัดเมนู จึงไม่แปลกที่ "ฟักทอง" จะเป็นอาหารจานโปรดของใครหลายคน

          แล้วรู้ไหมคะว่า "ฟักทอง" นอกจากอิ่มอร่อยแล้ว ยังมีสรรพคุณทางยาอีกต่างหาก เอ้า...ถ้ายังไม่ทราบวันนี้เราขอเอาใจคนรัก "ฟักทอง" ด้วยการนำเรื่องราวประโยชน์ของ "ฟักทอง" มาเสิรฟ์ถึงมือคุณเลยค่ะ

          ฟักทอง เป็นพืชตระกูลมะระ ชนิดไม้เถาขนาดใหญ่ ผิวมีลักษณะขรุขระ เนื้อในสีเหลืองนิ่ม มีเมล็ดสีขาวแบน ๆ ติดอยู่ ซึ่งแต่ละส่วนของ "ฟักทอง" มีสรรพคุณทางมากมาย คือ

         
เนื้อฟักทอง มีวิตามินเอสูง รวมทั้งฟอสฟอรัส แคลเซียม วิตามินซี แป้ง และที่จะลืมไปไม่ได้เลยก็คือ "เบต้าแคโรทีน" ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระอยู่ในเนื้อสีเหลืองของฟักทอง สามารถช่วยลดการเกิดมะเร็ง โรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคหัวใจได้ แถมเบต้าแคโรทีน ยังช่วยต้านความชรา ป้องกันโรคผิวหนัง บรรเทาอาการปวดเมื่อยของข้อเข่า และบั้นเอวได้เป็นอย่างดี

         
เปลือกฟักทอง มีฤทธิ์ทางยามากมาย หากทานฟักทองทั้งเปลือก จะสามารถกระตุ้นการหลั่งอินซูลินในร่างกาย ซึ่งช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ป้องกันการเกิดเบาหวาน ความดันโลหิต บำรุงตับ บำรุงไต บำรุงดวงตา และสร้างเซลล์ใหม่ทดแทนเซลล์ที่ตายไป ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

         
ใบอ่อน มีวิตามินเอสูงเท่ากับเนื้อฟักทอง แต่มีแคลเซียมและฟอสฟอรัสสูงกว่าในเนื้อ

         
ดอก มีวิตามินเอ ธาตุแคลเซียมและฟอสฟอรัส มีวิตามินซีเล็กน้อย
 
         
เมล็ด ประกอบด้วยแป้ง ฟอสฟอรัส โปรตีนและวิตามิน รวมทั้งสารที่ชื่อว่า "คิวเคอร์บิติน" (cucurbitine) ซึ่งมีฤทธิ์ในการฆ่าพยาธิตัวตืดได้ดี และยังช่วยขับปัสสาวะ ป้องกันการเกิดนิ่ว มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ นอกจากนี้ น้ำมันจากเมล็ดฟักทองยังช่วยบำรุงประสาทได้ดี และยังมีกรดอะมิโนบางชนิดที่ช่วยป้องกันไม่ให้ต่อมลูกหมากของผู้ชายขยายใหญ่ ขึ้น และช่วยปรับระดับฮอร์โมนเพศชายที่ได้จากลูกอัณฑะให้อยู่ในระดับปกติ

         
ราก นำมาต้มน้ำใช้ดื่มแก้อาการไอได้ และยังช่วยบำรุงร่างกาย ถอนพิษของฝิ่นได้

         
เยื่อกลางผล สามารถนำมาพอกแผล แก้อาการฟกช้ำ อาการปวด อักเสบได้



ฟักทอง อาหารเพื่อคุณผู้หญิง

          และสำหรับคุณผู้หญิงที่ต้องการลดน้ำหนัก "ฟักทอง" นี่แหละค่ะคือ "ตัวช่วย" ที่ดีตัวหนึ่งเลยทีเดียว เพราะฟักทองเป็นพืชที่มีกากใยมาก และมีแคลอรีไม่สูง ไขมันน้อย จึงไม่ทำให้อ้วน นอกจากนี้ในฟักทองมีวิตามินหลายชนิดในปริมาณสูง จะช่วยเสริมสร้างคอลลาเจนใต้ผิวหนัง ทำให้ผิวพรรณของคุณสาว ๆ มีน้ำมีนวล แถมสายตายังดูปิ๊งอีกต่างหาก

          นอกจากนี้ สำหรับสตรีหลังคลอดบุตร "ฟักทอง" ซึ่งมีฤทธิ์อุ่น จะช่วยย่อยอาหาร ทำให้กระเพาะอุ่น บำรุงกำลัง ลดอาการอักเสบ แก้ปวดได้อีกด้วย

 
ข้อควรระวังในการทาน "ฟักทอง"

          เนื่องจาก "ฟักทอง" มีฤทธิ์อุ่น ดังนั้นคนที่ "กระเพาะร้อน" คือมีอาการเช่นกระหายน้ำ ปากเหม็น หิวง่าย ปัสสาวะเหลือง ท้องผูก เป็นแผลในช่องปาก เหงือกบวม ไม่ควรทานฟักทองมากเกินไป เพราะอาจกระตุ้นให้ร่างกายร้อนขึ้นได้นั่นเอง หรือแม้แต่ในคนปกติ การทานฟักทองมากเกินไป ก็อาจทำให้เกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ไม่สบายท้องได้เช่นกัน

          ได้เห็นประโยชน์ดี ๆ ของ "ฟักทอง" แล้วอย่าลืมหามาทานกันนะคะ


เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/384072674451822635/

Wednesday, January 21, 2015

กินฝรั่งอย่างไร ให้ได้ประโยชน์สูงสุด






           แม้ว่าการกินฝรั่งจะทำให้เราผอมหุ่นดีขึ้นได้โดยไม่ต้องอดอาหารก็ตาม แต่ถ้าหากเรากินฝรั่งผิดวิธี ก็อาจเกิดผลลัพธ์ที่ตรงกันข้ามได้ ซึ่งเราจะขอแนะนำให้ปปฏิบัติกันอย่างถูกต้องเป็นข้อ ๆ ดังนี้

           1. กินฝรั่งทั้งให้ได้ผล โดยไม่ต้องปอกเปลือก เพราะในเปลือกฝรั่งก็มีแร่ธาตุและวิตามินอยู่ด้วยเหมือนกันนะ เช่น วิตามินซี วิตามินอี เป็นต้น

           2. เลือกกินผลฝรั่งสด โดยไม่ต้องเพิ่มรสชาติอื่น เช่น พริกเกลือ หรือ น้ำปลาหวาน มิเช่นนั้น ก็จะอ้วนเพราะน้ำตาลอยู่ดีนะจ๊ะ

           3. หลีกเลี่ยงการกินเม็ดฝรั่ง แม้ว่าจะหวานอร่อยดี เม็ดฝรั่งก็เป็นส่วนที่กินได้ เพียงแต่ไม่ได้มีประโยชน์ต่อร่างกายเท่าไรนักนะคะ เพราะเม็ดฝรั่งอาจไปอุดตันอยู่ที่ไส้ติ่งของเราได้ หรือถ้าหากเราเคี้ยวไม่ดี ก็จะทำให้เม็ดฝรั่งไปอุดอยู่ตามร่องฟันของเรา 

           4. หลีกเลี่ยงฝรั่งแปรรูปทุกชนิด ฝรั่งแปรรูปทุกชนิด ได้แก่ ฝรั่งดอง ฝรั่งอบแห้งปรุงรส ฝรั่งในน้ำเชื่อมบรรจุกระป๋อง เครื่องดื่มน้ำฝรั่ง ฯลฯ ส่วนใหญ่จะเติมสารให้ความหวาน และสารสังเคราะห์แต่งสีเลียนกลิ่นธรรมชาติ ทำให้คุณค่าของผลฝรั่งลดลง  ดังนั้น  ควรงดนะคะ


 5 ประโยชน์เน้น ๆ เมื่อกินฝรั่งอย่างน้อยวันละ 1 ผล

          การกินฝรั่งเป็นประจำทุกวันไม่ใช่แค่ทำให้เราผอมหุ่นดีอย่างเดียวเท่านั้นนะคะ แต่ยังทำให้สุขภาพของเราในด้านต่าง ๆ ดีขึ้นตามลำดับด้วย ซึ่งเมื่อเรางดขนมกรุบกรอบแล้วหันมากินฝรั่งให้ได้วันละผล ลองมาดูกันว่าร่างกายเราจะเป็นอย่างไร

           1. ห่างไกลโรคมะเร็ง สารต้านอนุมูลอิสระในผลฝรั่งสามารถป้องกันไม่ให้เราเป็นโรคมะเร็งได้ค่ะ ได้แก่ โรคมะเร็งในช่องท้อง โรคมะเร็งหลอดอาหาร โรคมะเร็งกล่องเสียง โรคมะเร็งในช่องปาก และโรคมะเร็งตับอ่อน เป็นต้น

           2. หายห่วงเรื่องคอเลสเตอรอล ฝรั่งเป็นผลไม้ที่กินแล้วจะช่วยเพิ่มระดับไขมันดีในร่างกาย (HDL) แทนที่ไขมันเลวตัวร้ายอย่างคอเลสเตอรอลได้  

           3. ห่างไกลโรคลำไส้อักเสบ เมื่อร่างกายได้รับไฟเบอร์ในปริมาณที่พอเหมาะ ระบบขับถ่ายของเราก็ไม่มีปัญหา จึงไม่เสี่ยงเกิดโรคลำไส้อักเสบจากการติดเชื้อ

           4. หัวใจแข็งแรง เมื่อร่างกายได้รับวิตามินซีจากผลฝรั่ง ก็จะส่งผลให้ระบบไหลเวียนโลหิตทำงานเป็นปกติ สุขภาพหัวใจของเราจึงสมบูรณ์แข็งแรง

           5. ความจำดีขึ้น เพราะในผลฝรั่งอุดมด้วยแร่ธาตุที่จำเป็น เช่น ฟอสฟอรัส และทองแดง ที่จะช่วยบำรุงระบบประสาทและสมอง ทำให้เราเรียนรู้และจดจำอะไรได้อย่างว่องไว


            รู้แล้วแบบนี้แล้วต้องหันมากินฝรั่งกันเยอะ ๆ นะคะ 

ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต