Thursday, September 25, 2014

12 วิธี หยุดแก่ไว้แค่อายุ 30 ด้วยการรีเซตลิ้น



         การเตรียมตัวเพื่อเข้าสู่วัยชราตั้งแต่ตอนที่ยังอยู่ในวัยกลางคน เป็นสิ่งที่พูดกันมากขึ้นในโลกยุคปัจจุบัน เพราะคนในยุคต่อไป ไม่ว่าจะอายุเท่าใดต่างก็ต้องเผชิญกับการบีบคั้นของสังคมมากขึ้น และการจะเตรียมตัวเองให้พร้อมสำหรับก้าวสู่โลกแบบนั้นก็เป็นสิ่งที่ต้องวาง แผนแต่เนิ่น ๆ

         แต่ทว่าความชรา ก็ชะลอไว้ก่อนก็ได้ ถ้ารู้จักดูแลร่างกายของเราเอง

         มีหลายคนนักที่มักมีพฤติกรรมแบบที่ว่าทุกครั้งที่กินก๋วยเตี๋ยวชอบ ปรุงเพิ่มแบบจัดหนัก หรือกินอาหารคาวก็มักขาดน้ำจิ้มไม่ได้ กินไม้ผลไม้ต้องจิ้มพริกเกลือหรือน้ำปลาหวานตลอด ซึ่งจะบอกว่าพฤติกรรมเหล่านี้นี่ล่ะที่จะสร้างความเสื่อมถอยให้กับร่างกายตน เองอย่างมาก

         ทั้ง นี้เพราะการติดอาหารรสจัด ไม่ว่าจะหวานจัด เค็มจัด หรือเผ็ดจัด มีส่วนให้ชราก่อนวัยอันควรได้ทั้งนั้น แล้วทีนี้ทำอย่างไร ?…เราแนะนำว่าให้ Reset ลิ้น

         เคล็ดลับ Reset ลิ้นสำหรับคนกินรสจัด

       1. ออกห่างจากอาหารจัดจ้าน และอนุญาตให้อาหารจืดผ่านสู่ลิ้นเท่านั้น

       2. วางเป้าหมายที่ชัดเจนว่า ถ้าอยากมีสุขภาพแข็งแรงอยู่ไปนาน ๆ ต้องกินอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายเท่านั้น

       3. งดอาหารแปรรูปทั้งหลาย อย่างเช่น อาหารกระป๋อง หมูหยอง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป กุนเชียง ไส้กรอก แหนม ปลาเค็ม ไข่เค็ม เป็นต้น เพราะอาหารเหล่านี้ล้วนมีน้ำตาลและโซเดียมในปริมาณที่สูงมาก คุณต้องเลี่ยงให้ไกล แต่หากจำเป็นต้องกินก็กินให้น้อยเข้าไว้

       4. ซาลาเปา ขนมหวาน ขนมปัง เบเกอรี่หน้าตาดีทั้งหลาย หยุดได้ควรหยุด จะช่วยให้หุ่นเพรียว สุขภาพดี หน้าตาอ่อนเยาว์ขึ้นกว่าที่เป็นอยู่

       5. พยายามทำอาหารการกินเองที่บ้าน เพราะสามารถควบคุมคุณภาพและรสชาติอาหารให้จืดตรงกับที่เราต้องการได้

       6. ลดเครื่องปรุงทุกชนิดครึ่งหนึ่ง ในการปรุงอาหาร ตั้งแต่น้ำมัน น้ำปลา กะปิ ปลาร้า เต้าเจี้ยว ซีอิ๊ว ซอส น้ำตาล ซึ่งเมื่อชินกับรสชาติที่ลดลงมาแล้ว ก็ให้ลดลงอีกครึ่งหนึ่ง

      7. ใช้เครื่องชูรสจากธรรมชาติ ตามแบบฉบับคนสมัยก่อน เช่น ใช้มะนาว มะขาม ส้ม ในการเพิ่มรสเปรี้ยว หรือใช้หัวหอม แครอท พืชผักในการเพิ่มรสหวาน รสเค็มก็ใช้เกลือ แต่ไม่ต้องใส่มาก

       8. เลิกนิสัยเติมเครื่องปรุงแบบจัดเต็ม พยายามปรุงแต่น้อย หรือไม่ปรุงเลยยิ่งดี

       9. ดูฉลากเสมอ ก่อนตัดสินใจซื้ออาหารใด ๆ โดยดูปริมาณน้ำตาล และโซเดียมต่อหน่วยก่อนเสมอ

      10. พยายามกินอาหารแบบไม่ต้องพึ่งน้ำจิ้ม

       11. หยุดซดน้ำซุป รวมถึงน้ำปรุงรสทั้งหลายในจานอาหาร

       12. หยุดกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป หรือกินให้น้อยที่สุด และใส่เครื่องปรุงเพียงครึ่งเดียว


         อาจจะดูเยอะไปสักหน่อยสำหรับการ Reset ลิ้น ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน แต่ทว่ามันช่วยได้จริง ๆ กับการชะลอวัย สิ่งเหล่านี้ต้องใช้เวลาให้การปรับนิสัย แต่เมื่อทำได้ รับรองว่ามันดีต่อร่างกายของคุณเองแน่นอน

แหล่งที่มา  emaginfo, http://health.kapook.com/view99350.html
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

Wednesday, September 24, 2014

7 พฤติกรรมน่าสงสัย สัตว์เลี้ยงอยากบอกอะไรกับเรานะ ?




        คุณเคยสงสัยกับพฤติกรรมบางอย่างของสัตว์เลี้ยงบ้างหรือเปล่า ว่าการกระทำเหล่านั้นเจ้าสัตว์เลี้ยงทั้งหลายอยากจะสื่อสารอะไรกับคุณกันแน่ ? ซึ่งถ้าหากอยากจะทำความเข้าใจกับสัตว์เลี้ยงให้มากขึ้น วันนี้กระปุกดอทคอมมีวิธีทำความเข้าใจพฤติกรรมสัตว์เลี้ยง จากเว็บไซต์ womanitely.com มาช่วยให้คุณได้หายสงสัยและเข้าใจในพฤติกรรมของสัตว์เลี้ยงมากขึ้น ดังนี้ค่ะ


1. หนูแฮมสเตอร์กัดกรง

         ถ้าเจ้าหนูแฮมสเตอร์ที่เลี้ยงไว้เริ่มที่จะกัดกรงของมันเองแล้วนั้น ให้รู้ไว้เลยว่านี่คือสัญญาณว่ามันกำลังเริ่มเบื่อ และต้องการให้คุณดูแลเอาใจใส่ ดังนั้นมันจึงเริ่มแทะกรงเพื่อเรียกร้องความสนใจจากคุณนั่นเอง เมื่อรู้อย่างนี้แล้วก็ควรดูแลเอาใจใส่มันด้วยการตรวจดูภายในกรงให้แน่ใจว่า สะอาดหรือเปล่า หรือเจ้าหนูมีของเล่นให้เล่นแก้เหงาไหม และวิธีสุดท้ายก็คือ หากรงที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อที่เจ้าแฮมสเตอร์น้อยจะได้มีพื้นที่วิ่งเล่นมากขึ้น

 
2. เมื่อน้องหมาวางอุ้งมือลงบนเท้าของคุณ

         ให้รู้ไว้เลยว่าเมื่อน้องหมาวางอุ้งมือลงบนเท้าของคุณบ่อย ๆ นั้น หมายความว่ามันต้องการให้เจ้าของมีเวลาให้กับมันมากขึ้น ซึ่งปกติแล้วน้องหมาจะทำแบบนี้ก็ต่อเมื่อมันรู้สึกเหงา หรือรู้สึกกลัวเมื่อถูกปล่อยทิ้งไว้ให้อยู่ตัวเดียวเป็นเวลานาน ดังนั้นหากเจอพฤติกรรมแบบนี้ของน้องหมา ก็อย่าลืมรีบหาเวลาเล่นกับมันให้ผ่อนคลายบ้างนะคะ

 
3. น้องหมาที่เอาแต่จ้อง

         เมื่อน้องหมาของคุณเอาแต่จ้องมองคุณอย่างไม่ละสายตานั้น ให้รู้ไว้เลยว่ามันกำลังต้องการอะไรบางอย่าง และก็คงเป็นการยากที่จะปฏิเสธกับสายตาอันเว้าวอน ดังนั้นเมื่อมันจ้องมองคุณบ่อยขึ้น คุณจึงควรให้อาหารหรือเล่นกับมัน แต่ถ้าคุณยังนิ่งเฉยน้องหมาก็จะเริ่มส่งเสียงครางเพื่อเรียกร้องความสนใจ หากเป็นเช่นนั้นให้ลูบที่หัวของมัน แล้วพาน้องหมาออกไปเดินเล่นข้างนอกให้อารมณ์ดีขึ้นค่ะ


4. กระต่ายใช้จมูกดุน

         ถึงแม้กระต่ายจะเป็นสัตว์ที่หลายคนนิยมเลี้ยง แต่ก็น้อยคนนักที่จะรู้พฤติกรรมของเจ้ากระต่าย ซึ่งถ้าเจ้ากระต่ายน้อยใช้จมูกของมันดุนเพื่อสะกิดคุณนั้น หมายความว่ามันกำลังมีความสุขที่ได้อยู่กับคุณ และอีกนัยหนึ่งก็เป็นการทักทายคุณด้วยนั่นเอง

 
5. น้องเหมียวส่งเสียงร้อง

         เมื่อคุณได้ยินน้องเหมียวส่งเสียงร้อง อาจมีหลายสาเหตุขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในตอนนั้น เช่น เกิดอาการงอนเมื่อถูกคุณหยอกล้อ หรืออาจจะส่งเสียงร้องเพื่อง้อขอคืนดีกับคุณก็ได้ แต่ถ้าเจ้าเหมียวส่งเสียงร้องอย่างนี้บ่อย ๆ อาจหมายถึงว่ามันรู้สึกถึงความไม่ปลอดภัย หรืออาจจะเป็นนิสัยชอบส่งเสียงเป็นปกติของมันเอง ดังนั้นเจ้าของจึงควรศึกษาพฤติกรรมการส่งเสียงร้องตามสถานการณ์นั้น ๆ นะคะ

 
6. น้องเหมียวกระพริบตา

         เมื่อคุณเห็นน้องเหมียวกระพริบตาไม่ต้องแปลกใจค่ะ มันเป็นสัญญาณที่น้องเหมียว อยากบอกว่ามันรู้สึกเชื่อใจและไว้วางใจเจ้าของ เหมือนกับเวลาที่คนเราคุยกันแล้วคนนั้นกระพริบตาอย่างช้า ๆ นั้นหมายความว่าเค้ากำลังตั้งใจฟังในสิ่งที่คุณพูด และเชื่อทุกอย่างที่คุณนั้นเล่าให้ฟัง

 

7. ม้ากลิ้งไปบนพื้น

         สำหรับคนเลี้ยงม้าคงดีรู้ว่าถ้าม้าลงไปนอนกลิ้งเล่นลงบนพื้นนั้น หมายความว่าพวกมันรู้สึกปลอดภัย เพราะตามธรรมชาติมันมักจะนอนกลิ้งไปบนพื้นหญ้า เมื่อรู้สึกสบายใจ และปลอดภัยจากผู้คน แต่ก็มีบางคนที่เข้าใจผิดที่คิดว่าพฤติกรรมนี้เป็นการเรียกร้องขออาหาร ดังนั้นคุณไม่ควรอาหารมันเมื่อเห็นพวกมันทำแบบนี้ ยกเว้นในกรณีที่เจ้าม้าทำแบบนี้บ่อย ๆ จนเป็นที่ผิดสังเกต นั่นอาจหมายความว่าผิวหนังของเจ้าม้ามีปัญหา ดังนั้นจึงควรตรวจดูให้แน่ใจค่ะ

 
         ไม่ยากเลยใช่ไหมคะกับการที่จะทำความเข้าใจพฤติกรรมที่สัตว์เลี้ยงพยายามจะ สื่อสาร ต่อจากนี้อย่าลืมลองไปสังเกตพฤติกรรมของสัตว์เลี้ยงและทำความเข้าใจดูนะคะ


เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/explore/cute-puppies/

Tuesday, September 23, 2014

วิธีทำให้หน้าท้องแบนราบ 10 วิธีที่ได้ผลจริง




        หากพูดถึงการมีหน้าท้องแบนราบ สาว ๆ หลายคนอาจจะส่ายหัวด้วยความท้อแท้ เพราะกว่าจะก้าวเข้าไปสู่การมีหน้าท้องแบนราบได้นั้น ต้องอาศัยความอดทน การใช้เวลาในการออกกำลังกาย และควบคุมอาหารอย่างมากเลยทีเดียว แต่หากใครใจสู้อยากจะมีหน้าท้องแบนราบ เผื่อวันไหนจะใส่บิกินี่หรือเสื้อเอวลอยจะได้มั่นใจเต็มร้อยแล้วละก็ อาจจะลองหยิบเทคนิคการมีหน้าท้องแบนราบที่กระปุกดอทคอมนำมาฝากไปใช้ก็ได้นะ คะ

เพิ่มโปรตีน

          หากเพิ่มการกินโปรตีนเข้าไปให้มากกว่าเดิม จะช่วยกระตุ้นให้ระบบเผาผลาญอาหารของคุณดีขึ้น ลองกินไข่ต้มสุก 4 ฟองในมื้อเช้าดูสิ มันจะช่วยเร่งการเผาผลาญอาหารและช่วยทำให้คุณได้เป็นเจ้าของหน้าท้องที่แบน ราบได้อย่างที่หวังเอาไว้ เพราะอาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีนจะช่วยย่อย ดูดซึม และเผาผลาญได้ดี นั่นก็หมายความว่าการเผาผลาญแคลอรี่จะดีกว่าเดิมและคุณจะรู้สึกอิ่มท้องนาน ด้วย

กินแอปเปิลทุกวัน

          อีกหนึ่งวิธีในการลดไขมันตรงส่วนหน้าท้องให้แบนราบ นั่นคือการกินผักและผลไม้สดทุกวันนั่นเอง ซึ่งขอแนะนำว่า การกินแอปเปิลทุกวันจะช่วยทำให้หน้าท้องแบนราบ ก็เพราะว่าแอปเปิลอุดมไปด้วยสารเพคติน (Pectin) ที่จะช่วยลดคอเลสเตอรอลได้ยังไงล่ะ ที่สำคัญยังทำให้ไม่รู้สึกหิวด้วย

เล่นเวท

          หากคุณต้องการสร้างกล้ามเนื้อให้มากและกำจัดไขมันออกไป ก็ควรจะหันมาเล่นเวทเพิ่มด้วย หากคุณออกกำลังกายอยู่แล้ว ก็ให้เพิ่มการเล่นเวทเสริมเข้าไป เพราะการเล่นเวทจะช่วยกระตุ้นการเผาผลาญได้ดีขึ้น ซึ่งหากคุณออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอแต่ไม่ได้เล่นเวท ก็อาจจะทำให้เกิดการสูญเสียกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะตรงส่วนหน้าท้องได้ รู้แบบนี้แล้วก็เล่นเวทเสริมเข้าไปกันเถอะสาว ๆ

ดื่มน้ำเยอะ ๆ

          รู้หรือไม่ว่า การดื่มน้ำช่วยทำให้น้ำหนักตัวลดลงได้ แถมยังทำให้หน้าท้องของคุณแบนราบได้ด้วย แค่หันมาดื่มน้ำก่อนมื้ออาหาร 1 แก้ว แล้วคุณก็จะไม่ค่อยหิวและกินอาหารได้น้อยลง ส่วนในระหว่างวันก็จิบน้ำเรื่อย ๆ อย่ามัวแต่หยิบน้ำขึ้นมาดื่มแค่ตอนกระหายเท่านั้นนะคะ

ออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ

          หากต้องการให้หน้าท้องแบนราบ คุณควรจะออกกำลังกายอย่างหนักหน่วงราว 30-60 นาที โดยลองวิ่งสัก 10 นาที, วิ่งสปรินท์ (Sprint) 1 นาที, ทำท่าเบอร์พี (Burpee) 5-10 ครั้ง และวิดพื้น 15-20 ครั้ง ถ้าจะให้ได้ผลลัพธ์อย่างรวดเร็วทันใจ คุณควรจะออกกำลังกายแบบนี้ซ้ำ ๆ สัก 5 รอบ รับรองหน้าท้องแจ่มแน่

อย่ากินดึก

          สาว ๆ ที่ชอบกินจุกจิกตอนกลางคืนระวังให้ดี เพราะนี่แหละคือตัวการที่ทำให้พุงใหญ่ได้ง่าย ๆ เลย ทางที่ดีคุณควรจะหยุดการกินทุกอย่าง 2-3 ชั่วโมงก่อนเข้านอน เพราะในขณะที่คุณนอนหลับ ระบบเผาผลาญอาหารจะทำงานได้ช้าลง ซึ่งก็หมายความว่าทุกสิ่งอย่างที่กินเข้าไปก่อนนอนไม่ได้รับการเผาผลาญออกไป เลยยังไงล่ะ จึงไม่น่าแปลกใจเลยใช่ไหมว่าทำไมคุณถึงอ้วนและพุงปลิ้นตลอดเวลา รู้แบบนี้แล้วก็อย่ากินดึกกันนะจ๊ะ

กระโดดเชือก

          การออกกำลังกายด้วยการกระโดดเชือก สามารถทำให้หน้าท้องของคุณแบนราบได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งช่วงเวลาที่คุณกำลังกระโดดเชือกอยู่นั้น เท่ากับการที่คุณออกกำลังกายอย่างหนักถึง 90 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว ฉะนั้นการกระโดดเชือกจึงช่วยกระตุ้นเผาผลาญแคลอรี่ได้มากเลยทีเดียว

ลดการกินเค็ม

          รู้อยู่แล้วแหละ ว่าการกินเค็มเป็นสิ่งโปรดปรานของสาว ๆ หลายคน แต่รู้ไหมว่าหากกินเค็มมากเกินไปก็อาจจะทำให้ตัวบวมได้นะ ถ้าหากเลี่ยงการกินเค็มไม่ได้จริง ๆ ให้ใช้เกลือโครเชอร์หรือเกลือทะเลมาปรุงอาหารแทน เพราะเกลือ 2 ชนิดนี้มีโซเดียมต่ำ ซึ่งก็จะทำให้ไม่เกิดอาการตัวบวมยังไงล่ะ

งดแอลกอฮอล์

          สาวนักดื่มตัวยงที่อยากมีหน้าท้องแบนราบ ก็คงถึงเวลาที่ต้องงดดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดแล้วล่ะ เพราะเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สามารถทำให้ร่างกายของคุณกักเก็บไขมันที่กินเข้า ไปได้มากกว่าเดิม อีกทั้งยังต้องการการเผาผลาญมากกว่าเดิมถึง 36 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว รู้แบบนี้แล้วก็งดดื่มแอลกอฮอล์กันดีกว่าเนอะ

บริหารร่างกายให้แข็งแรง

          การบริหารร่างกายให้แข็งแรง ไม่ได้หมายความว่าการออกกำลังกายอย่างรุนแรง เพราะแค่คุณลุกนั่งขึ้นลงและกำหนดลมหายใจ ก็จะช่วยให้หน้าท้องของคุณกระชับมากขึ้นแล้ว ซึ่งคุณอาจจะเลือกการเล่นโยคะไปเลยก็ได้นะคะ

          สาว ๆ คนไหนที่อยากมีหน้าท้องแบนราบ ก็อย่าเอาแต่เพ้อฝันอยากจะมีเพียงอย่างเดียวนะคะ หากลงมือปฏิบัติตามวิธีเหล่านี้ รับรองว่าใคร ๆ ก็ต้องอิจฉาความสวยงามของหน้าท้องคุณแน่ ๆ


Monday, September 22, 2014

10 อันตรายเมื่อเข้าข่าย อ้วน




          นับวันที่เข็มบนหน้าปัดตราชั่งน้ำหนักเบนไปทางขวามากขึ้นเรื่อย ๆ โรคร้ายมากต่อมากทั้งทางร่างกายและจิตใจ กำลังเดินตามหลังไปอย่างติด ๆ และฆ่าคุณอย่างเลือดเย็นในที่สุด... นี่คือเหตุผลสำคัญที่คุณต้องลดน้ำหนักเสียแต่วินาทีนี้

อ้วน! อันตราย

          เมื่อคำนวณน้ำหนักตัวและสัดส่วน แน่ใจว่ากำลังอยู่ในข่ายน้ำหนักมากเกินพิกัด จนเข้าสู่ภาวะโรคอ้วน (obesity) ก็ได้เวลาแล้วที่คุณต้องตั้งโปรแกรมลดน้ำหนักโดยด่วน เพื่อเป็นการต่อชีวิตคุณให้ยาวขึ้น และป้องกันปัญหาที่อาจตามมามากมาย อย่างน้อย ๆ ก็ 10 ประการต่อไปนี้

 หัวใจวายวอด

          พฤติกรรมการกินผิด ๆ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน เช่น กินอาหารที่มีปริมาณไขมันมากหรือมีคอเลสเตอรอล (ชนิดเลว: LDL) สูง ได้แก่ เนื้อสัตว์ติดมัน เครื่องในสัตว์ ไข่ นม เนย พืชบางชนิด ฯลฯ เมื่อกินเข้าไปมาก ร่างกายเผาผลาญไม่หมด ไขมันและคอเลสเตอรอลจะถูกเก็บไว้ในเซลล์ไขมัน บางส่วนเวียนว่ายอยู่ในกระแสเลือด ยิ่งนานวันระดับไขมันและคอเลสเตอรอลจะยิ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งหากไปตรวจเลือด แล้วพบว่าสูงเกินกว่า 200 มิลลิกรัมเปอร์เซนต์ ถือเป็นระดับเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน

          ผู้ป่วยมักมีอาการเจ็บหน้าอกรุนแรง กินเวลานานและถี่ขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นผลจากไขมัน และคอเลสเตอรอลในเลือดเข้าเกาะจับผนังหลอดเลือดหัวใจ จนเกิดการอุดตัน ไม่สามารถผ่านเข้า-ออก เพื่อหล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้ กระทั่งหัวใจล้มเหลวหรือหัวใจวายในที่สุด กรณีเดียวกัน หากเกิดที่เส้นเลือดในสมองก็จะกลายเป็นอัมพาต เกิดที่เส้นเลือดหล่อเลี้ยงไตก็เป็นโรคไตวาย
    
ความดันเลือดสูง

          โรคนี้ได้ชื่อว่าเป็นฆาตกรเงียบ เพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่มีอาการผิดปกติ รู้ตัวอีกทีอาจรุนแรงถึงขั้นเส้นเลือดในสมองตีบตันและแตกได้ง่าย กลายเป็นอัมพาต อัมพฤกษ์ เป็นโรคหัวใจโต เป็นโรคไต ปัสสาวะเป็นเลือด ความรู้สึกทางเพศลดลง หรือตาบอด 
 
          แม้ความอ้วนไม่เชิงเป็นสาเหตุของโรคนี้เสียทีเดียว แต่ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ความดันเลือดสูงกว่าระดับปรกติ เนื่องจากพอน้ำหนักตัวเพิ่มมากขึ้น หัวใจจะทำงานหนักตาม เพราะต้องส่งเลือดไปเลี้ยงให้ทั่วถึงทุกส่วนของร่างกาย ถ้าเทียบง่าย ๆ หัวใจของคนผอมบีบตัวเพียงครั้งเดียว ก็ส่งเลือดไปเลี้ยงได้ทั่วตัวแล้ว แต่หัวใจของคนอ้วนต้องบีบ 2 - 3 ครั้งจึงจะได้ผลเท่ากัน การที่หัวใจต้องทำงานหนักขึ้นอย่างนี้ จึงเป็นปัจจัยหนึ่งของโรคความดันเลือดสูง ยิ่งถ้าบวกกับเป็นโรคไขมันอุดตันที่เส้นเลือดด้วยแล้ว อาจเลวร้ายถึงกับหัวใจล้มเหลว และเสียชีวิตได้

เบาหวาน...โรคที่ไม่เบา และไม่หวานเลย

          โรคเบาหวานมี 2 ชนิดด้วยกัน ที่พบเห็นบ่อย ๆ คือชนิดไม่พึ่งอินซูลิน สาเหตุเกิดจากตับอ่อนของผู้ป่วยสามารถสร้างฮอร์โมนอินซูลินได้น้อย ทำให้ร่างกายเผาผลาญน้ำตาลให้เป็นพลังงานได้ไม่หมด น้ำตาลในเลือดจึงสูงขึ้น สถานการณ์อย่างนี้ไตต้องรับบทหนัก เพื่อกรองของเสียออกจากเลือด นานวันเข้าไตอาจเสื่อมสภาพและเกิดโรคไตวายเรื้อรัง เท่านั้นยังไม่พอ เบาหวานยังปัจจัยสำคัญ ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดตีบตันได้ในทุกส่วนของร่างกาย (ยิ่งมีระดับไขมันและคอลเลสเตอรอลในเลือดสูงยิ่งเสี่ยงมาก) เช่น อัมพฤกษ์ อัมพาต โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ฯลฯ ต้อกระจก ตาบอดจากเบาหวานขึ้นตา หมดความรู้สึกทางเพศ ชาหรือปวดร้อนตามปลายมือปลายเท้า และความดันโลหิตสูงอีกด้วย

          คนอ้วนส่วนมากชอบกินหวานเป็นชีวิตจิตใจ ยิ่งเอื้อต่อการเป็นโรคนี้มากขึ้น แถมคนที่อ้วนมาก ๆ มักจะพบปัญหาเรื่องเหงื่อออกง่าย เกิดความอับชื้นตามข้อพับต่าง ๆ ผิวหนังเสียดสีกันจนเกิดแผลมีเลือดออก พุพอง ยิ่งคนอ้วนที่เดินไม่ได้ ต้องนอนอยู่ตลอดเวลาก็จะเกิดแผลกดทับได้ง่าย หากเป็นโรคเบาหวานร่วมด้วยแล้ว แผลมักหายยากและติดเชื้อง่าย ซึ่งอาจลุกลามจนต้องตัดอวัยวะบางส่วนทิ้งเลยทีเดียว

"มะเร็ง" โรคไม่มีหัวนอนปลายเท้า

          มะเร็งเกี่ยวข้องกับโรคอ้วนตรงไหน? ก็ตรงที่คนอ้วนมีเซลล์ไขมันมากกว่าคนปรกติ ซึ่งนอกจากเซลล์ไขมันจะเป็นแหล่งสะสมฮอร์โมนแล้ว ไขมันเหล่านี้ยังสามารถกลายเป็นฮอร์โมนเพศได้ ดังนั้นยิ่งไขมันมากก็ยิ่งสร้างฮอร์โมนได้มาก ซึ่งจะไปกระตุ้นอวัยวะเพศ ในผู้หญิงได้แก่ เยื่อบุโพรงมดลูก รังไข่ ต่อมและท่อน้ำนม หรือที่ต่อมลูกหมากของผู้ชาย เมื่อถูกกระตุ้นนานเข้าอาจกลายเป็นเนื้อร้าย โดยเฉพาะผู้หญิงอ้วน มักมีความเสี่ยงมะเร็งเต้านมสูงกว่ามะเร็งชนิดอื่น ๆ

          เมื่ออายุ 35 ปีขึ้นไป ผู้หญิงควรเข้ารับการตรวจมะเร็งเต้านมด้วยวิธีแมมโมแกรม และมะเร็งปากมดลูกอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง แต่ถ้าเป็นโรคอ้วนร่วมด้วยแล้วควรเพิ่มความถี่ให้มากขึ้น อย่างน้อย 6 เดือนครั้ง

ชีวิตนี้หลับไม่เป็นสุข

          สาเหตุที่คนอ้วนส่วนใหญ่มักนอนกรน เพราะว่าเมื่อคนเราอ้วนขึ้นเนื้อเยื่อต่าง ๆ ก็จะขยายขนาดขึ้นรวมถึงบริเวณช่องทางเดินหายใจ จนถึงกับไปปิดกั้นทางเดินอากาศให้แคบลง เมื่อหายใจเอาอากาศเข้าไป ผ่านช่องแคบ ๆ ก็จะเกิดเสียงดังขณะนอนหลับ ที่น่ากลัวคือเมื่อรุนแรงมากขึ้นจนกระทั่งอากาศไม่สามารถผ่านเข้า - ออกได้เลย กลายเป็นภาวะหยุดหายใจชั่วขณะ หากร่างกายขาดออกซิเจนบ่อย ๆ เข้าก็อาจทำให้มีอาการขาดออกซิเจนเรื้อรัง มึนงง อยากจะนอนอยู่ตลอดเวลา สมองตื้อ เฉื่อยชา ความคิดความอ่านแย่ลง บางคนถึงกับหมดสติ หรือช็อกไปเลยก็มี

          หลายคนคงนึกไม่ถึงว่า การนอนกรนยังเป็นต้นเหตุของโรคร้ายแรงต่าง ๆ มากมายด้วย ไม่ว่าจะเป็นโรคความดันเลือดสูง โรคเส้นเลือดแดงตีบตัน ซึ่งมักพ่วงโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต และโรคหัวใจมาด้วย โรคเบาหวาน โรคสมองเสื่อม และสมรรถภาพทางเพศเสื่อม

ข้อเสื่อม

          คำแนะนำของหมอที่รักษาโรคข้อเข่าเสื่อม มักจะลงท้ายด้วยการให้ผู้ป่วยจำกัดอาหารมันและหวาน เพื่อมิให้น้ำหนักเกินพิกัด หรือลดน้ำหนักในรายที่อ้วน เพราะยิ่งน้ำหนักตัวมากขึ้น ภาระทั้งหมดจะไปอยู่ที่กระดูกทันที กระดูกต้องทำหน้าที่อย่างหนักในการพยุงน้ำหนักตัวส่วนเกิน มันจึงเสื่อมและผุเร็วกว่าปรกติ โดยเฉพาะข้อต่าง ๆ เช่น ข้อเท้า ข้อเข่า ข้อสะโพก ข้อกระดูกคอ ข้อกระดูกสันหลัง ฯลฯ ก็พลอยได้รับวิบากกรรมนี้ด้วย ทำให้เกิดอาการปวด ข้อบวม นั่งแล้วลุกไม่ขึ้น หนัก ๆ เข้าอาจกลายเป็นโรคข้ออักเสบ บางครั้งร้ายแรงจนไม่สามารถเดินได้เลย      

จิตป่วน

          ผู้หญิงบางคนไม่อ้วนเลยสักนิด แต่ก็ยังพากันบ่นว่าตัวเองอ้วน จึงตั้งหน้าตั้งตาลดความอ้วนโดยไม่คำนึงถึงขีดจำกัดทางด้านร่างกาย สุดท้ายต้องมาสังเวยชีวิตด้วยโรคทางจิตใจที่ชื่อว่า บูลิเมียและอนอเร็กเซีย

          ผู้ป่วยบูลิเมียจะมีอาการอยากกินอาหารอย่างมาก จนบังคับตัวเองไม่ได้ แต่ขณะเดียวกันก็รู้สึกผิดและไม่สบายใจจึงต้องล้วงคอให้อาเจียน กินยาถ่ายในทันที หรือสวนทวาร ฯลฯ คือทำทุกวิถีทางให้อาหารออกมา แต่นานวันเข้าจะก่อให้เกิดความผิดปรกติของร่างกายอย่างมาก ทั้งระบบขับถ่ายเสียศูนย์ ร่างกายขาดน้ำ ขาดสารอาหาร และมีปัญหาการไหลเวียนของเลือด ซึมเศร้า มีปัญหาครอบครัว การเรียน การทำงาน โรคนี้แม้จะรักษาให้หายโดยการบำบัดทางจิต แล้วก็สามารถกลับมาเป็นได้อีก

          อีกโรคหนึ่งคืออนอเร็กเซีย ผู้ป่วยมักรู้สึกมีปมด้อย อับอายในรูปร่างของตนเองจึงพยายามไม่กินอะไรเลยเพื่อลดความอ้วน ทำทุกวิธีเพื่อลดความอ้วน เช่นเดียวกับผู้ป่วยบูลิเมียเพราะมักจะคิดว่าตัว เองอ้วนอยู่ตลอดเวลา ผลจากการกระทำนี้ส่งผลเสียต่อร่างกายคล้าย ๆ กับผู้ป่วยบูลิเมีย รุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้เช่นกัน

เตียงหัก!!

          ปรกติคนที่มีรูปร่างอ้วน เวลาทำอะไรก็เคลื่อนไหวตัวไปมาลำบากอยู่แล้ว ยิ่งถ้าเป็นการมีเพศสัมพันธ์ก็จะทำให้เคลื่อนไหวยากลำบากมากขึ้น ไม่สามารถทำได้ทุกท่วงท่าที่ต้องการ นอกจากนี้ผู้ชายที่มีรูปร่างอ้วนอย่างมากจะส่งผลให้อวัยวะเพศสั้นลง ทำให้ขณะร่วมเพศไม่มีความสุขเท่าที่ควร และที่สำคัญเสปิร์มไม่สามารถเข้าไปถึงไข่ของผู้หญิงได้ เป็นเหตุให้มีลูกยาก ผู้หญิงก็เช่นกันถ้าอ้วนมาก ไขมันสะสมบริเวณปากมดลูกก็จะมากทำให้ชั้นเนื้อหนาขึ้น อวัยวะเพศชายไม่สามารถเข้าถึงเพื่อส่งเสปิร์มไปปฏิสนธิกับไข่ได้ และอัตราการตกไข่ของผู้หญิงอ้วน ยังน้อยกว่าผู้หญิงที่มีน้ำหนักในเกณฑ์พอดีอีกด้วย อีกทั้งต้องเจอปัญหาสมรรถภาพทางเพศเสื่อม หรือหมดความรู้สึกทางเพศไปเลย ถ้าไม่เข้าใจกัน ก็อาจถึงกับต้องแยกทางกันหรือเตียงหักรักร้าวนั่นเอง

จะวางไว้ตรงไหนดีล่ะ?

          นอกจากจะต้องคิดหนักเรื่องเสื้อผ้าและการแต่งตัวแล้ว คนอ้วนมากมายโดยเฉพาะคนที่ไม่ค่อยมั่นใจ มักไม่รู้จะวางตัวอย่างไรในวงสังคมหรือหมู่เพื่อนฝูง ปัญหานี้กัดกร่อนและทำร้ายหัวใจพวกเขาอย่างมาก เพราะส่งผลต่อความเชื่อมั่นในตัวเอง บุคลิกท่าทางต่าง ๆ ขัดเขิน ซึมเศร้า ชอบคิดว่าไม่มีใครอยากคบด้วยจึงไม่ค่อยสมาคมกับใคร กลายเป็นการโทษและตำหนิตัวเอง ในที่สุดเป็นแรงกดนำไปสู่การลดความอ้วนด้วยวิธีที่ไม่ถูกต้อง หรือมีความผิดปรกติทางจิตใจได้

ทายาท อ้วน

          เด็กจะซึมซับพฤติกรรมการกิน และการใช้ชีวิตของพ่อแม่ที่เขาเคยชินมาตั้งแต่เกิด พ่อแม่ชอบกินหวาน กินอาหารไขมันมาก และกินจุ เขาก็จะกินแบบเดียวกัน พ่อแม่ไม่ส่งเสริมการออกกำลังกาย เขาก็จะไม่ชอบเล่นกีฬา ยิ่งเด็กที่ชอบดูทีวี เล่นเกมคอมพิวเตอร์ และวีดีโอเกม กิจกรรมการออกกำลังกายและการเคลื่อนไหวของเด็กจะลดลง สุดท้ายก็จะกลายเป็นเด็กอ้วน ซึ่งผลร้ายคือมีโรคต่าง ๆ ตามมารุมเร้า และมีปัญหาในการเข้ากลุ่มเพื่อน ๆ บางครั้งโดนล้อเลียนเรียกชื่อไปต่าง ๆ นานา เช่น เจ้าหมูอ้วน ตุ่มเดินได้ ฯลฯ เป็นปมด้อยฝังใจไปจนโต


          เห็นโทษภัยมากขนาดนี้แล้วหันมาลดความอ้วนกันดีกว่าค่ะ อย่ารอให้ฝันร้ายกลายเป็นจริงเลย แต่คนที่ไม่อ้วนคือ น้ำหนักไม่เกินมาตรฐานก็ไม่มีเหตุผลต้องลดแต่ประการใด เพียงควบคุมให้อยู่ในเกณฑ์พอดี ไม่อย่างนั้นอาจส่งผลร้ายต่อร่างกายพอ ๆ กับความอ้วนได้

แหล่งที่มา  Health&Cuisine, http://health.kapook.com/view12300.html
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต