Wednesday, August 27, 2014

ทาสแมวรู้ไหม เลี้ยงแมวทำให้หายเครียดได้นะ




         แม้แมวจะไม่สามารถช่วยรักษาความปลอดภัยให้กับบ้านและครอบครัวที่เลี้ยงพวกมันได้อย่างที่หลายคนคาดหวัง แต่รู้หรือไม่ว่าการเลี้ยงแมวมีประโยชน์มากกว่าที่คิด เพราะอย่างน้อยเจ้าสัตว์เลี้ยง 4 ขาตัวเล็ก ๆ นี้ก็ช่วยให้เจ้าของและครอบครัวของพวกมันหายเครียด ผ่านวิธีที่แมวใช้บำบัดให้กับเจ้านายดังต่อไปนี้ ..

1. มอบความสุขด้วยร่างกาย

          ใครล่ะจะไม่อยากอยู่บ้านโดยเฉพาะเวลาที่มีแมวมาร้องเหมียว ๆ เดินคลอเคลียอยู่ที่ขา หรือชอบทิ้งตัวลงนอนแล้วรอให้เจ้าของเกาคางให้ เพราะนอกจากอากัปกิริยาที่ดูน่ารักน่าชัง การสัมผัสแมวหรือการลูบขนแมวต่างก็เป็นวิธีการอย่างหนึ่งที่จะทำให้เจ้าของ แมวทั้งหลายรู้สึกผ่อนคลาย สบายใจ แถมยังมีความสุขไปพร้อม ๆ กันทั้ง 2 ฝ่ายอีกด้วย

 
2. ใช้หัวใจปลอบประโลม

          หลายครั้งที่นิสัยกับพฤติกรรมของแมวทำให้คนส่วนใหญ่หลงเสน่ห์ จนกระทั่งในที่สุดก็ตกเป็นทาสพวกมันแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว ก็เลยส่งผลให้อยากจะรับแมวมาเลี้ยงดู และอดไม่ได้ที่จะกอด หอม หรือจับมาถ่ายรูปคู่ อย่างที่ปรากฏให้เห็นกันเป็นประจำตามโซเชียลเน็ตเวิร์ก รวมไปถึงเรื่องเล่าเกี่ยวกับแมวที่มักจะเรียกรอยยิ้มได้ทุกครั้ง

 

3. ตอบสนองเพื่อทำให้ผ่อนคลาย

          เจ้าของหลายคนอาจจะไม่ทันสังเกตความเปลี่ยนแปลงเวลาที่พวกคุณรู้สึกเครียด ว่า การตอบสนองของแมวไม่ว่าจะเป็นการส่งเสียงร้องคล้าย ๆ กำลังจะพยายามพูดคุยกับคุณ หรืออะไรก็ตามแต่ที่แมวมีการตอบสนองกลับมาหลังจากที่เจ้าของเล่นด้วย เป็นวิธีการอีกอย่างหนึ่งที่ช่วยให้เจ้าของแมวรู้สึกผ่อนคลาย หายเครียดและทำให้จิตใจสงบลงได้อย่างน่าอัศจรรย์เช่นเดียวกัน

 
4. ช่วยให้เกิดสมาธิ

          การเลี้ยงแมวไว้ในบ้านก็เหมือนกับการได้ฝึกสมาธิไปในตัว เพราะการเลี้ยงแมวก็เป็นการฝึกให้จิตใจสามารถจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ได้นาน ๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ว่าจะเป็นในตอนที่เจ้าของดูแล ให้อาหาร เล่นกับแมว หรือแม้กระทั่งนั่งดูพฤติกรรมของแมว โดยถ้าหากสังเกตให้ดี ๆ ก็จะเห็นว่าในช่วงเวลาดังกล่าวคุณแทบจะไม่ได้สนใจสิ่งใดเลยนอกเสียจากการทำ ให้เจ้าเหมียวที่อยู่ตรงหน้ามีความสุขมากที่สุดนั่นเอง

 
          การเลี้ยงแมวช่วยผ่อนคลายความเครียดให้กับผู้ที่เลี้ยงพวกมันไว้ได้อย่างแน่ นอน นอกเหนือจากแล้วการเลี้ยงก็ไม่ได้เป็นภาระอย่างที่คิด หากแต่พวกมันจะนำความสุข สนุกสนาน และช่วยสร้างเสียงหัวเราะให้กับครอบครัวของพวกมันมากกว่านะคะ


เครดิตภาพ  http://www.lovethispic.com/image/177001/little-kitten

Tuesday, August 26, 2014

ลดความเครียดและรอบเอวด้วยอาหาร 4 ชนิด ที่คิดไม่ถึง




          มาลดความเครียดด้วยอาหารอร่อย ๆ 4 ชนิด ที่นอกจากจะสลายความเครียดแล้วยังช่วยทำให้ไม่อ้วนอีกด้วยล่ะ

          คงมีหลาย ๆ คนที่เมื่อเวลาเครียดก็มักจะนึกถึงอาหารที่อุดมไปด้วยไขมัน หรือน้ำตาล ซึ่งอาหารเหล่านั้นแม้ว่าจะช่วยลดความเครียดได้ก็จริง แต่มันคือตัวการสำคัญในการเพิ่มรอบเอวเลยล่ะ ยิ่งกินเยอะก็ยิ่งอ้วน ทำให้ถึงแม้จะหายเครียดเรื่องอื่น แต่สุดท้ายก็ต้องมาเครียดกับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นอยู่ดี แต่รู้หรือไม่ว่ามีอาหารบางชนิดที่กินแล้วสามารถลดความเครียดแถมยังช่วยให้ ไม่อ้วนได้อีกนะ อย่างที่เว็บไซต์ womenshealthmag.com ได้บอกกล่าวเอาไว้ เราไปดูกันเถอะว่ามีอาหารอะไรบ้างที่กินแล้วหายเครียด แถมยังไม่อ้วนอีกด้วย

     1. อะโวคาโด

          อะโวคาโดเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินซีซึ่งถูกพิสูจน์แล้วว่าช่วยลดความเครียดได้ รวมทั้งยังมีไฟเบอร์และไขมันที่ช่วยให้อิ่มท้องได้อีกด้วย ดังนั้น ถ้ารู้สึกเครียดแล้วอยากทานไอศกรีมล่ะก็ลองบีบน้ำมะนาวลงบนเนื้ออะโวคาโดที่ผ่าครึ่งลูก แล้วใช้ช้อนตักกินก็จะได้ความรู้สึกเหมือนการกินไอศกรีมเลยล่ะจะบอกให้

 
     2. นมช็อกโกแลต

          เวลาที่เราเครียดก็มักจะนึกถึงของหวานกันใช่ไหมล่ะ แน่นอนว่าหลายคนคนจะนึกถึงช็อกโกแลตอย่างแน่นอน แต่แทนที่เราจะกินเนื้อช็อกโกแลตล้วน ๆ ลองเปลี่ยนมาดื่มนมช็อกโกแลตแทนดูสิ เพราะนมช็อกโกแลตน่ะอุดมไปด้วยโพแทสเซียม ซึ่งสามารถช่วยลดอาการหดเกร็งของกล้ามเนื้อทำให้ความเครียดทางกายภาพลดลงและ รู้สึกผ่อนคลายลงได้ แต่ก็ควรดื่มในปริมาณที่เหมาะสม หรือถ้ากลัวว่าจะอ้วนล่ะก็ ก็ลองหานมช็อกโกแลตที่มีไขมันต่ำดื่มแทนก็ได้นะ

 
     3. ข้าวโอ๊ต

          ข้าวโอ๊ตถือเป็นอาหารช่วยลดความเครียดและไม่ทำให้อ้วนที่ดีมากชนิดหนึ่งเลย ล่ะ เพราะข้าวโอ๊ตนั้นอุดมไปด้วยไฟเบอร์ แถมยังช่วยในการผลิตสารเซโรโทนินซึ่งเป็นสารในร่างกายที่ช่วยทำให้อารมณ์ดี ถ้าหากอยากให้อิ่มท้องและคลายเครียดไปด้วยล่ะก็ใช้นมพร่องมันเนยผสมกับข้าว โอ๊ตจะทำให้ได้โปรตีนและแคลเซียมมากขึ้น จากนั้นก็เติมเนยถั่วอัลมอนด์เพื่อเพิ่มไฟเบอร์และโปรตีนก็จะทำให้ได้ข้าว โอ๊ตที่อร่อยขึ้นแถมยังช่วยลดความเครียดได้เป็นปลิดทิ้งเลยล่ะ

 
     4. ราสป์เบอร์รี

          ผลไม้แคลอรี่ต่ำอย่างราสป์เบอร์รีนอกจากจะมีประโยชน์ในการช่วยลดความอ้วนได้ แล้วยังช่วยลดความเครียดได้อีกด้วย เพราะราสป์เบอร์รีเป็นผลไม้ที่มีน้ำตาลน้อยแถมยังเต็มไปด้วยวิตามินซีซึ่ง เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยสลายความเครียดและสร้างเสริมระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้ไม่ป่วยง่าย เราสามารถกินราสป์เบอร์รีได้เป็นผลสด ๆ หรือจะผสมกับโยเกิร์ตไร้ไขมันก็ได้ค่ะ

 
          เมื่อทราบอย่างนี้แล้ว คราวหน้าถ้ารู้สึกเครียดลองเปลี่ยนจากอาหารที่อุดมไปด้วยไขมันและน้ำตาลมา ลองกินอาหารเบา ๆ เหล่านี้ดูนะคะ แต่ก็อย่าทานมากเกินไปล่ะ เพราะอาจจะทำให้เกิดผลเสียต่อร่างกายได้ ทานในปริมาณที่พอเหมาะจะทำให้ได้ผลดีที่สุดนะคะ

ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

Monday, August 25, 2014

10 พฤติกรรม ทำกระดูกเสื่อมก่อนวัย




         บุคลิกภาพที่ดีเป็นส่วนหนึ่งที่ สามารถเพิ่มความมั่นใจให้กับตัวเอง เพราะฉะนั้นในการดำเนินชีวิตของเราสิ่งที่ควรระวังให้มาก ๆ คือพฤติกรรมที่จะนำไปสู่การทำร้ายบุคลิกภาพ

          อย่างเช่น การนั่งไขว่ห้างหรือการสวมรองเท้าส้นสูงจะทำให้ผู้หญิงเดินอย่างมั่นใจ สง่า แต่บางทีการกระทำเหล่านั้นอาจจะทำให้เกิดผลเสียต่อกระดูกในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นการเดิน นั่ง หรือนอน ก็มีโอกาสที่จะทำลายกระดูกได้ทั้งนั้น แม้จะเสริมให้บุคลิกภาพดีในช่วงปัจจุบัน แต่ทว่า อนาคตอาจจะบั่นทอนบุคลิกภาพของเราไปอีกยาวนาน

          สำหรับกระดูก เป็นอวัยวะที่ประกอบขึ้นเป็นโครงร่างแข็งภายใน (endoskeleton) ของสัตว์มีกระดูกสันหลัง หน้าที่หลักของกระดูกคือการค้ำจุนโครงสร้างของร่างกาย การเคลื่อนไหว การสะสมแร่ธาตุและการสร้างเซลล์เม็ดเลือด เพราะฉะนั้นหากเราไม่ดูแลรักษากระดูก ก็เป็นการทำลายกระดูก ทำร้ายร่างกายตัวเอง

          เพราะฉะนั้นวันนี้เรามาดูกันว่า พฤติกรรมใดบ้างที่จะทำร้ายกระดูกโดยของเราได้โดยไม่รู้ตัว

 
1. พฤติกรรมการยืนแอ่นพุง/หลังค่อม

          กลายเป็นสิ่งที่ทำจนติดเป็นนิสัยสำหรับหลาย ๆ คน ที่มักจะยืนแอ่นพุง หรือไม่ก็เดินหลังค่อม จนทำให้เสียบุคลิกภาพ แถมยังไปทำร้ายกระดูกอีกต่างหาก เพราะพฤติกรรมการยืนแอ่นพุงไปด้านหน้า หรือการยืนหลังค่อมก็จะทำให้กระดูกสันหลังขดงอ ผิดรูปไปได้

          การยืนหลังตรงจึงเป็นการยืนที่ดีที่สุดสำหรับการยืนที่ดี คือการแสดงถึงการมีบุคลิกภาพที่ดีของบุคคลนั้น การยืนหลังตรง หน้าอกผาย จะทำให้เราเป็นคนที่มีบุคลิกภาพที่ดี ดูน่าสนใจ

2. พฤติกรรมการนอนขดตัว/นอนตัวเอียง

          เวลาที่แต่ละคนนอน มักจะมีท่านอนประจำของตัวเองที่ทำให้หลับสบาย บางคนชอบนอนหงาย บางคนชอบนอนคว่ำ หรือนอนตะแคง แต่ไม่ว่าคุณจะนอนในลักษณะไหน การนอนหลับให้เพียงพอในแต่ละวันเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด นั่นคือควรนอนหลับอย่างต่อเนื่อง 6-8 ชม.

          และเนื่องจากเวลา 6-8 ชม. เป็นเวลาที่นานพอสมควร ลักษณะของท่านอนของคุณจึงส่งผลโดยตรงกับการทำงานของร่างกาย โดยเฉพาะคนที่ชอบนอนขดตัว หรือนอนตัวเอียงที่ส่งผลกระทบกับกระดูกโดยตรง เนื่องจากการนอนที่ผิดรูปทรงของกระดูกจึงเป็นการทำลายกระดูกได้ดีที่เดียว

          ท่าในการนอนที่ดีที่สุด คือการนอนหงายจึงเป็นการนอนที่ถูกต้องที่สุด อย่าลืมลองเปลี่ยนท่านอนกันนะคะ

 
3. นั่งกอดเข่า

          การนั่งกอดเข่า เป็นท่านั่งของคนที่จิตตกก็ว่าได้ คิดอะไรไม่ออก เสียใจ ก็ชอบนั่งท่านี้ เด็ก ๆ จะชอบนั่งเวลาไม่ได้ดั่งใจ หากทำบ่อย ๆ จะก่อเป็นพฤติกรรมที่ทำลายกระดูก เพราะทำให้หลังช่วงบน สะบักและหัวไหล่ถูกยืดยาวออก หลังช่วงบนค่อมและงุ้มไปด้านหน้า ทำให้กระดูกคอยื่นไปด้านหน้า มีผลต่อเส้นประสาทที่ไปเลี้ยงแขน อาจทำให้มืออ่อนแรงหรือชาได้

          นอกจากนี้ยังมีผลต่อหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง เพราะถ้ากระดูกคอผิดรูป จะทำให้กล้ามเนื้อคอเกร็ง และจำกัดการไหลเวียนเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง เป็นสาเหตุของการอาการปวดศีรษะ หรืออาจทำให้เป็นไมเกรนเรื้อรังได้ ไม่อยากเสี่ยงภัยก็อย่าลืมควบคุมตัวเองไม่ให้นั่งท่านี้กันนะ

 
4. สะพายกระเป๋าหนักข้างเดียว

          ในชีวิตของคนเราในปัจจุบัน คงปฏิเสธไม่ได้ว่าการเดินทางเป็นส่วนหนึ่งที่จะต้องทำเป็นประจำอยู่ทุกวัน และการเดินทางนั้นคงไม่มีใครเดินทางตัวเปล่าแน่นอน ไม่ว่าจะเดินทางใกล้หรือไกล ทุกคนก็ย่อมมีสัมภาระ มีสิ่งของที่จะต้องพกพากันทั้งนั้น และกระเป๋าก็เป็นสิ่งหนึ่งที่คนแทบทุกคนจะต้องมี

          แน่นอนว่าการสะพายกระเป๋านั้น หากเป็นกระเป๋าสะพายข้าง ไม่ใช่กระเป๋าเป้ที่สะพายหลังแล้ว โดยทั่วไปเราจะสะพายไปข้างที่ตัวเองถนัด สะพายด้วยแขนเดียว ซึ่งพฤติกรรมการสะพายกระเป๋าหนักข้างเดียวนั้นทำให้ไหล่ของเราต้องรับ น้ำหนักอยู่ข้างด้วย และยิ่งเป็นพฤติกรรมที่ทำบ่อย ๆ ทุกวัน ก็จะเป็นการทำลายกระดูกได้อย่างที่เราไม่ทันคิดกันเลย

 

5. นั่งเบาะเก้าอี้ไม่เต็มก้น

          มีสาว ๆ หนุ่ม ๆ จำนวนไม่น้อย ที่ต้องนั่งทำงานอยู่หน้าเอกสาร หน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวัน และก็ย่อมจะเกิดอาการเมื่อยล้ากันบ้าง จึงทำให้บางคนชอบการนั่งเก้าอี้แบบครึ่งก้น ซึ่งหารู้ไม่ว่าพฤติกรรมการนั่งเก้าอี้ไม่เต็มก้นนี้ จะส่งผลทำให้กล้ามเนื้อหลังต้องทำงานหนัก เพราะฐานในการรับน้ำหนักตัวแคบ กระดูกต้องรับน้ำหนักตัวมาก มีผลต่อกระดูกที่จะค่อย ๆ เสื่อมลง

          แต่ถ้าเรานั่งให้เต็มก้นเต็มเบาะ คือเลื่อนก้นให้เข้าในสุดจนติดพนักพิง จะทำให้กล้ามเนื้อหลังทำงานน้อยและเกิดการรองรับน้ำหนักตัวได้เต็มที่ ดังนั้นถ้าหากอยากให้มีกระดูกที่แข็งแรงไปอีกนาน ก็ลองปรับท่านั่งในการทำงานใหม่ค่ะ


6. นั่งหลังงอ หลังค่อม

          คงจะเป็นไปได้ยากที่เราจะหลังตรงกันตลอดเวลา อาจจะต้องมีบ้างที่แอบเผลอนั่งหลังงอ หรือนั่งหลังค่อม แต่การนั่งแบบนี้จะทำให้กล้ามเนื้อเกร็งค้าง เกิดการคั่งของกรดแลคติค ทำให้มีอาการปวดเมื่อย แล้วปัญหากระดูกผิดรูปก็จะตามมา

          การนั่งหลังตรงเป็นท่านั่งที่ถูกวิธีที่สุด เพราะฉะนั้นหากไม่อยากเป็นคนที่มีบุคลิกภาพที่ไม่ดี เราควรฝึกฝนให้นั่งหลังตรงจนติดเป็นนิสัย

 
7. หิ้วของหนักด้วยนิ้ว

          ในทุก ๆ การซื้อของหรือหิ้วของ เราจะต้องใช้นิ้วมือในการหิ้ว และการใช้นิ้วหิ้วของหนักบ่อย ๆ จะมีผลทำให้มีพังผืดยึดตามข้อนิ้วมือ

          ทั้งนี้อาจเป็นเพราะจริง ๆ แล้ว กล้ามเนื้อในมือเป็นกล้ามเนื้อมัดเล็ก หน้าที่หลักของนิ้วคือการใช้หยิบ, จับโดยไม่หนัก แต่หากต้องใช้จับหรือหิ้วหนัก ๆ จะทำให้เส้นเอ็นมีการเสียดสี และเกิดพังผืดในที่สุด ยิ่งหิ้วหนักมาก ๆ จะทำให้รั้งกล้ามเนื้อมัดอื่น ๆ และเกี่ยวโยงไปถึงกระดูกคอ ทำให้กล้ามเนื้อเกร็งมากกว่าปกติ มีผลต่อการทรุดของกระดูกและกดทับเส้นประสาทได้

          เพราะฉะนั้น ลองหาวิธีหิ้วของที่เราจะถนอมกระดูกนิ้วมือมาใช้กัน เช่น การใส่ของลงกระตร้าหรือรถเข็นนะคะ


8. ใส่ส้นสูงเกิน 1 นิ้วครึ่ง

          สำหรับรองเท้าส้นสูง ไม่ต้องบอกก็รู้ว่า คือ accessories สำคัญสำหรับผู้หญิง ซึ่งยากนักที่จะเลี่ยงได้ เพราะสาว ๆ หลายคนจำเป็นต้องสวมใส่ในการทำงาน

          การใส่รองเท้าส้นสูงนั้น จะทำให้ดูเป็นคนที่มีความสง่า และมีบุคลิกภาพที่ดี เสริมสร้างความมั่นใจแก่ผู้หญิง แต่ทว่าการใส่รองเท้าส้นสูงนานเกินไป หรือบ่อยเกินไปก็จะเป็นการทำลายกระดูกได้ด้วย เนื่องจากจะทำให้แนวกระดูกสันหลังช่วงล่างแอ่นมากกว่าปกติ ซึ่งจะนำมาสู่อาการปวดหลังและการมีโครงสร้างร่างกายที่ผิด

          ดังนั้นแล้ว หากวันไหนที่ไม่จำเป็นต้องใส่รองเท้าส้นสูง สาว ๆ อาจจะใส่รองเท้าส้นเตี้ยแทน เพราะแค่มีความมั่นใจ บุคลิกภาพก็ดีได้แล้ว

 
9. ยืนพักขาลงน้ำหนักด้วยขาข้างเดียว

          เวลาที่เราต้องยืนตรงนาน ๆ ก็ต้องรู้สึกเมื่อยกันบ้าง และเราก็จะพยายามหาท่ายืนที่ช่วยลดอาการเมื่อยลงบ้าง อย่างเช่นการยืนพักขาข้างเดียว

          การยืนพักขาด้วยการลงน้ำหนักด้วยขาข้างเดียวเป็นการลงน้ำหนักตัวที่ขาข้าง เดียว จะเป็นผลให้กระดูกเชิงกรานบิดเบี้ยวทำให้กระดูกสันหลังคด

          สำหรับท่ายืนที่ถูกต้องก็คือ ท่ายืนที่ลงน้ำหนักที่สองขาพร้อมกัน ซึ่งจะทำให้เกิดความสมดุลของร่างกาย ไม่ทำให้ร่างกายต้องทำงานหนักข้างใดข้างหนึ่งมากเกินไป แต่หากเมื่อย อยากจะพักขา ก็ทำได้ แต่พักได้ไม่นานค่ะ สลับขากันไป


10. นั่งไขว่ห้าง

          ถือเป็นพฤติกรรมที่คาดไม่ถึงกันเลยทีเดียว เพราะสาว ๆ มักจะนิยมนั่งไขว้ห้างเป็นประจำ หรือบางทีหนุ่ม ๆ หลายคนก็เป็น อาจเป็นเพราะนั่งแล้วทำให้ดูขาสวย ทำให้นั่งแล้วดูสง่า มั่นใจ แต่หลายคนคงจะยังไม่รู้ว่าการนั่งไขว่ห้างนั้นเป็นท่านั่งที่จะทำให้น้ำหนัก ตัวลงที่ก้นข้างใดข้างหนึ่ง ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการกระดูกคดโดยไม่รู้ตัว นี่จึงเป็นการทำลายกระดูกอย่างยิ่งทีเดียว

          การนั่งตัวตรง หลังตรง คือวิธีที่ถูกต้องค่ะ ซึ่งจะทำให้กระดูกของเราจะได้อยู่กับเราอย่างสวยงามไปนาน ๆ

 
          หากรู้แล้วว่า พฤติกรรมไหนที่เสี่ยงต่อกระดูกเสื่อมแล้ว ก็ให้คุณสังเกตตัวเองและปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หันมาดูแลรักษากระดูกของเรากันดีกว่า ให้กระดูกนั่นอยู่เสริมบุคลิกภาพกับเราไปอีกนาน ๆ ค่ะ


แหล่งที่มา  e-magazine, http://health.kapook.com/view96478.html

Sunday, August 24, 2014

จัดการกลิ่นกวนใจในบ้านง่ายนิดเดียว




          กลิ่น...สร้างทั้งความผ่อนคลาย สบาย รวมไปถึงความอึดอัดเป็นทุกข์ให้แก่เราได้ ไม่ต้องบอกว่ากลิ่นเหม็นนั้นก่อกวนโสตประสาทการรับรู้ขนาดไหน ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่เจอปัญหาเรื่องนี้อยู่ล่ะก็ ลองนำวิธีปราบกลิ่นเหม็นกวนจมูกที่ริสานำมาฝากไปลองใช้ดูค่ะ

กลิ่นน้ำมัน-กลิ่นอาหาร

          หาถ้วยเล็ก ๆ ใส่น้ำส้มสายชูหรือผงกาแฟสดบดวางไว้ในครัวหรือใกล้ ๆ เตา กลิ่นกาแฟและกลิ่นน้ำส้มสายชูจะช่วยกลบกลิ่นอาหารและกลิ่นน้ำมันให้ลดลงไป ได้

กลิ่นคาวที่ผ้าเช็ดจานหรือฟองน้ำ

          นำผ้าเช็ดจานหรือฟองน้ำไปแช่ในน้ำผสมน้ำส้มสายชู (สัดส่วน 1 : 1) แช่ทิ้งไว้ประมาณ 5-6 ชั่วโมง แล้วค่อยนำมาซักให้สะอาด

กลิ่นอับในตู้เสื้อผ้า

          นำสำลีหรือทิชชูชุบน้ำส้มสายชูไปวางไว้ในตู้เสื้อผ้าทิ้งไว้ 1-2 วันจะดีขึ้น หรือจะนำสบู่ก้อนที่ยังไม่ได้ใช้ (กลิ่นตามชอบ) มาวางไว้ กลิ่นจากสบู่ก็จะช่วยกำจัดกลิ่นอับในตู้เสื้อผ้า และยังทำให้เสื้อผ้าของคุณมีกลิ่นหอมสะอาดยิ่งขึ้นด้วย

กลิ่นท่อระบายน้ำ

          เทเบกกิ้งโซดา 1 ถ้วย ตามลงไปในท่อระบายน้ำ แล้วทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที จากนั้นให้เทน้ำส้มสายชู 1 ถ้วยตามลงไปทิ้งไว้สักพัก แล้วจึงล้างทำความสะอาด

กลิ่นในตู้เย็น

          นำถ่าน (ที่ใช้หุงข้าว) ไปแช่ในตู้เย็นแล้วทิ้งไว้ ถ่านจะช่วยดูดซับกลิ่นออกไป แต่ถ้าไม่มีให้นำผงกาแฟสดที่บดไว้ มาเทใส่ถ้วยเล็ก ๆ แล้วนำไปแช่ในตู้เย็น กลิ่นเหม็นในตู้เย็นก็จะหายไปได้

กลิ่นจากถังขยะ

          ให้ทิ้งเปลือกมะนาว หรือเปลือกส้มลงในถังขยะ กลิ่นเหม็นที่มารบกวนก็จะเจือจางลงไป

กลิ่นอับที่เสื้อผ้าหรือผ้าเช็ดตัว

          เวลาแช่ผ้าก่อนซักให้เติมน้ำส้มสายชูลงไปเล็กน้อย จากนั้นก็นำไปซักตามปกติ กลิ่นที่ติดผ้าก็จะหายไป

กลิ่นในไมโครเวฟ

          ทำความสะอาดภายในเตาไมโครเวฟ จากนั้นฝานมะนาวเป็นชิ้นบาง ๆ ใส่ในถ้วยที่มีน้ำ นำไปต้มให้เดือด แล้วเช็ดทำความสะอาดอีกครั้ง กลิ่นอาหารต่าง ๆ ที่ติดอยู่ก็หายไป

กลิ่นเหม็นอับที่กล่องอาหาร

          นำเบกกิ้งโซดามาผสมกับน้ำ คนให้กันมาเทไว้ในกล่องอาหารทิ้งไว้สักพัก จากนั้นจึงล้างให้สะอาด หรือจะใช้น้ำผสมน้ำส้มสายชูแทนก็ได้

กลิ่นรองเท้า

          ขยำกระดาษหนังสือพิมพ์ให้เป็นก้อนแล้วมาใส่ที่รองเท้า หมึกกระดาษหนังสือพิมพ์จะช่วยดูดกลิ่นให้ลดลงได้ ที่สำคัญควรหมั่นเปลี่ยนกระดาษหนังสือพิมพ์ ส่วนกลิ่นในตู้รองเท้าให้นำถ่านมาวางทิ้งไว้เพื่อดูดกลิ่นอับให้หมดไป


เรื่อง : ริสา
แหล่งที่มา  modernmom, http://home.kapook.com/view68167.html