Thursday, October 17, 2019

9 นิสัยแบบนี้ สรุปว่าไม่ดีต่อสุขภาพจริงหรือเปล่า ?


      
         บางพฤติกรรมที่เราทำกันจนเคยชิน แต่กลับมีหลายคนบอกว่ามันไม่ดีต่อสุขภาพเอาเสียเลยนะ ชวนให้อดสงสัยไม่ได้ว่าที่คนเขาบอกต่อมากันนั้นเป็นความจริงหรือเปล่า แล้วบางพฤติกรรมที่คิดว่าดีแล้วล่ะ สรุปว่าเราทำก็ไม่เป็นไรใช่ไหม เพื่อไขข้อสงสัยใน 9 เรื่องต่อไปนี้ กระปุกดอทคอมจึงหยิบเอาข้อมูลดี ๆ จากเว็บไซต์ health.com มาฝากกัน คราวนี้เราก็จะได้รู้กันแล้วว่า หลายเรื่องสุขภาพที่เราสงสัยกันอยู่นั้น แท้ที่จริงแล้วเป็นอย่างไรกันแน่

1. ลืมกินยาคุมกำเนิด คงไม่ท้องง่าย ๆ หรอกมั้ง?

          ผู้หญิงที่คุมกำเนิดด้วยการกินยาคุมกำเนิดอยู่ จำเป็นต้องมีวินัยในการกินยาค่อนข้างมาก เพราะไม่เช่นนั้นก็อาจจะเสี่ยงตั้งครรภ์ทั้ง ๆ ที่ยังไม่พร้อม ยืนยันด้วยผลสำรวจของผู้หญิง 100 คนที่กินยาคุมกำเนิด จะมีสัก 2-9 คนที่ตั้งครรภ์ และสาเหตุหลัก ๆ ก็เป็นเพราะลืมกินยาหรือตัดสินใจกินยาคุมกำเนิดช้าเกินไป

          อย่างไรก็ตาม แพทย์แนะนำว่าหากวันไหนคุณลืมกินยาตามกำหนด ก็ควรจะกินทันทีที่นึกขึ้นได้ หรือกิน 2 เม็ดในวันถัดไป แต่ถ้าลืมกิน 2 วันติดกัน ก็ต้องกินวันละ 2 เม็ด ต่อเนื่องกัน 2 วัน และคุมกำเนิดทางอื่น เช่น สวมถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ร่วมด้วยอีกประมาณ 1 สัปดาห์ แต่ถ้ามีปัญหากับการกินยาคุมกำเนิด อย่างกินแล้วปวดหัว นอนไม่หลับ น้ำหนักขึ้น ก็ควรต้องปรึกษาแพทย์เพื่อหาทางคุมกำเนิดแบบอื่นกันต่อไป

2. ดื่มกาแฟหนักไป อันตรายหรือเปล่า?

          พฤติกรรมติดกาแฟ ชนิดที่ต้องดื่มวันละไม่ต่ำกว่า 3 แก้วต่อวัน อาจไม่ได้ทำร้ายคุณให้ถึงตาย แต่ก็มีส่วนทำให้คุณมีน้ำหนักเกินมาตรฐาน จนส่งผลต่อสุขภาพได้ไม่น้อยเลยเหมือนกัน เพราะนอกจากกาแฟจะมีคาเฟอีนแล้ว เหล่าส่วนผสมของกาแฟทั้งนม น้ำตาล ครีมเทียม วิปครีม ฟองนม ก็มีส่วนทำให้ที่เรามีน้ำหนัก และแคลอรี่เกินได้

          ยกตัวอย่างง่าย ๆ ก็คือ กาแฟดำหนึ่งแก้วเพียว ๆ  ให้พลังงาน 5 กิโลแคลอรี่ น้ำตาลจำนวน 2 ก้อนหรือ 2 ช้อนชา สามารถเพิ่มพลังงานแคลอรี่ได้อีก 50 กิโลแคลอรี่ ดังนั้น กาแฟดำแก้วนี้ก็จะให้พลังงานทั้งหมด 55 กิโลแคลอรี่ นี่ยังไม่นับรวมแคลอรี่จากครีมเทียม และนมอีกนะคะ ดังนั้นถ้าคุณดื่ม 3 แก้วต่อวัน ก็นับแคลอรี่กันเพลินไปเลยล่ะ แต่ถ้าคุณเป็นคนที่กินอาหารเพื่อสุขภาพเป็นประจำ และดูแลสุขภาพตัวเองอย่างดีอยู่เสมอ ขอย้ำว่าอยู่เสมอ ! กาแฟใส่ทั้งน้ำตาล ทั้งครีมเทียมสักถ้วยก็อาจจะไม่ใช่ปัญหาค่ะ

3. เล่นโทรศัพท์ขณะเดิน เสี่ยงตายขนาดไหน?

          นับเป็นพฤติกรรมที่เห็นกันจนชินตา และกลายเป็นเรื่องธรรมดาในสังคมกันไปแล้ว แต่การเล่นโทรศัพท์ในขณะเดิน หรือทำอะไรอยู่ก็เพิ่มความเสี่ยงสารพัดอย่างในชีวิตมากมายเลยทีเดียว เป็นต้นว่า โดนล้วงกระเป๋าโดยไม่รู้ตัว โดนฉกโทรศัพท์ไปต่อหน้าต่อตา หรือถูกรถชนเพราะเดินเล่นโทรศัพท์ขณะข้ามถนน เป็นต้น

          และจากผลการสำรวจก็พบว่า ผู้ที่ก้มหน้าก้มตาเล่นโทรศัพท์ในขณะเดินข้ามถนน จะมีความระมัดระวังน้อยกว่าคนที่ไม่ได้เดินเล่นโทรศัพท์ถึง 4 เท่า และส่วนมากจะเงยหน้ามาดูสัญญาณไฟ และทางเดินเพียงแค่ 2 วินาทีเท่านั้น และก้มหน้ากลับไปสนใจโทรศัพท์ต่อ ทำให้อุบัติเหตุอย่างรถชนจะเกิดกับคนกลุ่มนี้ค่อนข้างบ่อย ดังนัั้นคงจะดีไม่น้อยถ้าจะมีสติกับสิ่งที่กำลังทำอยู่ และเก็บโทรศัพท์เอาไว้เล่นในตอนที่ว่างดีกว่า เพื่อความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของคุณเองนะคะ

4. ชั่งน้ำหนักอยู่ตลอดเวลา ช่วยลดความอ้วนจริงเหรอ?

          รู้ไหมคะว่าน้ำหนักตัวของเราผันผวนอยู่ตลอดทั้งวัน อีกทั้งยังมีน้ำหนักของเสื้อผ้า เครื่องประดับ และอาหารที่กินไปในแต่ละวันร่วมด้วย ดังนั้น หากคุณขยันชั่งน้ำหนักเป็นว่าเล่นเหมือนเช็กหุ้น ก็คงไม่ได้ประโยชน์อะไร หนำซ้ำยังอาจจะทำให้คุณกังวลไปเปล่า ๆ และไม่ได้ช่วยให้ควบคุมน้ำหนักได้แน่ ๆ

          แต่ถ้าคุณอยากรู้น้ำหนักตัวที่แท้จริงและแน่นอน แนะนำให้ชั่งน้ำหนักตอนตื่นนอนใหม่ ๆ ขับถ่ายของเสียออกจากร่างกายแล้ว และชั่งในขณะที่เนื้อตัวเปลือยเปล่า เพราะจะเป็นน้ำหนักตัวสุทธิของเราอย่างแท้จริง และการชั่งน้ำหนักตัวเองอย่างนี้ทุกวัน จะช่วยให้คุณควบคุมน้ำหนักได้ง่าย ๆ เพราะถ้าน้ำหนักตัวเริ่มเพิ่มขึ้น เราก็จะไหวตัวทันก่อนยังไงล่ะ

5. ใช้ฟองน้ำล้างจานจนเก่าไม่ได้หรือ?

          หลายคนอาจยังไม่รู้ว่า ฟองน้ำล้างจานมีเชื้อโรคและแบคทีเรียสะสมอยู่มากแค่ไหน ถ้าจะพูดให้เห็นภาพก็ต้องบอกว่า ฟองน้ำล้างจานเปรียบเสมือนโรงแรม 6 ดาวของเจ้าเชื้อโรคเลยล่ะ เพราะเราใช้ฟองน้ำล้างจาน เช็ดล้างทำความสะอาดจานชามที่มีคราบและเศษอาหารติดอยู่มากมาย ซึ่งถ้าหากว่าหลังการใช้งาน เราไม่ล้างฟองน้ำและบีบให้หมาดที่สุด ก่อนจะเก็บไว้ในที่แห้งทุกครั้ง ก็จะยิ่งเพิ่มเชื้อโรคและเชื้อราในฟองน้ำเข้าไปใหญ่ พอนำมาล้างจานครั้งต่อไป เจ้าสารพัดเชื้อโรคที่ว่า ก็จะกระจายเกาะอยู่ตามจานชามของเราด้วย จนอาจจะทำให้คนในบ้านที่ใช้จานชามเหล่านี้ เสี่ยงมีอาการท้องร่วง ท้องเสีย และป่วยได้ง่าย ๆ

          ดังนั้น หลังใช้ฟองน้ำทุกครั้ง ควรล้างน้ำเปล่าให้สะอาด บีบน้ำออกจนเกือบแห้ง และเก็บไว้ในที่แห้งสะอาด นอกจากนี้ควรหมั่นฆ่าเชื้อโรคด้วยการชุบฟองน้ำด้วยน้ำสะอาดให้ชุ่ม แล้วนำเข้าไปอบในไมโครเวฟ (เฉพาะฟองน้ำที่ไม่มีโลหะและเหล็กเป็นส่วนประกอบนะคะ) ตั้งความร้อนที่อุณหภูมิสูงสุด ใช้เวลาประมาณ 2 นาที  และคอยดูอย่าให้ฟองน้ำแห้ง เพราะอาจจะเกิดไฟไหม้ เป็นอันตรายได้

6. นั่งโถส้วมสาธารณะ มีสิทธิ์ติดเอดส์เลยเหรอ?

          หลายคนคิดว่าฝานั่งชักโครกมีเชื้อโรคปะปนอยู่จนอาจจะเป็นสาเหตุทำให้เราเป็นโรคร้ายแรง เช่น โรคหนองใน โรคเอดส์ หรือโรคจากเพศสัมพันธ์อื่น ๆ จนไม่กล้าลงนั่งชักโครกด้วยก้นเปลือยเปล่าได้ แต่ขอบอกว่าไม่ต้องกังวลเลยค่ะว่า การนั่งชักโครกจะทำให้เราติดโรคหนองใน หรือโรคเอดส์ เพราะไม่มีทางที่เชื้อโรคเหล่านี้จะสามารถเข้ามาสู่ร่างกายเราได้ เนื่องจากช่องคลอดของคุณอยู่ในร่างกาย ไม่น่าจะมีโอกาสสัมผัสเชื้อโรคแถว ๆ ที่นั่งชักโครกได้แน่ ๆ จ้า

7. ป่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ ซื้อยามากินเองบ่อย ๆ ไม่เป็นไรใช่ไหม?

          ยาสามัญประจำบ้าน หรือที่ทางการแพทย์เรียกว่า OTC (Over-The-Counter Medication) คือยารักษาโรคทั่วไปที่สามารถซื้อได้ตามร้านขายยา โดยไม่ต้องมีใบสั่งยาจากแพทย์ก็ได้ จึงทำให้คนที่มีอาการเจ็บป่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่ยอมไปหาหมอ แต่มาหาเภสัชกรที่ร้านขายยา และซื้อยาบรรเทาอาการกินด้วยตัวเอง

          แต่ทราบไหมคะว่าพฤติกรรมแบบนี้ เป็นอันตรายกับร่างกายมาก ๆ เพราะถ้าเอะอะเกิดเจ็บไข้ขึ้นมา แล้วคุณเลือกจะกินยาที่หาซื้อมาเอง บรรเทาอาการจนติดเป็นนิสัย ก็อาจจะเป็นการเปิดโอกาสให้ร่างกายได้รับตัวยาเหล่านี้ในจำนวนที่เกินขนาด เป็นอันตรายต่อตับและตกค้างในไตได้ โดยเฉพาะยาแก้อักเสบ ที่อาจจะระคายเคืองกระเพาะอาหาร ทำให้เป็นโรคกระเพาะได้ในเวลาต่อมา และยิ่งถ้าคุณเป็นโรคไมเกรนอยู่แล้ว การกินยาสามัญเหล่านี้ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ ในสัปดาห์สุดท้ายที่อาการป่วยเริ่มหาย คุณอาจจะปวดหัวหรือไมเกรนกำเริบขึ้นแทนได้ เนื่องจากร่างกายจะตอบสนองต่อยาเหล่านี้หลังจากที่รับยาเข้าไปสักระยะหนึ่งแล้วนั่นเอง 

8. กินอาหารกลางวันที่โต๊ะทำงานจะอ้วนขึ้นจริงรึเปล่านะ?

          ยอมรับมาซะดี ๆ เถอะค่ะว่าคุณก็เป็นอีกคนที่มีงานติดพัน และชอบกินอาหารกลางวันที่โต๊ะทำงาน กินไปทำงานที่ค้างอยู่บนหน้าจอไปเรื่อย ๆ อย่างนี้ทุกวัน ฉะนั้นหากน้ำหนักเพิ่ม หรืออ้วนขึ้นก็ไม่ต้องสงสัยนะคะ เพราะการนั่งกินอาหารบนโต๊ะทำงาน ก็ไม่ได้ต่างอะไรจากการนั่งกินข้าวหน้าจอทีวี ที่จะทำให้คุณเพลิดเพลิน และกินมากกว่าปกติโดยไม่รู้ตัว นึกได้อีกทีก็ตอนที่อ้วนขึ้นแล้ว รู้อย่างนี้แล้ว ทุกกลางวันก็เดินไปที่โรงอาหาร หรือเดินออกไปหาร้านอาหารใกล้ ๆ ออฟฟิศกินดีกว่า หรือถ้าไม่อยากออกไปเจอแดดร้อน ๆ ก็กินข้าวในออฟฟิศก็ได้ แต่นั่งกินอย่างเป็นกิจจะลักษณะที่โต๊ะอาหารนะจ๊ะ

9. เบี้ยวนัดคุณหมอ คงไม่เป็นไรใช่ไหม?

          หากมีนัดกับคุณหมอแล้วไม่ค่อยยอมไป เพราะไม่คิดว่าตัวเองจะมีอาการเจ็บป่วยอะไรมากมาย หรือถึงคราวที่ต้องตรวจสุขภาพประจำปีแล้วก็เบี้ยวคณหมอดื้อ ๆ อย่างนี้ไม่ดีแน่ เพราะคุณจะพลาดโอกาสได้รับรู้ความเคลื่อนไหวของสุขภาพตัวเองไปอย่างน่าเสียดาย และอย่าลืมว่าโรคร้ายแรงหลายโรค มักจะไม่แสดงอาการในระยะเริ่มต้น แต่บทจะเผยตัวให้รู้สึกก็สายเกินเยียวยาไปแล้ว

          ดังนั้น เพื่อสุขภาพร่างกายที่ดี ควรไปพบแพทย์ทุกครั้งที่รู้สึกป่วย หรือไปหาหมอตามนัดเป็นประจำ และอย่าเบี้ยวการตรวจสุขภาพประจำปี หากมีปัญหาสุขภาพ หรือความผิดปกติใด ๆ กับร่างกาย จะได้หาทางรักษาได้ทันท่วงทีนะคะ

          หลายพฤติกรรมที่เราเองก็รู้ดีอยู่แก่ใจว่าไม่น่าจะดีต่อสุขภาพ แต่ก็ยังลังเลอยู่นิดหน่อย ว่าอาจจะไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพสักเท่าไร จึงทู่ซี้ทำกันเรื่อยมาอยู่ทุกวี่วัน วันนี้ก็คงกระจ่างแจ้งกันด้วยข้อมูลที่เรานำมาเสนอกันแล้วนะคะ


เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
https://health.kapook.com/view66948.html

เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/747597606877669079/?nic=1

Wednesday, March 6, 2019

ทายนิสัยจากสีที่ชอบ แค่รู้จักสีโปรด ก็เผยตัวตนของคนนั้นได้



ทายนิสัยจากสีที่ชอบ บางคนอาจจะคิดแค่ว่าสีที่ชอบคงบอกได้แค่ว่าเรามีรสนิยมแบบไหน เป็นสาวหวาน สาวเท่ หรือสาวเปรี้ยวเท่านั้น แต่จริง ๆ แล้ว สีโปรดในใจคุณ บอกตัวตนที่แท้จริงได้มากกว่าที่คาดคิดเอาไว้

เวลาที่เราเพิ่งรู้จักเพื่อนใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนที่โรงเรียน เพื่อนร่วมงาน หรือแม้แต่เพื่อนผู้ชายที่เขาหวังจะมาจีบเรา บางครั้งแทบจะไม่รู้จักนิสัยใจคอของเขามาก่อน ว่าเขาเป็นคนยังไง การพบกันก็เลยดูเคอะเขินไปสักหน่อย ด้วยไม่กล้าพูดคุยอะไรมากนัก เพราะถ้าพูดไม่ถูกหูอาจไม่ชอบใจกันตั้งแต่ครั้งแรกไปเปล่า ๆ แต่ในเมื่อรู้จักกันแล้ว คงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเจอครั้งต่อไป ได้เรียนรู้นิสัยเขาเอาไว้คงดีไม่น้อย แล้วจะทำอย่างไรถึงจะรู้ตัวตนของคนคนนั้นให้มากขึ้นแบบไม่ต้องใช้เวลานาน ถ้าอย่างนั้นก็ลองทายนิสัยตัวตนจากสีที่เขาชอบดูก็ได้ อาจจะไม่ตรงมากนักแต่อย่างน้อยก็ได้รู้ภาพรวมนิสัยของเขา หรือจะเอาไปเล่นทายนิสัยจากสีกันแบบขำ ๆ เมื่อเจอกันครั้งหน้าก็ยังได้ ถ้าอยากรู้ว่าคนชอบสีไหนมีตัวตนอย่างไร กระปุกดอทคอมจะมาช่วยไขให้เอง

1. สีขาว

  
          สีขาว คือ สีที่เรียบง่ายแต่แฝงไปด้วยความสง่างาม ตัวตนของคนที่ชอบสีขาวก็ไม่ต่างกัน ด้วยพวกเขาชอบที่จะใช้แต่ของสวยงาม ดูเรียบง่ายแต่แฝงไปด้วยความหรูหรา ชอบออกไปท่องเที่ยวในสถานที่ที่น่าตื่นตา เป็นคนที่ตั้งความหวังในตัวเองและคนรอบข้างไว้สูงมาก บางครั้งถ้าสิ่งที่หวังเอาไว้ไม่เป็นไปตามแผนก็ทำเอาคนกลุ่มนี้กลุ้มใจไปหลายวันเลยทีเดียว หลายคนชอบคิดว่าคนที่ชอบสีขาวมักจะสันโดษ ไม่สุงสิงกับใคร แต่เปล่าเลยพวกเขาแค่เป็นคนมีความมั่นใจและเก็บความรู้สึกเก่งแค่นั้นเอง ถ้าได้รู้จักกันจริง ๆ แล้วจะรู้ว่าพวกเขาอ่อนโยนและมีเมตตามากทีเดียว

2. สีดำ

          แค่ดูจากโทนสีก็พอรู้แล้วว่าใครที่ชอบสีนี้เป็นคนลึกลับมากแค่ไหน แถมยังมีความเป็นศิลปินสูงมาก ไม่ค่อยมีใครเข้าใจความรู้สึกนึกคิดของเขาสักเท่าไหร่ แต่ก็ใช่ว่าคนกลุ่มนี้จะไม่สนใจโลกภายนอกเลย เพราะเขาชอบที่จะแสวงหาอำนาจและทะเยอทะยานเป็นที่สุด รู้ว่าสิ่งไหนที่ต้องใส่ใจสิ่งไหนที่ต้องมองข้าม ทำให้จัดการงานทุกอย่างได้ดีไม่ขาดตกบกพร่องเลยสักนิด ส่วนใครที่คิดจะเข้าไปจีบคนชอบสีดำ คงต้องคิดหนักสักหน่อย เนื่องจากพวกเขาไม่ค่อยเปิดใจให้ใครมากนัก ขนาดคนใกล้ตัวยังเดาใจเขายากเลย

3. สีเทา

          ถ้าใครรู้จักคนที่ชอบสีเทา ลักษณะนิสัยแรก ๆ ที่ผุดเข้ามาในหัวคงหนีไม่พ้นความมีมารยาทและการรู้จักวางตัวแน่นอน เวลาลงมือทำอะไรสักอย่างก็ดูเรียบร้อยสวยงามไปหมด คนกลุ่มนี้มักจะไม่ค่อยยุ่งเรื่องของคนอื่น หากมีความลับอะไรที่คันปากอยากจะเล่าก็มาเล่าให้พวกเขาฟังได้ เนื่องจากเขาเก็บความลับเก่งมาก ไม่มีทางเอาเรื่องของเราไปเล่าต่อแน่นอน

4. สีชมพู

          มีคนอยู่สองกลุ่มที่ชื่นชอบในสีชมพูเป็นพิเศษ กลุ่มแรกคือคนที่ไม่ชอบความเปลี่ยนแปลง ไม่กล้าออกไปเผชิญโลกข้างนอก อีกกลุ่มคือคนสูงอายุหน่อยที่โหยหาความเป็นเด็ก อยากกลับไปอยู่ในวัยนั้นอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม คนที่ชอบสีชมพูมักจะมีความอ่อนโยน ไร้เดียงสา อ่อนหวาน ไม่ก้าวร้าว อยากให้ชีวิตนี้ดูสดใสไปทุกอย่าง มองโลกในแง่ดีเอามาก ๆ หรือถ้าจะให้เห็นภาพชัดเจนก็คือมีความเป็นคุณหนูไฮโซประมาณนั้นเลย 

5. สีส้ม

          สาว ๆ หนุ่ม ๆ ที่ชอบสีส้มมักจะเป็นคนที่มีอัธยาศัยดี ใคร ๆ ก็รักคุณ ด้วยความที่มีนิสัยเป็นมิตร ยิ้มง่าย หาเรื่องคุยกับคนอื่นได้อย่างไม่เคอะเขิน จึงเข้ากับคนอื่นได้ง่าย มีเพื่อนเยอะ ถ้าเป็นงานสังคมขอให้บอก พร้อมออกงานเสมอ แต่ถ้าให้คนรักสีส้มแต่งงานมีครอบครัวเป็นตัวเป็นตนคงเป็นเรื่องที่ยากมาก ด้วยพวกเขามีนิสัยติดเพื่อน ขืนแต่งขึ้นมาจริง ๆ ต้องปรับตัวเยอะเลย อาชีพที่เหมาะก็คือ การได้ทำงานเป็นกลุ่มใหญ่ พบปะผู้คน หรือถึงขั้นเป็นนักการเมืองเลยก็ได้ แต่ข้อเสียของคนกลุ่มรักสีส้มคือไม่ค่อยชอบอยู่ในกฎระเบียบเท่าไหร่นัก

6. สีแดง

          คนที่ชอบสีแดงส่วนใหญ่แล้วจะมีบุคลิกเปิดเผย กล้าคิด กล้าแสดงออก แล้วก็ทะเยอทะยานเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ต้องการ ซึ่งถือว่าเป็นข้อดีของคนที่ชอบสีนี้ แต่ข้อเสียก็คือเป็นที่มีอารมณ์รุนแรงมาก นึกจะพูดอะไรก็พูด ไม่ค่อยเกรงใจใคร เห็นอะไรขัดหูขัดตาเป็นไม่ได้ ต้องพูดอออกมาทุกครั้ง แถมอารมณ์ขึ้นลงเร็ว เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย อย่างไรก็ตาม ความสุขคือสิ่งที่สำคัญมากในชีวิตของคนกลุ่มนี้ เขาเกิดมาเพื่อทำให้ทุกอย่างสดใส ไม่ชอบความน่าเบื่อ เป็นคนที่ตัดสินคนอื่นเร็วมากแล้วก็ไม่กลัวที่จะแสดงความเห็นนั้นให้คนอื่นรู้ด้วย

7. สีน้ำตาล

          หากรู้จักใครที่ชอบสีน้ำตาล สาว ๆ คงจะรู้ดีเลยว่าคนกลุ่มนี้มีอุดมการณ์แรงกล้ามาก ดื้อดึง หัวรั้น ถ้าต้องต่อสู้เพื่อให้ได้อะไรสักอย่างหนึ่งเขาก็จะทุ่มเทเต็มที่ ไม่มีคำว่ายอมแพ้เลย แต่ถ้าเป็นเรื่องการเงินนี่แทบจะไม่ต้องเอ่ยปากขอ เพราะคนกลุ่มนี้ขี้งกสุด ๆ อย่าหวังว่าเงินจะกระเด็นออกมาจากกระเป๋าพวกเขาง่าย ๆ ด้านความคิด คนกลุ่มนี้แม้จะไม่ใช้คนหัวไวนักแต่ก็คิดแบบมีเหตุผล อยากรู้อะไรก็ต้องรู้ลึก รู้จริง ไม่ใช่แค่ผิวเผิน

8. สีเหลือง

          คนที่มีสีเหลืองเป็นสีโปรดปรานในดวงใจ บอกได้เลยว่าคนกลุ่มนี้มีนิสัยสดใส ร่าเริง สนุกสนานไม่ต่างจากโทนสีสักนิด ยิ่งให้พวกเขาทำงานเกี่ยวกับศิลปะและความคิดสร้างสรรค์ เชื่อได้ว่าผลงานต้องออกมาดีแน่นอน แล้วใครที่มีเพื่อนชอบสีเหลืองก็มั่นใจได้เลยว่าไม่โดนหักหลังแน่ เพราะพวกเขารักเพื่อนฝูงมาก แถมเพื่อนไปเฮที่ไหนก็เฮตามได้ตลอดไม่มีเบื่อ

9. สีเขียว

          หากสีเขียวเป็นสีโปรดของคุณละก็ เชื่อได้ว่าคุณต้องเป็นคนที่มีความมุ่งมั่น มีไหวพริบ ขยันหมั่นเพียร แถมยังเด็ดเดี่ยวมากอีกด้วย และความที่เป็นคนเด็ดเดี่ยวนี่เอง จึงทำให้คนกลุ่มนี้เป็นคนที่กล้าพูด กล้าทำ รักอิสระเป็นชีวิตจิตใจ แถมเรื่องเพื่อนนี่ก็ถึงไหนถึงกันเลยทำให้มีเพื่อนเยอะ แล้วก็ยังเป็นคนกินเก่งด้วย อย่างไรก็ตามด้วยขึ้นชื่อว่าเป็นคนชอบความสมดุล เห็นกินเก่งอย่างนี้ คนรักสีเขียวเขาก็ลดน้ำหนักเก่งเหมือนกันนะเออ 

10. สีฟ้าเขียว

          ใครที่ชอบสีฟ้าเขียวดูจะเป็นคนที่รักความพิถีพิถันเป็นพิเศษ เพราะดูจากชื่อสีก็พอจะรู้ จะฟ้าก็ไม่ใช่ จะเขียวก็ไม่เชิง ต้องเป็นสีฟ้าเขียวเท่านั้น คนกลุ่มนี้ดูจะรักการกินดีอยู่ดี ชอบใส่เสื้อผ้าสวย ๆ ที่ตัดมาอย่างประณีต ถ้าเป็นเรื่องของอารมณ์บอกได้เลยว่าพวกเขาเก็บอารมณ์เก่งมาก ต่อให้ภายในใจจะมีความกดดันมากแค่ไหน แต่ข้างนอกก็จะนิ่งเฉยเหมือนไม่มีความรู้สึกเลย ความรักก็เช่นกัน ถ้าเกิดได้แฟนชอบสีนี้ เตรียมใจไว้เลยว่าเขาไม่โรแมนติกแน่นอน ถ้าเป็นผู้ชายจะมีนิสัยหยิ่ง ๆ หน่อย ดูแลตัวเองดีมาก แล้วก็พูดจาเสียดสีเก่งเช่นกัน ส่วนผู้หญิง จะเก่งเรื่องแฟชั่น ดูทะนงตัวแต่ก็มีเสน่ห์สุด ๆ ผู้ชายเห็นเป็นต้องชอบ

11. สีน้ำเงิน

          กลุ่มคนรักสีน้ำเงินมักจะเป็นคนที่ชอบความสงบเรียบร้อย ทำอะไรตามแบบแผน ควบคุมได้ ถ้ามีอะไรผิดไปจากแผนที่วางไว้ คนกลุ่มนี้จะหงุดหงิดมากทีเดียว เป็นคนชอบเก็บตัว มีสมาธิกับตัวเอง แต่ก็ไม่ใช่คนฉลาดมากนัก ถึงอย่างไร พวกเขาก็มักจะประสบความสำเร็จในชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องเงิน เพราะหาเงินเก่งสุด ๆ และถึงแม้ว่าจะชอบเก็บตัว รักสงบ แต่คนกลุ่มนี้ก็มีความหลงตัวเองมากทีเดียว แถมยังชอบยึดความเห็นของตัวเองเป็นใหญ่ ไม่ฟังความเห็นใครอีกด้วย

12. สีม่วง

          คนที่ชอบสีม่วง สามารถแบ่งออกมาได้เป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือพวกที่มองอะไรอย่างลึกซึ้ง อารมณ์อ่อนไหว เวลาทำงานอะไรสักอย่างก็พร้อมใส่ใจและความรู้สึกไปในชิ้นงานนั้นอย่างเต็มที่ ส่วนกลุ่มที่ 2 คือพวกที่รักงานศิลปะ ชอบคนที่มีความโดดเด่นเป็นตัวของตัวเอง หวังให้สังคมรอบข้างมีแต่ความสงบ ไร้ซึ่งสงครามและความขาดแคลน แต่โดยรวมแล้วคนที่รักสีม่วงทุกคนดูเหมือนจะมีความเป็นศิลปินอยู่ในตัวสูงมาก ถ้าได้รู้จักกับคนกลุ่มนี้คงต้องหาข้อมูลงานศิลป์ไปคุยด้วยหน่อยแล้ว

เป็นอย่างไรกันบ้างคะสำหรับสีข้างต้นที่ผ่านมา สาว ๆ คนไหนชอบสีอะไรกันบ้างแล้วตรงกับนิสัยของเราไหม ถ้าตรงขึ้นมาก็ลองเรียกคนรอบข้างมาถามถึงสีที่ชอบ แล้วทายนิสัยเขาดู ก็เป็นกิจกรรมสนุก ๆ ไปอีกแบบนะ

ข้อมูลจาก : exemplore.com, weeklyworldnews.com, louisem.com
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/776659898216230088/

Monday, February 25, 2019

หิวบ่อยเกิดจากอะไร ? 5 สาเหตุนี้แหละที่ทำให้กินทั้งวัน !




ตั้งใจจะลดความอ้วนอยู่แท้ ๆ เลยเชียว แต่แปลกที่ร่างกายมักจะเรียกร้องให้กินอาหารตลอดเวลา ใครเป็นแบบนี้บ้างเอ่ย ? ถ้าปล่อยให้ร่างกายรู้สึกหิวตลอดเวลาแบบนี้ บอกเลยว่าไม่ดีแน่นอนเลยค่ะ แต่ก็ไม่ต้องตกใจไปว่าคุณผิดปกติหรือเปล่า เพราะจริง ๆ แล้วปัญหานี้ allwomenstalk บอกว่ามันมาจาก 5 สาเหตุนี้ยังไงล่ะ

ดื่มน้ำไม่เพียงพอ

          
รู้หรือไม่ว่าคนบางคนสับสนระหว่างอาการหิวกับกระหาย แถมยังชอบหาอาหารเข้าปากมากกว่าจะหาอะไรมาดื่มซะอีก และถ้าหากคุณเพิ่งกินข้าวไปไม่นานแต่รู้สึกหิวอีกแล้ว ก็ลองหาน้ำเปล่ามาจิบดูสิคะ แล้วคุณจะรู้สึกเลยว่าอาการหิวจะค่อย ๆ หายไป

นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ

          แปลกใจใช่ไหมล่ะว่าการนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอเกี่ยวอะไรด้วย แต่รู้ไว้เถอะว่ามันเป็นเรื่องที่เชื่อมโยงกันนะคะ เพราะถ้านอนน้อยเกินไปร่างกายจะผลิตฮอร์โมนกระตุ้นให้หิวมากขึ้น รู้แบบนี้แล้วมานอนพักผ่อนให้ได้ 7-9 ชั่วโมงกันดีกว่า

แต่ละมื้ออาหารห่างกันเกินไป

          
จริงอยู่ที่ปกติแล้วคนเราควรกินอาหาร 3 มื้อคือ เช้า กลางวัน และเย็น แต่นั่นอาจจะดูเหมือนเป็นช่วงมื้ออาหารที่ห่างกันเกินไปหน่อย ซึ่งอาจจะทำให้คุณหิวมากระหว่างนั้นได้ ทางที่ดีเปลี่ยนมากินอาหารมื้อเล็ก ๆ สัก 5-6 มื้อต่อวันจะช่วยลดความหิวได้มากกว่า

ดื่มแอลกอฮอล์

          การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไปนี่แหละ ที่เป็นสาเหตุทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำ ซึ่งก็จะทำให้คุณรู้สึกหิวกระหายจนต้องหาอะไรเข้าปาก ทางที่ดีถ้าหากดื่มแอลกอฮอล์ ควรสั่งน้ำเปล่ามาดื่มควบคู่ไปด้วย ร่างกายจะได้ไม่สูญเสียน้ำยังไงล่ะเนอะ

ทำงานที่ต้องขยับตัวตลอดเวลา

          
ถึงแม้คุณจะกินอาหารเพียงพอต่อวันก็จริง แต่ถ้าหน้าที่การงานของคุณต้องขยับเขยื้อนตัวหรือใช้แรงงานตลอด นี่แหละก็เป็นสาเหตุที่อาจจะทำให้คุณหิวได้ ฉะนั้นเวลากินอาหารแต่ละมื้อควรเลือกอาหารที่ให้พลังงานเยอะ ๆ เข้าไว้ จะได้ไม่ต้องหิวบ่อย ๆ ไง


          
ถ้าใครที่ชอบหิวบ่อยจนกินทั้งวัน พอรู้สาเหตุแบบนี้แล้วก็แก้ไขซะเลยนะคะ ไม่อย่างนั้นถ้าปล่อยไว้ก็อาจจะทำให้คุณกลายเป็นสาวอ้วนฉุได้นะเออ

เครดิตภาพ https://www.pinterest.com/pin/189362359302739455/

Monday, February 11, 2019

วาเลนไทน์ของฉัน เปลี่ยนวันหวานมารักตัวเองให้เป็น



         วันแห่งความรักของคนโสดคงไม่มีความหมายสักเท่าไร เพราะต่างคนก็มุ่งความสนใจไปที่คนมีคู่กันทั้งนั้น แต่ถึงวาเลนไทน์จะมีบรรยากาศของคนมีรักเต็มไปหมด คนโสดอย่างเรา ๆ (^^) ก็อย่าเพิ่งหงุดหงิด หรือเศร้าใจไปเลยค่ะ เพราะอย่าลืมสิว่า ความรักในโลกนี้มีได้ตั้งหลายรูปแบบ เราไม่มีรักแบบคู่รัก แต่ก็ยังมีความรักให้ตัวเอง ความรักให้ครอบครัว ความรักให้เพื่อน ความรักให้สัตว์เลี้ยง และอีกสารพัดความรักในโลกใบนี้ จนกระจายความรักแทบไม่หวาดไม่ไหวเลยเชียวล่ะ


        ถ้าใครยังโสดและกำลังมองหาความรักดี ๆ มาปลอบประโลมหัวใจเหงา ๆ ในวันวาเลนไทน์ของตัวเองอยู่ละก็ วันนี้กระปุกดอทคอมก็มีความรักดี ๆ ให้คนโสดได้รู้จักมีความรักกับเขาด้วย ตามที่เว็บไซต์ agoracosmopolitan เขาแนะนำมา ดูซิว่ามีความรักอะไรบ้าง 


รักการออกกำลังกาย
            
          การออกกำลังไม่เคยทำร้ายเราได้สักครั้ง แถมยังเสนอแต่สิ่งดี ๆ มาให้ชีวิตเราอีกต่างหาก ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อ หัวใจ ระบบภายในทุกส่วน รวมทั้งการออกกำลังกายยังช่วยปรับอารมณ์และฮอร์โมนของเราให้คงที่ เพิ่มความสุขอีกระดับ ที่สำคัญยังช่วยกีดกันเราจากโรคภัยไข้เจ็บอีกด้วยจ้า
 
 
 รักสุขภาพตัวเอง
            
          การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ ความจริงข้อนี้ถูกพิสูจน์ความน่าเชื่อถือมานักต่อนัก เพราะหากเราไม่มีโรคภัยไข้เจ็บมาเบียดเบียน ความโศกเศร้า และความหม่นหมองก็คงไม่มีสิทธิ์มากล้ำกรายเราอย่างแน่นอน ดังนั้นหากวาเลนไทน์ปีนี้ยังไม่รู้จะมอบความรักให้ใคร ก็มอบความรักให้สุขภาพของตัวเองกันเถอะ โดยเฉพาะสุขภาพหัวใจ ซึ่งเราควรต้องกินอาหารที่อุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า 3 ให้ได้มากที่สุด เนื่องจากร่างกายของเราไม่สามารถสร้างกรดไขมันชนิดนี้ได้เพียงพอต่อความต้องการ รวมทั้งพยายามรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพร่างกาย และสุขภาพหัวใจด้วยนะจ๊ะ


รักความโสด
            
          คนโสดอาจจะไม่รู้จักความหอมหวานของความรักก็จริง แต่เรามีสิ่งที่แสนสำคัญอยู่ในกำมือ นั่นก็คือ อิสระ ซึ่งถือเป็นคุณสมบัติชีวิตที่คนมีรักหลาย ๆ คนต้องการมากที่สุดเลยด้วยซ้ำ และนอกจากอิสระแล้ว คนโสดทุกคนยังมีเวลาว่างเหลือเฟือ แถมวันวาเลนไทน์อย่างนี้ก็ไม่ต้องเสียเงินซื้อของขวัญ ออกเดท หรือไปเบียดเสียดแย่งกันกินแย่งกันเที่ยวกับคู่รักอีกหลายร้อยคู่อีกต่างหาก

 
รักช่วงเวลาที่แสนมีค่า
            
          กิจกรรมวันวาเลนไทน์ของคนโสดไม่จำเป็นต้องเป็นการนั่งดูหนังเศร้าเคล้าน้ำตาคนเดียวที่บ้าน หรือเก็บตัวเงียบไม่ไปไหน แต่คนโสดสามารถออกไปเริงร่าตามประสาคนมีอิสระ ไปทำสปา เสริมสวย เสริมหล่อ หรือไปช้อปปิ้งของขวัญสำหรับตัวเองก็ได้ แต่ถ้าอยากรักตัวเองให้มากขึ้นอีกนิด ลองสมัครคอร์สโยคะ คอร์สเรียนภาษา หรืออะไรที่เป็นประโยชน์กับตัวเองก็ได้นะจ๊ะ


 
          
โสดแล้วไม่เห็นจะเป็นปัญหาตรงไหนเลยนี่นา มีทั้งอิสระ มีทั้งเวลาให้รักตัวเองได้มากกว่าคนมีคู่ ข้อดีมากมายขนาดนี้ ไม่ต้องขวนขวายหาห่วงมาผูกคอให้วุ่นวายเลยดีกว่า รอเวลาที่เหมาะสมเดี๋ยวคู่ของเราก็มาในสักวันหนึ่งล่ะเนอะ



เครดิตภาพ  https://www.pinterest.co.uk/pin/575686764858913842/

Wednesday, January 23, 2019

9 วิธีเพิ่มพลังให้ตัวเอง ในวันที่หมดไฟ แอบเซ็งกับชีวิต




รู้สึกเบื่อไปหมด อยากปลุกไฟในการทำงานให้ตัวเองต้องทำยังไงดี มาเติมพลังในการทำงานให้ตัวเองกัน

 การใช้ชีวิตวนลูปเดิม ๆ อาจทำให้เราเกิดความรู้สึกเฉื่อยชากับสิ่งรอบข้างไปบ้าง แต่หากใครรู้สึกเบื่อร่วมด้วยคงต้องหาทางปลุกไฟให้ตัวเองกันหน่อย โดยเฉพาะวิธีเติมไฟในการทำงาน ถ้าเบื่อหนักมาก ก็ลองวิธีเติมไปให้ตัวเองตามนี้ดู

1. เปลี่ยนบรรยากาศ
ขั้นแรกให้ลองเปลี่ยนบรรยากาศให้ตัวเองก่อน โดยอาจจะลองจัดโต๊ะทำงานใหม่ หรือถ้าเกิดเปลี่ยนสถานที่ทำงานได้ก็ลองไปทำงานที่อื่นดูบ้าง ให้ตัวเองได้นั่งทำงานในบรรยากาศใหม่ ๆ หรืออาจจะลองปลีกตัวไปทำงานเงียบ ๆ เพื่อหาความสงบให้ตัวเอง พร้อมกับได้มีโอกาสคิดทบทวนเรื่องต่าง ๆ ไปด้วย 

2. แอบขี้เกียจบ้าง
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานหรือการใช้ชีวิตประจำวัน หากรู้สึกหมดไฟกับตัวเองมาก ๆ จะลองทำตัวขี้เกียจบ้างก็ดีเหมือนกันนะคะ เพราะการที่คุณหมดไฟอาจมีสาเหตุมาจากความเหนื่อยล้าที่สะสมมานาน ดังนั้นทำตัวเรื่อยเปื่อยบ้าง ไร้สาระบ้าง หาเวลาพักผ่อนให้ตัวเองเยอะ ๆ

3. ระบายให้ใครสักคนฟัง
การได้บ่น ๆ ๆ ในสิ่งที่คิดกับคนที่ไว้ใจได้ก็เป็นทางออกอีกทางหนึ่งที่จะปลดปล่อยความเหนื่อยล้าของตัวเอง และเรียกคืนพลังให้ตัวเองได้ ไม่เชื่อลองเล่าเรื่องที่คุณอัดอั้นให้ใครสักคนฟังดูสิ

4. ออกไปแตะขอบฟ้า
หาเวลาออกไปเที่ยวที่ไหนสักแห่ง เป็นการพักผ่อนไปในตัวและเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศเดิม ๆ ด้วย ที่สำคัญการออกท่องเที่ยวในที่ที่เราไม่เคยไป ยังอาจเปิดโลกให้เราได้แรงบันดาลใจใหม่ ๆ ด้วยล่ะ 

5. อยู่กับคนที่รัก 
 การพาตัวเองไปอยู่ในแวดล้อมของคนที่รักจะเป็นเหมือนการชาร์จแบตให้ตัวเองอีกวิธีหนึ่ง แต่ที่สำคัญตัวเราเองก็ต้องปลดปล่อยความรู้สึกตึงเครียดที่มีออกไปด้วยนะคะ และรับพลังจากคนที่รักเราเอาไว้ให้เต็มอ้อมกอด 

6. ให้กำลังใจตัวเองเสมอ
นอกจากกำลังใจจากคนรอบข้างแล้ว กำลังใจจากตัวเองก็เป็นสิ่งสำคัญที่สุดเช่นกันค่ะ ดังนั้นหายใจเข้าลึก ๆ บอกตัวเองให้สงบจิตสงบใจสักแป๊บแล้วค่อยสู้ต่อ ยังไงเราก็เอาอยู่

7. ออกกำลังกาย
การออกกำลังกายเป็นคล้าย ๆ ยาวิเศษ ที่ช่วยให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น และในขณะที่ออกกำลังกายร่างกายจะหลั่งสารอะดรีนาลีนที่ช่วยให้เกิดความรู้สึกตื่นตัวด้วยนะคะ ดังนั้นใครจะลองปลุกไฟให้ตัวเองด้วยวิธีนี้ก็ไม่เลวนักหรอก

8. พักผ่อนให้เพียงพอ
บางทีการที่เราหมดไฟ เบื่อหน่าย อาจเป็นเพราะร่างกายต้องการการพักผ่อนที่มากกว่าที่เป็นอยู่ก็ได้นะคะ ฉะนั้นพยายามนอนหลับให้เต็มที่ ให้ตัวเองได้พักผ่อนเยอะ ๆ จะได้มีแรงลุกขึ้นสู้ทุกปัญหาอย่างไม่ย่อท้อ

9. กล้าที่จะเปลี่ยน 
ถ้าที่สุดแล้วก็ยังปลุกไฟในตัวเองไม่ได้ งั้นก็คงต้องลองเปลี่ยนชีวิตตัวเองดู ไม่ว่าจะเปลี่ยนงาน เปลี่ยนที่อยู่ เปลี่ยนสิ่งแวดล้อมรอบ ๆ ตัว เปิดโอกาสให้ตัวเองได้เจอกับสิ่งแปลกใหม่ ก็อาจจะช่วยให้มีพลัง มีไฟในการทำสิ่งต่าง ๆ มากขึ้นได้ 


หากตอนนี้คุณรู้สึกหมดไฟกับทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต จะลองทำตามวิธีที่เราแนะนำก็ได้ แต่ไม่ว่ายังไงเราก็ขอเป็นกำลังใจให้ฝ่าฟันอุปสรรค-ปัญหาทุกอย่างไปได้ด้วยดี :)

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
ชีวจิต, lifehack.org, forbes.com