Tuesday, April 11, 2017

9 อาหารแก้ง่วงตอนขับรถ พกติดกระเป๋าไว้คลายหิวยามรถติดก็ดี




         ถ้าต้องขับรถทางไกล เจอทั้งรถติดและความอ่อนเพลียจากการเดินทาง อยากให้ทุกคนพกอาหารแก้ง่วงตอนขับรถไว้บ้าง เพื่อป้องกันอาการหลับใน

          สำหรับคนที่มีแพลนจะต้องขับรถไกล ๆ ไปไหนสักแห่ง แล้วกลัวจะเจอกับสภาวะง่วง อ่อนเพลีย หรือขับไปเจอรถติด ๆ แล้วเกิดหิวขึ้นมา อยากลองหาอาหารแก้ง่วงตอนขับรถพกติดกระเป๋าไว้บ้างไหมคะ เราจะได้ขับรถทางไกลกันอย่างสบายใจหายห่วง เพราะอาหารต่อไปนี้ไม่ได้ช่วยคลายหิวให้ท้องเราได้เท่านั้น แต่ยังช่วยปลุกให้เราสดชื่น ตื่นจากความง่วงงุนขณะขับรถได้อีกต่างหาก

1. น้ำเปล่า

          สำหรับคนที่รู้ตัวว่าต้องขับรถทางไกลและใช้เวลานานแน่ ๆ อยากให้พกน้ำเปล่าติดไว้สักขวดค่ะ เพราะการจิบน้ำเปล่าอยู่เรื่อย ๆ จะช่วยให้ระดับออกซิเจนในเลือดเพิ่มขึ้น ร่างกายเราก็จะรู้สึกตื่นตัวได้ทันที และทางที่ดีควรดื่มน้ำอุณหภูมิห้องนะคะ เพื่อให้ร่างกายดูดซึมไปใช้ในระบบไหลเวียนเลือดได้ทันที ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสดชื่น กระปรี้กระเปร่าได้ดีเลยล่ะ

2. กาแฟ

          แน่นอนว่าคาเฟอีนเป็นสิ่งที่ช่วยให้ร่างกายตื่นตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นก่อนออกเดินทางก็ชงกาแฟใส่ขวดเก็บความร้อนแล้วพกติดรถไปด้วยดีกว่า ในระหว่างทางก็จิบกาแฟสลับกับน้ำเปล่าไปเรื่อย ๆ ใ้ห้คาเฟอีนซึมเข้าไปในเลือด ป้องกันอาการง่วงงุนที่อาจเกิดขึ้น อีกทั้งการที่เราดื่มน้ำไปขนาดนี้ ก็อาจทำให้เรารู้สึกปวดปัสสาวะบ่อยจนต้องแวะเข้าห้องน้ำเรื่อย ๆ ถือเป็นการพักคน พักรถไปในตัวด้วยเนอะ

3. หมากฝรั่งรสมินต์

          ในกรณีที่รู้สึกหนักหนังตามาก ๆ ง่วงไม่ไหวแล้ว เคสนี้หมากฝรั่งรสมินต์ช่วยคุณได้นะคะ เพราะการศึกษาจาก Coventry University พบว่า อาสาสมัครที่เคี้ยวหมากฝรั่งรสมินต์จะรู้สึกง่วงนอนน้อยกว่าตอนที่ยังไม่ได้เคี้ยวหมากฝรั่ง แถวยังรู้สึกสดชื่นมากขึ้นหลังจากเคี้ยวหมากฝรั่งรสมินต์อีกด้วย ทั้งนี้ก็เพราะว่ามินต์เป็นสมุนไพรรสเย็น ที่ช่วยปลุกความสดชื่นให้ร่างกายได้ไม่น้อย อีกทั้งอากัปกิริยาของเราในการเคี้ยวหมากฝรั่งก็ยังจะช่วยให้โลหิตไหลเวียนไปเลี้ยงที่สมองมากขึ้น ช่วยเพิ่มออกซิเจนสู่สมอง ทำให้สมองแล่น เกิดความกระฉับกระเฉงตื่นตัวได้ทันที

4. ช็อกโกแลต

          อย่าลืมว่าในช็อกโกแลตจะมีคาเฟอีนผสมอยู่ ในปริมาณที่มากพอจะปลุกให้ร่างกายตื่นได้เลยทีเดียว โดยเฉพาะดาร์กช็อกโกแลตหรือช็อกโกแลตที่มีผงโกโก้ผสมอยู่กว่า 70% ดังนั้นนี่ก็เป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่ควรพกติดกระเป๋าไว้ในยามขับรถ ง่วงเมื่อไรก็หยิบช็อกโกแลตมาเคี้ยวแก้ง่วงได้เลย

5. อัลมอนด์

          อัลมอนด์เป็นของว่างที่นอกจากจะมีโปรตีนสูงแล้ว ก็ยังมีกรดไขมันชนิดดีต่อร่างกายอีกพอสมควร ซึ่งสองสิ่งนี้นี่ล่ะค่ะที่จะช่วยให้ร่างกายของเรามีพลังงานไปได้ยาว ๆ และก็เช่นเดิม การเคี้ยวถั่วอัลอมอนด์เพลิน ๆ ยังช่วยเพิ่มออกซิเจนให้สมอง ทบทวีความตื่นตัวให้ร่างกายคูณสองไปเลย

6. ป๊อปคอร์น

          ถ้าไม่ชอบกินถั่วจะเปลี่ยนมาพกป๊อปคอร์นติดรถแทนก็ได้ เพราะป๊อปคอร์นเองก็มีไฟเบอร์สูง กินเล่น ๆ แต่อิ่มท้องได้จริงในปริมาณแคลอรีที่น่าคบอีกต่างหาก และแน่นอนว่าป๊อปคอร์นจะทำให้เราอิ่มแบบเบา ๆ ท้อง แถมยังให้โปรตีนและวิตามินสำหรับเติมพลังงานให้เราได้อีกด้วย หมดห่วงเรื่องหนังท้องตึงหนังตาหย่อนระหว่างขับรถทางไกลได้เลย

7. ผลไม้รสเปรี้ยว

          เตรียมจัดผลไม้รสเปรี้ยวอย่างมะม่วงเปรี้ยว มะขาม สับปะรด มะเฟือง หรือส้มรสเปรี้ยวติดรถไว้ ผลไม้รสเปรี้ยวเหล่านี้จะกระตุ้นประสาทของเราให้ตื่น และเพิ่มความสดชื่นให้ร่างกายได้

8. ไข่ต้ม

          ไข่เป็นอาหารที่เปี่ยมไปด้วยโปรตีน สารสำคัญที่ช่วยให้ร่างกายมีพลังงานในการทำกิจกรรมต่าง ๆ อีกทั้งไข่ยังเปี่ยมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุ โดยเฉพาะโคลีน (Choline) สารที่ช่วยกระตุ้นเซลล์สมองให้ตื่นตัว ฉะนั้นจึงสามารถพูดได้เต็มปากว่า ไข่เป็นอาหารแก้ง่วงตอนขับรถก็ได้ แก้หิวตอนรถติดยิ่งเข้าท่ากันไปใหญ่
       
          อ้อ ! แต่แนะนำให้ต้มไข่ให้สุกทั่วทั้งลูก เพื่อให้ไข่ต้มอยู่ได้นานขึ้นโดยไม่บูดไม่เสีย และปอกเปลือกให้เรียบร้อยพร้อมรับประทาน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก่อนกินก็อย่าลืมดมกลิ่นสักหน่อยว่าไข่ต้มเรายังกินได้อย่างปลอดภัย ไร้กังวลนะคะ

9. น้ำแข็ง

          สำหรับคนที่เคยขับรถทางไกลแล้วง่วงหนักมาก รอบนี้เราจะแก้ตัวใหม่ด้วยการพกกระติกน้ำแข็งเล็ก ๆ สักใบ หรือแก้วเก็บความเย็นขนาดใหญ่บรรจุน้ำแข็งไปด้วย ถ้าขับรถไปแล้วจู่ ๆ รู้สึกง่วงขึ้นมา แนะนำหยิบน้ำแข็งมาอมไว้ในปากสักพัก เพื่อให้ความเย็นกระจายไปปลุกความสดชื่นยังเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย แก้ง่วงในระหว่างขับรถได้ชะงัด หรือจะพกเครื่องดื่มแช่ในกระติกน้ำแข็งไปด้วย ถ้ารู้สึกง่วงขึ้นมาเมื่อไรก็หยิบขึ้นมาดื่มเติมความสดชื่นได้เหมือนกัน

          นอกจากจะเตรียมพร้อมในเรื่องรถ เรื่องเส้นทาง และความพร้อมของร่างกายแล้ว อาหารแก้ง่วงตอนขับรถ 9 อย่างนี้ก็อยากให้ทุกคนสนใจพกติดรถไปด้วยนะคะ เมื่อง่วง เมื่อหิว จะได้มีของกินคลายง่วง คลายหิวได้ทันที และสุดท้ายนี้อยากฝากวิธีแก้ง่วง ป้องกันหลับในขณะขับรถไว้ให้ทุกคนด้วย เดินทางโดยสวัสดิภาพ ถึงที่หมายโดยปลอดภัยนะคะ :)

          - วิธีแก้ง่วง ป้องกันหลับในขณะขับรถ ก่อนเกิดอุบัติเหตุ


ขอขอบคุณข้อมูลจาก
symptomfind
wikihow
thedailymeal
health
https://health.kapook.com/view169379.html
เครดิตภาพ   https://health.kapook.com/view169379.html

13 เทคนิคพิชิตอากาศร้อน เอาตัวรอดช่วงซัมเมอร์


         วิธีดูแลสุขภาพในช่วงหน้าร้อน ป้องกันโรคที่มากับหน้าร้อน ไม่ให้ล้มหมอนนอนเสื่อในช่วงซัมเมอร์

          ย่างก้าวเข้าเดือนเมษายน เข้าสู่หน้าร้อนของประเทศไทยอย่างเต็มตัว มีการคาดการณ์ว่าในปีนี้เดือนเมษายนจะเป็นเดือนที่อากาศร้อนที่สุดของปี และอาจมีอุณหภูมิสูงถึง 43 องศาเซลเซียส ซึ่งอากาศร้อนจัดนี่แหละค่ะ จะทำให้ร่างกายของเราทรุดลงหรือเจ็บป่วยได้ง่าย ถ้าเพื่อน ๆ ไม่อยากหมดสนุกในช่วงหน้าร้อน ก็มาดู 13 เทคนิคการดูแลสุขภาพสู่หน้าร้อนพร้อมวิธีคลายร้อนที่ สสส. รวบรวมมาฝากกันค่ะ

1. ดื่มน้ำให้เพียงพอ

          ควรมีแก้วหรือขวดน้ำวางไว้ข้างกาย โดยดื่มทีละน้อย ๆ และควรเป็นน้ำอุณหภูมิห้อง

2. กินของสุกใหม่

          เพราะอากาศร้อน เหมาะแก่การเติบโตของเชื้อโรคบางชนิด โดยเฉพาะเชื้อแบคทีเรีย ดังนั้นถ้าเป็นไปได้อย่ากินอาหารที่ค้างคืน หรือสุก ๆ ดิบ ๆ

3. ใส่เสื้อผ้าเนื้อบาง

          เนื่องจากอากาศร้อน เหงื่อออกง่าย เพื่อปรับอุณหภูมิในร่างกายให้อยู่ในระดับปกติ ดังนั้นการใส่เสื้อผ้าบางเบาและสีอ่อน จะทำให้ลมพัดผ่าน ระบายความร้อนออกได้ดี

4. อยู่ในห้องที่มีอุณหภูมิปกติ

          พยายามอย่าเปิดแอร์ต่างจากอุณหภูมิข้างนอกมากเกินไป อาจจะทำให้เจ็บป่วยง่าย เพราะลมจากแอร์ จะทำให้อากาศแห้งจนทางเดินหายใจอักเสบได้

5. เข้านอนแต่หัวค่ำ

          ฤดูร้อนจะมีกลางวันยาวนานกว่ากลางคืน จึงต้องนอนหลับให้เพียงพอ เพื่อให้ร่างกายได้ซ่อมแซมตัวเองหลังสูญเสียเหงื่อและพลังงานทั้งวัน

6. ทาครีมกันแดด

          แสงแดดเป็นตัวการที่สำคัญในการทำลายผิวหนัง ทำให้ผิวไหม้ คล้ำ เกิดริ้วรอย และอาจเป็นปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งผิวหนัง แม้ใส่เสื้อแขนยาว ไม่ได้ออกจากบ้าน ก็ควรทาครีมป้องกันไว้ดีที่สุด

7. แป้งเย็น/สเปรย์คลายร้อน

          เป็นอีกหนึ่งทางเลือกอันดับต้น ๆ เนื่องจากมีราคาที่ไม่แพงจนเกินไปและใช้ง่าย ช่วยให้เย็นสบายสร้างความสดชื่นได้ทั้งวัน

8. ยาดม ยาหม่อง

          พกไว้ก็ไม่เสียหาย เพื่อไว้ป้องกันหรือใช้หากเกิดอาการวิงเวียนศีรษะ

9. อุปกรณ์กันแดดต่าง ๆ

          ไม่ว่าจะเป็นร่ม เสื้อแขนยาว แว่นตาดำ หมวก พัด ยางมัดผม เป็นต้น มีติดตัวไว้สักนิดอย่าเขินอายหากใครมองว่าแต่งตัวเยอะเหมือนอยู่เมืองทะเลทราย เพราะร่างกายของเราต้องปกป้องอย่างดีที่สุด

10. ลดของหวาน

          เนื่องจากอาหารที่มีน้ำตาลสูง เมื่อกินเข้าไป จะส่งผลให้ร่างกายเพิ่มการเผาผลาญ จนทำให้อุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้น ควรกินแต่พอเหมาะพอดี

11. งดดื่มแอลกอฮอล์

          เพราะอากาศร้อนทำให้แอลกอฮอล์ซึมเข้ากระแสเลือดเร็วมากขึ้น จนอาจทำให้เกิดอาการช็อกได้

12. ให้อากาศภายในบ้านถ่ายเท

          โดยเปิดประตู หน้าต่างภายในบ้าน เพื่อให้ลมสามารถถ่ายเทได้สะดวก แนะนำควรจัดบ้านให้โล่ง ๆ และเลือกใช้สีโทนเย็น เช่น สีเขียว สีขาว สีฟ้า หรือสีพาสเทล จะช่วยเพิ่มความรู้สึกเย็นสบายมากขึ้น

13. อย่าออกกำลังกายหักโหม

          การออกกำลังกายเป็นสิ่งที่ดี แต่ควรออกให้เหมาะสมอย่าหนักจนเกินไป และควรเลือกออกในช่วงเช้าหรือช่วงเย็น เพื่อเป็นการหลบเลี่ยงแสงแดด

          ดูแลตนเองแล้วก็อย่าลืมดูแลคนข้าง ๆ โดยเฉพาะกับเด็กและผู้สูงอายุที่เราต้องดูแลเป็นพิเศษ ที่สำคัญนอกจากทำตาม 13 ข้อข้างบนแล้ว ก็อย่าลืมยึดหลักปฏิบัติในชีวิตประจำวันง่าย ๆ ที่ สสส. เคยบอกไว้ว่า "กินร้อน ใช้ช้อนกลาง ล้างมือ" แค่นี้หน้าร้อนก็จะไม่น่ากลัวสำหรับเราอีกต่อไปแล้วค่ะ


ขอบคุณข้อมูลจาก
สสส
นิตยสาร SOOK, กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
เรื่องโดย : พัชรี  บอนคำ team content www.thaihealth.or.th



Friday, April 7, 2017

ประโยชน์ของเฉาก๊วย สรรพคุณมากกว่าช่วยดับกระหาย




         เฉาก๊วย ขนมหวานยอดฮิตที่ช่วยดับกระหายคลายร้อนได้ และถูกนำไปดัดแปลงทำอีกหลายเมนูทั้งคาวและหวาน และนี่แหละอาหารเพื่อสุขภาพที่ใกล้ตัวมาก ๆ เลย

          เฉาก๊วยเป็นอีกหนึ่งเมนูที่หากินได้ง่ายแถมยังอร่อยได้ในราคาถูก ซึ่งหลายคนก็น่าจะพอรู้กันอยู่บ้างว่าเฉาก๊วยมีสรรพคุณเด่น ๆ ในการคลายร้อน ดับกระหาย แต่ประโยชน์ของเฉาก๊วยมีมากกว่านั้นนะคะ และวันนี้กระปุกดอทคอมจะขออาสามาบอกต่อเองว่าเฉาก๊วย สรรพคุณของเขาดียังไง พร้อมกับปัญหาที่คาใจหลายคนมานานในประเด็นที่ว่า เฉาก๊วยทำมาจากอะไรกันแน่

เฉาก๊วย กับความเป็นมา

          เฉาก๊วยเป็นพืชชนิดหนึ่งซึ่งอยู่ในวงศ์ Labiatae วงศ์เดียวกับสะระแหน่ โหระพา และแมงลัก มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Mesona chinensis Bentham และเฉาก๊วย ภาษาอังกฤษจะเรียกว่า Grass Jelly

          เฉาก๊วยมีถิ่นกำเนิดอยู่ที่ประเทศจีนตอนใต้ แถบมณฑลกวางตุ้ง กวางสี และยูนาน มีลักษณะทางพฤกษศาสตร์เป็นไม้ล้มลุก ลำต้นและเถาเป็นแบบกิ่งเลื้อย มีขนาดเล็ก เป็นเหลี่ยม มองแล้วคล้ายต้นสะระแหน่ ลำต้นเปราะ หักง่าย ส่วนกิ่งแตกแขนงออกตามข้อของลำต้น ทอดยาวคลุมตามดินได้ 50-120 เซนติเมตร ในส่วนของใบเฉาก๊วยจะมีความคล้ายคลึงกับใบสะระแหน่ มีปลายใบแหลม โคนใบสอบ ขอบใบหยักเป็นฟันเลื้อย ใบมีสีสดไปจนถึงเขียวเข้ม และมีขนขนาดเล็กปกคลุม แต่หากขยี้ใบด้วยมือจะรู้สึกถึงความเป็นเมือกลื่น

          นอกจากนี้ต้นเฉาก๊วยยังมีดอกลักษณะคล้ายกับดอกแมงลักหรือดอกต้นโหระพา และมีเมล็ดขนาดเล็กสีดำอมน้ำตาล ลักษณะเมล็ดเป็นทรงกลมรูปไข่

เฉาก๊วยทำมาจากอะไร

          ขนมวุ้น ๆ สีดำ มีความนุ่มหนึบหนับที่เราเรียกกันว่าเฉาก๊วยทำมาจากต้นเฉาก๊วยตากแห้ง แล้วนำไปต้มให้ได้น้ำสีดำ มีลักษณะเป็นเมือกเล็ก ๆ จากนั้นนำน้ำต้มเฉาก๊วยไปกรองแล้วไปผสมกับแป้งท้าวยายม่อมหรือแป้งมันสำปะหลัง คนให้เข้ากันแล้วตั้งทิ้งไว้จนเย็น เท่านี้ก็จะได้วุ้นสีดำ มีกลิ่นหอมของไม้นิด ๆ และมีลักษณะเป็นเจลลี่เหนียวนุ่มเด้งดึ๋งให้เราได้กิน

คุณค่าทางโภชนาการของเฉาก๊วย

คำนวณจากใบเฉาก๊วยแห้ง ขนาด 100 กรัม เฉาก๊วยจะมีคุณค่าทางโภชนาการดังนี้

          - คาร์โบไฮเดรต 44.95%

          - โปรตีน 8.33%

          - ไขมัน 0.39%

          - เถ้า 37.34%

          - ใยอาหาร 24.06%

ทว่าหากเป็นเฉาก๊วยในน้ำเชื่อม แคลอรีในของหวานปริมาณ 100 กรัมถ้วยนี้ก็คือ

          - พลังงาน 18 กิโลแคลอรี

          - โซเดียม 58 มิลลิกรัม

          - คาร์โบไฮเดรตทั้งหมด 8.8 กรัม

          - น้ำตาล 7 กรัม

          ใครกินจะกินเฉาก๊วยในน้ำเชื่อม หรือเฉาก๊วยโบราณใส่น้ำตาลทรายแดง ก็ควรจำกัดปริมาณการรับประทานอย่างเหมาะสม เพราะอย่าลืมนะคะว่าตัวเฉาก๊วยเองก็ผสมแป้ง แล้วไหนจะน้ำหวาน ๆ ที่นำมากินเพิ่มความอร่อยให้เฉาก๊วยอีก ยิ่งใครใส่ทั้งน้ำเชื่อมและนมสดจืด แคลอรีก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วยนะ

เฉาก๊วย สรรพคุณล้นถ้วย

          ในส่วนสรรพคุณทางยาของเฉาก๊วยนั้น บอกเลยว่าเด็ดมากค่ะ ไม่เชื่อมาดูกันเลย

          - แก้ร้อนใน

          - ช่วยดับกระหาย

          - บรรเทาอาการหวัด ลดไข้ตัวร้อน

          - ช่วยขับเสมหะ

          - แก้คลื่นไส้

          - บรรเทาอาการเบื่ออาหาร

          - แก้ปวดท้อง มวนท้อง

          - ลดอาการกล้ามเนื้ออักเสบ

          - บรรเทาอาการตับอักเสบ

          - บรรเทาอาการไขข้ออักเสบ

          - ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด
   
          ที่มากไปกว่านี้ แพทย์แผนจีนยังแนะนำว่า เฉาก๊วยมีสรรพคุณทางยาที่ดีต่อคนเป็นเบาหวาน และความดันโลหิตสูง หากนำเฉาก๊วยมาต้มและดื่มเป็นประจำ อาการของโรคจะบรรเทาลงได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องระวังปริมาณน้ำตาลที่เติมลงไปในน้ำเฉาก๊วยด้วยนะคะ หากใส่เป็นหญ้าหวานแทนได้ก็จะดีมาก หรือดื่มน้ำเฉาก๊วยที่ไม่เติมน้ำตาลลงไปมากนักก็ได้

ประโยชน์ของต้นเฉาก๊วย

          นอกจากจะนำต้นเฉาก๊วยมาทำเป็นขนมหวานหรือน้ำสมุนไพรดื่มแก้กระหายแล้ว ต้นเฉาก๊วยยังใช้ปลูกเป็นพืชคลุมดินเพื่อช่วยป้องกันการกัดเซาะหน้าดินได้อีกด้วยนะคะ

วิธีทำเฉาก๊วย

          หากใครสามารถหาต้นเฉาก๊วยตากแห้งได้ ลองมาทำเฉาก๊วยกินกันเลย

          1. ล้างต้นเฉาก๊วยตากแห้งให้สะอาด

          2. นำต้นเฉาก๊วยไปต้มกับน้ำในอัตราส่วน 1:25 หรือ 1:50

          3. เคี่ยวน้ำเฉาก๊วยนาน 3-5 ชั่วโมง จนน้ำเฉาก๊วยมีลักษณะข้นเป็นเมือก และมีสีดำใส

          4. ใช้ทัพพีตักต้นเฉาก๊วยแห้งขึ้นมาจากหม้อ อย่าลืมคั้นน้ำจากต้นเฉาก๊วยลงหม้อไปด้วย

          5. กรองน้ำต้มเฉาก๊วยกับผ้าขาวบางประมาณ 1-2 ครั้ง จนได้แต่น้ำเฉาก๊วยเพียว ๆ

          6. เทน้ำเฉาก๊วยลงในแป้งมันสำปะหลังหรือแป้งท้าวยายม่อม จากนั้นคนให้แป้งละลายเป็นเนื้อเดียวกันกับน้ำเฉาก๊วย

          7. นำน้ำเฉาก๊วยที่ผสมแป้งเรียบร้อยแล้วเทใส่พิมพ์หรือจะทิ้งไว้ในชามที่ผสมแป้งก็ได้ ตั้งทิ้งไว้ให้เย็นก็จะได้เฉาก๊วยก้อนนุ่มนิ่ม พร้อมเสิร์ฟคู่กับส่วนผสมที่พอใจ

         แต่หากใครอยากจะทำน้ำเฉาก๊วยไว้ดื่มให้ชื่นใจ ก็เพียงใส่น้ำลงไปในหม้อต้มต้นเฉาก๊วยแห้งให้มากขึ้นกว่าเดิมประมาณ 1-2 เท่า และต้มแค่พอให้ได้น้ำเฉาก๊วยสีดำใส ๆ ไม่ต้องเคี่ยวจนน้ำต้มข้นเป็นเมือกเหมือนตอนทำเนื้อเฉาก๊วย เมื่อได้น้ำเฉาก๊วยแล้วก็กรองแยกกาก เอาแต่น้ำสีดำมาต้มกับน้ำตาลทรายตามระดับความหวานที่ต้องการ
       
          คนกลัวอ้วนอย่าเพิ่งถอดใจจากเฉาก๊วยกันล่ะ เพราะจริง ๆ แล้วเฉาก๊วยก็สามารถกินแบบเติมน้ำตาลและน้ำเชื่อมน้อย ๆ ได้ หรือหากเรากินเฉาก๊วยในปริมาณที่พอเหมาะ และหมั่นออกกำลังกายไปด้วยก็ยิ่งไม่ต้องกลัวจะอ้วนเพราะเฉาก๊วยเลย แต่มาโฟกัสถึงสรรพคุณที่เราจะได้จากเฉาก๊วยแทนดีกว่าเนอะ

     
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
เฟซบุ๊ก มูลนิธิหมอชาวบ้าน
สำนักงานราชบัณฑิตยสภา
พืชเกษตร
เฟซบุ๊ก Men’s Health Thailand
calforlife
livestron
เครดิตภาพ  https://health.kapook.com/view169025.html

Tuesday, April 4, 2017

11 อาหารควรกิน เมื่อน้ำหนักหยุดนิ่ง ลดไม่ลงอย่างเคย !


         นี่คืออาหารที่ช่วยกระตุ้นให้เราไปต่อกับการลดน้ำหนักได้ สำหรับคนที่ลดความอ้วนจนน้ำหนักถึงจุดอิ่มตัว และเริ่มกลัวว่าจะโยโย่ !

          คนที่ลดน้ำหนักมาสักพักใหญ่ ๆ จนกระทั่งพบว่าตัวเองมาถึงจุดที่น้ำหนักอิ่มตัว พยายามลดน้ำหนักเท่าไรตัวเลขบนตาชั่งก็เหมือนไม่ขยับลดลงเหมือนช่วงที่ลดความอ้วนแรก ๆ มองดูรวม ๆ แล้วเหมือนจะเข้าสู่ภาวะหิดปลาทู (Hit The Plateau) ซึ่งเป็นภาวะที่ไม่ว่าจะออกกำลังกายหนักแค่ไหนร่างกายก็ไม่เกิดความเปลี่ยนแปลง เนื่องจากร่างกายเคยชินกับการออกกำลังกายหรือการรับประทานแบบเดิม ๆ มาเป็นเวลานาน

          โดยบางคนอาจจะเรียกภาวะนี้ว่าเป็นภาวะระบบเผาผลาญพัง เพราะแม้ว่าคุณจะออกกำลังกาย ควบคุมอาหาร หรือดูแลสุขภาพอย่างเคร่งครัดแค่ไหน น้ำหนักก็ไม่ลดลง แต่ครั้นจะให้เพิ่มการออกกำลังกายให้หนักขึ้น หรือจะลดการกินอีกก็กลัวว่าจะเกินกำลังเราไป งั้นเอาเป็นว่าเรามาแก้หิดปลาทู (Hit The Plateau) ด้วยการปรับเปลี่ยนอาหารให้เหมาะสม สับขาหลอกเพื่อกระตุ้นให้ร่างกายลดน้ำหนักได้เรื่อย ๆ ไปจนจุดที่พอใจ ตามนี้กันดีกว่า


อินทผลัม และเชอร์รี

          ผลไม้อย่างอินผลัมและเชอร์รีมีคุณสมบัติช่วยกระตุ้นให้ต่อมใต้สมองส่วนหน้าหลั่งฮอร์โมนคอร์ติโคโทรปิน (corticotropin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนความเครียดชนิดหนึ่งออกมา ส่งผลในการช่วยยับยั้งความรู้สึกอยากอาหารได้ และมีส่วนช่วยให้รู้สึกอยากกินอาหารที่เฮลธ์ตี้มากขึ้นด้วย ดังนั้นใครคิดจะลดปริมาณการกินเพื่อให้น้ำหนักลง ลองเปลี่ยนความคิดใหม่มากินอินผลัมหรือเชอร์รีเป็นของว่างบ้างก็ดีนะคะ



ไข่ไก่ อัลมอนด์ เนื้อไก่ กรีกโยเกิร์ต

          การศึกษาจาก U.S. Army Research Institute of Environmental Medicine พบว่า อาหารที่เปี่ยมไปด้วยโปรตีนอย่างไข่ เนื้อไก่ อัลมอนด์ และโยเกิร์ต ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มมวลกล้ามเนื้อได้เท่านั้น แต่ยังช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบเผาผลาญไปพร้อมกันด้วย โดยจากการสำรวจปริมาณโปรตีนในกลุ่มนักกีฬาที่เคร่งครัดกับการคุมน้ำหนักตัวเพื่อเข้าแข่งขัน ทีมวิจัยก็บอกว่า ใน 1 วันนักกีฬาเหล่านี้จะกินโปรตีนให้ได้ 2.5 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมเป็นอย่างต่ำ ซึ่งก็จะช่วยให้เขารักษาสมดุลน้ำหนักตัวได้อย่างไม่ยากเย็นนัก พร้อมทั้งเพื่อให้โปรตีนเข้าไปซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ และเสริมความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อไปพร้อมกันด้วย

          ทว่าหากคุณไม่ได้จะโฟกัสเรื่องกล้ามมากนัก แนะนำให้รับประทานโปรตีนในปริมาณ 1.2-1.7 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม เท่านี้ก็ถือว่าร่างกายได้รับโปรตีนในปริมาณที่เหมาะสมแล้วล่ะค่ะ โดยอาจเริ่มด้วยไข่ต้มในมื้อเช้า อกไก่ต้มกับสลัดในมื้อเที่ยง พร้อมด้วยของว่างเป็นอัลมอนด์ 15 เม็ด ตบท้ายด้วยมื้อเย็นเบา ๆ เป็นกรีกโยเกิร์ต



แอปเปิล ราสป์เบอร์รี บรอกโคลี

          อาหารเหล่านี้สามารถกินเป็นดินเนอร์ได้เหมือนกัน เพราะเป็นผัก-ผลไม้ที่มีใยอาหารสูงมาก เหมาะกับคนที่อยากกระตุ้นระบบย่อยให้ทำงานสะดวกขึ้น ส่งผลดีต่อการขับถ่ายให้คล่องตัว ซึ่งก็ถือเป็นหัวใจของการลดน้ำหนักอย่างหนึ่ง ดังนั้นลองเปลี่ยนมากินบรอกโคลีต้มเป็นมื้อเย็น หรือกินแอปเปิลเป็นมื้อเย็นอย่างเดียวดูบ้างก็น่าจะช่วยให้ร่างกายได้รับอะไรใหม่ ๆ เติมสีสันให้ระบบเผาผลาญได้อีกทาง



เกรปฟรุต

          สำหรับคนที่น้ำหนักตัวคงที่ ลดไม่ลงมาสักระยะหนึ่งแล้ว แนะนำให้กินเกรปฟรุตก่อนมื้อเย็นประมาณ 30 นาที ผลไม้ฉ่ำน้ำแต่มีแคลอรีต่ำอย่างเกรปฟรุตจะช่วยลดความอยากอาหารลงได้พอสมควร เท่ากับมื้อเย็นคุณจะกินได้น้อยลง ร่างกายก็จะรับแคลอรีลดลงนั่นเอง ยืนยันจากผลการวิจัยที่พบว่า คนที่กินเกรปฟรุตก่อนมื้อเย็นจะกินอาหารได้ลดลงราว 25% และลดน้ำหนักได้ผลกว่าคนที่ไม่ได้กินเกรปฟรุตก่อนมื้อเย็นประมาณ 7% เลยทีเดียว



พริก

          ใช่ว่าจะมีดีแค่ความเผ็ด เพราะทราบไหมคะว่าพริกมีวิตามินซีสูงมาก ซึ่งเจ้าวิตามินซีนี่ล่ะที่คอยช่วยขยายเส้นเลือดในลำไส้และกระเพาะอาหาร ทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมสารอาหารได้ดีขึ้น และช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้นอีกด้วย ซึ่งนอกจากวิตามินซีแล้ว ในพริกยังมีสารแคปไซซิน (Capsaicin), โอลีโอเรซิน (Oleoresin) และกรดแอสคอร์บิก ที่มีบทบาทสำคัญในการลดความอ้วน เพราะมีสรรพคุณช่วยเผาผลาญไขมันให้กลายเป็นพลังงานได้ดี โดยเฉพาะใครที่ร่างกายมีการเผาผลาญต่ำ ระบบเผาผลาญเกเร การกินพริกเข้าไปบ่อย ๆ ก็จะช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบเผาผลาญให้ดีขึ้นได้

          อย่างไรก็ตาม ถึงแม้พริกจะช่วยลดความอ้วนได้ แต่ก็ต้องรับประทานเป็นจำนวนมากถึงจะได้รับสารอาหารที่อยู่ในพริกเพียงพอ ดังนั้นถ้าหากต้องการใช้พริกช่วยในการลดความอ้วนก็แนะนำให้รับประทานพริกในรูปแบบของสารสกัดจะดีกว่าทานแบบสด ๆ เป็นกำ ๆ ที่อาจทำให้ท้องอืด ปวดท้อง เป็นโรคกระเพาะได้อีกต่างหาก

          ภาวะหิดปลาทู (Hit The Plateau) หรือการที่เราลดน้ำหนักแต่น้ำหนักหยุดนิ่ง บางทีก็เกิดจากพฤติกรรมการกินที่ซ้ำ ๆ เดิม ๆ รวมทั้งการออกกำลังกายที่ซ้ำซากจำเจ เป็นรูทีนที่ไม่ค่อยได้ปรับเปลี่ยนอะไรเท่าไร ดังนั้นการกินอาหารที่แปลกใหม่ดูบ้าง ก็น่าจะเป็นวิธีแก้ภาวะหิดปลาทูในเบื้องต้นได้ไม่มากก็น้อย ยังไงลองนำไปปรับใช้กันดูนะคะ

       
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
womenshealthmag
bodyrock

***หมายเหตุ : อัพเดทข้อมูลล่าสุดเมื่อเวลา 11.13 น. วันที่ 3 เมษายน 2560
https://health.kapook.com/view168831.html
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/511791945132871545/


Saturday, April 1, 2017

ผ้าเช็ดหน้า จับอารมณ์รักใครคนนั้น




          อารมณ์รักของใครคนนั้น จะร้อนหรือเย็นขนาดไหน ต้องนี่เลย! ดูผ้าเช็ดหน้าของเขาสิ แต่ผ้าเช็ดหน้าผืนเดียว รับรองว่ารู้ได้ถึงก้นบึ้งของหัวใจเชียวนะตัวเอง!

           ก. ผ้าเช็ดหน้าแบบผ้าขนหนู
           ข. ผ้าเช็ดหน้ายับ ๆ
           ค. ผ้าเช็ดหน้ารีดเรียบ พับอย่างดี
           ง. ใช้ทิชชู่แทน
           จ. ไม่เคยพกผ้าเช็ดหน้า

ก. ผ้าเช็ดหน้าแบบผ้าขนหนู

           คนแบบนี้ถ้ารักใครแล้วช่างเอาใจนะ แต่ถ้าเผลอก็จะแอบหันไปส่งยิ้มหวานให้ใครอีกคนได้เหมือนกัน ประมาณว่าเป็นคนช่างเอาใจคนรอบข้าง ช่างดูแลเทคแคร์ แต่ที่แท้เจ้าชู้ตัวเก่งเลยล่ะ

ข. ผ้าเช็ดหน้ายับ ๆ

           คนอารมณ์นี้จะไม่ค่อยมีทีท่าเจ้าชู้นัก แต่ก็ไว้ใจไม่ได้เหมือนกัน เวลาจะมีคนใหม่ก็จะทำทีไปหาเรื่องทะเลาะกับคนเก่า แต่ก็ยังดีที่ชอบคบใครเป็นคน ๆ ไปไม่นิยมรักซ้อน

ค. ผ้าเช็ดหน้ารีดเรียบ พับอย่างดี

           คนอารมณ์นี้อาจจะจุกจิกจู้จี้ไปบ้าง ขี้หึงพอสมควร แต่ก็รักจริงหวังแต่งนะ เวลาจะจีบใครก็ทำเป็นใช้เรื่องเป็นงานเป็นการมาบังหน้า เพราะไม่กล้านะสิ พอเป็นแฟนกัน แล้วรับรองจะอบอุ่นเพราะ เขาจะดูแลดีเหลือหลาย

ง. ใช้ทิชชู่แทน

           คนอารมณ์นี้นะดีแต่ปาก เวลาถึงคราวเผชิญหน้าคนที่ปิ้งจริง ๆ ละก็...เป็นตัวสั่น แถมใบ้รับประทานเสียอีก ดูเหมือนคนมั่นใจสนุกสนาน แต่ที่แท้ก็เขินเก่งพอตัว ชอบจีบแบบใช้พ่อสื่อ-แม่สื่อ จะจีบแบบว่าฟอร์มเป็นเพื่อนก่อน เพราะไม่กล้าเผยหัวใจตัวเอง

จ. ไม่เคยพกผ้าเช็ดหน้า

           คนอารมณ์นี้นะอารมณ์ปรวนแปรง่าย แต่ก็มีน้ำใจดีเสมอ แม้จะเจ้าชู้แบบแอบ ๆ แต่ก็ไม่จริงจัง เวลามีคนรักแล้วก็จะหาความสำคัญอันดับ 1 ให้แฟนตัวเองก่อนเสมอ แต่ไม่ใช่คนช่างเอาอกเอาใจอะไรนัก โชว์ความรักด้วยการกระทำมากกว่าด้วยคำพูดไงล่ะ

ข้อมูลจาก Forward Mail
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/dealangel1077/pocket-squares/