Friday, March 17, 2017

10 อาหารที่คนนอนดึกควรทาน ถ้าไม่อยากร่างพัง !




         จำเป็นต้องนอนดึก พักผ่อนไม่ค่อยจะเพียงพอเป็นประจำ ถ้างั้นเราก็ควรต้องบำรุงร่างกายให้ดีสักหน่อย ด้วยอาหารที่คนนอนดึกควรทานตามนี้ก็ไม่เลว

          ด้วยภาระหน้าที่และความจำเป็นบางอย่างที่อาจทำให้เราต้องนอนดึกติด ๆ กันหลายคืน หรือบางคนต้องปรับชีวิตเป็นคนกลางคืนเลยก็มี ซึ่งการนอนดึก นอนน้อย แบบนี้บ่อย ๆ เราก็มักจะกังวลกันใช่ไหมคะว่าร่างกายจะทรุดโทรม สุขภาพจะแย่เอาหรือเปล่า ถ้าอย่างนั้นคนนอนดึกมาทางนี้กันดีกว่าค่ะ เพราะเรามีอาหารบำรุงคนนอนดึก นอนน้อยมาฝาก ถ้าไม่อยากร่างพัง สุขภาพแย่ ลองกินอาหารเพื่อสุขภาพตามนี้เลย


 น้ำเปล่า

  น้ำเป็นส่วนประกอบสำคัญของร่างกาย โดยเฉพาะการทำงานของสมอง ดังนั้นหากต้องนอนดึกก็ควรดื่มน้ำให้ได้ 1.5-2 ลิตรต่อวัน เพื่อป้องกันอาการร้อนใน และควรดื่มน้ำแบบจิบบ่อย ๆ แทนการดื่มรวดเดียวเยอะ ๆ

อาหารโปรตีนสูง

  ควรเลือกกินอาหารที่มีโปรตีนสูง เช่น โยเกิร์ต แครกเกอร์โฮลวีททาเนยถั่ว ถั่วอบแห้งไม่เติมเกลือ เพื่อให้โปรตีนช่วยเติมพลังงานแก่ร่างกาย ลดความรู้สึกอ่อนเพลียระหว่างคืนได้

ผัก-ผลไม้

 เน้นกินผัก-ผลไม้ เช่น ฝรั่ง ส้มโอ แอปเปิล ชมพู่ เพื่อให้ได้รับวิตามินและเกลือแร่ที่ช่วยบำรุงร่างกาย และการกินผัก-ผลไม้ยังช่วยให้ความสดชื่น ที่สำคัญไม่ทำให้อ้วนด้วยนะคะ อ้อ ! และหากนอนดึกจนมีอาการท้องผูก ระหว่างคืนอาจรับประทานผลไม้แก้ท้องผูกอย่างกล้วย ลูกพรุน สับปะรด แอปเปิลเขียว กีวี เพื่อช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้นด้วยก็ได้

น้ำผลไม้คั้นสด

 การอดนอนอาจทำให้รู้สึกเพลียได้ง่าย ดังนั้นควรจะเติมน้ำตาลให้เลือดสักหน่อย โดยเลือกดื่มน้ำผลไม้คั้นสด ไม่เติมน้ำตาล เพื่อช่วยให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่าได้ทันที อีกทั้งการดื่มน้ำผลไม้คั้นสด ๆ ยังเป็นการเติมวิตามินที่ร่างกายควรได้รับอีกทางหนึ่งด้วย

โจ๊กไก่ หรือน้ำเต้าหู้ใส่เครื่อง

 หากรู้สึกหิวตอนดึก ควรเลือกรับประทานอาหารย่อยง่าย ที่ไม่ให้พลังงานสูงเท่าไร แต่ให้ความสดชื่นแก่ร่างกายได้ เช่น โจ๊กข้าวกล้อง โจ๊กไก่ หรือน้ำเต้าหู้ใส่เครื่องไม่หวาน ซึ่งก็จะได้ทั้งโปรตีนและสารอาหารจากธัญพืชอย่างข้าวกล้อง ลูกเดือย เม็ดแมงลัก แปะก๊วย มีประโยชน์ต่อร่างกายและการทำงานของสมองเน้น ๆ

อาหารบำรุงสมอง

 เลือกกินอาหารบำรุงสมอง เช่น ถั่วเหลือง ไข่แดง เต้าหู้ เนื้อปลา อกไก่ หรือพวกธัญพืชอบแห้งไม่เติมเกลือ เพราะอาหารเหล่านี้ช่วยบำรุงการทำงานของสมองให้ตื่นตัว และช่วยสร้างเคมีสมองที่จำเป็นต่อการทำงานของคนนอนดึกด้วย

วิตามินบี

 ควรทานอาหารที่มีวิตามินบีสูง จำพวกข้าวกล้อง ผัก-ผลไม้สด หรืออาจเลือกกินวิตามินบีรวม วันละ 1-2 เม็ด  เพื่อเป็นการชดเชยวิตามินที่ร่างกายสูญเสียไปเพราะพักผ่อนไม่เต็มที่ และวิตามินบีก็มีส่วนช่วยลดความตึงเครียดของสมองด้วยนะคะ

วิตามินซี

วิตามินซีก็สำคัญต่อร่างกายของคนนอนดึกเป็นประจำด้วยเช่นกัน เพราะวิตามินซีจะช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน ทำให้เราไม่ป่วยได้ง่าย ๆ ดังนั้นควรกินวิตามินซีให้ได้วันละ 1,000 มิลลิกรัม ซึ่งจะเลือกกินวิตามินซีชนิดสำเร็จรูป หรือจะกินวิตามินซีจากผลไม้ดังต่อไปนี้ก็ได้

          - 10 ผลไม้ให้วิตามินซีสูงปรี๊ด สกัดหวัด เสริมภูมิคุ้มกัน

กาแฟ

 หากรู้ตัวว่าต้องอยู่ต่อจนดึก ไม่ได้นอนตามเวลาปกติ ควรดื่มกาแฟในตอนกลางวันประมาณ 1-2 แก้ว เพื่อให้คาเฟอีนช่วยกระตุ้นความตื่นตัวในตอนกลางคืน ทว่าไม่ควรดื่มกาแฟในระหว่างที่อยู่ดึกเด็ดขาด เพราะเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนอาจทำให้หัวใจทำงานหนัก เกิดความรู้สึกกระสับกระส่าย ถึงเวลาที่ต้องนอนอาจนอนไม่หลับเลยก็ได้

อาหารบำรุงร่างกายหลังได้พักผ่อน

 หลังตื่นนอนควรรับประทานอาหารที่ให้ความสดชื่นแก่ร่างกาย เช่น นมวัว ไก่ ไข่ ซุปไก่ งาดำ ธัญพืชชนิดต่าง ๆ เพราะมีส่วนช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองและระบบประสาท ใครไม่อยากตื่นมาพร้อมกับร่างพัง ๆ และอาการเพลียจัด ก็อย่าพลาดอาหารเหล่านี้นะคะ

          นอกจากนี้คนนอนดึกควรงดรับประทานอาหารไขมันสูง อาหารประเภททอด ๆ มัน ๆ เพราะอาจทำให้ท้องอืดได้ง่าย อีกอย่างก็ควรงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้วยนะคะ เพราะแอลกอฮอล์อาจทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานไม่ปกติได้ ดังนั้นถ้าไม่อยากซ้ำเติมความเหนื่อยล้าให้ร่างกาย ก็พยายามเลือกกินแต่อาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพจะดีกว่า อ้อ ! และอย่าลืมหาเวลาออกกำลังกายเป็นประจำด้วยล่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
สมาคมโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย, กระทรวงสาธารณสุข, กรมอนามัย, everydayhealth, thejakartapost, wikihow
https://health.kapook.com/view167675.html

Monday, March 6, 2017

5 อาหารทำลายสุขภาพคนวัยทำงาน เลี่ยงไว้เป็นดี !




         รีบบอกลาอาหารทั้ง 5 ชนิดนี้ เพราะถ้าทานมาก ๆ ก็เตรียมรับมือกับโรคร้ายที่มาเคาะประตูรออยู่ได้เลย

          สำหรับคนวัยทำงาน ย่อมมีทั้งความเครียด ความกดดันต่าง ๆ ที่คอยทำลายสุขภาพของเราอยู่แล้ว ไหนจะการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ จนต้องลาป่วยในแต่ละปีก็ไม่ใช่น้อย เวลาที่จะดูแลตัวเองด้วยการออกกำลังกายก็เป็นสิ่งจำเป็นที่เราควรหาเวลาเพื่อทำให้เราแข็งแรง พร้อมลุยกับงานได้อย่างเต็มร้อย แต่อีกหนึ่งสาเหตุใหญ่ ๆ ที่คนวัยทำงานส่วนมากต้องเจอคือปัญหาสุขภาพ ที่เกิดจากพฤติกรรมการกินอันเกิดขึ้นในระหว่างการทำงาน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้คอยบั่นทอนสุขภาพ ของเราให้ทรุดโทรมลงโดยที่เราไม่รู้ตัว วันนี้ทาง masii ได้หยิบอาหารที่ส่งผลร้ายต่อร่างกายมาเตือนสติคนวัยทำงานเพื่อจะได้หลีกเลี่ยงและควบคุมได้ถูกต้อง

1. กาแฟ

          เครื่องดื่มยอดนิยมของชาวออฟฟิศและวัยทำงาน เชื่อว่าร้อยละ 80-90 % ของคนวัยทำงานดื่มกาแฟกันแทบทุกวัน บางคนดื่มจนติด ต้องดื่มมากจนเกินปริมาณที่พอดี ซึ่งในกาแฟ 1แก้ว มีทั้งนม, น้ำตาล, ครีมต่าง ๆ เพื่อเพิ่มรสชาติหวานมันตามแต่ละคนชอบ หากเราดื่มในปริมาณที่พอดี พอให้ร่างกายเราสดชื่นในขณะทำงานก็เป็นเรื่องดี แต่ส่วนมากกาแฟ 1 แก้วก็ค่อนข้างให้พลังงานสูง ยิ่งถ้าดื่มมาก ๆ ก็ส่งผลเสียต่อร่างกาย ทำให้ร่างกายเสพติดสารคาเฟอีน หากวันไหนไม่ได้ดื่มก็จะหงุดหงิดง่วงนอน ปวดศีรษะได้ แถมยังทำให้เกิดภาวะอ้วนลงพุงจากบรรดาส่วนผสมต่าง ๆ ในกาแฟ

          ดังนั้นหากเลี่ยงที่จะไม่ดื่มได้ก็ควรหลีกเลี่ยง หรือบางท่านที่ต้องการดื่มจริง ๆ ก็แนะนำว่าเป็นกาแฟดำ อาจใส่สารเพิ่มความหวานแทนน้ำตาลได้เล็กน้อย จะให้พลังงานที่น้อยกว่า แต่ก็พอให้ร่างกายสดชื่น หรือหากท่านใดที่เกิดอาการง่วงในขณะทำงาน อาจลองพักงานไว้สักครู่ แล้วเดินลุกขึ้นบิดตัวซ้าย-ขวา ลองเปลี่ยนอิริยาบถแก้ง่วงสักครู่ก็จะช่วยให้คุณหายง่วงและสดชื่นขึ้นได้ครับ

2. ขนมขบเคี้ยวและของหวาน

          อีกหนึ่งพฤติกรรมการกินของคนวัยทำงานที่ก่อให้เกิดโรคอ้วนและโรคอื่น ๆ ตามมาก็คือการกินของขบเคี้ยว เช่น สแน็ก หรือของหวานต่าง ๆ ในระหว่างทำงาน บางคนถึงกับต้องมีติดไว้ที่โต๊ะทำงานตลอดเวลาสำหรับข้ออ้างไว้แก้ง่วง ในไม่ช้าโรคความดัน เบาหวาน และโรคอ้วนก็จะถามหา

          วิธีแก้ไขก็คือ ทานมื้อหลัก ๆ ให้อิ่มเพียงพอ หรือลองเปลี่ยนจากสแน็กของหวานต่าง ๆ มาเป็นผลไม้ เป็นถั่วอบที่ไม่มีการปรุงรสดู อาจช่วยให้คุณสดชื่นและลดปริมาณแป้งน้ำตาลต่าง ๆ ที่เข้าสู่ร่างกายเกินความจำเป็นได้อีกด้วย

3. น้ำอัดลม

          เป็นของควบคู่กับของขนมขบเคี้ยวเลยก็ว่าได้สำหรับน้ำอัดลม บางท่านดื่มทุกวันจนติดกับความหวานความสดชื่นที่ได้จากน้ำอัดลม จนลืมว่านั่นคือบ่อเกิดของโรคอ้วน โรคเบาหวานชั้นดี เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่เลี่ยงได้ก็ควรเลี่ยง เลิกได้เลยก็ยิ่งดี แล้วเปลี่ยนมาดื่นน้ำธรรมดาให้เพียงพอจะดีกว่า เพราะนอกจากน้ำอัดลมจะไม่เกิดประโยชน์ใด ๆ กับร่างกายแล้ว ยังทำลายสุขภาพโดยไม่จำเป็น

4. ฟาสต์ฟู้ด

          ในเวลาเร่งรีบ คนทำงานส่วนมากก็จะเลือกอาหารประเภทฟาสต์ฟู้ดมาบริโภคกัน เพราะสะดวกและง่าย ไม่เสียเวลา หากไม่ได้รับประทานเป็นประจำก็คงไม่มีปัญหาอะไร แต่ว่าสำหรับใครที่เลือกทานอาหารประเภทนี้เป็นอาหารหลักทุก ๆ วันในมื้อเช้าที่เร่งรีบหรือช่วงกลางวันแล้วต้องระวังไว้ เพราะอาหารประเภทนี้ประกอบไปด้วยแป้งและน้ำมันเป็นส่วนมาก คุณค่าทางอาหารน้อย และยังส่งผลเสียต่อร่างกายอีกด้วย เพราะของทอด ๆ มัน ๆ เสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง แป้งและไขมันก็จะนำมาซึ่งโรคความดันและโรคอีกมากมายตามมา ดังนั้น ลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคดูซะใหม่ รับประทานอาหารที่ให้คุณค่ากับร่างกายมากขึ้นจะดีกว่า

5. ของหมักดอง

          บรรดาผลไม้ดองรสชาติจี๊ดจ๊าดของโปรดสาว ๆ ออฟฟิศนั้น ซ่อนไว้ด้วยอันตรายมากมาย ทั้งจากสารที่ใช้ดองอย่างขัณฑสกรหรือน้ำตาลปริมาณมาก ยิ่งถ้าเป็นการหมักดองที่ไม่ถูกลักษณะวิธีจะยิ่งอันตราย อาจทำให้เกิดอาการท้องเสียท้องร่วงได้ หรือถ้ารับประทานเป็นประจำก็จะเกิดการสะสมของสารเคมีจากการดองก่อให้เกิดโรคมะเร็งอีกด้วย คิดแล้วก็ไม่คุ้มค่ากับรสชาติจี๊ดจ๊าดเอาซะเลย
              
          นอกจากอาหาร 5 ประเภทนี้ที่เราควรหลีกเลี่ยง เราก็ควรพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำให้ได้อย่างน้ำวันละ 8 แก้ว เพื่อให้ร่างกายสดชื่นตลอดเวลา หาเวลาออกกำลังกายบ้าง เพื่อสุขภาพที่ดี จะได้ไม่ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพที่นอกจากจะกระทบต่อตัวเราแล้วก็ยังจะกระทบกับงานของเราทำให้ไม่สามารถทำงานได้เต็มที่ ทำให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมาอีกด้วย ดังนั้น สุขภาพดี ทำงานได้เต็มที่ เจ้านายรัก อนาคตสดใสแน่นอนครับ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
masii.co.th
https://health.kapook.com/view166980.html

Friday, March 3, 2017

5 อาหารไทยจานเด็ดรสเผ็ดร้อน กับประโยชน์ที่ซ่อนในความแซ่บ




         อาหารไทยนี่ล่ะคือเมนูต้านอนุมูลอิสระชั้นเลิศที่ช่วยชะลอวัยและบำรุงร่างกาย สาเหตุก็มาจากพริกและเครื่องเทศรสเผ็ดร้อนที่ผสมลงไปนี่เอง

          เมื่อพูดถึงอาหารไทยก็ต้องนึกถึง "ความเผ็ดร้อน หน้าตาสีสันฉูดฉาด และเครื่องเทศส่วนผสมการปรุงที่เป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนชาติใด" นอกจากความอร่อยนั้น ความเผ็ดร้อนที่อยู่ในอาหารไทยยังเต็มไปด้วยคุณค่าที่ดีต่อร่างกายอีกด้วย

โรคฮิตอย่างโรคเบาหวาน โรคทางเดินหายใจ โรคหัวใจขาดเลือดและโรคหลอดเลือดสมอง ทั้งหมดล้วนมีสาเหตุมาจากการบริโภคที่ผิดหลักโภชนาการเช่น ความนิยมของอาหารฟาสต์ฟู้ดที่เต็มไปด้วยแป้งและไขมัน รวมถึงรสหวาน สิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้เราห่างไกลจากสิ่งที่เรียกว่า "สุขภาพดี" ทาง สสส. จึงชวนเราไปล้วงลึกประโยชน์ของความเผ็ดร้อนที่ซ่อนอยู่ในอาหารไทย

กินแบบไทย รสชาติไทย ดี๊ดีต่อสุขภาพ

          อาจารย์แววตา เอกชาวนา นักโภชนาการบำบัดและผู้เชี่ยวชาญเรื่องอาหารเพื่อสุขภาพ วิทยากรประจำศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สสส. ได้กล่าวไว้ว่า "อาหารไทยเต็มไปคุณค่าทางโภชนาการ และสารอาหารที่ครบถ้วน รวมถึงมีความหลากหลายของสมุนไพร และเครื่องเทศที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกาย เป็นหนึ่งในมรดกทางวัฒนธรรมที่แสดงถึงความเป็นชาติไทยมาแต่สมัยโบราณ อาหารไทยจึงเป็นอาหารเพื่อสุขภาพโดยแท้จริง"

          ต้นทางของความเผ็ดร้อนของอาหารไทยส่วนใหญ่คือ "พริก" ที่มีสรรพคุณเป็นยาขับลม บำรุงธาตุ ช่วยย่อยอาหาร ทำให้เจริญอาหารบรรเทาอาการไข้หวัด ลดน้ำมูก ช่วยลด การอุดตันของหลอดเลือด ลดไขมันในเลือด รวมทั้งสีของพริกที่ไม่ว่าจะเป็นสีเหลืองสีส้มและสีแดงคือสารตั้งต้นของวิตามินเอที่ช่วยบำรุงสายตา อีกทั้งในพริกยังมีวิตามินซีมากกว่าในผลส้มเสียอีก แต่วิตามินซีในพริกจะสลายตัวเมื่อถูกความร้อน หากใครที่ต้องการวิตามินซีจากพริกก็จะต้องกินพริกสดเท่านั้น

5 อาหารไทย "เผ็ดร้อน" มากประโยชน์

"น้ำพริก" อาหารเผ็ดร้อนที่อยู่คู่โต๊ะรับประทานอาหารของคนไทย

          น้ำพริก เคียงคู่กับผักสด ผักลวก ปลานึ่ง เมนูง่าย ๆ ที่มากคุณประโยชน์ เพราะวัตถุดิบที่อยู่ในน้ำพริกล้วนเต็มไปด้วยสมุนไพรรสเผ็ดร้อนไม่ว่าจะเป็นพริกขี้หนูกระเทียมไทย กระชาย หอมแดง ตะไคร้ เป็นต้น

          มีผลจากการศึกษาพบว่า น้ำพริก ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มสมุนไพรเผ็ดร้อนนั้น มีฤทธิ์ต่อต้านสารอนุมูลอิสระและชะลอความชรา สามารถกำจัดเชื้อโรคในระบบทางเดินอาหารได้หลายชนิด กระตุ้นการไหลเวียนโลหิตและระบบการหายใจ ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันโรค อีกทั้งยังช่วยลดปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคเบาหวาน และโรคทางสมอง เป็นต้น

"ต้มยำกุ้ง" เมนูที่โด่งดังไปทั่วโลก

          เป็นเมนูที่เสมือนเป็นหม้อยาหม้อใหญ่ที่อุดมไปด้วยสมุนไพรนานาชนิด ไม่ว่าจะเป็นพริกขี้หนู ตะไคร้ ใบมะกรูด ข่า รากผักชี ซึ่งแต่ละชนิดล้วนมีสรรพคุณดูแลสุขภาพร่างกาย อาทิ ใบมะกรูดช่วยแก้จุกเสียด ขับลม พริกช่วยบำรุงธาตุ เป็นต้น

"ส้มตำ" รสแซ่บใคร ๆ ก็ชอบ

          ส่วนผสมของผักและสมุนไพรที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น มะละกอ กระเทียม มะเขือเทศ พริกขี้หนู ถั่วฝักยาว ซึ่งมีสรรพคุณทางยาที่ช่วยสร้างภูมิต้านทานให้กับร่างกาย ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ และชะลอวัย แต่การทานส้มตำให้ได้ประโยชน์ต้องคำนึงถึงความสะอาดของวัตถุดิบเป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากเป็นเมนูที่ไม่ผ่านความร้อน อาจเสี่ยงทำให้เกิดท้องเสียได้โ ดยเฉพาะต้องระวังเชื้อราอย่าง "อะฟลาทอกซิน" ที่มักอยู่ในถั่วลิสง กุ้งแห้ง กระเทียมที่มีโทษต่อตับ และไม่ควรทานส้มตำเกิน 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์หากมีส่วนผสมของ ปูดองเค็มหรือปลาร้า ควรทานเพียงอาทิตย์ละ 1 ครั้งเท่านั้นที่สำคัญส่วนผสมนี้ต้องต้มให้สุกก่อน

ตามมาด้วย "หมูย่างน้ำตก"

          อุดมด้วยกลุ่มสมุนไพรเผ็ดร้อนของพริกขี้หนูสดผสมพริกป่นกลมกล่อมด้วยหอมแดง ต้นหอม ผักชี ใบสะระแหน่คลุกเคล้ามะนาว รวมถึงคลุกกับข้าวคั่วเพื่อช่วยดูดซับแก๊สในช่องท้องที่เกิดจากหมูไม่ย่อย เมื่อเทียบกันแล้ว สเต๊กบาร์บีคิวของฝรั่งที่ทาเนยแสนเลี่ยนจิ้มกับซอสมะเขือเทศ น่าจะต้องหลีกทางให้กับหมูย่างน้ำตก แต่จะให้ดีควรเลือกกินหมูไร้มันด้วย

ปิดท้ายด้วย "มัสมั่นแกงแก้วตา หอมยี่หร่ารสร้อนแรง"

          รสเผ็ดหอมกรุ่น ทั้งยังมีพริกแห้งกับ พริกไทย รวมถึงกลุ่มเครื่องเทศไทยรสเผ็ดร้อนอื่น ๆ เช่น กระเทียมไทย ตะไคร้ซอย ข่าแก่ หอมแดง หอมใหญ่ รากผักชี อบเชย ลูกกระวาน ใบกระวาน กานพลู ฯลฯ ซึ่งให้คุณค่าทางโภชนาการเต็มที่จากโปรตีนและไขมันของเนื้อสัตว์ที่ช่วยย่อยด้วยกลุ่มเครื่องเทศรสเผ็ดร้อน จึงทานได้โดยไม่มีอาการท้องอืดเฟ้อ จุกเสียดจากอาหาร

          เห็นแบบนี้คงหิวแน่เลย...แต่อย่าลืมว่าการที่เราจะมีสุขภาพดีได้ไม่เพียง แค่การกินอาหารที่มีประโยชน์ แต่จะต้องมีการออกกำลังกายที่เหมาะสม ตลอดจนการพักผ่อนอย่างเพียงพอ เป็น 3 ส่วนผสมที่ลงตัวของการมีสุขภาพดีที่ยั่งยืน

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
สสส
เรื่องโดย : กิดานัล กังแฮ Team Content www.thaihealth.or.th 
ที่มา : หนังสือ "เผ็ดร้อนเป็นยา" โดย สำนักศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
เครดิตภาพ  https://health.kapook.com/view166916.html

Thursday, March 2, 2017

12 ของใช้เหล่านี้ก็มีวันหมดอายุ แม้ยังดูดีแต่ควรเปลี่ยนใหม่ได้แล้ว




         ของใช้ทุกชิ้นย่อมมีวันหมดอายุ แม้สภาพภายนอกอาจจะยังดูดี แต่ถ้าใช้ครบกำหนดแล้ว ก็ควรเปลี่ยนใหม่เพื่อรักษาประสิทธิภาพในการใช้งาน มาดูกันว่ามีของชิ้นใดถึงเวลาทิ้งแล้วบ้าง

          หลายคนชอบเกิดอาการเสียดาย ไม่ยอมทิ้ง เพราะเห็นว่าสภาพของใช้ยังดีอยู่ แต่เอาเข้าจริงของใช้ทุกชิ้นก็มีการเสื่อมสภาพและหมดอายุเหมือนกัน แม้รูปร่างจะไม่เปลี่ยนไปจากวันแรกที่ใช้มากนักหรือจะเอาไปทำความสะอาดเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ก็ตาม มาเช็กกันหน่อยว่าของใช้ในบ้านชิ้นใดถึงเวลาโยนทิ้งบ้าง ใช้ต่อไปก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรขึ้นมา เนื่องจากประสิทธิภาพการใช้งานไม่เหลือแล้ว

1. หมอนหนุน

          ต่อให้เป็นหมอนหนุนนอนใบโปรดแค่ไหน เมื่อใช้งานไปแล้วประมาณ 2-3 ปี ควรเปลี่ยนใบใหม่ เพราะมันเป็นระยะเวลาที่ผ่านการสะสมฝุ่นไรมาจำนวนมาก ที่สำคัญเมื่อเราใช้งานทุกวันเข้า เมื่อใยสังเคราะห์ยุบตัวลงก็อาจจะทำให้ปวดคอ ปวดไหล่ หรือปวดหัวตอนตื่นนอนได้

2. สลิปเปอร์

          สลิปเปอร์หรือรองเท้าสำหรับใส่เดินในบ้านก็มีวันหมดอายุกับเขาเหมือนกัน ไม่ต้องใส่จนรองเท้าพัง ซึ่งการนับวันหมดอายุนั้น ให้เริ่มนับจากวันที่ใส่ครั้งแรกไป 6 เดือน นั่นคือเวลาที่ควรเปลี่ยนรองเท้าเป็นคู่ใหม่ได้แล้ว เพราะรองเท้าแตะที่ใช้เปลี่ยนเดินในบ้านหรือห้องนอนนั้น มีความอับชื้นสูง เป็นแหล่งสะสมและกระจายตัวของเชื้อรา

3. ฟองน้ำหรือใยขัดตัว

          สาว ๆ ที่อยากมีผิวพรรณดูสะอาดสะอ้าน ต้องห้ามใช้ฟองน้ำหรือใยขัดตัวอันเดิมซ้ำ ๆ นานข้ามปีเด็ดขาด เพราะมันมีอายุขัยในการใช้งานที่จำกัด ฟองน้ำธรรมดามีอายุแค่ 2 สัปดาห์ ส่วนใยสังเคราะห์และบวบขัดตัวมีอายุประมาณ 6 เดือน ถ้าไม่อยากอาบน้ำไปพร้อมกับเชื้อราและเชื้อแบคทีเรีย เมื่อใช้งานมาถึงเวลาที่กำหนดแล้วละก็ ให้เปลี่ยนเป็นอันใหม่เลยทันที 

4. ผ้าเช็ดตัว

          ถึงผ้าเช็ดตัวจะมีไว้เช็ดทำความสะอาดร่างกายหลังอาบน้ำ แต่มันก็ไม่ได้สะอาดไปพร้อมกับร่างกายของเราหรอกนะคะ แถมความชื้นที่ผ้ายังทำให้มันเป็นแหล่งสะสมและกระจายตัวของเชื้อราอีกด้วย แม้จะนำมาซักความสะอาดอยู่บ่อยครั้ง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะสะอาดขึ้นแต่อย่างใด นอกจากจะเปลี่ยนมาใช้ผืนใหม่ทุก ๆ 1-3 ปีเท่านั้นค่ะ

5. แปรงสีฟัน

          แปรงสีฟันเป็นอุปกรณ์ที่เข้าไปทำความสะอาดภายในช่องปากของเรา ดังนั้นจึงต้องระวังเรื่องความสะอาดให้มาก เมื่อใช้ไปได้สัก 3 เดือนก็ควรเปลี่ยนแปรงอันใหม่เลยทันที เพราะนอกจากเราจะต้องทนใช้งานแปรงบาน ๆ ผิดรูปทรงแล้ว มันยังเป็นแหล่งสะสมเชื้อแบคทีเรียอันดับต้น ๆ ที่ส่งผลให้ป่วยง่ายอีกด้วย

6. ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์

          เป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์ที่มีประโยชน์มากมาย ทั้งใช้ล้างแผลและสามารถนำมาเป็นส่วนผสมในการทำความสะอาดบ้าน ถึงจะมีดีขนาดไหนมันย่อมมีอายุขัยที่จำกัดอยู่ดี ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ที่เปิดใช้แล้วจะมีอายุอยู่ได้เพียงแค่ 2 เดือนเท่านั้น และควรจะซื้อขวดใหม่มาใช้แทน ส่วนขวดที่ยังไม่ได้เปิดใช้งานก็ไม่ควรเก็บไว้ข้ามปีเด็ดขาด

7.  หวีและแปรงผม

          น่าตกใจใช่ไหมล่ะคะที่หวีและหวีแบบแปรงมันมีอายุขัยของมัน เพราะถ้าหากใช้งานไปนาน ๆ โดยไม่ทำความสะอาดเลย ก็จะมีเศษรังแคและน้ำมันเข้าไปติดอยู่ตามซอกทำให้สกปรก เกิดเป็นคราบดำ ดังนั้นเราควรทำความสะอาดหวีและแปรงทุก 1 เดือน แต่ถ้าหวีเริ่มมีรูปทรงผิดเพี้ยนหรือปลายบาน ก็ให้เปลี่ยนมาใช้อันใหม่ทุก 7-10 เดือน

8. จุกนมปลอม

          คุณพ่อ-คุณแม่ที่ให้ลูกน้อยใช้ดูดจุกนมปลอมต้องระวังเรื่องความสะอาดให้ดี ๆ และหมั่นเปลี่ยนอันใหม่ทุก 2-5 สัปดาห์ โดยเฉพาะจุกนมปลอมที่ทำมาจากยาง เมื่อมันมีร่องรอยความเสียหาย เพราะเชื้อโรคจะเข้าไปแฝงตัวอยู่นั้น

9. ชุดชั้นใน

          ถึงยกทรงจะเป็นของคู่กายสาว ๆ ที่กว่าจะหาชิ้นที่ถูกใจได้นั้นก็ยากซะเหลือเกิน แต่เมื่อมันถูกใช้งานมาจนครบกำหนด 1-2 ปี คุณสาว ๆ ก็ควรเปลี่ยนใหม่ อย่าเสียดายเด็ดขาด เพราะไม่อย่างนั้นยกทรงที่ผ่านการใช้งานมานานจนบิดเบี้ยวและขาดความยืดหยุ่น จะทำให้รู้สึกไม่สบายตัวและอึดอัดทุกครั้งที่สวมใส่

10. รองเท้าวิ่ง

          อย่าปล่อยให้ช่วงโอกาสทองของการเซลรองเท้าวิ่งหลุดลอยไป รีบไปคว้ามาหลาย ๆ คู่เลยค่ะ เพราะหลังจากที่เราใส่รองเท้าวิ่งไปวิ่งได้สัก 400-482 กิโลเมตร รองเท้าวิ่งจะสึกและค่อย ๆ เสื่อมสภาพ ไม่สามารถรองรับเท้าได้ดีเหมือนแต่ก่อน ทำให้การวิ่งไม่สนุกอีกต่อไปเพราะคุณวิ่งแบบไม่สะดวกสบาย

11. รางปลั๊กไฟ

          หากเราใช้งานไปนานเกินอายุขัยของมันก็อาจจะทำให้พังเสียหายหรือเกิดเป็นอุบัติเหตุใหญ่ขึ้นมาได้ เช่น เกิดไฟรั่วหรือไฟช็อต ดังนั้นควรจะนับเวลาการใช้งานปลั๊กไฟไว้ให้ดี ๆ อย่าให้เกิน 1-2 ปี หรือถ้ามีการเสื่อมสภาพก็ให้รีบเปลี่ยนอันใหม่ทันที

12. สเปรย์กำจัดยุง

          ยุงที่ว่าร้ายกว่าเสือยังต้องแพ้พ่ายให้กับสเปรย์กำจัดยุงเลยค่ะ แต่ถ้าดันไปหยิบสเปรย์ขวดเก่าที่มีอายุเกิน มาฉีดพ่นเพื่อกำจัดยุงแล้วละก็ รับรองได้เลยว่าไม่ได้ผลอย่างแน่นอน ถ้าจะให้ได้ผลดีก็ต้องเปลี่ยนสเปรย์กำจัดยุงกระป๋องใหม่ทุก 2 ปี เพื่อไม่ให้มันเสื่อมประสิทธิภาพ

          น่าตกใจใช่ไหมล่ะ เพราะสิ่งของแต่ละอย่าง เราต่างก็ใช้งานมานานเกินอายุขัยของมันไปแล้วบ้างก็มี ถ้ายังอยากให้สิ่งของภายในบ้านเหล่านี้มีคุณภาพและประสิทธิภาพที่พร้อมใช้งาน ก็ลองเช็กวันหมดอายุของสิ่งของในบ้านดูนะคะว่ามีอะไรที่หมดอายุแล้วบ้าง และถ้าหมดแล้วก็ควรรีบเปลี่ยนใหม่เลยทันที   

ขอขอบคุณข้อมูลจาก Brightside, simplemost และ stuff
https://home.kapook.com/view166527.html
เครดิตภาพ  https://home.kapook.com/view166527.html