Monday, February 13, 2017

ช็อกโกแลต กับ 14 ประโยชน์จัดเต็มที่ชวนลิ้มลอง




         ช็อกโกแลตเป็นหนึ่งในของอร่อยที่ใครหลายคนต้องคอยยั้งใจไม่ให้ก­­­ินเยอะ มิเช่นนั้นน้ำหนักจะพุ่งเอาได้ แต่ต่อไปนี้การกินช็อกโกแลตจะไม่ทำลายสุขภาพต่อไป เพราะเรามีเคล็ดลับในการกินมาบอก

          ช็อกโกแลตรสหวานอร่อยทำเราอารมณ์ดีขึ้นในพริบตานั้น หากกินเป็นประจำทุกวันย่อมส่งผลกระทบต่อสุขภาพแน่นอน โดยเฉพาะมิลค์ช็อกโกแลต และช็อกโกแลตสอดไส้ต่าง ๆ ทั้งที่ความจริงแล้วช็อกโกแลตนั้นไม่ใช่อาหารตัวร้ายสำหรับสุขภ­­­าพของเราเลย หากกินอย่างรู้หลักก็จะช่วยบำรุงสุขภาพกายและใจของเราให้แข็งแร­­­งขึ้นอีกด้วย แต่เอ๊ะ ! หลักการกินช็อกโกแลตที่ถูกต้องและพอดีนั้นจะเป็นอย่างไรนะ กระปุกดอทคอมมีคำตอบมารอให้คุณอ่านตรงนี้แล้ว  


ช็อกโกแลตจะดีต่อสุขภาพหรือไม่ อยู่ที่ปริมาณโกโก้

          โกโก้ เป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ช็อกโกแลตสุดโปรดของเราทำให้เรามีสุขภาพ­­­ดีได้ เพราะในโกโก้แท้นั้นอุดมด้วยสารฟลาโวนอยด์ที่ช่วยบำรุงหลอดเลือ­­­ดของเราให้แข็งแรง

          จากผลการวิจัยที่ถูกตีพิมพ์ลงในวารสาร American College of Cardiology (JACC) เผยว่า สารฟลาโวนอยด์มีผลต่อสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดของเรา โดยจะช่วยปรับสมดุลการไหลเวียนโลหิตในหลอดเลือด กระตุ้นสร้างเซลล์เส้นเลือดใหม่ และมีคุณสมบัติชะลอความเสื่อมของเซลล์ได้อีกด้วย ดังนั้น หากในช็อกโกแลตแท่งโปรดมีปริมาณโกโก้อยู่สูง นั่นก็หมายถึง เป็นช็อกโกแลตที่กินแล้วดีต่อสุขภาพ โดยเฉพาะ "ดาร์กช็อกโกแลต"

          ในขณะเดียวกัน ช็อกโกแลตที่มีปริมาณโกโก้แท้น้อยมาก เช่น ไวท์ช็อกโกแลต และช็อกโกแลตนม นั้นเป็นช็อกโกแลตที่เราควรหลีกเลี่ยง เพราะเป็นช็อกโกแลตที่มีปริมาณสารฟลาโวนอยด์น้อย แต่มีปริมาณน้ำตาล ไขมัน และมีสีผสมอาหารสังเคราะห์ปนอยู่สูงทีเดียว

เลือกกินช็อกโกแลตอย่างไรให้ได้สุขภาพ

          สำหรับคนที่เป็นช็อกโกแลตเลิฟเวอร์นั้น เราขอแนะนำหลักการง่าย ๆ ในการกินช็อกโกแลตให้ดีต่อสุขภาพ นั่นคือ ดูปริมาณโกโก้เป็นหลัก ถ้าเป็นดาร์กช็อกโกแลตได้ยิ่งดีค่ะ เพราะดาร์กช็อกโกแลตส่วนใหญ่นั้นทำมาจากโกโก้แท้ มีรสขมนำ และมีปริมาณน้ำตาล ไขมันน้อยมาก

          อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะเลือกกินดาร์กช็อกโกแลต ก็ควรกินในปริมาณที่พอเหมาะด้วยนะคะ นั่นคือ ประมาณ 198 กรัมต่อสัปดาห์ หรือประมาณวันละ 28 กรัม อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องระวังให้ดีก็คือ ปริมาณโกโก้ โดยในช็อกโกแลตที่เราเลือกนั้นควรมีโกโก้แท้ผสมอยู่อย่างน้อยร้­­­อยละ 70 อีกทั้งสีของช็อกโกแลตก็ควรออกไปทางดำเข้ม ช็อกโกแลตยิ่งมีสีดำเข้มยิ่งดีต่อสุขภาพค่ะ ส่วนช็อกโกแลตที่มีสีน้ำตาล ส่วนมากจะเป็นมิลค์ช็อกโกแลต

ช็อกโกแลตสอดไส้ กลลวงความอร่อยที่ควรระวัง

          หากใครที่ชอบกินช็อกโกแลตมาก ๆ ย่อมรู้ดีว่า ช็อกโกแลตมีความอร่อยให้เราหลากหลายรูปแบบมาก เช่น ไวท์ช็อกโกแลต ช็อกโกแลตนมผสมรสชาติต่าง ๆ ช็อกโกแลตเคลือบถั่ว ช็อกโกแลตผสมนูกัต ช็อกโกแลตเคลือบคาราเมล หรือแม้แต่ช็อกโกแลตเคลือบเจลลี่ ซึ่งช็อกโกแลตเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราควรหลีกเลี่ยง เพราะในช็อกโกแลตเหล่านี้ไม่ให้ประโยชน์ใด ๆ ต่อสุขภาพเลย นอกจากความอร่อยเท่านั้น !

          ที่น่าตกใจคือ ส่วนใหญ่มีโกโก้แท้อยู่ไม่ถึงร้อยละ 50 ด้วยซ้ำไป และมีสิ่งที่เพิ่มเข้ามาทำให้ช็อกโกแลตน่ากินมากขึ้นก็ก็คือ เนยโกโก้ (Cocoa Butter) โกโก้แมส (Cocoa liquor หรือ Cocoa Powder) และน้ำตาล โดยตัวการบั่นทอนสุขภาพของเราก็คือ เนยโกโก้ ที่มีกรดไขมันอิ่มตัวอยู่ 2 ชนิด ได้แก่ กรดปาล์มิติก (Palmiticacid) และกรดสเตียริก (StearicAcid) นอกจากนี้ยังรวมถึงปริมาณน้ำตาลและสารสังเคราะห์อื่น ๆ อีกด้วย ดังนั้น หากเรากินช็อกโกแลตเหล่านี้เป็นประจำทุกวัน ก็มีสิทธิ์ที่โรคหัวใจ โรคอ้วน โรคเบาหวาน และโรคความดันโลหิตจะถามหาเอาได้

14 ข้อดีของดาร์กช็อกโกแลตที่มีต่อสุขภาพ

          สำหรับใครที่ติดกินมิลค์ช็อกโกแลตเป็นประจำทุกวัน ขอแนะนำว่า ควรหันมากินดาร์กช็อกโกแลตบ้าง เพราะในดาร์กช็อกโกแลตนั้น มีประโยชน์ต่อสุขภาพซ่อนอยู่หลายข้อเลยทีเดียวค่ะ รับรองว่าอ่านแล้วจะยิ่งชอบกินช็อกโกแลตมากขึ้นไปอีก มาดูกันเถอะว่าช็อกโกแลตสีดำเข้มนี้จะให้ประโยชน์ต่อสุขภาพของเ­­­ราอะไรบ้าง

บำรุงหัวใจ

          จากผลการวิจัยของประเทศสวีเดนเผยว่า การกินดาร์กช็อกโกแลตอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้งช่วยลดความเสี่ยงเ­­­สียชีวิตด้วยโรคหัวใจได้สูงถึงร้อยละ 44 ทั้งนี้เป็นเพราะปริมาณสารฟลาโวนอยด์ในดาร์กช็อกโกแลตนั้นช่วยป­­­รับสมดุลความดันโลหิต เพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปหล่อเลี้ยงหัวใจมากขึ้น ช่วยขยายหลอดเลือด ป้องกันหลอดเลือดแข็งตัวที่จะทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดตีบตันในเว­­­ลาต่อมา

ช่วยให้ความจำดีขึ้น

          ดาร์กช็อกโกแลตเพิ่มการไหลเวียนของเลือดให้ไปเลี้ยงสมองมากขึ้น­­­ ทำให้เราจดจำอะไรได้ดีขึ้น จากผลการวิจัยของมหาวิทยาลัย Nottingham ในประเทศอังกฤษ เผยว่า สารฟลาโวนอยด์ในโกโก้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจดจำของสมองให้น­­­านมากขึ้นถึง 2-3 ชั่วโมง

ป้องกันโรคเบาหวานประเภท 2

          สารฟลาโวนอยด์ในดาร์กช็อกโกแลตช่วยยับยั้งการกระตุ้นสร้างอินซู­­­ลินในร่างกายได้ และยังช่วยปรับสมดุลความดันโลหิตของเราอีกด้วย จึงช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานประเภท 2 ได้

ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์

          ดาร์กช็อกโกแลตเป็นอาหารที่อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ จึงช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย เช่น ยับยั้งการเกิดเซลล์มะเร็ง และชะลอกระบวนการเกิดริ้วรอยบนผิวพรรณ เป็นต้น
 
ลดการสะสมของแบคทีเรียในช่องปาก

          ดาร์กช็อกโกแลตเป็นอาหารที่มีความหวานต่ำ เพราะมีสารคาเฟอีนให้ความขมที่เรียกว่า ธีโอโบรมีน(Theobromine) อยู่ในปริมาณสูง ดังนั้น กินแล้วจึงไม่ต้องห่วงว่าฟันจะผุจากการสะสมของแบคทีเรีย
 
บำรุงเลือด

          ดาร์กช็อกโกแลตแท่งสีดำเข้มอุมดมไปด้วยแร่ธาตุและวิตามินที่สำค­­ัญต่อร่างกาย เช่น โพแทสเซียม สังกะสี แมกนีเซีย และธาตุเหล็ก ซึ่งช่วยบำรุงเลือดของเราให้เกิดการไหลเวียนได้ดีขึ้น ทำให้เราห่างไกลจากภาวะโลหิต โรคเบาหวานประเภท 2 โรคหัวใจ และโรคความดันโลหิตสูง

ช่วยลดน้ำหนัก

          จากผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก เผยว่า รสขมของดาร์กช็อกโกแลตช่วยยับยั้งความอยากอาหารได้ดี โดยเฉพาะ อาหารที่มีรสหวาน รสเค็ม และมีไขมันสูง ซึ่งการกินดาร์กช็อกโกแลตขนาดแค่เหรียญบาทเป็นประจำทุกวัน ก็สามารถช่วยให้เราควบคุมน้ำหนักตัวได้ง่ายขึ้นแล้ว น่าลองนะคะ !
 
ดีต่อลูกน้อยในครรภ์

          คนท้องที่กินช็อกโกแลตเป็นประจำมีแนวโน้มว่าลูกน้อยในครรภ์เป็น­­­เด็กอารมณ์ดี ยิ้มเก่ง จากผลการวิจัยของประเทศฟินแลนด์ เผยว่า คนท้องที่กินดาร์กช็อกโกแลตมากกว่า 5 ครั้งต่อสัปดาห์ในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งท้องนั้น มีความเสี่ยงต่ำที่จะครรภ์เป็นพิษถึงร้อยละ 69 อีกทั้งยังมีแนวโน้มได้ลูกน้อยที่มีนิสัยน่ารัก อารมณ์ดี และยิ้มเก่งด้วย สาเหตุมาจากการที่สมองของคุณแม่หลั่งสารเคมีเฟนิลเอธิลลามีน (Phenylethylamine) ออกมาขณะกินช็อกโกแลต ทำให้รู้สึกอารมณ์ดี ซึ่งความรู้สึกนี้ก็จะถ่ายทอดถึงลูกน้อยด้วย

ทำให้อารมณ์ดีขึ้น

          ในขณะที่เรากำลังกินดาร์กช็อกโกแลตนั้น สมองของเราจะหลั่งสารแห่งความสุข หรือสารเอ็นดอร์ฟิออกมาด้วย ทำให้เรารู้สึกอารมณ์ดีขึ้น

ปกป้องผิวจากแสงแดด

          จากผลการวิจัยในประเทศอังกฤษ และเยอรมนี เผยตรงกันว่า สารฟลาโวนอยด์ในช็อกโกแลตนั้นมีคุณสมบัติปกป้องเซลล์ผิวจากการถ­­­ูกทำร้ายของรังสียูวีได้ โดยจะกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ทำให้เซลล์ผิวมีความแข็งแรงมากขึ้น จึงช่วยป้องกันเซลล์ผิวถูกทำลายได้

แก้ไอ ทำให้ชุ่มคอขึ้น

          มีผลการวิจัยหนึ่งเผยว่า การกินช็อกโกแลตนั้นสามารถบรรเทาอาการคันคอ และอาการไอได้ สาเหตุมาจากสารคาเฟอีนในโกโก้ที่เรียกว่า ธีโอโบรมีน (Theobromine) มีคุณสมบัติทำให้ชุ่มคอคล้ายคลึงกับตัวยาโคดีอีน (codeine) หรือยาแก้ไอ

บรรเทาอาการท้องเสีย

          เคยมีบันทึกกล่าวเอาไว้ว่า ในทวีปยุโรปและอเมริกาใต้สมัยศตวรรษที่ 16 นั้นมีการนำช็อกโกแลตมาใช้บรรเทาอาการท้องเสีย เพราะสารฟลาโวนอยด์ในช็อกโกแลตจะจับตัวกับโปรตีนในร่างกาย เพื่อปรับสมดุลการขับถ่ายของเราให้ดีขึ้น

บรรเทาอาการก่อนมีประจำเดือนของผู้หญิง (PMS)

          ช็อกโกแลตสามารถบรรเทาอาการก่อนมีประจำเดือนของผู้หญิงได้ โดยจะช่วยกระตุ้นให้สมองหลั่งสารเอ็นดอร์ฟินออกมาปรับสมดุลอารม­­­ณ์ และยังช่วยลดอาการบวมน้ำได้อีกด้วย

ช่วยลดคอเลสเตอรอล

          จากผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ เออร์แบนา-แชมเปญจน์ ในสหรัฐอเมริกา เผยว่า สารฟลาโวนอยด์ในดาร์กช็อกโกแลตนั้นช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลื­­­อดได้ และยังช่วยปรับสมดุลความดันโลหิตได้อีกด้วย เพราะช็อกโกแลตชนิดนี้มีกรดโอเลอิกสูง ซึ่งเป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่ดีต่อร่างกาย

ช็อกโกแลตกับข้อยกเว้นเรื่องสุขภาพ

          ช็อกโกแลตก็มีข้อจำกัดบางประการกับคนที่มีปัญหาเรื่องสุขภาพที่่ป่วยเป็นโรคไตและไมเกรน หากกินเข้าไปแล้วอาจเกิดผลเสียมากกว่าผลดี

ไมเกรน

          เพราะในช็อกโกแลตนั้นมีสารเคมีที่ชื่อ ไทรามีน (Tyramine) ที่จะยิ่งทำให้การไหลเวียนของเลือดอยู่ในระดับต่ำลง อาการปวดไมเกรนอาจหนักขึ้นกว่าเดิม
 
โรคไต

          ช็อกโกแลตเป็นอาหารที่มีกรดออกซาลิกสูง หากผู้ป่วยโรคไตกินเข้าไปอาจทำให้เกิดผลึกแคลเซียมออกซาเลทสะส­มเป็นก้อนนิ่วในกรวยไตมากขึ้น

          การกินช็อกโกแลตเป็นประจำทุกวันจะไม่กระทบต่อสุขภาพเลย หากเรากินในปริมาณที่เหมาะสม แต่ก็ไม่ใช่ว่าอยากให้สุขภาพดีจึงกินแต่ช็อกโกแลตเพียงอย่างเดี­­­ยวเท่านั้นนะคะ แบบนี้คงไม่ดีต่อสุขภาพแน่ ๆ ทางที่ดีคือ กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ และกินช็อกโกแลตในระหว่างมื้อค่ะ เพียงเท่านี้ ช็อกโกแลตก็ไม่ทำร้ายสุขภาพของเราแล้ว

เครดิตภาพ  https://health.kapook.com/view111793.html

Thursday, February 9, 2017

10 อาหารเย็นที่ควรเลี่ยง ถ้าอยากผอม และนอนให้หลับ



         อาหารที่ควรเลี่ยงในมื้อเย็น ไม่ใช่เพราะกินแล้วอ้วนอย่างเดียว แต่อาจทำให้นอนไม่หลับ หรือลุกมาเข้าห้องน้ำกลางดึกบ่อย ๆ ได้

          อย่างที่เคยเตือนกันเป็นประจำว่า การเลี่ยงมื้อเย็นไม่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพหรือรูปร่างเราเลย ดังนั้นเราก็ไม่ควรอดมื้อเย็นด้วยประการทั้งปวง แต่การรับประทานมื้อเย็นแบบไม่ให้กระทบสุขภาพก็มีหลักที่ควรปฏิบัติด้วยเช่นกัน อย่างวันนี้ที่เราจะมาแนะนำเมนูอาหารที่ไม่ควรกินเป็นมื้อเย็น ด้วยหลากหลายเหตุผลที่ควรเลี่ยง เพราะบางเมนูก็แคลอรีสูงเกิน หรือมีคาเฟอีนและกรดจนทำให้นอนไม่หลับได้ เอาล่ะ ! มาดูกันว่าเมนูอาหารเย็นเพื่อรูปร่างและสุขภาพที่ดี เราควรเลี่ยงอะไรบ้าง

1. อาหารย่อยยาก

          อาหารประเภทของมัน ของทอด เนื้อสัตว์ติดมัน นอกจากจะเป็นอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง เป็นต้นเหตุของภาวะไขมันสะสมจนทำให้อ้วนได้แล้ว ยังเป็นอาหารที่ร่างกายต้องใช้เวลาในการย่อยค่อนข้างนานพอสมควร ดังนั้นหากเรากินอาหารประเภทนี้ในมื้อเย็น กระบวนการย่อยอาหารอาจเลยเถิดไปถึงช่วงการนอนพักผ่อน จนทำให้ร่างกายตื่นตัวและนอนไม่หลับได้

2. แอลกอฮอล์ทุกชนิด

          ไม่ว่าจะเป็นเบียร์ เหล้า หรือแม้แต่ไวน์ทุกสี ก็ล้วนแต่มีฤทธิ์กระตุ้นเมตาบอลิซึมให้ทำงานเร็วขึ้นจนหัวใจเต้นแรงไปด้วย ซึ่งอาจทำให้สะดุ้งตื่นเป็นพัก ๆ ได้ และที่แย่ไปกว่านั้น แอลกอฮอล์ยังเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้นอนกรนด้วยนะคะ ดังนั้นพยายามหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มเหล่านี้ในมื้อเย็นจะดีกว่า

3. ไอศกรีม และมันฝรั่งทอด

          ไอศกรีมหรือสแนคตบท้ายมื้อเย็นเป็นสวรรค์ของใครหลายคน แต่ทราบไหมคะว่า การที่คุณกินอาหารที่เปี่ยมไปด้วยคอเลสเตอรอลขนาดนี้ ระบบการย่อยของร่างกายจะต้องทำโอทีจนคุณรู้สึกปั่นป่วนในขณะนอนหลับ คราวนี้ก็ตื่นกลางดึกกันเป็นว่าเล่นเลยทีเดียว

4. ชา กาแฟ และน้ำอัดลม
          ดร.ทิโมที โรเออร์ นักวิทยาศาสตร์อาวุโสที่ทำงานวิจัยให้กับสถาบันวิจัยเฮนรีฟอร์ดในดีทรอยท์ บอกให้รู้ว่า ฤทธิ์ของคาเฟอีนในชา กาแฟ และน้ำอัดลม ไม่ใช่ย่อย ๆ เลยล่ะ ฉะนั้นหากดื่มเครื่องดื่มเหล่านี้เข้าไปในมื้อเย็น เตรียมตัวตาค้างค่อนคืนได้เลย อ้อ ! นอกจากนี้แล้วก็ควรระวังเครื่องดื่มชูกำลังที่มีฤทธิ์กระตุ้นการทำงานของร่างกายด้วยนะ

5. อาหารรสจัด

          สำหรับคนที่ชอบกินอาหารรสจัดในมื้อเย็น โปรดทราบเลยค่ะว่า ความเผ็ดร้อนของเครื่องเทศและสมุนไพรต่าง ๆ อาจไปกระตุ้นให้ระบบย่อยอาหารระบบขับถ่าย และระบบหายใจตื่นตัว ทำให้ค่ำคืนนั้นเป็นอีกคืนหนึ่งที่คุณนอนหลับอย่างกระสับกระส่าย ยิ่งหากกินอาหารรสจัดแกล้มกับอาหารที่มีไขมันสูงด้วยแล้ว โป๊ะเช๊ะเลยว่าตื่นมาได้กลายเป็นหมีแพนด้าแน่

6. ดาร์กช็อกโกแลต

          ช็อกโกแลตเป็นอาหารที่ควรกินยามบ่ายต้น ๆ มากกว่าในมื้อเย็นค่ะ เพราะในดาร์กช็อกโกแลตหรือแม้แต่โกโก้ที่มีความเข้มข้นสูง ก็แอบแฝงปริมาณคาเฟอีนไว้พอสมควรเลย ยกตัวอย่างเช่น ดาร์กช็อกโกแลต 1 บาร์ ขนาด 1.55 ออนซ์ ก็มีปริมาณคาเฟอีนมากถึง 12 มิลลิกรัม เทียบเท่ากับปริมาณคาเฟอีนในกาแฟถึง 3 แก้ว ! อื้อหือ ไม่ต้องเดาเลยว่าถ้ากินดาร์กช็อกโกแลตเข้าไปในมื้อเย็น ร่างกายจะคึกคักตื่นตัวขนาดไหน

7. ผักสีเขียว

          เข้าใจไม่ผิดหรอกค่ะว่า ผักสีเขียวมีประโยชน์กับร่างกาย ทว่าผักสีเขียวบางชนิด เช่น บรอกโคลี กะหล่ำปลี ต้นหอม เป็นทั้งผักที่มีเส้นใยสูง และมีผลทำให้กระบวนการย่อยอาหารทำงานช้าลง ซึ่งอาจทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะมารบกวนการนอน ทำให้นอนหลับไม่สบายได้นั่นเอง

8. เกลือ

          คิดว่าคงไม่มีใครกินเกลือเล่น ๆ หรอกค่ะ แต่เชื่อไหมว่าหลายมื้ออาหาร เราก็กินเกลือไปเกินขนาดที่ร่างกายจะขับออกได้หมด โดยเฉพาะในมื้อเย็น การรับประทานอาหารที่มีโซเดียมสูง เช่น อาหารปรุงสำเร็จ ขนมกรุบกริบ ไข่เค็ม ปลาเค็ม ปูเค็ม ปลาแดดเดียว กุนเชียง แฮม เบคอน ไส้กรอก ผลไม้ดอง และอาหารที่ผ่านกระบวนการแปรรูปอื่น ๆ ซึ่งอาจทำให้ร่างกายเกิดภาวะโซเดียมสูง จนก่อให้เกิดการบวมน้ำ ความดันโลหิตไม่ปกติ และอาจปวดปัสสาวะบ่อยในตอนกลางคืน

9. เผือก มันเทศ มันสำปะหลัง

          อาหารประเภทหัวเหล่านี้มีปริมาณคาร์โบไฮเดรสค่อนข้างสูง ดังนั้นหากใครไม่อยากมีไขมันสะสม หรือกำลังไดเอตอยู่ พยายามหลีกเลี่ยงอาหารประเภทนี้ในมื้อเย็นเถอะค่ะ

0. ขนมหวานและอาหารที่มีน้ำตาลสูง

          นอกจากไอศกรีม ชา กาแฟ แล้ว มื้อเย็นก็ไม่ควรกินขนมหวาน เบเกอรี่ หรืออาหารที่มีรสหวานจัดทุกชนิด เนื่องจากน้ำตาลที่มากเกินไป อาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูง จนรบกวนการนอนหลับได้ อีกทั้งความอ้วนยังเตรียมมาเยือนคุณด้วยนะคะ หากรับประทานขนมหวาน ๆ หลังมื้อเย็นเป็นประจำอย่างนี้


          ทั้งหมดนี้ก็เป็นอาหารเย็นที่ควรเลี่ยงให้ไกล ถ้าไม่อยากน้ำหนักตัวขึ้นพรวด ๆ ลุกมาเข้าห้องน้ำบ่อย ๆ ตอนกลางคืน หรือนอนไม่หลับเอาซะเลย

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
MODERNMOM

Wednesday, February 8, 2017

รู้อาหารแลกเปลี่ยน... เลือกให้ดี กินหนีอ้วน




          เลือกทานอาหารแลกเปลี่ยน ดีต่อใจ ได้สุขภาพดี แค่เลือกกินให้ถูกก็ควบคุมน้ำหนักได้สบาย

          รู้หรือไม่ ?? ขนมปัง 1 แผ่น ให้พลังงานเท่ากับ ข้าวซ้อมมือ 1 ทัพพี และเส้นบะหมี่ลวก ½ ถ้วยตวง ซึ่งทั้งหมดนี้ให้พลังงานที่ 80 แคลอรีเท่ากัน แสดงให้เห็นว่า การเลือกกินอาหารแต่ละอย่างควรตระหนักถึงพลังงานที่ได้รับ แม้ว่าขนมปังเป็นของที่กินง่ายในมื้ออาหารเช้าก็จริง แต่พลังงานที่ร่างกายได้รับเข้าไป ก็เท่ากับข้าว 1 ทัพพีเลยทีเดียว
  
       ในแง่มุมด้านโภชนาการ การเลือกกินอาหารนับเป็นสิ่งสำคัญ พอ ๆ กับการออกกำลังกาย เพื่อป้องกันการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่ประกอบด้วยโรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดสมองและหัวใจ โรคถุงลมโป่งพอง โรคมะเร็ง โรคความดันโลหิตสูง และโรคอ้วนลงพุง ดังนั้น พลังงานของอาหารแต่ละอย่างที่เรากินเข้าไปนั้นจำเป็นที่จะต้องมีความรู้ เพื่อสร้างความตระหนักให้ตัวเราก่อนจะกินอาหารเหล่านั้นเข้าไป ปัจจุบันมีอาหารที่หน้าตาน่ากินมากมายทั้งของหวาน ของคาว ล่อตาล่อใจผู้บริโภคมาก ถ้าเรากินโดยขาดสติหรือขาดการไตร่ตรองแล้ว แน่นอนว่าพลังงานที่เข้าไปจะเป็นส่วนเกิน และนำมาสู่โรคอ้วนลงพุง โรคไขมันอุดตัน ฯลฯ

          นักโภชนาการอย่าง รุ่งฉัตร อำนวย แอดมินเพจ "เมื่อวานป้าทานอะไร" กล่าวถึงเรื่องอาหารแลกเปลี่ยนว่า นักกำหนดอาหารได้ให้ความรู้ในการนับอาหารที่ละเอียดที่สุดในระดับที่เราทุกคนทำได้ โดยนับอาหารเป็น 1 ส่วน ในปริมาณพลังงานที่เท่ากัน โดยแบ่งแยกเป็น 6 หมวด ประกอบด้วย หมวดข้าว-แป้ง ผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ นม และไขมัน อาหารแลกเปลี่ยนจะกำหนดพลังงานที่มาตรฐาน ว่าในหมวดหมู่อาหารเดียวกันนั้น ปริมาณที่ควรกินจะเป็นเท่าไหร่ถึงจะดีต่อสุขภาพ

ดีต่อใคร ดีอย่างไร

นักโภชนาการจากเพจเมื่อวานป้าทานอะไร ยังบอกอีกว่า อาหารแลกเปลี่ยนเป็นประโยชน์มากสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง และผู้ป่วยที่ต้องให้อาหารทางสายยาง รวมถึงผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน เนื่องจากอาหารที่เลือกกินนั้นจะสามารถจำกัดพลังงานได้ และผู้ป่วยสามารถกำหนดอาหารและพลังงานในแต่ละมื้อตามได้ง่าย เพื่อให้ได้ปริมาณสารอาหารที่ครบถ้วนในแต่ละวัน

          สำหรับบุคคลทั่วไป ที่มีค่าดัชนีมวลกาย (Body Mass Index : BMI) ตามเกณฑ์มาตรฐาน ไม่ต้องกังวลในการคำนวณค่าพลังงานของอาหารมากนัก แต่สิ่งที่อยากบอกคือ ควรระวังและตระหนักในการเลือกกินอาหารแต่ละอย่างเข้าไปมากกว่า ถ้าอาหารชนิดนั้นมีความหนาแน่นของพลังงานค่อนข้างเยอะ หรือมีจำนวนพลังงานสูง ควรกินในปริมาณที่น้อยลง เพื่อไม่ให้พลังงานเข้าสู่ตัวเรามากขึ้น และเป็นการป้องกันการเกิดโรค NCDs ในอนาคต

สัดส่วนอาหารแลกเปลี่ยน



ภาพจาก วารสารโภชนบำบัด พ.ศ. 2547 ปีที่ 15 ฉบับที่ 1
 
กินอาหารกับการรักษามวลกล้ามเนื้อให้คงที่

          รุ่งฉัตร อำนวย ให้คำแนะนำว่า เราไม่ควรอดอาหารมื้อใดมื้อหนึ่ง แต่เราสามารถควบคุมพลังงานได้โดยใช้ความรู้จากอาหารแลกเปลี่ยนให้เป็นประโยชน์ เพราะเมื่อเกิดภาวะอดอาหารร่างกายเราจะสูญเสียมวลกล้ามเนื้อไป ถ้าอยากควบคุมน้ำหนักควรไปโฟกัสที่การออกกำลังกาย ควบคู่กับควบคุมสัดส่วนอาหารไปด้วยก็จะยิ่งช่วยให้มวลไขมันลดลง

          เรื่องที่ควรรู้อีกอย่างคือ สิ่งที่ร่างกายจะนำมาสะสมเป็นไขมัน คือ น้ำตาลเชิงเดี่ยว (Simple Sugar) ที่พบในผลไม้ น้ำผึ้ง น้ำตาลเมเปิล น้ำตาลจากอ้อย นม ฟรักโทส กลูโคส ซูโครส และแล็กโทส ถ้าเราจะควบคุมมวลไขมันให้น้อยลง และสร้างกล้ามเนื้อ ก็ควรควบคุมน้ำตาลที่อยู่ในเครื่องดื่มต่าง ๆ

 สุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน

          การจะมีสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืนนั้น รุ่งฉัตร บอกว่า ด้านจิตใจต้องมาก่อน และต้องยอมรับสุขภาพของเราบนพื้นฐานของความจริงให้ได้ ไม่หลอกตัวเองว่าน้ำหนักมาตรฐาน หรือสุขภาพดี โดยเช็กมาตรวัดมาตรฐานของร่างกาย ผ่านการตรวจร่างกายประจำปี จะทำให้เรารู้ว่าสุขภาพพื้นฐานเป็นอย่างไร มีโรคอะไรที่ต้องเผชิญ เพื่อจะได้ดูแลตัวเองและรักษาได้อย่างตรงจุด และการออกกำลังกาย

          โดยทำตามที่องค์การอนามัยโลกแนะนำ คือออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3-4 วัน อย่างน้อยวันละ 30 นาที หรือทำกิจกรรมทางกาย  คือการเคลื่อนไหวอะไรก็ได้ที่ใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ โดยเด็ก อายุ 6-17 ปี ควรมีกิจกรรมทางกายวันละ 60 นาที หรือ 420 นาที ต่อสัปดาห์
​ ​​ผู้ใหญ่ อายุ 18-64 ปี ควรมีกิจกรรมทางกาย 150 นาทีต่อสัปดาห์ หรือ กิจกรรมระดับเหนื่อยมาก 75 นาที  ​และ​ผู้สูงอายุ ที่มีอายุเกินกว่า 64 ปี ควรมีกิจกรรมทางกาย 150 นาทีต่อสัปดาห์ควบคู่กับการฝึกการทรงตัว

          สสส. สนับสนุนให้คนไทยมีสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน โดยให้ความรู้ คำแนะนำ ผ่านผู้เชี่ยวชาญและโครงการต่าง ๆ ซึ่งสามารถติดตามได้ผ่านเว็บไซต์ www.thaihealth.or.th

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
สสส
เรื่องโดย อาภาวรรณ โสภณธรรมรักษ์ Team content www.thaihealth.or.th, ข้อมูลตารางอาหารแลกเปลี่ยนจากวารสารโภชนบำบัด พ.ศ. 2547 ปีที่ 15 ฉบับที่ 1
เครดิตภาพ  https://health.kapook.com/view165758.html

Tuesday, February 7, 2017

กินอะไรลดไขมันในเลือด 16 อาหารยอดคุณ เลือกให้ถูกจะรู้ว่าดีจริง




กินอะไรลดไขมันในเลือด 16 อาหารเฮลธ์ตี้ที่พ่วงประโยชน์ดี ๆ ให้ร่างกายอีกเพียบ รู้ไว้สักนิดจะได้เลือกกินกันได้ถูก

          ไขมันในเลือดสูง ปัญหาสุขภาพที่เกิดจากอาหารการกิน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้อีกมากมายไม่ว่าจะเป็นโรคหัวใจ หลอดเลือดอุตตัน ที่ล้วนแต่เป็นอันตรายแทบทั้งนั้น ไม่อยากป่วยเพราะตามใจปากละก็ ลองมาลิ้มลองอาหารลดไขมันในเลือด เห็นแล้วรับประทานไม่ยาก แถมยังอร่อยกว่าที่คิดอีกด้วยล่ะ

1. ชา

          ชาทุกชนิดนั้นล้วนแต่มีประโยชน์ในการลดระดับไขมันในเส้นเลือด แต่ที่ถือว่ามีสรรพคุณเด็ดดวงสุด ๆ ก็อย่างเช่น ชาขาว ซึ่งมีสรรพคุณเป็นสารต้านอนุมูลอิสระต่อต้านมะเร็ง แถมยังช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลชนิดที่ไม่ดีในเลือดได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังมีชาดำที่เรานิยมดื่มก็สามารถช่วยลดไขมันในเส้นเลือดได้มากขึ้นอีกด้วย ฉะนั้นใครที่กังวลเรื่องระดับไขมันในเส้นเลือด ก็เปลี่ยนจากเครื่องดื่มที่ดื่มเป็นประจำมาจิบชาร้อน ๆ ก็ดีเหมือนกันนะ

2. ข้าวโอ๊ต

          ธัญพืชสุดเบสิกอย่างข้าวโอ๊ต ที่นอกจากจะสามารถช่วยลดความอ้วนได้แล้ว ก็ยังช่วยลดปริมาณไขมันในเส้นเลือดได้อีกด้วย เนื่องจากข้าวโอ๊ตมีไฟเบอร์สูง อีกทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจได้ ไม่ว่าจะนำมาผสมกับนมและผลไม้รับประทาน หรือนำไปเป็นส่วนผสมในคุกกี้ ก็ได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ชัวร์ !

3. ช็อกโกแลต

          ช็อกโกแลต ของโปรดของใครหลายคน ที่มากด้วยคุณประโยชน์จากสารต้านอนุมูลอิสระที่มาจากโกโก้ สามารถช่วยลดการก่อตัวของคอเลสเตอรอลชนิดที่ไม่ดีในเลือดได้ โดยการศึกษาในปี 2007 ซึ่งตีพิมพ์ในเอกสารวิชาการ AJCN พบว่า เมื่อผู้ที่มีปัญหาไขมันในเส้นเลือดสูงรับประทานช็อกโกแลตติดต่อกัน 12 สัปดาห์ ก็พบว่ามีระดับคอเลสเตอรอลชนิดที่ดีเพิ่มขึ้นถึง 24% แต่ก็อย่าชะล่าใจรับประทานช็อกโกแลตที่ผสมนมล่ะ เลือกรับประทานดาร์กช็อกโกแลตดีกว่าค่ะ

4. ถั่ว

          ถั่ว เป็นแหล่งอาหารที่อุดมด้วยไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำได้ ซึ่งเจ้าไฟเบอร์ชนิดนี้มีประโยชน์ต่อการลดระดับไขมันในเส้นเลือด นอกจากนี้ก็ยังช่วยในการลดน้ำหนักได้ เพราะการรับประทานถั่วจะช่วยให้อิ่มท้องได้นานขึ้น แถมเจ้าถั่วนี้ยังมีหลากหลายชนิดให้เลือก ไม่ว่าจะเป็น ถั่วแดง ถั่วดำ ถั่วเลนทิล เป็นต้น อยากรับประทานถั่วชนิดไหนก็เลือกได้ตามสะดวก

5. ถั่วเปลือกแข็ง

          มีการศึกษาจำนวนไม่น้อยที่พบว่าถั่วเปลือกแข็ง อาทิ อัลมอนด์ วอลนัท ถั่วลิสง รวมทั้งถั่วเปลือกแข็งชนิดอื่น ๆ ล้วนดีต่อสุขภาพหัวใจ แถมยังพบอีกด้วยว่าการรับประทานเพียงวันละ 60 กรัมสามารถช่วยลดระดับไขมันในเส้นเลือดได้ ยิ่งถ้าหากรับประทานคู่กับอาหารที่ช่วยลดระดับไขมันในเส้นเลือดด้วยละก็จะยิ่งให้ผลทวีคูณเลยทีเดียว อีกทั้งสารอาหารอื่น ๆ ทั้งวิตามิน และแร่ธาตุบางชนิดในถั่วเปลือกแข็งก็ยังช่วยสร้างเสริมหัวใจให้ยิ่งแข็งแรงกว่าเดิมอีกด้วยค่ะ

6. ถั่วเหลือง

          ไม่ว่าถั่วเหลืองจะถูกแปรรูปไปอยู่ในรูปของเต้าหู้หรือนมถั่วเหลือง ก็สามารถช่วยลดระดับไขมันในเส้นเลือดได้ แถมยังให้ผลดีอย่างสุด ๆ จนคาดไม่ถึง เพราะแค่เพียงรับประทานถั่วเหลืองวันละ 25 กรัมก็สามารถระดับลดไขมันเลือดได้ถึง 5-6% เลย 

7. เสาวรส

          เสาวรส เป็นผลไม้ที่นิยมบริโภคแพร่หลายในต่างประเทศ แต่ในบ้านเรากลับไม่ค่อยนิยมนำมากินสด ๆ เหมือนกับผลไม้ชนิดอื่นเท่าไรนัก ส่วนใหญ่จะนำผลเสาวรสมาคั้นเป็นน้ำ หรือไม่ก็นำไปเป็นส่วนประกอบในอาหารชนิดอื่น ๆ เช่น ไอศกรีมเสาวรส ขนมเค้ก คุกกี้ เป็นต้น จากการศึกษาพบว่าวิตามินซีในผลเสาวรส มีมากกว่าในผลมะนาวเสียอีก และยังพบอีกด้วยว่า สาร Albumin homologous protein ในเมล็ด สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อราได้ มีสรรพคุณช่วยแก้อาการนอนไม่หลับ ลดไขมันในเส้นเลือด และโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบได้อีกด้วย

          อย่างไรก็ตาม การทานผลสดของเสาวรสนั้น ยังมีข้อควรระวังอยู่ด้วย นั่นคือ ไม่ควรเคี้ยวให้เมล็ดสดแตก เพราะร่างกายจะได้รับผลข้างเคียงจากสารไซยาไนต์ในเมล็ด และอีกกรณีก็คือ ผู้ที่ระดับน้ำตาลในเลือดสูงควรดื่มพอประมาณ

8. ไวน์แดง

          การดื่มไวน์แดงในปริมาณที่พอเหมาะ เป็นประโยชน์ของสุขภาพอย่างท่วมท้นเลยเชียวล่ะ มีการศึกษาพบว่าการดื่มไวน์แดงสามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลชนิดที่ไม่ดีในร่างกายได้ แถมยังได้คุณประโยชน์จากองุุ่นเช่นเดียวกับอาหารเสริมที่สกัดจากองุุ่น แต่ก็อย่าดื่มมากเกินไปนะ เพราะดื่มเยอะเกินไปก็อาจทำให้เมาและส่งผลเสียมากกว่าได้ผลดี

9. กระเทียม

          สมุนไพรไทยอีกชนิดที่มักจะไปโผล่อยู่บนอาหารหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นแบบปรุงสุกพร้อมกับอาหารหรือเป็นของเคียง ซึ่งเจ้ากระเทียมนั้นไม่ได้เพียงแค่ทำให้อาหารมีกลิ่นและรสชาติ หรือช่วยตัดคาวได้เท่านั้น แต่ยังช่วยลดระดับไขมันในเส้นเลือด ป้องกันการแข็งตัวของเลือด ลดความดันโลหิต รวมทั้งป้องกันการอักเสบ อีกทั้งยังมีการศึกษาพบอีกว่าการรับประทานกระเทียมวันละ 1-2 หัวจะช่วยหยุดการอุดตันของหลอดเลือดหัวใจที่เกิดจากไขมันในเส้นเลือดได้อีกด้วยล่ะค่ะ รู้แบบนี้แล้วรีบไปลองเลย

10. ปลาไขมันสูง

          อย่างแรกต้องทำความเข้าใจก่อนว่าไขมันที่เรารับประทานนั้นมีทั้งชนิดที่ดีและไม่ดี โดยไขมันที่ดีต่อสุขภาพนั้นส่วนใหญ่จะสามารถพบได้มากในปลาที่มีไขมันสูง ไขมันชนิดนั้นก็คือ ไขมันโอเมก้า 3 ซึ่งพบได้ในปลาหลายชนิด เช่น ปลาแซลมอน ปลาซาร์ดีน ปลาทูน่า และปลาทะเลน้ำลึกอื่น ๆ การรับประทานปลาไขมันสูงสัปดาห์ละ 2-3 ครั้งจะช่วยให้ระดับคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดีในเลือด และระดับไตรกลีเซอไรด์ ในเลือดลดลง อีกทั้งยังป้องกันภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะได้อีกด้วยค่ะ

11. กระเจี๊ยบแดง

          กระเจี๊ยบแดงเป็นสมุนไพรไทยที่มีสรรพคุณน่าทึ่งมากเลยทีเดียว เพราะนอกจากจะช่วยลดระดับไขมันในเส้นเลือดแล้ว ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระอยู่เพียบ เช่นเดียวกับบลูเบอร์รี เชอร์รี และแครนเบอร์รี อีกทั้งยังมีสรรพคุณช่วยต้านมะเร็ง และชะลอวัยได้อีกด้วย คราวหน้ามีโอกาสลองนำกระเจี๊ยบแดงมาทำขนมหรือคั้นเป็นเครื่องดื่มก็ดีนะ

12. ผักปวยเล้ง

          ต้องขอบอกว่าผักชนิดนี้มีคุณค่าทางอาหารเยอะพอตัวเลยล่ะ โดยเฉพาะลูติน ซึ่งเป็นสารที่พบได้ในอาหารจำพวกผักใบเขียวเข้มและไข่แดง โดยเจ้าสารนี้สามารถช่วยลดการเกิดการตาบอดจากภาวะเสื่อมตามวัย แถมถ้ารับประทานผักปวยเล้งเป็นประจำละก็ จะยิ่งช่วยลดการเกิดหัวใจวาย ด้วยการขจัดไขมันในหลอดเลือดอันเป็นสาเหตุของการอุดตันในเส้นเลือดหัวใจ ที่สำคัญเจ้าผักชนิดนี้ก็ยังนำมารับประทานได้ไม่ยากด้วย จะรับประทานสด ๆ คู่กับผักอื่น ๆ เป็นสลัด หรือจะนำไปปรุงให้สุกก็ได้ค่ะ

13. อะโวคาโด

          ผลไม้ชนิดนี้อุดมไปด้วยไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว ซึ่งเป็นไขมันชนิดที่ดีต่อร่างกาย เพราะเมื่อรับประทานเข้าไปแล้ว ไขมันชนิดนี้จะเข้าไปเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลชนิดที่ดีในร่างกายและทำให้ไขมันชนิดที่ไม่ดีอย่างคอเลสเตอรอลชนิดที่ไม่ดีและไตรกลีเซอไรด์ในเลือดลดลง แต่ก็ควรรับประทานอย่างพอเหมาะเพราะอะโวคาโดเป็นผลไม้ที่มีแคลอรีสูงค่ะ

14. ขิง

          สมุนไพรรสชาติเผ็ดร้อนที่เราชอบนำมาใส่ในอาหารหรือชงดื่มเป็นเครื่องดื่มร้อน ก็มีสรรพคุณช่วยลดคอเลสเตอรอลนะ เพราะมีการศึกษาพบว่าหากเติมขิงสดใส่ในอาหารที่มีคอเลสเตอรอล จะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในอาหารจานนั้น ๆ ได้ ใครที่กังวลว่าอาหารที่รับประทานจะทำให้ไขมันในเส้นเลือดสูงขึ้นก็เติมขิงลงไปแล้วกันเนอะ

15. เห็ดฟาง

          เห็ดที่คนนิยมนำมาปรุงอาหารกันหลากหลายชนิดอย่างเห็ดฟาง ขอบอกเลยล่ะว่าใครที่มีปัญหาไขมันในเส้นเลือดสูงควรหามารับประทานอย่างยิ่ง เพราะเจ้าเห็ดชนิดนี้ช่วยลดไขมันในเส้นเลือดได้ และยังช่วยบำรุงหัวใจ กระตุ้นระบบไหลเวียนเลือด อีกทั้งยังป้องกันโรคหวัด ต้านโรคมะเร็ง ลดการติดเชื้อและช่วยสมานแผล ที่สำคัญยังมีไฟเบอร์สูงเหมาะสำหรับคนที่มีอาการท้องผูกบ่อย ๆ อีกด้วย

16. มะเขือยาว

          มะเขือยาว ผักอีกชนิดที่เรามักจะนำมารับประทานคู่กับน้ำพริกเป็นผักเคียง สรรพคุณของมะเขือยาวก็ดีไม่ใช่ย่อยเลย เพราะสามารถช่วยลดไขมันในเส้นเลือด โดยจากการศึกษาพบว่า มะเขือยาวอาจช่วยยับยั้งการดูดซึมคอเลสเตอรอลผ่านผนังลำไส้ได้ค่ะ

          แม้ว่าอาหารเหล่านี้จะช่วยลดไขมันในเส้นเลือดได้ แต่ก็ใช่ว่าคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับไขมันในเส้นเลือดจะหันมาพึ่งพาการรับประทานอาหารเพียงอย่างเดียวนะ ยังไงการใช้ยาตามแพทย์สั่งก็ยังเป็นเรื่องที่ควรทำต่อไป ดังนั้นทานอาหารเหล่านี้ควบคู่ไปกับการรับประทานยาจะดีกว่านะคะ และที่สำคัญคือ ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูงทั้งหลายให้ไกลจะดีที่สุดเลย

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
prevention
harvard.edu
https://health.kapook.com/view127705.html
เครดิตภาพ  https://health.kapook.com/view127705.html

Thursday, February 2, 2017

7 วิธีทำให้น้ำแข็งละลายช้า รักษาความเย็นได้นานแม้อากาศร้อน




        วิธีทำให้น้ำแข็งละลายช้า วิธีเก็บน้ำแข็งให้อยู่ได้นาน ๆ ไม่ละลายง่าย ๆ โดยการชะลอการละลายของน้ำแข็ง รักษาความเย็นสดชื่นเอาไว้ได้นาน ๆ แม้ในวันที่อากาศร้อน

          ต่อให้เก็บในกระติกน้ำแข็ง ไม่นานน้ำแข็งก็ละลายอยู่ดี โดยเฉพาะช่วงอากาศร้อนจัดและลมพัดแรง วันนี้กระปุกดอทคอมเลยรวบรวมวิธีที่ทำให้น้ำแข็งละลาย วิธีเก็บน้ำแข็งให้อยู่ได้นานขึ้น ด้วยสารพัดวิธีกักเก็บรักษาความเย็นให้น้ำแข็งไม่ละลาย เก็บในถังน้ำแข็งได้นาน ๆ แม้ในช่วงที่มีอากาศร้อนจัด มาดูทริคเด็ดช่วยเก็บน้ำแข็งให้อยู่ได้นานยิ่งขึ้นที่เรานำมาฝากกัน เป็นวิธีที่ทำได้ง่าย ๆ แถมยังได้ผลอีกซะด้วย

1. รองด้วยกระดาษฟอยล์

          ได้มีการพิสูจน์มาแล้วว่ากระดาษฟอยล์ช่วยรักษาความเย็นได้ และทำให้น้ำแข็งละลายช้าลงกว่าการใช้วัสดุอื่น ๆ วิธีรักษาความเย็นให้น้ำแข็ง โดยใช้กระดาษฟอลย์รองก้นและด้านในกระติกให้ทั่วก่อน จากนั้นค่อยเทน้ำแข็งลงไปในกระติก

2. รองด้วยผ้าขนหนู

          รองก้นกระติกด้วยพลาสติกกันกระแทก (Air bubble) ก่อน จากนั้นรองผ้าขนหนูด้านในกระติก ให้ปลายผ้าขนหนูพาดขอบกระติกออกมา เพื่อป้องกันอากาศไม่ให้เข้าไปในกระติก เพราะน้ำแข็งจะละลายเร็วขึ้นเมื่อสัมผัสกับอากาศภายนอก
        
3. ห่อด้วยผ้าขนหนูเปียก

          นอกจากจะใช้รองด้านในของกระติกแล้ว เมื่อนำผ้าขนหนูห่อยังช่วยรักษาอุณหภูมิ โดยให้นำผ้าขนชุปน้ำบิดหมาดห่อรอบกระติก ต้องผ้าขนหนูเปียกอยู่ตลอดเวลา เมื่อผ้าขนหนูเริ่มแห้งหรือน้ำระเหยออกแล้วให้นำไปชุบน้ำใหม่เรื่อย ๆ 

4. ใช้น้ำแข็งก้อนใหญ่

          น้ำแข็งก้อนเล็กจะละลายเร็วกว่าน้ำแข็งก้อนใหญ่ เนื่องจากพื้นผิวของน้ำแข็งก้อนเล็กมีโอกาสสัมผัสกับอากาศมากกว่าน้ำแข็งก้อนใหญ่ น้ำแข็งที่มีขายส่วนมากเป็นน้ำแข็งขนาดเล็ก ละลายเร็ว น้ำแข็งทำเองจะละลายช้ากว่า โดยก่อนการทำน้ำแข็งให้ต้มน้ำเพื่อไล่ฟองอากาศที่อยู่ในน้ำออกก่อน จากนั้นเทน้ำใส่กล่องนม ปิดฝา นำไปแช่ช่องฟรีซ เมื่อเป็นน้ำแข็งแล้วให้ใช้มีดกรีดกล่องนมแล้วจึงเอาน้ำแข็งออกมา

5. ไอซ์แพ็ค

          ไอซ์แพ็คเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยในการรักษาความเย็นให้กับเครื่องดื่ม แต่ทั้งนี้สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการรักษาอุณหภูมิของน้ำแข็ง ทำให้น้ำแข็งละลายช้าลง โดยก่อนจะใส่น้ำแข็งลงในกระติก ให้วางเรียงไอซ์แพ็คให้ทั่วกระติกด้านใน ทั้งก้นและด้านข้างของกระติก

6. แช่เครื่องดื่มให้เย็นก่อนลงแช่ในถังน้ำแข็ง

          ถ้าต้องเก็บเครื่องดื่มรวมกับน้ำแข็งในถังเดียวกัน ก่อนการนำกระป๋องเครื่องดื่มลงแช่รวมกับน้ำแข็งนั้น ควรนำไปแช่ตู้เย็นให้เย็นซะก่อน เพราะถ้าแช่แบบอุณหภูมิปกติ อุณหภูมิบนพื้นผิวของกระป๋องเครื่องดื่มที่สูงกว่าจะทำให้น้ำแข็งละลาย  

7. เหลือน้ำเย็นไว้ก้นกระติก 

          เมื่อน้ำแข็งละลายกลายเป็นน้ำ ตอนรินน้ำออกจากกระติกอย่ารินออกจนหมด ให้เหลือน้ำไว้ที่ก้นกระติกประมาณ 2 นิ้ว หรือประมาณ 5 เซนติเมตร เพราะน้ำเย็นจะช่วยรักษาอุณหภูมิ ชะลอการละลายของน้ำแข็ง
   
ขอขอบคุณข้อมูลจาก thecampingdetective, snowys และ wikihow
https://home.kapook.com/view163286.html
เครดิตภาพ  https://home.kapook.com/view163286.html