Tuesday, December 13, 2016

รู้ไว้นะ “สับปะรด”ทำลายเซลล์มะเร็ง ผลไม้มหัศจรรย์ ที่ไม่ควรมองข้าม !! กับ 10 เหตุผลที่คุณต้องทึ่ง




สับปะรด คือผลไม้มหัศจรรย์ตัวจริง นอกจากจะเป็นเครื่องมือช่วยลดน้ำหนักได้ดี สับปะรดยังเต็มไปด้วยคุณประโยชน์จากสารอาหารต่างๆ สับปะรด คือผลไม้มหัศจรรย์ตัวจริง นอกจากจะเป็นเครื่องมือช่วยลดน้ำหนักได้ดี สับปะรดยังเต็มไปด้วยคุณประโยชน์จากสารอาหารต่างๆ ได้แก่ วิตามินซี, แมงกานีส, วิตามินบี 1, โฟเลต, ทองแดง, วิตามินบี 6, ไฟเบอร์ และวิตามินบี 5 หรือ แพนโทเธนิค

ดังนั้น เราจะบอกเหตุผล 10 ข้อที่เราควรรับประทานสับปะรด ผลไม้ที่มีแร่ธาตุ วิตามิน และไฟโตนิวเทรียนท์สูงและช่วยเสริมสร้างสุขภาพของคุณให้ดีขึ้นนี้ด้วย

1. ระบบการย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น
สับปะรดเต็มไปด้วยไฟเบอร์และเอนไซม์ย่อยโปรตีนที่ช่วยในการย่อยอาหาร ในขณะที่เอนไซม์บรอมีเลนช่วยร่างกายย่อยโปรตีนจากอาหาร และบรรเทาโรคท้องร่วง เสียดท้อง และปวดท้อง

2. การบรรเทาอาการหอบหืด
สับปะรดมีสารอาหารมากมายที่ช่วยบรรเทาอาการหายใจไม่ทันของผู้ที่มีอาการหอบกำเริบ เนื่องจากมีวิตามินซีสูง และยังสามารถป้องกันการทำลายจากอนุมูลอิสระได้อีกด้วย

3. ไม่ทำให้เกิดอาการอักเสบ
สับปะรดมีบรอมีเลนมากซึ่งช่วยลด CD4 + T lymphocytes ที่เป็นต้นตอของอาการอักเสบต่างๆ ในร่างกาย การบริโภคสับปะรดเพียงไม่กี่ชิ้นช่วยบรรเทาความเจ็บปวดที่เกิดจากโรคเกาต์ โรคข้ออักเสบ และบาดแผลได้

4. เป็นเหมือนยาแก้ไอชั้นดี
น้ำสับปะรดให้ประโยชน์ได้ดั่งยาแก้ไอ เนื่องจากสับปะรดสามารถต่อต้าน ไม่ทำให้ร่างกายเกิดอาการอักเสบ โดยมันจะฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ต่อสู้กับการติดเชื้อ และบรรเทาอาการไอของเราลงได้ นอกจากนี้ เราสามารถใส่น้ำผึ้ง เพื่อเพิ่มความชุ่มคอได้อีกด้วย

5. พัฒนาสุขภาพหัวใจ
บรอมีเลนทำให้การแข็งตัวของเลือดดี โดยกระตุ้นให้เลือดไหลไปตามหลอดเลือดฝอย หลอดเลือดดำและเส้นเลือดได้ดี ด้วยเหตุนี้มันจึงช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด เช่น โรคหัวใจวายเฉียบพลันและโรคหลอดเลือดในสมองได้

6. ทำลายเซลล์มะเร็ง
สับปะรดป้องกันอันตรายจากอนุมูลอิสระและยังต้านอาการอักเสบได้ ดังนั้น พวกมันลดความเสี่ยงการเกิดเซลล์มะเร็ง โดยบรอมีเลนควบคุมการเจริญเติบโตของเนื้องอกจึงส่งผลให้ไม่เป็นโรคมะเร็ง

7. แมงกานีสดีต่อผิวและกระดูก
ร่างกายของเราไม่สามารถสร้างแมงกานีสขึ้นมาเองได้ แต่ก็สามารถได้จากอาหารทั่วไปซึ่งสับปะรดก็เป็นหนึ่งนั้นที่มีแมงกานีสเยอะ มีประโยชน์ต่อผิวพรรณ ทำให้กระดูกแข็งแรงขึ้นและเร่งให้บาดแผลหายเร็ว

8. ป้องกันอันตรายจากอนุมูลอิสระ
การรับประทานสับปะรดจึงเป็นผลดี เนื่องจากสับปะรดอุดมไปด้วยประโยชน์ของวิตามินซีที่สามารถทำลายอนุมูลอิสระได้ และวิตามินซียังเป็นสารต้านออกซิเดชันชนิดละลายได้ในน้ำ ลดความเสี่ยงในการเติบโตของโรคร้ายแรงและมะเร็ง

9. ทำให้เหงือกสุขภาพดี
วิตามินซีช่วยเสริมสร้างสุขภาพที่ดีของช่องปากและลดความเสี่ยงโรคเหงือกอักเสบ และ โรคปริทันต์อักเสบ ซึ่งเป็นการอักเสบที่เกิดขึ้นกับอวัยวะที่อยู่รอบๆ ฟัน ไม่ว่าจะเป็น กระดูกเบ้าฟัน เอ็นยึดปริทันต์ และผิวรากฟัน นอกจากนี้ยังช่วยสร้างประโยชน์ของร่างกายเพื่อสู้กับสารพิษและเชื้อแบคทีเรียที่นำมาสู่โรคเหงือกได้

10. ฟอสฟอรัสทำให้กระดูกแข็งแรง
สับปะรดเป็นผลไม้ชนิดหนึ่งที่เต็มไปด้วยฟอสฟอรัสที่ช่วยรักษาสุขภาพฟันและกระดูกให้ดีขึ้น โดยสับปะรด 1 แก้วกาแฟให้ฟอสฟอรัสมากถึง 14 มิลิกรัม

โพสท์โดย: จีเซล
เครดิตภาพ  https://www.youtube.com/watch?v=8z5N00MhYVI

Thursday, December 8, 2016

เรื่องน่ารู้! แต่ละกรุ๊ปเลือดควรทานและไม่ควรทานอาหารอะไรบ้าง? เพราะอาจทำให้มีอาการแบบนี้




ก็ว่าอยู่ทำไมรู้สึกว่าร่างกายไม่ค่อยย่อยอาหาร กรุ๊ปเลือดก็มีส่วนเกี่ยวในเลือกทานอาหารเหมือนกันนะคะ

นี่เป็นศาสตร์ความเชื่ออีกอย่างหนึ่งของคนไทย ที่เชื่อกันว่า กรุ๊ปเลือดของคนเรามีผลต่อชีวิตและลักษณะของแต่ละคน ซึ่งก็อาจจะเป็นความจริงหรือไม่ก็เป็นความเชื่อส่วนบุคคลนะค่ะ อาจจะดูไว้เป็นความรู้ได้จ้า เรามาดูกันดีกว่าว่าเราตรงกับคนกรุ๊ปไหน




กรุ๊ป A นักมังสวิรัติดีๆนี่เอง
คนเลือดกรุ๊ปนี้ส่วนใหญ่จะมีกรดในกระเพาะอาหารต่ำ ทำให้ระบบการย่อยไม่ค่อยดี ระบบภูมิคุ้มกันก็ไม่ดี เลือดค่อนข้างเหนียวข้น เมื่อรับประทานเนื้อสัตว์และไขมันเข้าไปจะยิ่งเพิ่มความข้นของเลือดทำให้ เลือดไหลเวียนช้า หัวใจก็ทำงานหนักมากขึ้น และมีโอกาสเสี่ยงสูงต่อการเป็นโรคหัวใจ มะเร็งและเบาหวาน

ควรเลือกทาน : ผัก , ปลา , นมถั่วเหลือง
ควรเลี่ยงทาน : ไข่, นมวัว, แป้ง , เนื้อสัตว์
เนื่องจากระบบย่อย ระบบภูมิคุ้มกันไม่ดี เสี่ยงเป็นโรคหัวใจและมะเร็ง

กรุ๊ป B กินง่ายๆแค่ให้บาลานซ์

คนที่มีเลือดกรุ๊ปนี้ ส่วนใหญ่มีปัญหากับไวรัส และภูมิคุ้มกันบกพร่อง ระบบประสาทไม่ค่อยดี ชอบปวดตามข้อ ซึ่งไม่ใช่อาการของเกาต์หรือรูมาตอยด์ มีโอกาสเกิดโรคแผลในสมอง หรือโรคแพ้ภูมิตัวเอง เลือดกรุ๊ปบีมีความสมดุล คือไม่ข้นหรือเหลวเกินไป จึงเลือกรับประทานอาหารได้หลากหลายครอบคลุมทุกหมู่ 

ควรเลือกทาน : ข้าวกล้อง , ข้าวโอ๊ต, ขิง , ชาเขียว, โสม
ควรเลี่ยงทาน : ปู , กุ้ง, หอยแครง, หอยเชลล์ , เนื้อไก่ , แป้ง , โฮลวีท
เนื่องจากกระเพาะมีกรดสูง ระบบเผาผลาญไม่ดี เลือดแข็งตัวช้า

กรุ๊ป O Meat eaters

ปัญหาของคนเลือดกรุ๊ปนี้คือ กระเพาะอาหารมีความเป็นกรดสูง สามารถย่อยอาหารจำพวกเนื้อได้ดีกว่าเลือดกรุ๊ปอื่น แต่ระบบการเผาผลาญไม่ค่อยดี ระดับฮอร์โมนไทรอยด์ไม่ค่อยคงที่ จึงทำให้อ้วนง่าย ตามติดมาด้วยปัญหาเลือดแข็งตัวช้า

ควรเลือกทาน : เนื้อสัตว์ , อาหารทะเล , ผักโขม, บร็อคโคลี
ควรเลี่ยงทาน : ผลไม้รสเปรี้ยว, ชา , กาแฟ , เบียร์
เนื่องจากกระเพาะมีกรดสูง ระบบเผาผลาญไม่ดี เลือดแข็งตัวช้า

กรุ๊ป AB นักชีวจิตตัวน้อย

กรุ๊ปนี้เป็นการผสมผสานระหว่างกรุ๊ปเลือด A กับ B ดังนั้นวิธีการกินที่เหมาะสมกับคนกรุ๊ปนี้เป็นการผสมผสานการกินมังสวิรัติ กับการกินแบบกรุ๊ปบี คนที่มีเลือดกรุ๊ปนี้มีจุดอ่อนเรื่องสุขภาพอยู่ที่ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ และกรดในกระเพาะต่ำ

ควรเลือกทาน : ข้าว, อาหารทะเล , เนย , นม ,ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง , ผัก และไข่
ควรเลี่ยงทาน : ปลาเนื้อขาว , เนื้อสัตว์ใหญ่, ฝรั่ง , ข้าวโพด, มะม่วง ,ถั่วแดง
เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ กรดในกระเพาะต่ำย่อยเนื้อสัตว์ได้ยาก

ภาพเพิ่มเติม...สรุปโดยย่อ

 

รู้แบบนี้แล้ว อันไหนเลี่ยงได้ก็ควรเลี่ยงนะคะ เพื่อสุขภาพที่ดีของคุณ

ข้อมูลและภาพจาก kaijeaw/thaibio
ขอบคุณที่มา: http://www.rak-sukapap.com/2016/12/blog-post_762.html
โพสท์โดย: SpiderMeaw
http://board.postjung.com/1003250.html
เครดิตภาพ   https://www.pinterest.com/stemsofatx/light-pink-flowers/

เตือนไว้เลย! อาหารแช่แข็งที่คุณควรหลีกเลี่ยง ถ้ากินมากๆ เสี่ยงเจ็บป่วย




อาหารแช่แข็งอาจง่ายในการตระเตรียม แต่คุณอาจไม่รู้เลยว่ามันถูกแช่แข็งมาแล้วกี่ครั้งก่อนที่คุณจะได้ใช้มัน โดยส่วนใหญ่ผลไม้และผักที่ไม่มีในฤดูกาล มักจะมีวางขายในรูปแบบแช่แข็ง นี่คือวิธีที่ดีที่สุดที่จะดูดซับสารอาหารให้มากสุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่มีของบางอย่างที่คุณควรหลีกเลี่ยงที่จะรับประทานในรูปแบบแช่แข็ง


หากพูดถึงในแง่ของสารอาหารระหว่างของอาหารสดกับอาหารแช่แข็ง มันไม่มีความแตกต่างกันมากเท่าไหร่นัก ปัญหาก็คือคุณซื้อผลิตภัณฑ์แช่แข็งกึ่งสำเร็จรูปและแบบสำเร็จรูป อย่างไรก็ตาม วิธีที่พวกเขาผลิตผลิตภัณฑ์แช่แข็งนั้นสร้างผลกระทบต่อคุณค่าสารอาหาร และประโยชน์ด้านสุขภาพอย่างยิ่ง

 
ต่อไปนี้ คือ อาหารที่คุณควรหลีกเลี่ยง

เฟรนช์ฟรายด์แช่แข็ง
แม้จะเป็นเฟรนช์ฟรายด์ทอดใหม่ๆก็ไม่เคยจะเป็นหนึ่งในตัวอย่างของอาหารเพื่อสุขภาพ เพราะฉะนั้นจึงยิ่งไม่ต้องพูดถึงเฟรนช์ฟรายด์แช่แข็ง นอกจากนี้ เฟรนช์ฟรายด์แช่แข็งถูกบรรจุในถุงพลาสติกซึ่งมีสารเคมีที่เป็นอันตรายอยู่มากมาย ซึ่งนั่นส่งผลร้ายต่อสุขภาพของเรา


พาสต้าแช่แข็ง 
พาสต้าหลากหลายชนิดที่อยู่ในรูปแบบอาหารกึ่งสำเร็จรูป ส่วนใหญ่จะประกอบไปด้วยไขมัน ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพของเรา เพราะมันไปขัดขวางการไหลเวียน พาสต้าแช่แข็งยังมีสารโซเดียมเพิ่มเติมขึ้นมาอีกด้วย  


คุกกี้หรือขนมอบแช่แข็งกึ่งสำเร็จรูปหรือสำเร็จรูป
คุกกี้กึ่งสำเร็จรูปที่ใช้เวลาเพียงสองนาทีก็สามารถรับประทานได้ ไม่ดีต่อสุขภาพของคุณ แทนที่จะซื้อผลิตภัณฑ์เหล่านี้ ลองทำขนมด้วยตัวของคุณเองดีกว่า วิธีนี้จะทำให้คุณแน่ใจได้ว่ามีอะไรอยู่ในคุกกี้ และคุณยังสามารถควบคุมปริมาณของน้ำตาลและสารปรุงแต่งอื่นๆได้อีกด้วย 


อาหารอบแช่แข็ง
โอกาสที่อาหารชนิดนี้จะมีสารปรุงแต่งและสารที่ไม่พึงประสงค์มีอยู่สูงมาก ในกรณีที่คุณขี้เกียจเกินกว่าจะทำเองที่บ้าน คุณสามารถไปที่ร้านขายพิซซ่า และนั่งกินที่ร้านไปเลย อย่างไรก็ตาม ทั้งสองทางเลือกล้วนดีกว่าการเลือกผลิตภัณฑ์แช่แข็ง


ไก่ทอดแช่แข็ง 
ของทอดเหล่านี้มีไขมันมากเกินไป และมีเนื้อสัตว์น้อยเกินไป ไก่แช่แข็งมีไขมันมากกว่าชีสเบอร์เกอร์ได้ถึงสองหรือสามเท่า

ข้อมูลจาก Thaiza

ขอบคุณที่มา: http://www.rak-sukapap.com/2016/12/blog-post_435.html
โพสท์โดย: SpiderMeaw

Monday, December 5, 2016

ไม่อยากอ้วนทำตามนี้.... 5 วิธี กินมื้อเย็นอย่างไรไม่ให้อ้วน




ความเชื่อที่ว่า การอดอาหาร แล้วน้ำหนักจะลด คือ การลดน้ำหนักแบบผิดๆ และมื้อเย็น เป็นมื้อที่สาวๆ กลัวอ้วนกันที่สุด วันนี้เราเลยนำเทคนิคการกินอาหารมื้อเย็นแบบไม่อ้วนมาฝากกันคะ
มีประโยคหนึ่งกล่าวไว้ว่า เช้าทานอย่างราชา กลางวันทานอย่างคนธรรมดา เย็นทานอย่างยาจกนั่นก็เพราะว่าเราต้องให้ความสำคัญกับอาหารมื้อเช้ามากเป็นพิเศษ ส่วนอาหารเย็นนั้นควรรับประทานแต่พอดี ไม่หนักมากนัก ไม่ อยากถ้าอยากทานน้ำหนัก แต่ต้องทำตามถูกต้อง ให้ถูกกฏด้วยค่ะ ดังนั้นเราไม่ควรที่จะอดอาหารข้ามมื้ออาหารไป ลองหันมาทาน มื้อเย็น เพื่อสุขภาพกันดูค่ะ

1. ไม่ควรงดอาหาร มื้อเย็น

สาวๆ หลายท่านชอบลดน้ำหนักด้วยวิธีการงดอาหารเย็น ซึ่งไม่ควรค่ะ นอกจากจะหิวแล้ว ยังไม่ทำให้น้ำหนักลดเท่าไรค่ะ เนื่องจากเมื่อถึงเวลาอาหาร โดยปกติร่างกายจะหลั่งกรดออกมาเพื่อทำการย่อยอาหาร ดังนั้น เมื่อไม่มีอาหารในกระเพาะ น้ำย่อยก็จะมาย่อยกระเพาะแทน เราจึงควรลดมากกว่างด เลือกทานอาหารเบา ๆ หรืออาหารที่ให้พลังงานน้อยที่สุด อย่างเช่น เน้นผักและผลไม้ ส่วนเนื้อสัตว์ติดไขมัน ของมัน ๆ ทอด ๆ ควรงดจะดีกว่านะคะและเวลาที่ควรทานคือหกโมงเย็นถึงหนึ่งทุ่ม ไม่ควรทานดึกกว่านี้

2. หลังทานอาหารเย็นไม่ควรออกกำลังกายต่อทันที

บางท่านกลัวอ้วน หลังทานอาหารเย็นจึงออกกำลังกายทันที ความจริงแล้วเป็นเรื่องที่ไม่ควรนัก ถ้าเราทานอาหารภายในเวลา 1-2 ช.ม. แล้วไปออกกำลังกายทันที อาจทำให้เราเกิดอาการจุกได้ ถ้าเป็นไปได้ควรเดินเรื่อย ๆ ไม่ต้องเร่ง เพราะเวลาเราเดินลำไส้จะมีการขยับตัว อาหารก็จะย่อยง่ายและยังเป็นการใช้พลังงานไปในตัวอีกด้วย เป็นแนวทางที่ดีในการปฏิบัติจะได้ไม่อ้วนนะคะส่วนสาว ๆ ที่ต้องการออกกำลังกายหลังเลิกงาน เป็นต้นว่าไปเข้าฟิตเนส จะมีหลักการทาน มื้อเย็น อย่างไร ความจริงแล้วถ้าคิดจะออกกำลังกายในช่วงเย็น พอเลิกงานควรทานอาหารเบาๆ อาหารที่ย่อยง่าย เคี้ยวให้ละเอียด เว้นประมาณ 1-2 ช.ม. ก่อนการออกกำลังกาย งดอาหารย่อยยาก เช่น ของมัน ของทอด อาหารที่มีกะทิเหล่านี้จะย่อยยาก

3. หลังอาหารเย็นไม่ควรอาบน้ำในทันที

เพราะ เมื่อเราทานอาหาร ขณะที่อาหารกำลังย่อย กระเพาะต้องทำงาน เลือดต้องถูกไปหล่อเลี้ยงกระเพาะเพื่อช่วยในการย่อย ถ้าเราไปอาบน้ำทันทีหลังอาหาร ซึ่งโดยปกติแล้วมนุษย์เป็นสัตว์เลือดอุ่น เมื่อร่างกายโดนน้ำเย็น ๆ ก็จะทำให้เลือดจำเป็นต้องมาที่บริเวณผิวหนัง เพื่อทำให้ร่างกายอบอุ่น ดังนั้นแล้วเลือดจึงถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ซึ่งแน่นอนว่า มันต้องถูกแบ่งมาที่ผิวหนังก่อนเป็นอันดับแรก ทำให้เลือดส่งไปที่กระเพาะได้น้อย สิ่งที่เกิดขึ้นคือระบบการย่อยทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ ท้องจะอืด แน่นท้อง จุก จึงควรเว้นอย่างน้อยที่สุด 30 นาที และทางที่ดีที่สุดต้องประมาณ 1 ชม. สำหรับอาหารที่ย่อยง่าย และ 2 ช.ม. ถ้าเรารับประทานอาหารที่ย่อยยาก 4. หากสาวๆ ต้องการลดความอ้วนด้วยให้ทานผักหรือผลไม้ใน มื้อเย็น

ผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก มื้อเย็น อาจทานเป็นผักผลไม้ และจะต้องไม่เลือกผลไม้ที่เป็นกรด เพราะขณะท้องว่างร่างกายจะมีกรดมากอยู่แล้ว และเลี่ยงการทานผักหรือผลไม้ดิบขณะท้องว่าง เพราะจะทำให้ท้องอืดได้ แนะนำว่าให้ทานผักสุก เช่น การลวก การต้ม แกงจืด หรือยำที่รสชาติไม่จัดมาก เช่น ยำแตงกวา ยำวุ้นเส้น ที่ไม่เผ็ดหรือ เปรี้ยวเกินไป

5. อาหาร มื้อเย็น ที่ควรหลีกเลี่ยง

ได้แก่ อาหารที่ย่อยยาก เช่น ของมัน ของทอด เนื้อสัตว์ติดมัน อาหารที่มีโคเลสเตอรอลสูง ถ้าต้องทานควรทานในปริมาณเล็กน้อย อาหารที่เป็นกรดมาก เพราะอาจทำให้เกิดภาวะกรดย้อนหลอดอาหารได้ สำหรับวัยผู้ใหญ่ แนะนำว่าอาหาร มื้อเย็น ควรเป็นอาหารย่อยง่าย มีโปรตีนสูง มีคาร์โบไฮเดรตบ้าง แต่ไม่ต้องมาก เช่น ข้าว ข้าวซ้อมมือ (จะทำให้อยู่ท้องกว่า) ผักลวก ผักต้ม และต้องคำนึงถึงสารอาหารที่ครบทั้ง 5 หมู่ด้วยนะคะ



โพสท์โดย: SpiderMeaw
ขอบคุณที่มา: http://www.rak-sukapap.com/2016/12/5_22.html
http://board.postjung.com/1002627.html
เครดิตภาพ   https://www.pinterest.com/explore/tropical-fruits/

Friday, December 2, 2016

สุขภาพดี-แย่ขึ้นอยู่กับการดื่มน้ำให้ถูกวิธี ด้วย 6 หลักง่ายๆ ต่อไปนี้...!!




ข้อมูลจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) บอกไว้ว่า...


อย่างที่เราทราบกันดีว่าร่างกายเราขาดน้ำไม่ได้ แม้ว่ามนุษย์เราสามารถที่จะอดหรือขาดอาหารได้นานถึง 7 วัน แต่ถ้าขาดน้ำแล้วละก็ แค่เพียง 3 วันรับประกันได้เลยว่า มีอันต้องขาดใจ
น้ำดื่มที่สะอาดและบริสุทธิ์ มีความสำคัญและจำเป็นสำหรับมนุษย์ การดื่มน้ำสะอาดในปริมาณที่เพียงพอในแต่ละวัน จะทำให้ร่างกายเราได้รับการกระตุ้นและพร้อมที่จะทำงาน อีกทั้งช่วยให้ผิวพรรณสดชื่น ไม่เหี่ยวย่น และสุขภาพแข็งแรง

ฉะนั้นการดื่มน้ำให้ถูกวิธีจึงมีความสำคัญต่อร่างกาย มีเคล็ดลับง่ายๆ ดังนี้

1. ควรดื่มน้ำไม่ต่ำกว่าวันละ 6-8 แก้ว ทั้งนี้รวมถึงน้ำที่ร่างกายได้รับทั้งหมดในแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็นน้ำจากผัก ผลไม้ น้ำซุป หรือน้ำก๋วยเตี๋ยว เป็นต้น

2. ควรดื่มน้ำทุกครั้งที่รู้สึกกระหาย และควรค่อยๆ ดื่ม อย่าดื่มทีละมากๆ เพราะจะเป็นการเพิ่มภาระให้กับระบบขับถ่าย อย่างไต ปอด ม้าม และระบบย่อยอาหาร

3. ไม่ควรรับประทานอาหารที่มีรสจัดเกินไป เพราะจะทำให้รู้สึกกระหายมากกว่าปกติ การดื่มน้ำมากเกินไปจะทำให้ร่างกายทำงานหนักและทรุดโทรมก่อนวัย

4. ไม่ควรดื่มน้ำเย็นจัด เพราะอวัยวะภายในร่างกายต้องปรับอุณหภูมิของน้ำที่เย็นจัด ให้เท่ากับอุณหภูมิของร่างกายก่อนนำไปใช้งาน ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบย่อยอาหาร เป็นผลให้ร่างกายอ่อนแอ ทางที่ดีควรดื่มน้ำอุ่นเป็นประจำเพื่อช่วยขับเหงื่อ ที่สำคัญไม่ควรดื่มน้ำระหว่างรับประทานอาหาร เพราะจะทำให้น้ำย่อยเจือจาง ระบบย่อยอาหารทำงานช้าลง ร่างกายได้รับสารอาหารไม่เต็มที่

5. กินซุปเมื่อรู้สึกกระหายน้ำบ่อย ขณะรับประทานอาหารให้จิบน้ำอุ่นหรือซดน้ำซุปแก้ฝืดคอ อีกทั้งการเคี้ยวอาหารช้าๆ ให้ละเอียดก่อนกลืนจะช่วยลดการกระหายน้ำได้

6. ดื่มน้ำหลังตื่นนอน ถ้าจะดื่มน้ำให้ได้ประโยชน์ต่อร่างกายจริงๆ ควรดื่มน้ำทันทีหลังจากตื่นนอน ก่อนรับประทานอาหาร 1 ชั่วโมง และหลังจากอิ่มอาหารแล้วครึ่งชั่วโมง


อ้างอิง... Para Arsaiya กลุ่ม อาหาร และ สุขภาพ
ขอบคุณที่มา: http://www.rak-sukapap.com/2016/11/6_87.html
โพสท์โดย: SpiderMeaw
http://board.postjung.com/1001371.html
เครดิตภาพ   https://www.pinterest.com/pin/12033123976164324/