Wednesday, November 9, 2016

5 ประโยชน์ของลองกอง ดีขนาดนี้ต้องลิ้มลอง !




         ลองกองมีประโยชน์ต่อสุขภาพยังไง เชื่อว่าหลายคนเคยกินลองกองมาไม่รู้กี่กิโลแต่ยังไม่เคยทราบถึงสรรพคุณของลองกองมาก่อนในชีวิต ฉะนั้นวันนี้เรามาพลิกดูคุณค่าทางโภชนาการและประโยชน์ด้านสุขภาพของลองกองกันค่ะ

          เห็นผลกลม ๆ ผิวกระด่างกระดำยังงั้นแต่จริง ๆ แล้วประโยชน์ของลองกองก็ดีงามใช่ย่อยนะคะ ซึ่งหากใครยังไม่เคยรู้ถึงประโยชน์ของลองกองมาก่อนเลย วันนี้เราจะได้รู้จักลองกองกันมากขึ้น พร้อมทั้งขอถือโอกาสชี้แจงในประเด็นคำถามเกี่ยวกับลองกองด้วยว่า กินลองกองแล้วอ้วนไหม ลองกองน้ำตาลเยอะไหม และคนท้องกินลองกองได้ไหม มาเคลียร์ทุกข้อสงสัยไปพร้อมกับทำความรู้จักลองกองกันเลย

ลองกอง และความเป็นมา

          ลองกองเป็นผลไม้ที่มีถิ่นกำเนิดมาจากหมู่เกาะมลายู อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และทางภาคใต้ของประเทศไทย ดังนั้นลองกองจึงถูกเรียกขานในหลายชื่อ เช่น ลังสาด (ภาษามาเลย์ : Langsart), ดูกู (ภาษาอินโดนีเซีย), ลองกอง (ภาษายาวี : ดอกอง) ส่วนลองกอง ภาษาอังกฤษจะเรียกว่า Langsart Fruit หรือ Lanzone


ลองกอง กับลักษณะทางพฤกษศาสตร์

          ลองกองมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Lansium domesticum Corr. เป็นพืชในวงศ์ MELIACEAE ที่มีระบบรากแก้ว รากแขนง และรากฝอย แผ่กระจายจากลำต้นประมาณ 3-5 เมตร โดยรากหยั่งลึกไม่เกิน 20 เซนติเมตร โดยประมาณ

          ส่วนลำต้นของลองกองค่อนข้างกลมและตั้งตรง ความสูงโดยทั่วไปจะอยู่ราว ๆ 15-30 เมตร มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 30-40 เซนติเมตร เปลือกลำต้นค่อนข้างเรียบบาง มีสีขาวปนน้ำตาล

          ใบลองกองเป็นใบย่อยแตกออกจากก้านใบเป็นคู่ตรงข้าม ก้านใบยาวประมาณ 30-50 เซนติเมตร ใบย่อยกว้างประมาณ 5-7.5 เซนติเมตร ยาว 10-15 เซนติเมตรโดยประมาณ ใบมีขนาดใหญ่ หนา ใต้ใบเรียบไม่มีขน ด้านหน้าของใบมีสีเขียวเข้มเป็นมัน ส่วนด้านหลังใบเป็นสีเขียวจาง ลักษณะใบยาวรีเป็นรูปไข่ ปลายใบมนเป็นคลื่น เส้นใบย่อยลึก

          ดอกลองกองเป็นดอกรวมอยู่ในช่อดอก การจัดเรียงของดอกภายในช่อเป็นแบบสลับกัน เป็นดอกสมบูรณ์เพศ มีเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียอยู่ในดอกเดียวกัน กลีบของดอก มี 5 กลีบ ดอกสามารถเจริญเป็นผลโดยไม่ต้องมีการผสมเกสร

          ส่วนผลของลองกองมีลักษณะกลมรีเล็กน้อย จำนวนผล 10-40 ผลต่อช่อ เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2-2.5 เซนติเมตร บนผิวเปลือกจะมีตุ่มนูนเล็ก ๆ เป็นต่อมน้ำหวาน เปลือกแท้จะไม่มียาง

          เมล็ดลองกองในหนึ่งผลจะมีเมล็ดน้อยเพียง 1-2 เมล็ด หรือบางผลมีเพียงเมล็ดลีบเท่านั้น เมล็ดที่สมบูรณ์ค่อนข้างใหญ่ รูปร่างกลมรี ด้านหนึ่งโค้งมน ด้านหนึ่งแบนราบ มีสีเขียวอมเหลือง มีรอยแตก


ลองกองมีกี่พันธุ์

ลองกองมีอยู่ 3 พันธุ์ด้วยกัน ดังนี้

1. พันธุ์ลองกองแห้ง

        ลองกองพันธุ์นี้จะมีเปลือกค่อนข้างแห้ง หยาบ และหนา เปลือกลองกองจึงไม่นุ่มหรือยุบตัวง่าย ทำให้เนื้อลองกองด้านในยังอยู่ดี ไม่ช้ำ ไม่มียาง ผลสุกเนื้อเป็นแก้วใส เนื้อแห้ง มีรสหวานพร้อมกลิ่นหอม

2. พันธุ์ลองกองน้ำ

          สีเปลือกจะเหลืองโทนสว่างกว่าพันธุ์ลองกองแห้ง เปลือกบาง ยุบและอ่อนตัวง่าย ผลสุกเนื้อค่อนข้างฉ่ำน้ำ ทำให้เก็บลองกองพันธุ์นี้ไว้ไม่ได้นาน สังเกตได้ง่าย ๆ เมื่อลองกดหรือบีบผลจะทำให้เปลือกยุบบุ๋มลงได้ง่าย

3. พันธุ์ลองกองแกแลแมหรือลองกองแปร์แม

          ช่อผลของลองกองแกแลแมจะค่อนข้างยาว แต่ผลลองกองมีลักษณะกลม เปลือกผลบาง มีสีเหลืองนวล ๆ ไม่มียาง ส่วนเนื้อผลค่อนข้างนิ่มเหลว และมีกลิ่นค่อนข้างฉุน

 
       
ลองกองกับลางสาดต่างกันอย่างไร

        เชื่อว่าหลายคนเคยซื้อผิดซื้อถูกมาหลายครั้งแล้วระหว่างลองกองกับลางสาด ดังนั้นมาดูความแตกต่างของลองกองกับลางสาดกันชัด ๆ ตามนี้เลย

          - ผลลางสาดจะออกกลมรี แต่ผลลองกองจะค่อนข้างกลม

          - ลางสาดจะมียางที่เปลือกมากกว่ากว่าลองกอง (ลองกองแทบไม่มียางเท่าไร)
 
          - เปลือกของลองกองจะค่อนข้างหนาและหยาบ ส่วนเปลือกลางสาดบางและเรียบกว่า

          - สีเปลือกของลางสาดเป็นสีเหลืองสดใส แต่ลองกองมีสีเปลือกออกเหลืองซีดกว่า

          - เปลือกลองกองจะค่อนข้างล่อน แกะกินง่าย แต่เปลืองลางสาดจะติดผลเนื้อ แกะกินยากกว่า

          - ผลลองกองจะมีจุก แต่ลางสาดมีผลกลมเรียบไม่มีจุก

          - ช่อผลของลางสาดจะสั้นกว่าช่อผลของลองกอง

          - ใบลางสาดค่อนข้างเรียบ ส่วนใบของลองกองจะเป็นคลื่นใหญ่ร่องลึก

          - ลางสาดมีเมล็ดมาก (ประมาณ 5 เมล็ด) ส่วนลองกองมีเมล็ดน้อยหรือไม่มีเลย

          - เมล็ดของลางสาดมีรสขมมาก ส่วนลองกองเมล็ดจะขมน้อยกว่า

          - เนื้อลางสาดมีรสหวานอมเปรี้ยวกว่า ส่วนลองกองมีรสหวาน

          - เมื่อสุก เนื้อลางสาดจะฉ่ำน้ำมากกว่าเนื้อลองกอง (ลองกองบางพันธุ์แม้จะฉ่ำน้ำแต่ยังมีน้ำน้อยกว่าลางสาดนะคะ)

          - ลางสาดมีเนื้อน้อยกว่าลองกอง


คุณค่าทางโภชนาการของลองกอง

        เนื้อผลลองกองปริมาณ 100 กรัม (ลองกองประมาณ 6-7 ผล) จะให้คุณค่าทางโภชนาการโดยอ้างอิงจากข้อมูลกองโภชนาการ กรมอนามัย ดังนี้

          - พลังงาน 57 กิโลแคลอรี (ขึ้นอยู่กับขนาดผล)
         
          - ใยอาหาร 2 กรัมโดยประมาณ (ขึ้นอยู่กับขนาดผล)

          - โปรตีน 0.9 มิลลิกรัม

          - ไขมัน 0.2 มิลลิกรัม

          - คาร์โบไฮเดรต 15.2 มิลลิกรัม

          - แคลเซียม 19 มิลลิกรัม

          - ฟอสฟอรัส 25 มิลลิกรัม

          - โพแทสเซียม 27.5 มิลลิกรัม

          - เหล็ก 1.1 มิลลิกรัม

          - วิตามิน B1 0.07 มิลลิกรัม

          - วิตามิน B2 0.04 มิลลิกรัม

          - วิตามิน C 3.0 มิลลิกรัม

          - ไนอาซีน 1.0 มิลลิกรัม


ประโยชน์ของลองกอง

1. แก้ร้อนใน

          ผลลองกองมีสรรพคุณเป็นผลไม้ดับร้อน สามารถช่วยลดความร้อนในร่างกาย เมื่อกินลองกองเป็นประจำจะช่วยป้องกันอาการไข้ตัวร้อน และอาการร้อนในได้ เนื่องจากอุดมไปด้วยฟอสฟอรัสและวิตามินบีถึง 2 ชนิดด้วยกัน

2. ไฟเบอร์สูง ดีต่อระบบขับถ่าย

          ลองกองเพียงแค่ 100 กรัม (6-7 ผล) ก็ให้ใยอาหารเราได้มากถึง 2 กรัม ซึ่งถ้าวัดกันเป็นเปอร์เซ็นต์แล้วจะเห็นได้ว่าลองกองไม่ถึง 10 ผลก็ให้ใยอาหารได้ประมาณ 8-11% ของปริมาณใยอาหารที่ร่างกายควรได้รับต่อวันแล้วนะคะ ดังนั้นจะบอกว่าลองกองเป็นผลไม้แก้ท้องผูกอีกตัวก็อาจจะได้

          แต่นอกเหนือจากนั้นคือไฟเบอร์ที่ได้จากผลไม้จะช่วยชะล้างคอเลสเตอรอลตกค้างในร่างกายของเราออกมาทางระบบขับถ่ายด้วย ทำให้ความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจหรือไขมันอุดตันเส้นเลือดลดลงไปด้วยนั้นเอง ทว่าทั้งนี้ก็ควรต้องกินไฟเบอร์จากอาหารชนิดอื่น ๆ ร่วมด้วยนะคะ

3. เติมพลังกาย

          วิตามินบี 1 ในลองกองมีส่วนช่วยเพิ่มการทำงานของระบบต่าง ๆ ภายในร่างกาย เพราะเป็นวิตามินที่ช่วยดึงอาหารหมู่คาร์โบไฮเดรตมาเผาผลาญและเปลี่ยนเป็นเชื้อเพลิงให้ร่างกายดึงไปใช้ทำกิจกรรมต่าง ๆ ในแต่ละวัน และยังช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้เป็นปกติอีกด้วยนะคะ

4. ช่วยบำรุงระบบประสาท

          เนื่องด้วยในลองกองมีวิตามิน B1 และ B2 ในปริมาณพอสมควร ซึ่งวิตามินบีหรือที่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ไรโบฟลาโวนจะช่วยเสริมการทำงานของระบบประสาทให้ทำงานเต็มประสิทธิภาพมาขึ้น

5. สารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยบำรุงดูแลเซลล์ในร่างกาย

          เห็นผลเล็ก ๆ ผิวพรรณไม่สวยงามอย่างนั้น แต่เนื้อในผลของลองกองแอบซ่อนสารต้านอนุมูลอิสระไว้ไม่ใช่น้อยเลยล่ะ โดยผลการศึกษาในวารสาร Food Chemistry เมื่อปี 2006 เผยว่า ลองกองเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยสารต้านอนมูลอิสระในปริมาณที่พอ ๆ กับผลไม้อย่างกล้วยและมะละกอเลยทีเดียว ซึ่งสารต้านอนุมูลอิสระที่พบในผลลองกองนี้มีส่วนช่วยปกป้องเซลล์ในร่างกายไม่ให้ถูกทำลายได้โดยง่าย ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังได้หลายชนิด


กินลองกองอ้วนไหม

          ถ้าดูจากปริมาณแคลอรีในลองกองที่มีเพียง 57 กิโลกแคลอรีต่อลองกอง 100 กรัม (6-7 ผล) แล้ว ก็นับว่าเป็นผลไม้ที่ให้พลังงานไม่มากเท่าไรค่ะ ทว่าต้องบอกก่อนว่าลองกองเป็นผลไม้รสหวานที่มีปริมาณน้ำตาลค่อนข้างสูง ดังนั้นกินเยอะ ๆ เป็นกิโลก็อาจไม่รอดจากความอ้วนได้ ฉะนั้นอาหารทุกอย่างแม้กระทั่งผลไม้ เราก็ควรต้องกินอย่างพอเหมาะ ไม่มากจนเกินไปนะคะ
 

ลองกองน้ำตาลเยอะไหม

          อย่างที่บอกว่าลองกองมีรสหวานและมีปริมาณน้ำตาลค่อนข้างเยอะ โดยจากข้อมูลกองโภชนาการ กรมอนามัย แสดงให้เห็นว่า ลองกอง 100 กรัม (6-7 ผล) มีปริมาณน้ำตาลทั้งหมดอยู่ที่ 16.2 กรัม โดยจำแนกเป็นฟรุกโตส 7.40 กรัม กลูโคส 7.09 กรัม และซูโครส 1.53 กรัม ซึ่งจัดว่าลองกองมีน้ำตาลเยอะมากเลยทีเดียวค่ะ
 

ลองกอง คนท้องกินได้ไหม

          สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์สามารถกินลองกองได้ค่ะ เพียงแต่ควรจำกัดปริมาณการกินให้ไม่มากเกินไป สัก 6-8 ผลต่อวันก็พอ เพื่อหลีกเลี่ยงการรับประทานน้ำตาลมากไป อีกทั้งก่อนรับประทานลองกองควรต้องล้างผลลองกองให้สะอาด และให้แน่ใจว่าไม่มียางลองกองติดเนื้อลองกองไป เพราะยางลองกองอาจเป็นสาเหตุของผื่นแพ้ และอาการคันตามริมฝีปากและผิวหนังของคุณแม่ตั้งครรภ์ได้


การเลือกซื้อลองกอง

เทคนิคดี ๆ ในการเลือกซื้อลองกองมีอยู่ไม่มากค่ะ ดังนี้เลย

          - ควรชิมก่อนว่าลองกองหวานหรือไม่

          - ควรเลือกซื้อลองกองผิวเรียบ ไม่มีรอยด่างดำมากเกินไป และเลือกลองกองที่มีขนาดผลเท่า ๆ กัน


การปลูกลองกอง

          ก่อนปลูกลองกอง ควรเตรียมพื้นที่วางระบบน้ำ และปลูกพืชให้ร่มเงาเสียก่อน และต้นกล้าที่ใช้ควรมีอายุตั้งแต่ 1 ปี โดยการปลูกลองกองมีวิธีการดังนี้

          1. ปรับพื้นที่ให้เหมาะสม โดยขุดตอและรากไม้เก่าออกให้หมด จากนั้นไถตากดินไว้ 10-15 วัน แล้วปรับพื้นที่ให้เสมอ

          2. ถ้าปลูกลองกองแซมกับพืชอื่น ระยะปลูกที่ใช้ขึ้นกับพืชหลัก (พืชประธาน) โดยถ้าปลูกเป็นพืชเดี่ยว ควรใช้ระยะระหว่างต้น 4-6 เมตร และระหว่างแถว 6-8 เมตร

          3. ขุดหลุมขนาด 50x50x50 เซนติเมตร ใส่ปุ๋ยคอก 1 ปี๊บ และหินฟอสเฟต 1.5 กระป๋องนมข้น คลุกกับดินที่ขุดหลุมแล้วกลบคืนลงในหลุม 2 ใน 3 ของหลุม

          4. นำต้นกล้าวางในหลุม กลบดินที่โคนให้แน่น ปักไม้หลักและผูกเชือกยึดกับต้นกล้าหาวัสดุคลุมโคน

          5. รดน้ำให้ชุ่ม และทำร่มเงาพรางแสงให้ประมาณ 1-2 ปี

          ทั้งนี้แหล่งปลูกลองกองที่ให้ผลผลิตดีคือที่จังหวัดนราธิวาส, ยะลา, ชุมพร, นครศรีธรรมราช และจันทบุรี


ขอขอบคุณข้อมูลจาก
กองโภชนาการ กรมอนามัย
ศูนย์วิจัยพืชยืนต้นและไม้ผลเมืองร้อน มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
สำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดระยอง
พืชเกษตร
livestrong
dietoflife
http://health.kapook.com/view160224.html
เครดิตภาพ  http://health.kapook.com/view160224.html

Monday, November 7, 2016

10 ประโยชน์ของถั่วดำ ธัญพืชต้านมะเร็งได้หลายชนิด




         ถ้าพูดถึงประโยชน์ของถั่วดำ หรือ Black bean หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่าสรรพคุณของถั่วดำจัดว่าเป็นอาหารต้านมะเร็งได้ดีอีกชนิดหนึ่งเลยนะ

          เมนูถั่วดำเป็นของหวานที่เราคุ้นเคยกันดี เพราะถั่วดำทำอะไรก็อร่อย ไม่ว่าจะเป็นขนมไทย ๆ อย่างข้าวเหนียวเปียกถั่วดำ ถั่วดำน้ำกะทิ หรือข้ามทวีปไปอีกนิดเป็นบราวนี่ถั่วดำ เห็นได้ชัดว่าถั่วดำเป็นธัญพืชที่กินง่ายจริง ๆ แต่นอกจากประโยชน์ในด้านความอร่อยที่หลากหลายแล้ว รู้ไหมคะว่าประโยชน์ของถั่วดำก็เด็ดสะระตี่ไม่เบาเชียวล่ะ โดยเฉพาะสรรพคุณในการต้านมะเร็ง

          ทว่าก่อนจะไปดูประโยชน์ของถั่วดำ เราอยากโชว์คุณค่าทางอาหารของถั่วดำในปริมาณ 100 กรัม โดยอ้างอิงจากข้อมูลกองโภชนาการ กรมอนามัย ตามนี้ก่อนเลย

คุณค่าทางอาหารของถั่วดำดิบ ปริมาณ 100 กรัม

          - พลังงาน 357 กิโลแคลอรี

          - น้ำ 9.3 กรัม

          - โปรตีน 23.8 กรัม

          - ไขมัน 1.6 กรัม

          - คาร์โบไฮเดรต 61.8 กรัม

          - กากใยอาหาร 4.6 กรัม

          - สารอนินทรีย์ (Ash) 3.5 กรัม

          - แคลเซียม 57 มิลลิกรัม

          - ฟอสฟอรัส 479 มิลลิกรัม

          - ธาตุเหล็ก 16.5 มิลลิกรัม

          - ไธอะมิน 0.19 มิลลิกรัม

          - ไรโบฟลาวิน 0.12 มิลลิกรัม

          - ไนอะซิน 1.5 มิลลิกรัม

          แต่หากนำถั่วดำปริมาณ 100 กรัม ไปปรุงสุกด้วยการคั่ว จะได้สารอาหารเพิ่มมาอีก 2 อย่างอันได้แก่


          - เบต้าแคโรทีน 5 ไมโครกรัม

          - วิตามิน A รวม 1 ไมโครกรัม

ประโยชน์ของถั่วดำ มากล้ำไปด้วยสรรพคุณดี ๆ

1. ปรับสมดุลระบบทางเดินอาหาร และน้ำตาลในเลือด

          จากที่เห็นว่าถั่วดำเป็นแหล่งโปรตีน เส้นใยอาหาร และแร่ธาตุต่าง ๆ ที่ดีหลายชนิด ถั่วดำจึงมีสรรพคุณช่วยปรับสมดุลให้ระบบทางเดินอาหารทำงานได้ดี และยังช่วยสร้างสมดุลระดับน้ำตาลในเลือด ไม่ให้เพิ่มหรือลดลงอย่างรวดเร็วด้วย

2. เป็นอาหารต้านมะเร็งรังไข่

        ด้วยสรรพคุณของถั่วดำที่ช่วยบำรุงสุขภาพม้าม ขับความชื้นในร่างกาย บำรุงพลังส่วนกลาง ซึ่งจะช่วยให้ระบบการทำงานของร่างกาย โดยเฉพาะระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เป็นปราการป้องกันเซลล์ร้ายได้ทางหนึ่ง

        อีกด้วยสรรพคุณช่วยปรับฮอร์โมนในร่างกาย ถั่วดำจึงมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็งรังไข่ อันเกิดจากความผิดปกติของฮอร์โมนในร่างกายได้นั่นเอง

        ทั้งนี้เราก็มีสูตรเมนูซุปถั่วดำ กินเพื่อต้านมะเร็งรังไข่มาฝากด้วย ตามนี้เลยค่ะ

สูตรซุปถั่วดำ

ส่วนผสม ซุปถั่วดำ

          - ถั่วดำ 250 กรัม

          - น้ำเปล่า 10 ถ้วย

วิธีทำซุปถั่วดำ

          - ต้มถั่วดำกับน้ำด้วยไฟอ่อน ต้มนาน ๆ จนน้ำข้น ดื่มน้ำซุปบ่อย ๆ

3. ป้องกันมะเร็งลำไส้

          นอกจากถั่วดำจะเป็นอาหารต้านมะเร็งรังไข่แล้ว ยังมีสรรพคุณช่วยต้านมะเร็งชนิดอื่น ๆ ได้อีกด้วย เนื่องจากในเปลือกถั่วดำเป็นแหล่งสะสมสารฟลาโวนอยด์ ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชนิดหนึ่ง โดยมีงานวิจัยพบว่า สารฟลาโวนอยด์ที่พบในเปลือกถั่วดำมีอยู่ถึง 8 ชนิดด้วยกัน จึงช่วยปกป้องเซลล์ในร่างกายจากการกลายพันธุ์เป็นเซลล์ร้ายได้

          ทั้งนี้ยังมีงานวิจัยจาก Michigan State University ที่ให้หนูทดลองกินถั่วดำแล้วพบว่า หนูทดลองมีความเสี่ยงโรคมะเร็งลำไส้ลดลงราว 44-75% ขึ้นอยู่กับปริมาณถั่วดำที่กินเข้าไป และยังพบว่าหนูทดลองที่กินถั่วดำอย่างสม่ำเสมอมีปริมาณไขมันในร่างกายลดลงด้วย โดยเฉพาะปริมาณไขมันในลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย

4. ป้องกันมะเร็งตับ


          ในถั่วดำยังมีสารเซเลเนียมอยู่มาก ซึ่งเป็นไฟโตนิวเทรียนท์ชนิดที่พบไม่ได้ง่าย ๆ ในผักและผลไม้ทั่วไป แต่สามารถพบได้ในถั่วดำ ซึ่งเซเลเนียมตัวนี้จะช่วยปรับสมดุลเอนไซม์ในตับ และช่วยดีท็อกซ์สารพิษในตับที่อาจก่อให้เกิดเซลล์มะเร็งได้ ดังนั้นการกินถั่วดำเป็นประจำก็จะช่วยป้องกันโรคมะเร็งตับได้นั่นเอง

5. ลดความเสี่ยงมะเร็งเต้านม

          จากการศึกษาพบว่า ถั่วดำมีโฟเลทค่อนข้างสูง ซึ่งจะช่วยปกป้องเซลล์ในระดับ DNA และช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อในส่วนที่สึกหรอ เป็นปราการป้องกันไม่ให้เซลล์กลายพันธุ์เป็นมะเร็งได้ โดยเฉพาะกับโรคมะเร็งเต้านมค่ะ

6. ป้องกันโรคหัวใจ

          ด้วยสารอาหารในถั่วดำที่มีทั้งไฟเบอร์ โพแทสเซียม โฟเลท วิตามินบี และไฟโตนิวเทรียนท์ชนิดอื่น ๆ จึงดีต่อสุขภาพหัวใจ โดยเฉพาะไฟเบอร์ชนิดกากใยอาหารในถั่วดำ จะมีส่วนช่วยลดปริมาณคอเลสเตอรอลในหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งเป็นตัวการสำคัญของการเกิดโรคหัวใจได้

7. ป้องกันพาร์กินสันและอัลไซเมอร์

          วิตามินและแร่ธาตุในถั่วดำมีส่วนช่วยบำรุงระบบประสาทในร่างกายได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะเหล่าวิตามินบี โฟเลท และกรดอะมิโน ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของระบบประสาท ฉะนั้นการเติมสารอาหารที่จำเป็นเหล่านี้ให้ร่างกายด้วยการกินถั่วดำบ่อย ๆ จึงสามารถกระตุ้นการทำงานของระบบประสาทได้ อีกทั้งยังช่วยป้องกันโรคพาร์กินสันและอัลไซเมอร์ได้ด้วยนะ

8. ป้องกันภาวะโลหิตจาง

          เนื่องจากปริมาณธาตุเหล็กในถั่วดำที่มีอยู่ค่อนข้างสูง จึงช่วยเติมธาตุเหล็กให้กับคนที่มีภาวะเสี่ยงต่อโรคโลหิตจางได้ ซึ่งนอกจากจะสามารถกินถั่วดำเพื่อเพิ่มธาตุเหล็กแล้ว ยังมีอาหารช่วยป้องกันภาวะโลหิตจางอื่น ๆ เช่น ซีเรียล ข้าวโอ๊ต และถั่วแดงเป็นตัวเลือกด้วยนะคะ

9. ช่วยล้างพิษ


          ถั่วดำมีสรรพคุณช่วยขับพิษและบำรุงไต เพราะมีสารฟลาโวนอยด์ที่เป็นสารล้างพิษตัวเด่น ๆ อีกทั้งในถั่วดำยังมีสารสำคัญอย่างแอนโทไซยานิน ซึ่งเป็นสารที่มีคุณสมบัติล้างพิษได้ดี ซึ่ง อ.ชินริณี วีระวุฒิวงศ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ระบุว่า หากเทียบกับสรรพคุณในการล้างพิษของส้มแล้ว ถั่วดำจะมีประสิทธิภาพในการดีท็อกซ์สารพิษในร่างกายได้มากกว่าส้มถึง 10 เท่าเลยทีเดียว

10. ดีต่อหญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร

          อาหารเป็นสิ่งที่สำคัญในยามตั้งครรภ์ เพราะอาหารที่คุณแม่กินจะส่งผลต่อการเจริญเติบโตของลูกในท้องด้วย ดังนั้นในระหว่างที่ตั้งครรภ์หรือกำลังให้นมบุตรก็ควรต้องใส่ใจเรื่องอาหารการกินมากเป็นพิเศษค่ะ ซึ่งในจุดนี้เราก็อยากแนะนำให้คุณแม่ตั้งครรภ์หรือคุณแม่ให้นมบุตรกินถั่วดำเป็นประจำ เพราะไม่เพียงแต่ถั่วดำจะมีโปรตีนสูงเท่านั้น แต่ยังอุดมไปด้วยธาตุเหล็กและโฟเลท ซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญในการเจริญเติบโตของลูกน้อย โดยช่วยป้องกันภาวะโลหิตจางให้กับแม่และลูก รวมทั้งช่วยป้องกันภาวะไขกระดูกสมองและไขสันหลังมีรูปร่างผิดปกติได้อีกด้วย

          ถ้าถั่วดำจะมีประโยชน์มากมายขนาดนี้ เราก็อย่ารอช้ากันอีกต่อไป มาทำเมนูถั่วดำกินกันเลย !

          - บราวนี่ถั่วดำไร้แป้ง ขนมหวานแต่ไม่อ้วน คนลดน้ำหนักมีเฮ

          - โดรายากิไส้ถั่วดำ ไส้แน่นแป้งนุ่มหวานน้อยอร่อยเต็มคำ

          - 12 สูตรแกงบวด ขนมไทยหอมกะทิหลากหลายความอร่อย

          อ๊ะ ! แต่ทั้งนี้ก็ขอฝากไว้นิดนึงว่า ถั่วดำก็มีข้อจำกัดในการรับประทานอยู่บางอย่าง ซึ่งก็ควรต้องระมัดระวังเพื่อสุขภาพที่ดีของเราด้วยค่ะ

ข้อควรระวังในการกินถั่วดำ

1. ต้องปรุงสุกก่อนกิน

          ไม่ควรกินถั่วดำที่ไม่สุก หรือสุกไม่เต็มที่ เพราะที่เปลือกของถั่วดำจะมีกรดไฟติก ซึ่งมีฤทธิ์ยับยั้งการดูดซึมแร่ธาตุบางชนิด เช่น ธาตุเหล็ก แคลเซียม สังกะสี และฟอสฟอรัส โดยหากร่างกายได้รับสารนี้เข้าไป ก็จะไม่สามารถดูดซึมสารอาหารดังกล่าวได้ตามปกติ และอาจส่งผลให้เกิดความผิดปกติในร่างกายได้ อย่างเช่น มีความผิดปกติของเม็ดเลือด เป็นต้น ดังนั้นก่อนรับประทานถั่วดำควรต้องแช่น้ำทิ้งไว้ 1 คืนแล้วนำไปต้มหรือปรุงให้สุกเสียก่อน

2. คนที่มีอาการแพ้โปรตีนควรต้องระวังถั่วดำด้วย

          ในคนที่มีอาการแพ้โปรตีน โดยกินถั่วลิสงแล้วแพ้ กินนมแล้วเกิดอาการแพ้ ก็อาจจะต้องระแวงไว้ก่อนว่ากินถั่วดำแล้วอาจจะแพ้ได้เช่นกัน ดังนั้นหากจะลองกินถั่วดำอาจต้องลองกินทีละนิด เพื่อสังเกตอาการแพ้ของตัวเอง

3. กินถั่วดำมากไปอาจเกิดก๊าซในกระเพาะได้

          ในถั่วดำมีคาร์โบไฮเดรตชนิดที่เรียกว่าโอลิโกแซ็กคาร์ไรด์ ซึ่งสามารถเปลี่ยนเป็นน้ำตาลในกระบวนการย่อยอาหารได้ และหากร่างกายมีเจ้าตัวนี้สะสมอยู่เยอะในลำไส้ ก็จะเปลี่ยนเป็นก๊าซมีเทน ทำให้เกิดอาการอืดท้อง และร่างกายอาจระบายก๊าซมีเทนออกมาด้วยการผายลมหรือการเรอนั่นเองค่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
สสส
DRERICZ
The Doctor Oz Show
organicfacts
medicalnewstoday
เครดิตภาพ  http://health.kapook.com/view160039.html

Sunday, November 6, 2016

ประโยชน์ 13 ข้อ ของอะโวคาโด แหล่งไขมันดี ต้านสารพัดโรคร้าย




"อะโวคาโด" ชื่อของผลไม้ชนิดหนึ่งที่หากได้ลองกินครั้งหนึ่งแล้วอาจจะไม่อยากกินอีกเป็นครั้งที่สอง หรือว่าอีกตลอดไป เพราะเป็นผลไม้ที่ไม่มีรสหวานเสียเลย มีก็ แต่รสชาติมันๆ ซึ่งนั่นเป็นเพราะว่าเนื้อของอะโวคาโดมีปริมาณไขมันสูงกว่าผลไม้ชนิดอื่น อืม...เริ่มจะรู้สึกไม่น่าสนใจแล้วใช่ไหม เพราะไขมันเยอะขนาดนี้กินไปก็อ้วน แย่นะสิ.... อ๊ะๆ อย่าเพิ่งด่วนตัดสินใจกันไปก่อน ลองดูสรรพคุณ และประโยชน์ของอะโวคาโดก่อนดีไหม? เพราะถ้าไม่ดีจริงรับรองว่าเราไม่แนะนำแน่นอน


สรรพคุณของอะโวคาโด...เพิ่มไขมันชนิดดี ลดไขมันชนิดร้าย

แม้รสชาติของอะโวคาโดอาจไม่ค่อยอร่อยหรือถูกใจคนส่วนใหญ่นัก...แต่ความจริงที่ว่าอะโวคาโดมีสรรพคุณทางยาอยู่มาก จนเราอาจคิดไม่ถึงกันเลยทีเดียว...เริ่ม จากการทำความเข้าใจเกี่ยวกับไขมันที่มีอยู่ในผลอะโวคาโดกันก่อนว่า...แท้จริงแล้วมันเป็นกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัว ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกาย ช่วยลดไขมันชนิดร้าย (LDL-cholesterol) และเพิ่มไขมันชนิดดี (HDL-cholesterol) ในเลือด จึงส่งผลดีต่อผู้ที่เป็นโรคไขมันในเส้นเลือดสูงและโรคหัวใจ

อะโวคาโด ช่วยลดน้ำหนัก บำรุงผิว


ส่วนเรื่องความอ้วนยิ่งไม่ต้องกลัว แม้อะโวคาโดจะมีแคลอรีมาก แต่มีคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลต่ำ ประกอบกับมีไฟเบอร์สูง และมีกรดโอเลอิก (Oleic Acid) ที่จะช่วย ทำให้รู้สึกอิ่มเร็ว ลดความอยากกินอาหารว่างในระหว่างวัน อะโวคาโดจึงช่วยลดน้ำหนักมากกว่าที่จะทำให้อ้วน รวมทั้งมีคุณค่าทางสารอาหารที่ครบถ้วนสมบูรณ์และมี ความจำเป็นต่อร่างกายอีกมาก จึงไม่น่าแปลกใจที่สรรพคุณของอะโวคาโด สามารถดูแลสุขภาพให้ห่างไกลจากสารพัดโรคได้

นอกจากสรรพคุณทางยาแล้ว อะโวคาโดมีประโยชน์ในด้านด้านความงามอีกด้วย ทั้งนี้เนื่องจากอะโวคาโดเปี่ยมด้วยวิตามินที่ช่วยบำรุงผิวพรรณได้ตั้งแต่ศีรษะจรด ปลายเท้า จึงไม่แปลกใจที่ในแวดวงความงาม นำเอาอะโวคาโดมาสกัดเป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์ประทินผิว และเครื่องสำอางค์ต่างๆ มากมาย

ประโยชน์ สรรพคุณของอะโวคาโด

13 สรรพคุณของอะโวคาโด...ประโยชน์ในการรักษาโรค

1 อะโวคาโดมีสรรพคุณช่วยลดน้ำหนักได้ เพราะอะโวคาโดมีทั้งไฟเบอร์และกรดโอเลอิกซึ่งเป็นไขมันที่จะทำปฏิกิริยาให้สมองรู้สึกว่าอิ่ม ถือเป็นตัวอย่างของไขมันไม่ อิ่มตัวที่มีประโยชน์ซึ่งอยู่ในผลไม้อย่างอะโวคาโด

2 อะโวคาโดมีกรดโอเลอิก ซึ่งมีความสำคัญต่อระบบประสาทและสมอง ช่วยบำรุงและทำให้การทำงานของสมองมีความรวดเร็ว ไม่เมื่อยล้าแม้สมองต้องทำงานหนัก อีกทั้งไม่เสี่ยงต่อการเกิดโรคสมองเสื่อม

3 อะโวคาโดมีสรรพคุณลดไขมันชนิดร้าย โดยกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัวที่มีอยู่ในอะโวคาโด ช่วยเพิ่มไขมันชนิดดี ลดไขมันชนิดร้าย และเมื่อระดับไขมันมีความสมดุล เหมาะสมต่อร่างกาย ก็จะส่งผลให้การทำงานของหลอดเลือดและหัวใจมีประสิทธิภาพนั่นเอง

4 อะโวคาโดมีประโยชน์ต่อผู้ป่วยเบาหวาน เพราะไขมันในอะโวคาโดเป็นไขมันไม่อิ่มตัวและละลายน้ำได้ จึงช่วยชะลอการย่อยอาหารทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่ ขึ้นอย่างรวดเร็วหลังกินอาหาร ผู้ป่วยโรคเบาหวานจึงกินผลไม้ชนิดนี้ได้

5 อะโวคาโดมีแคโรทีนอยด์ (Carotenoids) ตัวช่วยสำคัญในการต่อต้านอนุมูลอิสระและป้องกันโรคเกี่ยวกับสายตา ซึ่งพบได้มากในอะโวคาโด และไขมันในอะโวคา โดยังดูดซึมแคโรทีนอยด์ในผักและผลไม้ต่างๆ ได้ดีมากด้วย ตัวอย่างเช่น หากนำอะโวคาโดมาทำสลัดผักหรือผลไม้ก็จะทำให้เราได้รับแคโรทีนอยด์จากผักหรือผลไม้ เหล่านั้นมากยิ่งขึ้น

6 อะโวคาโดมีโปรตีนสูงกว่าผลไม้หลายชนิด และยังเป็นโปรตีนประเภทที่ย่อยง่าย เส้นใยมาก จึงส่งผลให้ระบบการขับถ่ายดี ไม่ต้องกังวลกับอาการท้องผูกเลย

7 สรรพคุณของอะโวคาโดลดความเสี่ยงที่จะเกิดโรคมะเร็งได้ เพราะอะโวคาโดมีวิตามินอี ที่ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันเซลล์ในร่างกายจากมลพิษรอบตัวทั้ง จากภายในและภายนอก อีกทั้งมีลูทีนกับไขมันชนิดดีสูง จึงช่วยให้คุณสาวๆ ลดโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านม โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้หญิงที่ผ่านการตั้งครรภ์มาแล้ว

8 อะโวคาโดอุดมไปด้วยโฟเลต ซึ่งเป็นแร่ธาตุสำคัญที่ร่างกายเราต้องการในแต่ละวัน และมีความจำเป็นต่อหญิงตั้งครรภ์เป็นอย่างมาก เพราะสามารถช่วยสร้างเนื้อเยื่อ เสริมสร้างการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ และลดความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ด้วย

9 อะโวคาโดมีวิตามินบี ที่ใช้เป็นยาช่วยป้องกันโรคปากนกกระจอก ลดความถี่ในการเกิดอาการเหน็บชา และช่วยลดอาการอักเสบได้
10 อะโวคาโดอุดมด้วยวิตามินซีสูง ซึ่งวิตามินซีที่มีมากในอะโวคาโดช่วยป้องกันโรคหวัด และอาการเลือดออกตามไรฟัน

11 อะโวคาโดมีสรรพคุณบำรุงผิว เพราะในอะโวคาโดมีทั้งวิตามินบี 1 บี 2 บี 6 วิตามินอี วิตามินซี ไนอาซิน โพแทสเซียม กรดโฟลิก ฟอสฟอรัส เป็นต้น ซึ่งนอกจากมี ประโยชน์ในการต้านโรคแล้ว ยังช่วยบำรุงผิวพรรณให้เต่งตึง ลดริ้วรอย แลดูอ่อนกว่าวัย

12 ประโยชน์ของอะโวคาโดเป็นน้ำมันดูดซึมเร็ว เนื่องจากน้ำมันจากอะโวคาโดสามารถดูดซึมเข้าสู่ผิวหนังได้ดีกว่าไขมันจากแหล่งอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันจากถั่วเหลือง ข้าวโพด อัลมอนด์ หรือน้ำมันมะกอก

13 ประโยชน์ของอะโวคาโดเพื่อบำรุงผม ถ้าเอาน้ำมันจากอะโวคาโดมาใช้นวดศีรษะจะช่วยบำรุงเส้นผม ให้มีน้ำหนัก ไม่แห้งฟู และช่วยเร่งการงอกของเส้นผมได้ดี

ไม่น่าเชื่อว่า...ผลไม้รสจืดชืด มันเลี่ยนอย่างอะโวคาโด จะมีสรรพคุณทางยาและคุณค่าทางโภชนาการมากมายขนาดนี้ จึงไม่แปลกใจเลยที่เราจะเห็นอะโวคาโดอยู่ใน สลัดผัก สลัดผลไม้ สำหรับใครที่มองข้าม ไม่ชอบทานอะโวคาโด...เห็นทีต้องเปลี่ยนใจให้อะโวคาโดเข้ามาเป็นอีกหนึ่งสมาชิกสำคัญในการช่วยดูแลสุขภาพแล้วล่ะคะ เรียกว่า สรรพคุณและประโยชน์ของอโวคะโด ได้ใจคนรักสุขภาพไปเต็มๆ



ขอบคุณที่มา: http://www.rak-sukapap.com/2016/11/13.html
ที่มา...sukkaphap-d.com
โพสท์โดย: SpiderMeaw
http://board.postjung.com/997225.html
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/288793394828764693/

แนะนำ 8 อาหารล้างพิษ ช่วยทำความสะอาดตับ และไต ให้แข็งแรง




หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมัน และพยายามบริโภคผัก 5 ส่วนและผลไม้อีก 2 ส่วนในแต่ละวันเป็นขั้นพื้นฐาน พยายามเปลี่ยนการรับประทานอาหารของคุณให้ถูกต้องอย่างสมบูรณ์แบบเพื่อทำให้อวัยวะทั้งหมดของคุณทำงานได้อย่างเหมาะสมและเสริมสร้างสุขภาพที่ดี

อะไรบ้างที่ช่วยเสริมสร้างตับให้แข็งแรง?


1. ขิง มีคุณสมบัติเช่นเดียวกับผักใบเขียวเข้ม และบีทรูท ที่ล้วนแล้วแต่มีประโยชน์อย่างมากต่อตับ

2. มะนาว ช่วยทำความสะอาดตับ กระเพาะปัสสาวะ ระบบทางเดินอาหาร ปอดและไต

3. แครอท อุดมไปด้วยเบต้าแคโรทีน ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและลดการอักเสบ

4. กระเทียม ช่วยในเรื่องการทำความสะอาดเลือด และบรรเทาการทำงานของตับและไต

5. วอลนัท ช่วยในกระบวนการของการกำจัดสารพิษ

6. ทาร์รากอน (หญ้างู) ประกอบไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระซึ่งทำหน้าที่บล็อกสารพิษ

7. ชาบีทรูท อุดมไปด้วยสารเคมีที่เรียกว่าเบทาอีน ซึ่งช่วยกระตุ้นการทำงานของตับ

8. ชาดอกแดนดิไล ทำความสะอาดเลือด และทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ

นอกจากนี้การบริโภคส่วนผสมเหล่านี้แล้ว คุณควรพยายามนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เข้า ห้องซาวน่า และดื่มน้ำกรองให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ 


ขอบคุณที่มา: http://www.rak-sukapap.com/2016/11/8_2.html
ที่มา...news.thaiza.com
โพสท์โดย: SpiderMeaw
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/340162578078191033/
http://board.postjung.com/997214.html