Tuesday, June 7, 2016

10 ทริคง่าย ๆ กำจัดสารพัดแมลงกวนใจภายในบ้าน




วิธีกำจัดแมลงในบ้าน ให้ไร้ความรำคาญใจ โดยสามารถนำวิธีกำจัดแมลงในบ้านไปใช้ได้สารพัดวิธี เพื่อบอกลาเจ้าแมลงร้ายที่คอยป่วนให้หมดสิ้น

          นอกจากสมาชิกในบ้านแล้ว หลายบ้านยังต้องเจอแขกที่ไม่ได้รับเชิญเป็นเหล่ามด ปลวก และแมลงอีกสารพัด สร้างความหนักใจกันน่าดู แต่เจ้าแมลงตัวป่วนสารพัดชนิดก็มีวิธีจัดการให้อยู่หมัดแบบไม่ต้องมากวนใจ เราบ่อย ๆ เหมือนกัน และในวันนี้กระปุกดอทคอมก็นำวิธีกำจัดแมลงมาฝาก ลองไปทำตามพร้อมกันได้เลยจ้า

 1. ทำความสะอาดเตียงให้ดี ตัวไรไม่มีแน่

          ตัวเหลือบ ตัวไร ที่เกิดจากการหมักหมม และเชื้อโรคบนฟูกนอน กำจัดได้ง่าย ๆ เพียงแค่คุณขยันซักผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน ผ้าห่ม และเครื่องนอนทุกชิ้น รวมถึงหมั่นนำไปตากแดดฆ่าเชื้อโรคบ่อย ๆ เชื้อโรค และตัวไรทั้งหลายก็คงอพยพหนีไปไม่มากวนใจอีก

 2. ยิ่งปลูกต้นไม้ใกล้บ้าน ยิ่งมีสารพัดแมลง


          ทั้งมด ปลวก และแมลงสารพัดชนิด ใช้ช่องทางจากต้นไม้ริมหน้าต่าง หรือกิ่งไม้ที่ยื่นมาเกาะกำแพงบ้าน เป็นทางเดินเข้ามาในบ้านเราได้อย่างง่าย ๆ และถ้าคุณมีต้นไม้ปลูกชิดกำแพงบ้าน เห็นแมลงมาเกาะแกะอาหาร หรือไต่อยู่รอบ ๆ บ้านก็คงไม่น่าแปลกใจ ดังนั้นควรตัดแต่งกิ่งไม้ไม่ให้รุ่มร่ามย่างกรายเข้ามาใกล้บ้าน หรือทางที่ดีไม่ปลูกต้นไม้ใกล้ตัวบ้านเลยจะดีที่สุด

 3. ปิดฝาภาชนะให้แน่น ป้องกันได้อีกทาง

          อาหารทุกชนิดที่จัดเก็บในกล่อง ควรปิดฝากล่องให้แน่นหนาด้วย แค่นี้ก็สามารถป้องกันมด และแมลงมาก่อกวนได้ระดับหนึ่งแล้ว แต่ถ้าจะป้องกันให้ดีที่สุด อาจจะต้องรองน้ำที่ขาชั้นวางของ หรือขาโต๊ะสักหน่อย รับรองว่ามด และแมลงไต่มาถึงกล่องอาหารเราไม่ได้แน่ ๆ

 4. เหยื่อล่อน้อย ต้นเหตุดักหนูไม่สำเร็จ

          สำหรับบ้านไหนที่มีหนูวิ่งเล่นทั่วบ้าน และเคยใช้กับดักหนูแล้วแต่ไม่สำเร็จ ปัญหาของคุณอาจจะอยู่ที่เหยื่อล่อมีจำนวนน้อยไปก็ได้ค่ะ จึงทำให้หนูฉกอาหารไปกินได้โดยไม่ทันโดนกับดักของเราจับไว้ซะก่อน เอาเป็นว่าคราวหน้าถ้าจะดักหนู ก็อย่าลืมเพิ่มเหยื่อล่อให้มากขึ้นอีกนิดก็แล้วกันนะคะ

 5. ต้นตอเชื้อโรค อยู่ที่ของหมักหมม

          ไม่ว่าจะเป็นจานที่กองทับถมในอ่างล้างจานหลายวัน ถังขยะที่ไม่ได้ทิ้งมาเป็นสัปดาห์ ก็ล้วนแล้วแต่เป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคชั้นดีที่คุณอาจคาดไม่ถึง ! แถมยังเป็นแหล่งกำเนิด หรือของล่อมด แมลง เชื้อราได้อีกด้วย ฉะนั้นล้างทำความสะอาดจานชามทันที และหมั่นทิ้งขยะทุกวันก็จะช่วยลดแมลงก่อกวนบ้านได้ดีขึ้นเยอะ

6. สารเคมีไล่แมลง สิ่งนี้ต้องระวัง

          ขึ้นชื่อว่าสารเคมี ก็บอกยี่ห้ออยู่แล้วว่า ต้องมีสารเจือปน สารสังเคราะห์ ของเทียม และอะไรอื่น ๆ อีกมาก ที่อาจจะก่อให้เกิดอันตรายกับทั้งสัตว์ สิ่งแวดล้อม และคนได้ทั้งหมด ดังนั้นหากจะเลือกใช้สารเคมีกำจัดแมลง ควรต้องตรวจสอบการใช้งาน และข้อควรระวังอย่างถี่ถ้วน หรือทางที่ดีอาจจะเลือกใช้วิธีกำจัดแมลงจากธรรมชาติก็ได้ แต่ในกรณีที่ปัญหาแมลงก่อกวนบ้านของคุณเป็นเรื่องใหญ่ คงดีกว่าถ้าจะมอบหน้าที่กำจัดแมลงให้บริษัทที่มีความเชี่ยวชาญในด้านนี้แทน

 7. เลือกบริษัทกำจัดแมลงที่มีคุณภาพ และรับรองผล

          ในกรณีที่ต้องพึ่งบริษัทกำจัดแมลงจริง ๆ สิ่งแรกที่คุณควรตรวจสอบคงหนีไม่พ้นคุณภาพของบริษัทกำจัดแมลงนั้น ๆ ผลงานที่การันตีความสามารถของบริษัทได้ และการรับรอง รวมทั้งบริการหลังการขาย เพื่อให้แน่ใจได้ว่า แมลงที่ก่อกวนบ้านเราอยู่จะหมดสิ้นไปจริง ๆ หรือถ้ากำจัดครั้งแรกแล้วไม่เห็นผล จะได้เคลมกับบริษัทได้โดยไร้การเกี่ยงงอน

 8. ตรวจสอบระยะห่างของพื้นที่กำจัดปลวก

          สำหรับบ้านไหนที่จ้างบริษัทกำจัดปลวก หลังจากที่เขาทำหน้าที่เสร็จเรียบร้อยแล้ว ควรตรวจสอบพื้นที่กำจัดปลวกสักนิดนึงค่ะ เอาพอประมาณได้ว่า เขาเจาะรูกำจัดปลวกเกิน 12 นิ้วหรือเปล่า ถ้าเกินก็ถือว่าเสี่ยง และอาจจะทำให้การกำจัดปลวกครั้งนี้ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร

 9. เก็บตัวอย่างแมลงที่ต้องการกำจัด

          หากแมลงที่เข้ามาก่อกวนบ้านคุณมีลักษณะแปลกตา คงจะดีไม่น้อยหากคุณเก็บตัวอย่างแมลงเอาไว้ เพื่อส่งต่อให้บริษัทกำจัดปลวก หรือร้านขายยาฆ่าแมลงได้ดู เขาจะได้เลือกผลิตภัณฑ์กำจัดแมลงที่สมน้ำสมเนื้อกับแมลงตัวเจ้าปัญหา

10. เปลี่ยนหลอดไฟเป็นสีวอร์มไวท์เวิร์กกว่า

          หลอดไฟสีขาวช่วยกำจัดแมลงได้ส่วนหนึ่งก็จริง แต่เมื่อแมลงเหล่านี้มาเกาะแกะแถวหลอดไฟ แมงมุมก็จะได้โอกาสเข้ามาปักหลักคอยกินแมลงที่บินว่อนอยู่ ซึ่งก็แน่นอนว่าพื้นที่รอบ ๆ หลอดไฟของคุณจะมีใยแมงมุมเป็นพร็อพเสริมโดยที่ไม่ได้สมัครใจเลย แต่ถ้าเปลี่ยนหลอดไฟเป็นสีวอร์มไวท์ แมลงก็จะถูกกำจัดอย่างเดิม แต่แมงมุมจะคลำทางมาสร้างใยไม่ได้ แค่นี้ก็รู้แล้วว่า หลอดไฟแบบไหนเจ๋งกว่ากัน


          สารพัด ปัญหาแมลงกวนบ้าน รังควานใจทั้งหลาย จริง ๆ แล้วก็กำจัดไม่ยากเลยนะคะ เพียงแค่เราตัดเส้นทางเดินของแมลงทั้งหมด กำจัดแหล่งหมักหมม สะสมเชื้อโรคในบ้านให้เกลี้ยง และคอยหมั่นจัดการต้นตอแมลงเล็ก ๆ น้อย ๆ ตามวิธีที่เห็นผล แค่นี้บ้านแสนสุขของเราก็คงไม่มีแมลงทุกชนิดมาก่อกวนแล้วเนอะ

http://home.kapook.com/view87411.html

Saturday, June 4, 2016

กินอาหารเช้าหลังตื่นนอน 1 ชั่วโมง มีดีมากกว่าช่วยลดความอ้วน !


         ทานอาหารเช้าภายในเวลาไม่เกิน 1 ชั่วโมงหลังตื่นนอน โอ้โห...ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้นกับเราทันทีที่ท้องอิ่ม

          ถ้าใครไม่เคยพลาดมื้อเช้าเลยสักวัน นี่ก็นับเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมมาก ๆ แล้วล่ะค่ะ แต่หากใครมักจะรับประทานอาหารเช้าหลังตื่นนอนราว ๆ 1 ชั่วโมง บอกเลยว่าคุณจะได้รับ 2 สิ่งนี้เป็นรางวัลให้กับสุขภาพและร่างกายของคุณโดยพลัน ไม่ต้องทำอะไรมากไปกว่านี้เลย

1. ช่วยลดน้ำหนักได้ดี

          การรับประทานอาหารเช้าในชั่วโมงแรกของการตื่นนอนจะช่วยเติมระดับน้ำตาลในเลือดให้เป็นปกติ ใน ขณะเดียวกันระดับน้ำตาลในเลือดก็จะช่วยปลุกระบบเผาผลาญจากการหลับไหล เสมือนเป็นเชื้อเพลิงให้เมตาบอลิซึมทำงานอย่างขยันขันแข็งไปได้ทั้งวัน

          แต่หากว่าคุณพลาดมื้อเช้าไป ระดับน้ำตาลในเลือดที่อยู่ในระดับต่ำตั้งแต่ตอนตื่นนอนจะทำให้คุณหวั่นไหวไป กับอาหารแคลอรีสูงและน้ำหวานได้ง่ายขึ้น ดังนั้นใครอยากลดน้ำหนักก็ควรรับประทานอาหารเช้าหลังตื่นนอนประมาณ 1 ชั่วโมงนะคะ

2. กระตุ้นจิตใจให้แจ่มใส ความจำเป็นเลิศ !

          จากการวิจัยของ National Weight Control Registry พบว่า 78% ของคนที่ลดน้ำหนักได้สำเร็จมักจะมีไลฟ์สไตล์กินอาหารเช้าหลังตื่นนอนไม่เกิน 1 ชั่วโมง ซึ่งนอกจากผลประโยชน์เรื่องลดความอ้วนแล้ว ผลการวิจัยยังพบ ด้วยว่า คนที่กินอาหารเช้าหลังตื่นนอน 1 ชั่วโมง มีแนวโน้มอารมณ์ผ่องใส จิตใจเบิกบาน รวมทั้งมีทักษะการเรียนรู้และจดจำที่ดีขึ้นกว่าปกติอีกด้วย

          อย่าง ไรก็ตาม หากการรับประทานอาหารเช้าภายใน 1 ชั่วโมงหลังตื่นนอนเป็นเรื่องที่ยากเกินจะทำได้จริง ๆ โดยเฉพาะสาว ๆ ที่มักจะใช้เวลาอาบน้ำ-แต่งตัวนาน ผลการศึกษาจาก U.S. Department of Agriculture ก็ชี้ว่า อย่างน้อยควรรับประทานอาหารเช้าก่อน 10.00 น. ซึ่งจากผลการศึกษากับเด็ก 15 คน และผู้ใหญ่ 6 คนก็พบว่า การรับประทานมื้อเช้าก่อน 10.00 น. ก็มีส่วนสำคัญที่ช่วยให้การลดน้ำหนักถึงเป้าหมายเร็วขึ้นด้วย แต่อาจไม่ชัวร์ว่าจะช่วยกระตุ้นทักษะการเรียนรู้และจดจำ หรือทำให้อารมณ์แจ่มใสด้วยไหมนะคะ


ขอขอบคุณข้อมูลจาก
livestrong
healthyeating
lifehack

Friday, June 3, 2016

10 ผักสวนครัวกินแล้วงอก ปลูกเป็นต้นใหม่ได้ง่าย ๆ




ผักสวนครัวสุดเจ๋ง ที่สามารถนำบางส่วนมาปลูกใหม่ได้ เรามาปลูกผักสวนครัวกินเองที่บ้าน แบบปลอดสารพิษกันเถอะ

          เชื่อว่าหลายคนเคยลองนำรากหรือหน่อของผักสวนครัวไปปักดิน เพื่อหวังให้ผักชนิดนั้น ๆ เติบโตขึ้นมาเป็นผักสวนครัวภายในบ้านให้เรามีกินตลอดไป ซึ่งก็ไม่เพียงแต่ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายบางส่วนไปเท่านั้น แต่การมีแปลงผักสวนครัวในบ้านก็ยังเพิ่มกิจกรรมดี ๆ ให้ครอบครัวได้มีเวลาร่วมกันมากขึ้น ที่สำคัญทุกคนในบ้านยังได้กินผักปลอดสารพิษร้อยเปอร์เซ็นต์อย่างแน่นอน แถมไม่ต้องเสียเวลาไปหาซื้อผักจากตลาดกันด้วย เอาล่ะ ! เกริ่นมาซะขนาดนี้ก็อยากแนะนำ 10 ผักสวนครัวที่กินแล้วสามารถนำไปปลูกต่อได้ใหม่ จะได้ลองปลูกผักสวนครัวภายในบ้านไว้กินกันนาน ๆ เนอะ

1. กระเทียม

          กระเทียมที่ ถูกทิ้งไว้นาน ๆ มักจะงอกหน่อสีเขียวออกมาให้เห็น และคนส่วนมากก็มักจะคิดว่ากระเทียมเสียก็เลยนำไปโยนทิ้งซะอย่างนั้น ทั้งที่จริงแล้วหากเรานำกระเทียมไปแช่น้ำต่ออีกสักพัก รอให้หน่อสีเขียวงอกยาวพอประมาณ เราจะสามารถตัดเอาหน่อสีเขียว ๆ มากินได้ โดยรสชาติจะออกขมน้อยกว่ากระเทียม หรือจะตัดเอาไปผัดน้ำมันเหมือนผัดต้นหอมก็ได้นะคะ

2. หัวแครอท


          หัวแครอทที่ถูกเฉือนทิ้งสามารถนำมาแช่น้ำแล้วนำไปวางข้างหน้าต่างที่มีแดด ส่อง รอสักระยะจะมีต้นเขียว ๆ ลักษณะคล้ายผักชีงอกออกมา ซึ่งสามารถนำไปตกแต่งจานแทนผักชีได้เลยล่ะ

3. โหระพา

          หลังจากเด็ดใบโหระพาไปกินหมดแล้ว ให้นำก้านไปปักลงในกระบะทราย โดยผสมแกลบชื้น ๆ เข้าไปด้วย จากนั้นก็รดน้ำและดูแลต่อประมาณ 7 วัน รากของโหระพาจะงอกออกมา ทีนี้ก็ค่อยย้ายโหระพาไปปลูกลงแปลงในสวนที่บ้าน ส่วนการดูแลโหระพาก็รดน้ำพอชุ่มทุกวัน แต่อย่าให้น้ำขังก็พอ

4. กะเพรา

          กะเพราก็ปลูกง่ายไม่ต่างจากโหระพาเลยค่ะ เพียงแค่นำก้านที่ริดใบออกไปหมดแล้วไปปักลงในกระถางดินร่วน หรือจะลงแปลงปลูกลงในดินโดยตรงเลยก็ได้ หลังจากนั้นก็รดน้ำเช้าเย็นพอให้ชุ่ม ก็รอเวลาที่กะเพราจะงอกออกมาใหม่ได้เลยจ้า

5. ผักกาดหอม

          ก้านผักกาดหอมที่เหลืออยู่นิด ๆ ลองนำไปแช่น้ำให้ระดับน้ำสูงท่วมรากผักกาดประมาณ ½ นิ้ว จากนั้นนำโหลแช่ผักกาดหอมไปวางข้างหน้าต่างที่แดดส่องถึงประมาณ 2 อาทิตย์ ผักกาดหอมจะค่อย ๆ งอกออกมา แต่ถ้านานกว่านั้นประมาณ 3-4 อาทิตย์ ผักกาดหอมจะโตเต็มที่เหมือนซื้อมาใหม่เลย

6. หอมหัวใหญ่

          ตัดเอาเฉพาะรากหัวหอมไปปักลงในกระถางดินร่วน รดน้ำเช้า-เย็นและรอประมาณ 2-3 สัปดาห์พอให้รากแข็งแรง คราวนี้ก็จัดการลงแปลงปลูกได้เลยจ้า

7. ต้นหอม

          ต้นหอมก็ใช้วิธีการแช่รากกับน้ำประมาณ 5 วัน พอให้รากขยายสาขาออกมาเยอะ ๆ พร้อมทั้งส่วนใบของต้นหอมก็จะงอกออกมาให้เราได้ตัดไปกินต่อ เห็นไหมล่ะว่าปลูกใหม่ง่ายนิดเดียวจริง ๆ

8. ขิง

          การปลูกขิงไม่ต่างจากหอมหัวใหญ่เลยสักนิดค่ะ แต่อาจจะต้องใช้เวลาปลูกนานประมาณ 2-3 เดือนถึงจะรากแน่นพอที่จะเจริญเติบโตต่อไปได้ แต่ถ้าจะให้เป็นแง่งจริงจังต้องรอนานประมาณ 10 เดือนขึ้นไปเลยทีเดียว

9. เห็ด

          ใครว่าเพาะเห็ดต้องใช้กรรมวิธีการซับซ้อน เพราะเพียงแค่ผสมดินกับกากกาแฟบดเข้าไปในปริมาณเท่า ๆ กัน จากนั้นก็นำเห็ดลงไปจิ้ม รดน้ำให้ชุ่มและปลูกในที่ชื้น รอประมาณ
2-3 วันเห็ดก็จะงอกขึ้นมาใหม่ได้ง่าย ๆ

10. ผักชี


          หากไม่ได้นำรากผักชีไปโขลกเป็นส่วนผสมในอาหารก็นำมาแช่น้ำพอให้รากงอกขึ้นมา ยาวพอจะไปปักลงในกระถางได้ จากนั้นรดน้ำต่อไปอีก 2-3 สัปดาห์ เราก็จะมีต้นผักชีเอาไว้รับประทานแบบสดใหม่สุด ๆ


          ผักสวนครัวที่กินกันเป็นประจำเหล่านี้ถ้าได้ปลูกเองที่บ้านก็คงมีกินมีใช้กัน เพลิน ๆ แบบไม่ต้องเสียเงินซื้อสักบาท ที่สำคัญลดความเสี่ยงจากสารเคมีสารพัดชนิดไปในตัวด้วยเนอะ

http://home.kapook.com/view100416.html

Thursday, June 2, 2016

10 สัญญาณเตือนโรคมะเร็งตับ เช็คสุขภาพให้รู้ก่อนสายเกินแก้




มะเร็งตับ โรคร้ายที่ไม่ควรมองข้าม อย่าปล่อยให้มะเร็งตัวร้ายทำลายสุขภาพสายจนเกินเยียวยา ด้วยการเช็กสัญญาณเบื้องต้นของโรคมะเร็งตับ ถ้าหากคุณมีอาการตามนี้หลายข้อ รีบพบแพทย์ด่วนเลย !

          โรค มะเร็งตับ เป็นโรคที่มีความร้ายแรงต่อสุขภาพ อีกทั้งยังเป็นมะเร็งที่พบได้มากเป็นอันดับต้น ๆ ของทั้งเพศชายและเพศหญิง ซึ่งโรคมะเร็งชนิดนี้มีอาการลุกลามค่อนข้างรวดเร็วและมีโอกาสหายขาดน้อยมาก กว่าที่ผู้ป่วยจะรู้ว่าตัวเองเป็นโรคมะเร็งตับก็แทบจะอยู่ในระยะที่รุนแรง มากแล้ว แต่ใช่ว่าโรคนี้จะไม่สามารถรับมือได้ เพราะถ้าหากเรารู้สัญญาณเตือนหรืออาการเริ่มแรกของโรคมะเร็งตับ ก็จะช่วยให้เราได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีและเพิ่มอัตราการอยู่รอดได้ นี่คือ 10 สัญญาณเตือนโรคมะเร็งตับที่สังเกตได้ง่าย ๆ และไม่ควรละเลย เพราะสุขภาพของเราเป็นเรื่องสำคัญกว่าที่คิด


1. คลื่นไส้บ่อย ๆ

          อาการคลื่นไส้บ่อย ๆ จนผิดปกติ ถือว่าเป็นสัญญาณแรก ๆ ของโรคมะเร็งตับ เพราะเมื่อระบบการทำงานของตับเริ่มล้มเหลว ร่างกายก็จะไม่สามารถขจัดสารพิษในร่างกายออกไปได้ดีเท่าที่ควร ส่งผลให้เกิดอาการคลื่นไส้และอาเจียน อีกทั้งเนื้องอกที่เกิดขึ้นบริเวณตับก็จะผลิตฮอร์โมนบางชนิดที่ทำให้เกิด ภาวะแคลเซียมในเลือดสูง อันเป็นสาเหตุให้อาการคลื่นไส้ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นอีกด้วย

2. ปวดท้องด้านขวาผิดปกติ

          โรค มะเร็งตับในระยะเริ่มต้น อาจก่อให้เกิดอาการปวดท้องด้านขวาอย่างรุนแรงได้ ซึ่งอาการเหล่านี้อาจเกิดจากเนื้องอกที่เป็นมะเร็งเจริญเติบโตขึ้นในช่อง ท้องและทำให้เกิดความดันในช่องท้องมากขึ้น เป็นสาเหตุที่ทำให้รู้สึกปวดท้องและอาการเจ็บที่ช่องท้องร่วมกับอาการสะอึก เรื้อรัง นอกจากนี้ยังอาจพบอาการตับบวมโตที่สามารถส่งผลให้เกิดอาการปวดบริเวณไหล่ขวา เนื่องจากตับไปทับเส้นประสาทบริเวณกระบังลมที่เชื่อมโยงกับระบบประสาทบริเวณ ไหล่ด้วยค่ะ

3. อิ่มเร็ว เบื่ออาหาร

          โรคมะเร็งตับจะส่งผลให้ร่างกายรู้สึกอิ่มเร็วขึ้นกว่าปกติ เพราะเมื่อตับถูกจู่โจมด้วยเซลล์มะเร็ง ประสิทธิภาพในการทำงานของตับก็จะลดลง จึงส่งผลให้ของเหลวไหลเข้าสู่ช่องท้องทำให้กินได้น้อยลงกว่าที่ควรจะเป็น อีกทั้งเซลล์มะเร็งยังไปทำให้ร่างกายเผาผลาญได้น้อยลง แล้วเมื่อร่างกายไม่ได้รับการเผาผลาญที่เป็นปกติ ความอยากอาหารก็จะลดลงตามด้วยเช่นกัน

4. น้ำหนักลด

          เมื่อ เซลล์มะเร็งเริ่มจู่โจมร่างกายจนทำให้ความอยากอาหารลดลง สิ่งที่จะตามมาก็คือน้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากร่างกายไม่ได้รับอาหารอย่างเพียงพอ แต่ทั้งนี้การที่น้ำหนักลดก็ไม่ได้เป็นสัญญาณของโรคมะเร็งเพียงอย่างเดียว แต่ยังอาจเป็นสัญญาณของโรคอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับตับ ดังนั้นจึงควรสังเกตอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย และควรไปพบแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยให้ชัดเจน

5. มีอาการคัน

          อาการคันเป็นอาการที่มักเกิดขึ้นกับโรคมะเร็งหลาย ๆ ชนิด แม้ว่าจะไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน แต่ผู้เชี่ยวชาญก็สันนิษฐานว่าน่าจะเกิดจากสารบางชนิดที่แพร่กระจายออกมาจาก เนื้องอกที่เป็นมะเร็ง แต่ในกรณีของโรคมะเร็งตับ ได้มีการคาดการณ์ว่าอาการคันน่าจะเกิดจากน้ำดีในร่างกาย ซึ่งอาการคันของโรคมะเร็งตับจะเริ่มทุเลาลงเมื่อได้รับการรักษาที่เหมาะสม

6. อ่อนเพลีย

          อาการ อ่อนเพลียเป็นสัญญาณเริ่มต้นของโรคมะเร็งหลายชนิด ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือโรคมะเร็งตับ นั่นก็เป็นเพราะว่าเมื่อเกิดเซลล์มะเร็งขึ้นในร่างกาย บรรดาเซลล์เหล่านั้นก็จะเข้าไปก่อกวนการทำงานของระบบเผาผลาญในร่างกาย อีกทั้งอาการเจ็บปวดและไม่สบายเนื้อสบายตัวที่เกิดขึ้นพร้อม ๆ กันก็เป็นสาเหตุที่ทำให้คุณรู้สึกอ่อนเพลียอีกด้วย ดังนั้นถ้าหากคุณเกิดมีอาการอ่อนเพลียในระหว่างวัน หรือไม่มีแรงแม้แต่จะทำกิจวัตรประจำวันต่าง ๆ นั่นก็เป็นสัญญาณให้คุณได้ทราบแล้วว่าคุณควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วนค่ะ

7. ตาเหลือง ตัวเหลือง

          เราทราบกันดีอยู่แล้วว่าอาการตัวเหลืองนั้นเป็นอาการของดีซ่าน ซึ่งเป็นอีกอาการหนึ่งที่เกิดขึ้นได้กับตับ แต่รู้หรือไม่ว่าอาการดีซ่านก็อาจเป็นสัญญาณของโรคมะเร็งตับได้เช่นกัน นั่นก็เป็นเพราะว่าเมื่อตับของเราอ่อนแอลงเพราะโรคมะเร็ง ตับก็จะไม่สามารถกำจัดสารบิลิรูบิน (Bilirubin) ที่ถูกกรองออกมาจากกระแสเลือดได้ดีเท่าที่ควร ส่งผลให้สารดังกล่าวตกค้างและกระจายไปตามเนื้อเยื่อต่าง ๆ จนทำให้เกิดอาการดีซ่านนั่นเอง

8. ตับโต

          ตับ ที่บวมโตมากกว่าปกติเป็นอาการที่แสดงให้เห็นในเบื้องต้นว่าอาจเกิดความผิด ปกติกับตับ อย่างเช่น โรคตับอักเสบ โรคเลือดหรือโรคมะเร็งตับ แต่ทั้งนี้จะสันนิษฐานว่าเป็นมะเร็งตับได้หรือไม่ ก็ต้องวินิจฉัยร่วมกับอาการอื่น ๆ เช่น เนื้องอก หรืออาการที่เกิดขึ้นเฉียบพลันอื่น ๆ

9. เป็นท้องมาน

          อาการท้องมานคืออาการที่เกิดจากความผิดปกติในหลอดเลือดและต่อมน้ำเหลืองทำ ให้มีของเหลวคั่งในช่องท้องเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้เกิดอาการบวมน้ำ ซึ่งสำหรับโรคมะเร็งตับแล้ว อาการท้องมานเป็นอาการที่เกิดขึ้นได้ เนื่องจากเซลล์มะเร็งที่แพร่กระจายจะเข้าไปทำให้เกิดแรงดันในหลอดเลือดมาก ขึ้น หรือเข้าไปทำให้ระบบน้ำเหลืองทำงานผิดปกติจนมีของเหลวจำนวนมากในช่องท้อง ซึ่งอาการนี้จำเป็นต้องได้รับการรักษาจากแพทย์เท่านั้น โดยแพทย์จะต้องเจาะช่องท้องเพื่อระบายของเหลวออกมาค่ะ

10. เป็นโรคไวรัสตับอักเสบบี หรือ ซี

          โรคไวรัสตับอักเสบบี และโรคไวรัสตับอักเสบซี ล้วนสามารถเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งตับได้ จึงทำให้ผู้ที่เป็นโรคตับอักเสบทั้ง 2 ชนิดนี้ หรือผู้ที่เป็นพาหะ มีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งตับสูงกว่าคนปกติกว่า 200 เท่า ดังนั้นหากคุณเคยมีประวัติเป็นโรคไวรัสตับอักเสบบี หรือซี ควรตรวจเลือดอย่างน้อยปีละครั้ง และหมั่นดูแลสุขภาพให้ดีอยู่เสมอ

          แม้ โรคมะเร็งจะเป็นโรคร้ายที่น่ากลัว แต่ถ้าหากเราหมั่นดูแลสุขภาพของตัวเอง ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่สุ่มเสี่ยงต่อโรค ก็จะช่วยป้องกันเราจากโรคมะเร็งได้ ไม่มีใครที่จะปกป้องเราจากโรคภัยต่าง ๆ ได้ หากเราไม่ทำด้วยตัวเองนะคะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
rd.com 
cancerliving.today
http://health.kapook.com/view149370.html

Wednesday, June 1, 2016

14 ทริคเด็ดช่วยถนอมอาหาร ให้กินได้นานขึ้น ไม่เหลือทิ้ง !




วิธีถนอมอาหาร ไว้เก็บและรักษาอาหารให้คงความสดใหม่และกินได้นานขึ้น เพื่อให้เหลืออาหารทิ้งลงถังขยะน้อยที่สุด ไปดูกันว่ามีวิธีเด็ด ๆ อะไรช่วยยืดอายุอาหารได้บ้าง

         เมื่อเข้าสู่ยุคประหยัดการใช้จ่ายแต่ละอย่างในบ้านก็ต้องคิดให้รอบคอบ เช่นเดียวกับการซื้อวัตถุดิบอาหารมาเก็บไว้ในบ้าน ที่ต้องวางแผนจัดการให้ลงตัวและคุ้มค่า ลดจำนวนการทิ้งอาหารให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ กระปุกดอทคอมเลยไม่รอช้าที่จะนำวิธีถนอมอาหารดี ๆ ที่จะช่วยยืดอายุของอาหารให้สามารถเก็บไว้กินได้นานขึ้น ไม่ต้องเหลือทิ้งให้เสียดายเงิน เรียกได้ว่ามีแต่คุ้มกับคุ้ม

1. ทาน้ำมันพืชเคลือบเปลือกไข่

        หลังจากหิ้วไข่กลับมาจากตลาดแล้ว อย่าเพิ่งเก็บเข้าตู้เย็นเลยทันที ให้นำน้ำมันพืชมาทาเคลือบไข่เอาไว้บาง ๆ ก่อนจะนำไปแช่ในตู้เย็น วิธีนี้จะช่วยรักษาความสดใหม่ของไข่ได้อีกนาน จะหยิบออกมาทำอาหารเมื่อไหร่ ก็จะได้รสชาติสดใหม่เหมือนเพิ่งจากฟาร์มไก่เลยทีเดียว

2. ปิดรอยตัดเค้กด้วยขนมปังแผ่น เก็บรสชาติและความนุ่มให้คงเดิม

        ใครกินเค้กทั้งปอนด์หมดก็เทพแล้ว เอาเป็นว่าถ้าไม่อยากให้เนื้อเค้กส่วนที่ถูกตัดไปโดนอากาศจนแห้งแข็ง แลดูไม่น่ากินแล้วละก็ ให้นำขนมปังแผ่นมาปิดทับส่วนที่ถูกตัดไปให้มิด เพียงเท่านี้เค้กของเราก็จะนุ่มและคงไว่ซึ่งรสชาติหวานมันดังเดิมแล้ว

3. หัวหอมและแอปเปิ้ลช่วยเก็บความสดของอโวคาโดและมันฝรั่ง

        อโวคาโดเป็นอีกหนึ่งวัตถุดิบยอดนิยมในหมู่คนรักสุขภาพ แต่ด้วยความที่มันมีราคาแพงเราจึงต้องหาวิธีเก็บเอาไว้กินให้คุ้มค่ามากที่ สุด โดยการนำอโวคาโดไปเก็บไว้ในกล่องที่มีหัวหอมใหญ่ เพราะกำมะถันจากหอมใหญ่จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดรอยคล้ำสีน้ำตาลบนอโวคาโด หรืออาจจะใช้น้ำส้มสายชูแอปเปิ้ลฉีดพ่นลงไปที่อโวคาโดเพียงเบา ๆ ก็ได้เหมือนกัน ส่วนการเก็บมันฝรั่งแนะนำให้เก็บไว้กับแอปเปิ้ล เพราะแก๊สเอทิลีนจะช่วยลดการแตกหน่อของมันฝรั่งได้

4. กลับหัวสับปะรดช่วยกระจายความหวาน

        ช่วงหน้าร้อนแบบนี้คงไม่มีผลไม้ชนิดไหน ที่จะช่วยรีเฟรชร่างกายได้ดีเท่าสับปะรดอีกแล้ว ฉะนั้นมาหาทางเก็บสับปะรดทั้งลูกให้ยังคงสดและไม่มีกลิ่นเหม็นเน่า ด้วยการตัดใบสับปะรดออกให้เหลือแต่ขั้ว แล้ววางผลกลับด้านให้ความหวานที่นอนก้นค่อย ๆ ไหลไปให้ทั่วผลทั้งผลสับปะรด ที่สำคัญวิธีนี้ยังช่วยให้เก็บสับปะรดไว้ได้นานอีกด้วย

5. อบสมุนไพรสดให้แห้ง เก็บไว้ปรุงอาหารได้อีกนาน

        ไม่ต้องห่วงหากสมุนไพรที่ซื้อมาใช้กำลังจะเน่าไปตามกาลเวลา แนะนำให้เอาไปอบในไมโครเวฟให้แห้งเพื่อเก็บรักษารสชาติเอาไว้ หลังจากนั้นนำไปเก็บไว้ในขวดโหลที่มีฝาปิดมิดชิด จะหยิบออกมาปรุงอาหารเมื่อไหร่ ก็ได้รสชาติเดิมอยู่

6. ปักหน่อไม้ฝรั่งในขวดโหล ป้องกันการเหี่ยวเฉา

        หลายคนคิดว่าหน่อไม้ฝรั่งจะต้องเก็บลงช่องผักในตู้เย็นเสมอไป แต่ความจริงแล้วแค่เรานำขวดโหลแก้วมาใส่น้ำรองไว้ครึ่งขวด แล้วนำหน่อไม้ฝรั่งวางปักลงไปให้เหมือนกับการจัดดอกไม้ลงแจกัน เพียงเท่านี้หน่อไม้ฝรั่งก็ยังสดกรอบน่ากินไปอีกนานแล้ว

7. เก็บเนื้อสดไว้ในกล่องใส่อาหารโดยเฉพาะ

        อย่างที่เคยแนะนำไว้ให้เก็บเนื้อสัตว์สด ๆ แยกเอาไว้ต่างหาก เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อแบคทีเรียกระจายไปทั่วทั้งตู้เย็น เช่นเดียวกันการเก็บเนื้อสัตว์ให้ยังคงความสดใหม่และอยู่ไปได้อีกนาน จึงควรจะเก็บเอาไว้ในกล่องอาหารแยกต่างหาก ก่อนนำไปแช่ไว้ในช่องฟรีซตู้เย็น

8. เก็บเห็ดในถุงกระดาษก่อนเข้าตู้เย็นจะได้ไม่เน่า

        หลังจากที่ได้เห็ดสด ๆ มาจากตลาดแล้ว อย่าเพิ่งนำไปล้างน้ำเด็ดขาด เพราะถ้าหากจะเก็บเอาไว้ทำกินในมื้ออื่น ก็ควรเก็บส่วนที่เหลือเอาไว้ในถุงกระดาษโดยที่ไม่ต้องล้างน้ำ แล้วนำไปเข้าไปเก็บไว้ในตู้เย็น เพราะถ้าเห็ดโดนน้ำขึ้นมาเมื่อไร ก็จะเน่าเร็วมากขึ้นเท่านั้น

9. เก็บถั่วลิสงไว้ในอุณหภูมิห้อง รับรองได้กินอีกนนาน

        ถ้าจะทยอยกินอาหารยามว่าง เช่น ถั่วลิสง ควรเก็บเอาไว้ในที่อุณหภูมิห้อง แต่สำหรับคนที่ตั้งใจจะเก็บถั่วลิสงเอาไว้นานเป็นปี แนะนำให้เก็บเอามนตู้เย็นดีกว่าค่ะ ต้องไม่เก็บไว้ในที่อากาศร้อนโดยเด็ดขาด มิเช่นนั้นถั่วจะผลิตน้ำมันที่เป็นสาเหตุทำให้ถั่วเน่านั้นเอง

10. เก็บธัญพืชไว้ในที่แห้งและเย็นเป็นอันว่าใช้ได้

        จริง ๆ แล้วบรรดาธัญพืชเพื่อสุขภาพทั้งหลาย ไม่จำเป็นต้องเก็บเอาไว้ในตู้เย็นเสมอไป หากว่าจำเป็นต้องทยอยกินทุกวัน แนะนำให้เก็บไว้ในที่อุณหภูมิห้องที่มีความแห้งและไม่ร้อนจนเกินไปนัก แต่ถ้าจะเก็บไว้ให้นาน ๆ จะหยิบออกมากินสักทีนั้น ควรนำไปแช่ในตู้เย็นจะดีกว่าค่ะ

11. เก็บเมล็ดกาแฟไว้ในที่ทึบแสงยืดอายุให้ยังกลมกล่อม


        คอกาแฟส่วนมากจะรู้ดีว่าควรเก็บเมล็ดกาแฟอย่างไรให้รสชาติยังคงเดิม แต่เราขอเพิ่มเติมอีกนิด ด้วยการแนะนำให้เก็บเมล็ดกาแฟเอาไว้ในกล่องบรรจุภัณฑ์แบบทึบแสงและไม่มี อากาศผ่านเข้าไปข้างใน ที่สำคัญต้องเก็บให้พ้นจากความร้อนด้วยนะคะ ก็จะช่วยให้เมล็ดกาแฟยังความสดใหม่เหมือนตอนเพิ่งซื้อ แถมเก็บไว้ได้นานขึ้นด้วยล่ะ

12. ทำมะเขือเทศเข้มข้นแข็งเก็บไว้ปรุงอาหารมื้อต่อไป

        อาหารที่ใช้น้ำมะเขือเทศเข้มข้นเป็นวัตถุดิบหลักมักจะต้องใช้ในปริมาณมาก เสมอ แต่ถ้าเหลืออย่าเพิ่งทิ้งเด็ดขาด เพราะเราสามารถเก็บมันไว้ใช้ในครั้งต่อไปได้ ด้วยการเทน้ำมะเขือเทศเข้มข้นลงแม่พิมพ์ แล้วนำไปแช่แข็งให้มะเขือเทศจับตัวเป็นก้อน จากนั้นนำออกมาแล้วห่อด้วยกระดาษคุกกี้ ก่อนนำกลับไปแช่แข็งอีกครั้ง

13. แช่ขนมปังและแพนเค้กไว้ช่องแช่แข็ง

        ถ้าอยากกินขนมปังและแพนเค้กแบบสดใหม่ทุกวันแต่ไม่มีเวลาลงมือทำ แนะนำให้เอาขนมปังใส่ในภาชนะที่มีฝาปิด แล้วนำไปแช่ในช่องแช่แข็ง ถ้าจะกินก็แค่หยิบออกมาอุ่นในไมโครเวฟ เราก็จะได้กินขนมปังที่ทั้งสดใหม่ทุกวันแถมยังไม่เปลืองเวลาทำใหม่อีกต่าง หาก

14. น้ำเปล่าเก็บมะนาวได้อย่างดีเยี่ยม

        การเก็บมะนาวเอาไว้ในช่องผักเป็นเวลานาน อาจจะทำให้มะนาวเน่าได้ ฉะนั้นให้เก็บมะนาวเอาไว้ในขวดโหลแล้วเติมน้ำเปล่าให้เต็มก่อนปิดฝาให้สนิท ก่อนนำไปแช่ในตู้เย็น น้ำจะช่วยโอบอุ้มและห่อผิวมะนาวไว้ไม่ให้เน่าเสียเร็ว เมื่อต้องการใช้ก็ค่อยหยิบออกมาเช็ดให้แห้ง จากนั้นก็นำไปปรุงอาหารต่อได้เลย

        บอก เลยค่ะว่าทุกปัญหามีทางแก้แม้แต่เรื่องการจัดสรรวัตถุดิบในบ้านให้มีกินมี ใช้ไปนาน ๆ และไม่ต้องทิ้งอาหารเป็นถุงให้เปลืองเงิน ที่สำคัญยังช่วยประหยัดเงินได้อีกทางหนึ่งด้วย หากสนใจก็อย่าลืมนำวิธีถนอมอาหารหล่านี้ไปใช้กันนะคะ

 ขอขอบ คุณข้อมูลจาก Popsugar, Prevention, Myscienceacademy, Distractify, Dontwastethecrumbs, Theglamoroushousewife, Onegoodthingbyjillee และ Untrainedhousewife
http://home.kapook.com/view147139.html
เครดิตภาพ  http://home.kapook.com/view147139.html