Monday, May 9, 2016

9 วิธีดีท็อกซ์ร่างกาย ล้างพิษยามเช้า รับสุขภาพสุดปังทั้งกายและใจ




ล้างพิษร่างกายต้อนรับเช้าวันใหม่ ด้วยวิธีดีท็อกซ์ ที่คุณก็ทำเองได้ง่าย ๆ ที่บ้าน

          เชื่อว่ามีคนอยู่ไม่น้อยตื่นเช้าขึ้นมาแล้วรู้สึกไม่สดชื่น ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่ก็มาจากสุขภาพร่างกายของเราที่ไม่เต็มร้อยเพราะร่างกาย ที่เต็มไปด้วยสารพิษจากอาหาร มลพิษรอบตัว หรือแม้แต่ความเครียด แถมถ้าสารพิษเหล่านี้สะสมในร่างกายนาน ๆ ก็อาจจะทำให้เกิดโรคอันตรายต่าง ๆ ได้อีกด้วย วันนี้กระปุกดอทคอมเลยขอนำเสนอวิธีล้างพิษในร่างกายที่ทำง่าย ๆ ได้ทุกเช้าค่ะ ถ้าทำตามนี้ รับรองได้เลยว่า ไม่ว่าจะเป็นเช้าวันไหนก็ต้องตื่นมาอย่างสดชื่นแจ่มใสแน่นอน !


1. เข้านอนให้เร็วขึ้น ตื่นให้เช้าขึ้น

          การดีท็อกซ์ในตอนเช้าจะไม่ได้ประสิทธิภาพเลยหากเมื่อคืนเรานอนหลับไม่เพียง พอและนอนหลับไม่สนิท ดังนั้นหากคิดจะเริ่มล้างพิษให้กับร่างกาย เราต้องนอนหลับให้เพียงพอคือ 7-8 ชั่วโมง โดยควรเข้านอนให้เร็วขึ้นและตื่นให้เช้าขึ้น แต่หากทำอย่างไรก็นอนไม่หลับหรือหลับไม่สนิทสักที ควรไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องการนอนหลับเพื่อรักษา เพราะไม่อย่างนั้นอาจจะยิ่งทำให้สุขภาพแย่ลงค่ะ

2. บ้วนปากด้วยน้ำมันมะพร้าว

          น้ำมันมะพร้าวสามารถช่วยกำจัดสารพิษและเชื้อแบคทีเรียต่าง ๆ ที่ตกค้างอยู่ในช่องปากได้ด้วย แค่เพียงนำน้ำมันมะพร้าว 1 ช้อนมาอมและกลั้วปากประมาณ 5-20 นาที จากนั้นบ้วนทิ้ง ก็จะช่วยให้เชื้อแบคทีเรียที่สะสมอยู่ในช่องปากถูกขจัดออกไปได้ แต่ขอย้ำว่าต้องทำตอนเช้าก่อนแปรงฟัน ดื่มน้ำ หรือรับประทานอาหารนะคะถึงจะได้ผลดีที่สุด


3. ขูดลิ้น

          หลังจากบ้วนปากด้วยน้ำมันมะพร้าวแล้ว ขณะที่แปรงฟันที่สำคัญที่สุดก็คือการแปรงลิ้น เพราะลิ้นนี่ล่ะเป็นแหล่งสะสมสารพิษและเชื้อแบคทีเรียต่าง ๆ แม้เราจะแปรงฟันแล้ว แต่ถ้าหากไม่แปรงลิ้นด้วย เชื้อโรคต่าง ๆ ที่อยู่ในลิ้นก็ไม่มีทางหมดไปอย่างแน่นอน แถมยังอาจทำให้มีกลิ่นปากตามมาด้วย ซึ่งถ้าหากจะให้ดีก็ควรใช้ที่ขูดลิ้นร่วมด้วย เพื่อที่ลิ้นของเราจะได้สะอาดยิ่งขึ้น

4. ขัดผิวขณะที่ผิวแห้ง

          การขัดผิวด้วยแปรงขณะที่ผิวแห้ง เป็นวิธีที่ได้ผลดีกว่าการขัดตัวขณะที่ผิวเปียก เพราะวิธีนี้จะช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบน้ำเหลือง เพิ่มการไหลเวียนของเลือด และช่วยขจัดเซลลูไลท์ อีกทั้งยังทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้นอีกด้วย โดยวิธีการขัดผิวที่ถูกต้องก็คือควรขัดผิวก่อนที่จะอาบน้ำในลักษณะเป็นวงกลม เริ่มจากที่เท้าและขา ขึ้นมาที่กลางลำตัว แล้วค่อยขัดที่บริเวณแขนทั้ง 2 ข้าง ขึ้นมาที่ไหล่ ท้อง และหลัง รับรองได้ว่าผิวที่เคยหมองคล้ำเพราะสารพิษ และคราบเหงื่อไคลจะหมดไป แถมยังได้ผิวนุ่มชุ่มชื้นกลับคืนมาแน่นอน


5. ออกกำลังกาย

          เวลาที่เหมาะสำหรับการออกกำลังกายที่สุดก็คือตอนเช้าหลังจากตื่นนอนและก่อน รับประทานอาหารเช้า เพราะการออกกำลังกายในตอนเช้าจะช่วยกระตุ้นระบบการเผาผลาญในร่างกายให้ทำงาน ได้มากขึ้นตลอดทั้งวัน อีกทั้งยังช่วยให้ร่างกายดึงไขมันสะสมมาใช้ ทำให้ร่างกายขับสารพิษต่าง ๆ ออกมาทางเหงื่อได้อีก เรียกว่าได้ประโยชน์หลายทาง แล้วแบบนี้จะไม่ออกกกำลังกายตอนเช้าได้ยังไงกันล่ะ


6. ดื่มน้ำมะนาว

          น้ำมะนาวอุ่น ๆ สักแก้ว ก่อนเริ่มต้นมื้อเช้าเป็นเครื่องดื่มชั้นเยี่ยมที่ช่วยล้างสารพิษในร่างกาย เพราะการดื่มน้ำมะนาวขณะท้องว่างจะช่วยสร้างเสริมการทำงานของระบบขับถ่าย ช่วยให้ร่างกายได้รับน้ำมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นให้เอนไซม์ในตับเตรียมพร้อมสำหรับการทำงานตลอดทั้งวัน ไม่เพียงเท่านั้น การดื่มน้ำมะนาวในตอนเช้ายังช่วยลดน้ำหนักได้อีกด้วยล่ะ


7. รับประทานอาหารเช้าที่ดี

          หลังจากดื่มน้ำมะนาวไปประมาณ 30 นาที ก็ได้เวลาสำหรับอาหารเช้า ซึ่งถ้าหากเช้าวันนี้คุณอุทิศให้กับการดีท็อกซ์ไปแล้วละก็ อาหารมื้อเช้าก็ควรเป็นอาหารที่มีส่วนช่วยล้างพิษในร่างกายด้วย ซึ่งอาหารที่ว่าก็ได้แก่ เครื่องดื่มสมูทตี้ อาทิ สมูทตี้สีเขียวจากผัก หรืออาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เช่น ข้าวโอ๊ต กลาโนล่า และผักผลไม้ที่มีไฟเบอร์สูง อีกทั้งยังควรเสริมด้วยอาหารอื่น ๆ ที่จะช่วยให้คุณได้รับสารอาหารครบ หลีกเลี่ยงไขมัน และน้ำตาลด้วยจะดีที่สุด เท่านี้ก็จะช่วยให้คุณมีเช้าวันใหม่ที่เฮลธ์ตี้แบบสุด ๆ แล้วล่ะค่ะ แต่ถ้าหากคิดไม่ออกว่าจะกินอะไรเพื่อล้างพิษให้ร่างกาย ลองมาดูตัวอย่างที่เราหยิบมาฝากกันเลยค่ะ

          - 10 สูตรน้ำดีท็อกซ์ เครื่องดื่มอินเทรนด์ สีสันสดใสได้สุขภาพ 
          - สูตรเครื่องดื่มล้างพิษ ที่คุณก็ทำเองได้ 

8. ดื่มชาเขียว

          หนึ่งในบรรดาเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนทั้งหลาย ชาเขียวเป็นเครื่องดื่มที่ดีมีประโยชน์มากที่สุด เพราะจะช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญในร่างกาย อีกทั้งยังอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย และมีคาเฟอีนต่ำ ไม่เพียงเท่านั้นการดื่มชาเขียวยังทำให้ร่างกายได้รับน้ำอย่างเพียงพออีก ด้วย ซึ่งชาเขียวที่ควรดื่มนั้นควรจะเป็นชาเขียวแบบไม่มีน้ำตาล และเป็นชาเขียวร้อน จะดีที่สุดค่ะ


9. ทำสมาธิ

          ดีท็อกซ์ร่างกายกันไปแล้วก็ได้เวลาดีท็อกซ์จิตใจกันบ้าง การนั่งสมาธิถือเป็นจัดระเบียบจิตใจและช่วยลดความเครียดได้อย่างคาดไม่ถึง แค่เพียงนั่งสมาธิในตอนเช้าวันละ 10 นาที ก็จะช่วยให้ความเครียดที่สะสมอยู่ลดลง เมื่อความเครียดลดลงก็จะช่วยให้คุณมีสมาธิมากขึ้น อีกทั้งช่วยกระตุ้นในเรื่องความจำ ทำให้ใจเย็น และอารมณ์ดี ช่วยให้คุณสามารถรับมือกับเรื่องยุ่ง ๆ ได้ตลอดทั้งวันอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นค่ะ

          เห็น ไหมคะว่าการล้างพิษนั้นไม่ได้ยากอย่างที่คิดเลย แถมยังสามารถทำได้ทุก ๆ วัน และผลที่ได้ก็ไม่ได้แค่เพียงทำให้สุขภาพกายดีเท่านั้น แต่ยังช่วยเสริมสร้างสุขภาพจิตให้ดีตามไปด้วย ฉะนั้น ถ้าอยากจะมีร่างกายและจิตใจที่สดชื่นแจ่มใส ลองมาเริ่มต้นวันใหม่ด้วยวิธีเหล่านี้กันดีกว่า เรื่องของสุขภาพเป็นเรื่องที่รอไม่ได้นะคะ


ขอขอบคุณข้อมูลจาก
detoxdiy.com 
allwomenstalk.com
http://health.kapook.com/view147581.html
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/explore/hot-lemon-water/

Saturday, May 7, 2016

20 ชนิด อาหารล้างพิษ




          ปัจจุบันนี้อาหารการกิน หาซื้อหาได้ง่าย แต่คุณจะรู้ได้อย่างไรว่า สิ่งที่ทานไปแต่ละมื้อ แอบทำให้ร่างกายเราบั่นทอน แทนที่จะได้คุณประโยชน์ ฉะนั้นต้องหันมาดูแลกันให้มากขึ้น วันนี้จึงมีอาหารล้างพิษ 20 ชนิด มาแนะนำกัน

1. กล้วย

          มีคุณสมบัติในการบำรุงและสร้างความแข็งแรงแก่กระเพาะอาหาร ใน ขณะเดียวกันก็ให้เกลือแร่ทีจำเป็นแก่ร่างกาย เช่น โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียมช่วยควบคุมระดับของเหลวในร่างกาย โดยช่วยขับของเหลวหรือสารพิษส่วนเกิน ออกจากร่างกายได้ดีขึ้น การกินกล้วยเป็นประจำยังช่วยป้องกันท้องผูก ทำให้ระบบ ขับถ่ายเป็นปกติอีกด้วย

2.อัลมอนด์

          เป็นถั่วที่มีใยอาหารสูงมีแคลเซียมและโปรตีนที่ดีต่อร่างกาย แม้จะมีไขมันแต่ก็เป็นไขมันที่ดีและจำเป็นต่อร่างกาย ในระหว่างที่เราทำการล้างพิษจึงควรกินอัลมอนด์ นอกจากนี้อัลมอนด์ยังช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งถ้าระดับน้ำตาลในเลือดสูงก็จะเกิดอาการไฮเปอร์ไกลซีเมีย (Hyperglycemia) ทำให้รู้สึกหิวน้ำมากกว่าปกติ หายใจไม่ออก ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ และหากน้ำตาลในเลือดต่ำที่เรียกว่าไฮโปไกลซีเมีย (Hypoglycemia) จะทำให้เกิดอาการหน้ามืดเป็นลม ใจสั่น ไม่มีแรงคิดอะไรไม่ออก

3.แอปเปิ้ล

          ประกอบไปด้วยเพกตินสูง เพกตินเป็นไฟเบอร์ชนิดหนึ่งที่ช่วยจับคอเลสเตอรอล และโลหะหนักในร่างกายที่ปะปนมากับอาหาร เช่น ปรอท ตะกั่ว ซึ่งทำลายเซลล์สมอง นี่คือเหตุผลที่เราควรจะกินแอปเปิ้ล เพื่อล้างสารพิษออกจากร่างกาย นอกจากนี้ยังมีคุณประโยชน์ช่วยต่อต้านการเกิดมะเร็ง ฆ่าเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัส จากการศึกษาทดลองยังพบว่า แอปเปิ้ลช่วยขับสารเคมีที่ปนเปื้อนในอาหาร ซึ่งก่อให้เกิดอาการแพ้ในเด็ก และทำให้เกิดไมเกรนในผู้ใหญ่ได้

4.ตำลึง

          ผักใบเขียวที่ขึ้นข้างรั้วหาง่าย และราคาไม่แพงนี้ ในสมัยก่อนเรามักนำมาทำแกงจืดตำลึงโดยใสเนื้อสัตว์น้อย ๆ แต่ปัจจุบันดูเหมือนว่า แกงจืดตำลึงจะมีตำลึงอยู่ไม่กี่ใบและมีหมูสับเต็มไปหมด ซึ่ง ตำลึงมีคุณสมบัติช่วยผลิตน้ำดี ที่จะทำให้ลำไส้ขับสารพิษออกจากร่างกายได้ดีขึ้น นอกจากนี้สารที่มีอยู่ในตำลึงยังช่วยให้ตับสลายไขมันในร่างกายด้วย

5.อะโวคาโด

          อาจยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก แต่ปัจจุบันเราก็สามารถหาซื้ออะโวคาโดได้จากตลาดทั่วไป ใน อะโวคาโดมีสารกลูตาไทโอน (Glutathione) ที่สามารถช่วยลดคอเลสเตอรอลและป้องกันหลอดเลือดอุดตัน ทำให้หลอดเลือดมีความยืดหยุ่น ทั้งช่วยจับสารพิษที่เป็นตัวก่อให้เกิดมะเร็งกว่า 30 ชนิด และขณะเดียวกันก็ช่วยให้ตับกำจัดของเสียจำพวกสารเคมี และโลหะหนัก ซึ่งนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยมิชิแกน (University of Michigan) พบว่าผู้สูงอายุซึ่งกินอาหารที่มีสารกลูตาไทโอนสูงจะ มีสุขภาพดีกว่าคนที่ไม่ ได้กินและมีอัตราการเกิดโรคหัวใจน้อยกว่า 30 เปอร์เซ็นต์

6.บีตรูต

          ผักสีแดงที่นิยมใส่ในสลัดนี้ นับเป็นผักมหัศจรรย์ซึ่งประกอบไปด้วยไพโรเคมีคอล (Phytochemical) วิตามินและเกลือแร่หลายชนิด ซึ่งทำให้บีตรูตมีคุณสมบัติต่อต้านชื้อโรค ทำความสะอาดเลือด ทำความสะอาดตับและระบบน้ำเหลือง อีกทั้งมีคุณสมบัติพิเศษ ที่ส่งเสริมให้ร่างกายรับออกซิเจนได้มากขึ้น จึงช่วยกำจัดของเสียได้ง่ายและเร็ว ขึ้นซึ่งจากกการศึกษาเมื่อไม่นานมานี้ พบว่าบีตรูตช่วยปรับระดับกรดและด่างในเลือดให้สมดุลด้วย

7.กะหล่ำ

          เต็มไปด้วยสารต่อต้านมะเร็งและอนุมูลอิสระ (Antioxidant) และช่วยตับขับฮอร์โมนที่มากเกินไป ซึ่งอาจเป็นฮอร์โมนความเครียดที่มีผลเสียต่อร่างกาย ทั้งยังช่วยทำความสะอาดระบบย่อยอาหาร รักษาและปกป้องกระเพาะอาหารจากแบคทีเรียและไวรัสต่าง ๆ พืชตระกูลกะหล่ำ ได้แก่ กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก บรอกโคลีและกะหล่ำปม ผัก เหล่านี้ช่วยทำความสะอาดร่างกาย และช่วยกำจัดของเสียจากสิ่งแวดล้อม เช่น ของเสียจากควันบุหรี่ควันจากท่อไอเสีย และช่วยให้ตับผลิตเอนไซม์ออกมาให้เพียงพอในการกำจัดของเสีย

8.บลูเบอร์รี่

          เป็น ผลไม้ที่มีค่าแอนติออกซิแดนต์สูงมากชนิดหนึ่ง และถือเป็นหนึ่งในสุดยอดอาหารรักษาโรค เนื่องจากในบลูเบอร์รี่มีสารแอสไพรินตามธรรมชาติ ซึ่งช่วยลดการระคายเคือง สารที่มีในบลูเบอร์รี่สามารถเข้าไปขัดขวางแบคทีเรียในทางเดินปัสสาวะ ส่งผลให้ลดการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ

9.กระเทียม

          จากหลายการศึกษาให้ผลตรงกัน ถึงคุณสมบัติของกระเทียมในการทำความสะอาดร่างกาย นั่นคือ การกินกระเทียมเพื่อ ฆ่าเชื้อแบคทีเรียขับและฆ่าพยาธิในทางเดินอาหาร และฆ่าเชื้อไวรัส โดยเฉพาะทำความสะอาดเลือด และทำให้เส้นเลือดมีความยืดหยุ่นและลดแรงดันโลหิต นอกจากนี้ยังต่อต้านการเกิดมะเร็งและทำให้ระบบทางเดินหายใจดีขึ้น แต่ก็ควรระวังเรื่องการกินกระเทียมมากเกินไป ซึ่งก่อให้เกิดลมหายใจที่มีกลิ่นกระเทียมไปด้วย

10. ส้มโอ หรือเกรปฟรุต

          เป็นผลไม้รสชาติดีที่ได้รับความนิยมในอาหารมื้อเช้าของชาวตะวันตก สารเพกตินซึ่งเป็นไฟเบอร์ประเภทหนึ่งในเกรปฟรุต สามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด ก่อนที่จะจับตัวเป็นก้อนและขวางทางเดินในหลอดเลือด นอก จากนี้เพกตินยังสามารถช่วยป้องกัน ไม่ให้โลหะหนักเหล่านี้ทำอันตรายต่อร่างกาย ส่วนเกรปฟรุตช่วยต่อต้านการเกิดมะเร็ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งมะเร็งกระเพาะอาหาร และมะเร็งตับอ่อน สารต้านอนุมูลอิสระในเกรปฟรุต ช่วยปกป้องสารพิษที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย

11.มะเขือพวง

          คนไทยนิยมใส่มะเขือพวงในอาหารประเภทผัดเผ็ด แกงป่า แกงกะทิและน้ำพริกสมัยก่อนแกงกะทิ เช่น แกงไก่ใส่มะเขือพวง ใส่ไก่น้อย เน้นการกินมะเขือเป็นหลัก แต่ปัจจุบันกลับตรงกันข้าม แกงไก่มักใส่ไก่มากกว่ามะเขือ และคนก็เลือกกินแต่ไก่ จึงเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้คนในปัจจุบันมีรูปร่างอ้วนกว่าคนสมัยก่อน มะเขือ พวงเป็นผักที่เต็มไปด้วยไฟเบอร์ ซึ่งสามารถช่วยดูดซึมไขมันในอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วยจับไขมันอิ่มตัว (ไขมันอันตราย) และขับออกจากร่างกายโดยระบบขับถ่าย ทั้งยังมีวิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระสูง จึงช่วยกำจัดของเสียออกจากระบบทางเดินอาหารได้เร็วขึ้น และลดการสะสมของเสีย

12.แครอท

          เต็มไปด้วยสารอัลฟาและเบตาแคโรทีน (Alpha and Beta-carotene) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิตามินเอ และถือว่าเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีเยี่ยม ช่วยปกป้องร่างกายจากสารพิษในสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะช่วยระบบทางเดินประสาทสายตา ผิวหนังที่ต้องสัมผัสแสงแดเป็นประจำ และจากการวิจัยพบว่า สารในแครอทช่วยลดการเกิดมะเร็ง และช่วยทำให้ระบบทางเดินหายใจและหัวใจแข็งแรงขึ้น

13.ขึ้นฉ่าย

          ถือได้ว่าเป็นสุดยอดอาหารในการทำความสะอาดเลือด และช่วยลดความดันโลหิต สำหรับผู้ที่มีความดันโลหิตสูงควรกินขึ้นฉ่ายเป็นประจำ หรือถ้าจะให้ดีควรดื่มน้ำคั้นจากขึ้นฉ่ายสดในตอนเช้า เพื่อช่วยควบคุมระดับแรงดันเลือดให้คงที่ ในขึ้นฉ่าย ยังประกอบไปด้วยสารต้านการเกิดมะเร็ง และสารที่ช่วยขับของเสียจากบุหรี่ในคนที่สูบบุหรี่ หรือผู้ที่ได้รับควันบุหรี่ด้วย

14.พืชตระกูลถั่ว

          เช่น ถั่วแดง ถั่วเขียว ถั่วเหลือง และถั่วขาว จากการศึกษาพบว่า ผู้ที่กินถั่วเป็นประจำมีระดับคอเลสเตอรอลน้อยกว่าผู้ที่ไม่ได้กิน และลดอัตราความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจด้วย พืชตระกูลถั่วนี้ประกอบด้วยไฟเบอร์สูง ซึ่งช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลทำความสะอาดลำไส้ ลดการสะสมของสารพิษในลำไส้ และช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ อีกทั้งช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งลำไส้ และมะเร็งต่อมลูกหมากด้วย

15.ทับทิม

          ตำราแพทย์แผนโบราณของชาวเอเชียกล่าวไว้ว่า การ ดื่มน้ำทับทิมสามารถรักษาอาการอักเสบและลดความปวดได้ เนื่องจากในทับทิมมีสารแอสไพริน ซึ่งเป็นสารชนิดเดียวกันกับแอสไพรินในยาแก้ปวด ช่วยล้างพิษ ลดการติดเชื้อของเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย และลดอาการอักเสบสำหรับผู้ที่มีอาการไขข้ออักเสบปวดบวม ช้ำ แนะนำให้กินทับทิม เพราะช่วยลดอาการปวดลงได้ ขณะเดียวกันยังมีไฟเบอร์สูงซึ่ง ช่วยให้ขับถ่ายของเสียออกจากร่างกายได้ดีขึ้น

16.กระเจี๊ยบ

          น้ำกระเจี๊ยบมีคุณสมบัติช่วยทำความสะอาดแบคทีเรีย และไวรัสออกจากระบบทางเดินปัสสาวะ ซึ่งมักก่อให้เกิดการติดเชื้อทำให้มีอาการปัสสาวะไม่ออก หรือมีเลือดปน หรือมีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง ซึ่งสารในกระเจี๊ยบสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียและไวรัสเหล่านั้นได้

17.เมล็ดแฟลกซ์

          ประกอบไปด้วยกรดไขมันที่จำเป็นอย่างโอเมกา 3 ซึ่งมีประโยชน์ต่อสมองช่วยบำรุงความจำ และมีผลดีต่อหัวใจเพราะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล นอกจากนี้ยังมีสารอื่นที่ช่วยทำให้ภูมิคุ้มกันร่างกายแข็งแรงขึ้น

18.มะนาว

          เป็นสุดยอดอาหารที่ช่วยทำความสะอาดตับ มีวิตามินซีสูง น้ำมะนาวสดเมื่อนำมาผสมกับน้ำอุ่นแล้ว ดื่มตอนเช้าหลังตื่นนอน จะช่วยล้างพิษและทำให้เลือดสะอาดขึ้น แต่ถ้านำน้ำมะนาวสดผสมกับโยเกิร์ตและน้ำผึ้ง ก็จะเป็นอาหารที่ช่วยล้างพิษในลำไส้ และป้องกันอาการท้องผูกได้อีกด้วย

19.หัวหอม

          ประกอบไปด้วยสารต่อต้านมะเร็งหลายชนิด และมีสารต้านอนุมูลอิสระสูงช่วยทำความสะอาดเลือด ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล LD ซึ่งไม่ดี เพราะเป็นตัวการก่อให้เกิดโรคหัวใจ นอกจากนี้ ยังช่วยทำให้ระบบทางเดินหายใจทำงานดีขึ้น ช่วยรักษาโรคหอบโรคทางเดินหายใจ โรคภูมิแพ้ และที่สำคัญคือช่วยรักษาโรคเบาหวานโดยช่วยให้ระดับน้ำตาลคงที่

20.สาหร่าย

          เป็นพืชสีเขียวในทะเลที่หลายคนมองข้ามคุณประโยชน์ แต่จากการศึกษาของ Mcgill University ที่ Montreal แสดงผลว่า สาหร่าย สามารถจับของเสียจากรังสีที่สะสมในร่างกาย ในปัจจุบันเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงรังสีต่าง ๆ จากคลื่นวิทยุ คลื่นโทรศัพท์ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและคลื่นไมโครเวฟทั้งหลายได้ ซึ่งพลังงานความร้อนเหล่านี้เป็นอันตรายต่อร่างกาย ก่อให้เกิดมะเร็งได้ ซึ่งสาหร่ายจะช่วยดูดซึมคลื่นรังสีเหล่านั้น และสามารถจับกับพวกโลหะหนักได้ด้วย นอกจากนี้ ยังเต็มไปด้วยโปรตีนและเกลือแร่ในปริมาณมาก

ไอเอ็นเอ็น
http://health.kapook.com/view11673.html
เครดิตภาพ  http://www.lovethispic.com/image/39843/blueberries

Thursday, May 5, 2016

กินตอนดึกมากไป ระวังให้ดี เจอ 7 ความทรมานนี้แน่ !




ผลเสียของการกินตอนดึก กินตอนดึกยังไงไม่ให้อ้วน อย่ากังวลแค่เรื่องนี้ เพราะขอเตือนดัง ๆ ว่าหากกินตอนกลางคืนมากเกินไป ระวังไว้กับ 7 ความทรมานที่อาจจะต้องเจอ !

          เข้าใจว่าความหิวไม่เข้าใครออกใคร ยิ่งในตอนกลางคืน เกิดหิวหน้ามืดขึ้นมาอาหารอะไรก็ไม่เกี่ยง ขอแค่ให้ได้กินจนอิ่มท้องเข้าไว้ก็พอ แต่หากจะเพลิดเพลินกับการกินมื้อดึกมากเกินไปก็คงต้องระวังกันไว้หน่อย เพราะรู้ไหมว่า การกินมื้อดึกมากเกินไป อาจสร้างความทรมานทางกายให้ได้ถึง 7 อย่างต่อไปนี้ !

1. นอนไม่หลับ ถึงหลับก็กระสับกระส่าย
   
          โดยเฉพาะหากกินอาหารประเภทไขมันสูง อย่างบรรดาอาหารฟาสต์ฟู้ดโทรสั่งกริ๊งเดียวก็ส่งถึงที่ อาหารเหล่านี้แหละจะเล่นงานให้คุณนอนไม่หลับ เพราะไขมันเป็นอาหารที่ร่างกายต้องใช้เวลาย่อยนาน ดังนั้นแม้คุณจะอิ่มหนำและล้มตัวลงนอนแล้ว แต่ระบบย่อยก็ยังคงต้องย่อยอาหารไขมันสูงที่คุณกินเข้าไปจนกว่าจะเสร็จสิ้น กระบวนการ ซึ่งเท่ากับว่าร่างกายข้างในยังต้องตื่นมาทำโอทีให้เราอีกนานนับชั่วโมง แล้วอย่างนี้จะนอนหลับได้ยังไงกันล่ะ

2. ฮอร์โมนรวนเร
   
          เมื่อกินมื้อดึกมากเกินไปจนเกิดอาการนอนไม่หลับ ทุกคนก็คงจะรู้อยู่แล้วว่าร่างกายไม่น่าจะโอเค เพราะฮอร์โมนเมลาโทนินและโกรทฮอร์โมน สองฮอร์โมนสำคัญของร่างกายจะถูกรบกวนจนส่งผลกระทบกับร่างกายในภายหลัง เพราะฮอร์โมนทั้งคู่นี้จะทำงานได้อย่างราบรื่นเมื่อร่างกายได้รับการพักผ่อน ที่เพียงพอเท่านั้น และเราก็เชื่อว่าทุกคนคงไม่อยากให้ 25 สัญญาณร้ายจะมาเยือน เมื่อเรานอนไม่พอเป็นประจำ เกิดขึ้นกับเราหรอกจริงไหม

3. น้ำตาลในเลือดพุ่งสูงปรี๊ด
   
          การกินมื้อดึกโดยเน้นกินแป้งหรืออาหารไขมันสูงไม่ได้เพิ่มความอ้วนเท่านั้น หรอกนะคะ แต่ยังจะทำให้ปริมาณน้ำตาลในเลือดของร่างกายพุ่งสูงขึ้นมาก ๆ ในเช้าวันถัดมา ซึ่งอาการลักษณะนี้จะอันตรายมากกับคนเป็นโรคเบาหวาน หรือหากยังแข็งแรงดี ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงก็อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคนี้ให้คุณได้

4. อ้วนขึ้นชัวร์
   
          ของมันแน่อยู่แล้วว่ากินมื้อดึกก็ต้องอ้วน และหากคุณเป็นคนประเภทหนักเช้า เบาเที่ยง เลี่ยงเย็นแต่เน้นดึก แบบนี้ร่างกายคงหาจังหวะเบิร์นแคลอรีให้ไม่ทัน และถ้าโดยส่วนตัวแล้วก็ไม่ค่อยออกกำลังกาย เตรียมตัวโบกมือบ๊ายบายร่างกายไซส์เดิมได้เลย

5. กรดไหลย้อน มาเยือนแน่ ๆ
   
          อิ่มปุ๊ปทิ้งตัวลงนอนปั๊ป เสร็จแล้วล่ะกับโรคกรดไหลย้อน เพราะน้ำย่อยในกระเพาะอาหารจะเทตัวย้อนกลับมาถึงหลอดอาหารทำให้เกิดอาการแสบ ร้อนกลางอก จุกแน่น และไอในที่สุด ยิ่งกับคนที่กินมื้อดึกบ่อย ๆ ร่างกายจะถูกสอนให้กินอาหารไม่เป็นเวลา ระบบย่อยอาหารก็แปรปรวนกันไปหมดด้วยนะคะ

6. โรครุมเร้า
   
          เท่าที่อ่านกันมาคงพอนับได้แล้วว่าหากกินมื้อดึกมากเกินไปอาจเกิดอาการนอน ไม่หลับ เสี่ยงต่อโรคเบาหวาน และน่าจะอ้วนขึ้นแน่ ๆ ซึ่งอาการเหล่านี้อาจส่งแรงสั่นสะเทือนต่อมาให้เกิดโรคต่าง ๆ ได้อีกมากมาย อย่างโรคความดันสูง ภาวะไขมันในเลือดสูง โรคไต หรือโรคหัวใจ ยิ่งกับคนที่มีความเสี่ยงหรือมีโรคเหล่านี้เป็นโรคประจำตัวอยู่แล้ว อาการของโรคเก่าอาจยิ่งกำเริบหนักจนถึงขั้นลำบากเลยล่ะ

7. ร่างกายแย่ แค่เพราะพลาดมื้อเช้า !

          มื้อเช้าสำคัญมากถึงมากที่สุด แต่หากคุณกินอิ่มตื้อมาตั้งแต่มื้อดึก ตื่นขึ้นมาตอนเช้าคงไม่ค่อยรู้สึกหิวเท่าไร และนี่อาจเป็นช่องโหว่อันตรายที่ทำให้เราข้ามมื้อเช้าบ่อย ๆ จนอาจทำให้สุขภาพแย่ได้ และหากยังไม่รู้ว่ามื้อเช้าสำคัญต่อร่างกายยังไง มารู้ก่อนก็ได้ว่า จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าไม่กินมื้อเช้า

          เตือนกันอีกสักทีว่ากินมื้อดึกมากเกินไปไม่ดีต่อสุขภาพชัวร์ ๆ ฉะนั้นพยายามกินหนักตอนเช้า เบาตอนเที่ยง เลี่ยงมื้อเย็นแน่น ๆ ท้องกันดีกว่า และสำหรับคนที่มักจะพ่ายแพ้ให้แก่ความหิวยามดึก เรามาปราบความหิวตอนดึกกันด้วยวิธีนี้หน่อยเป็นไง หิวตอนดึก ทำไงดี...มาดู 10 วิธีปราบความหิวกัน


ขอขอบคุณข้อมูลจาก
Livestrong
WebMd 
http://health.kapook.com/view138929.html
เครดิตภาพ  http://www.lovethispic.com/image/90730/japanese-sakura-in-the-night

Wednesday, May 4, 2016

12 อาหารที่ไม่ควรกินก่อนออกกำลังกาย บั่นทอนความฟิตอย่างนี้ต้องเลี่ยง




ออกกำลังกาย ทั้งที ไม่อยากเจอปัญหาสุขภาพมากวนใจทำให้การออกกำลังกายต้องหยุดชะงัก มาเช็กให้ชัวร์เดี๋ยวนี้ ว่าอาหารอะไรที่ควรเลี่ยงก่อนออกกำลังกาย

          เราอาจจะเคยได้ยินกันมาแล้วว่าอาหารชนิดใดควรรับประทานก่อนออกกำลังกาย เพราะจะช่วยเพิ่มพลังให้สามารถออกกำลังกายได้อึดขึ้น แต่ก็ยังมีอาหารอีกจำพวกที่รับประทานเข้าไปแล้ว นอกจากจะทำให้ไม่มีแรงออกกำลังกายแล้วก็ยังทำให้อ่อนเพลียง่ายขึ้นอีก หรือทำให้เกิดภาวะขาดน้ำ บ้างก็ทำให้ท้องไส้ปั่นป่วนจนออกกำลังกายไม่ไหว วันนี้เราจะพาไปดูกันว่ามีอาหารชนิดไหนบ้างที่เราควรเลี่ยง ขอบอกว่าอาหารบางอย่างก็เป็นสิ่งที่เราเข้าใจผิดมาตลอดว่าควรรับประทานก่อน ออกกำลังกายเลยล่ะจะบอกให้

1. น้ำตาล

          น้ำตาลเป็นแหล่งพลังงานที่ร่างกายดูดซึมไปใช้ได้อย่างรวดเร็ว ทว่ากลับไม่ใช่อาหารที่ควรรับประทานก่อนออกกำลังกายเลยค่ะ เพราะถึงแม้จะช่วยเพิ่มพลังได้ แต่ก็แค่ในช่วงเวลาสั้น ๆ เท่านั้น หลังจากนั้นเจ้าน้ำตาลที่เรารับประทานเข้าไปก็จะไปทำให้ระดับน้ำตาลในเลือด ของเราเกิดการผกผัน และจบลงด้วยการทำให้คุณรู้สึกอ่อนเพลียและหมดแรงยิ่งกว่าเดิม 

2. ผักใบเขียว

          ผักใบเขียวเป็นอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายของเราอย่างมหาศาล เพราะอุดมไปด้วยไฟเบอร์ แร่ธาตุ และวิตามิน แต่หากรับประทานเข้าไปก่อนออกกำลังกายละก็ แทนที่จะได้ประโยชน์แบบเน้น ๆ ก็อาจทำให้เกิดปัญหาท้องไส้ได้ เพราะผักใบเขียวจะทำให้เกิดภาวะแก๊สในกระเพาะอาหาร และอาการท้องอืด ส่งผลให้รู้สึกอึดอัดและออกกำลังกายได้ไม่เต็มที่ ทางที่ดีหากคุณอยากจะรับประทานผักใบเขียวก่อนออกกกำลังกาย ควรกินพร้อมกับอาหารอื่น ๆ เช่น ผลไม้ ถั่วเปลือกแข็ง หรือธัญพืชชนิดอื่น ๆ ด้วยนะคะ

3. เมล็ดเจีย

          ไฟเบอร์ในเมล็ดเจีย ช่วยให้เราไม่เกิดภาวะขาดน้ำได้ เพราะเมล็ดเจียเม็ดเล็ก ๆ นี้ สามารถดูดซึมน้ำได้มากกว่าขนาดของเมล็ดถึง 12 เท่า ! ทำให้รับประทานเข้าไปแล้วจะช่วยให้ร่างกายได้รับน้ำมากขึ้น แถมกระตุ้นการทำงานของระบบขับถ่ายอีกด้วย แต่ถึงกระนั้นเอง เมล็ดเจียก็เป็นอาหารที่ควรรับประทานหลังออกกำลังกายมากกว่า เพราะการรับประทานไฟเบอร์เข้าไปมาก ๆ จะทำให้ระบบขับถ่ายทำงานดีเกินไปจนคุณต้องวิ่งหาห้องน้ำขณะออกกำลังกาย ถ้าไม่อยากเจอปัญหาอย่างนั้น ควรรับประทานเมล็ดเจียก่อนออกกำลังกายอย่างน้อย 2 ชั่วโมงขึ้นไป หรืออดใจไว้กินตอนออกกำลังกายเสร็จค่ะ

4. อาหารทอด

          อาหารทอดเป็นอาหารย่อยยาก จึงไม่ควรรับประทานก่อนออกกำลังกายโดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้ร่างกายต้องใช้พลังงานอย่างหนักเพื่อย่อยอาหารเหล่านี้ ส่งผลทำให้คุณไม่มีแรงออกกำลังกายอย่างเต็มที่ และอาจทำให้เกิดอาการปวดท้อง หรือตะคริวที่ท้องได้

5. อาหารรสเผ็ด

          อาหาร รสเผ็ดเป็นสาเหตุที่ทำให้น้ำย่อยในกระเพาะอาหารหลั่งออกมามากขึ้น ส่งผลให้เกิดภาวะกรดไหลย้อนได้ ซึ่งถ้าหากรับประทานอาหารเผ็ด ๆ แล้วไปออกกำลังกาย จะทำให้คุณรู้สึกแสบร้อนที่บริเวณกลางอกเนื่องจากกรดได้ง่าย ๆ และส่งผลให้คุณออกกำลังกายได้ไม่เต็มที่ค่ะ

6. เวย์โปรตีน

          หลายคนมักคิดว่าการรับประทานเวย์โปรตีนก่อนออกกำลังกายจะช่วยให้มีพลังงานใน การออกกำลังกายมากขึ้น แต่ก็อย่าลืมว่าเวย์โปรตีนบางชนิดมีส่วนผสมของน้ำตาลอยู่ ซึ่งก็เท่ากับว่าหากดื่มเข้าไปก็จะทำให้ได้รับน้ำตาลเข้าไปด้วย แม้จะได้พลังงานจากโปรตีนเต็มที่ แต่น้ำตาลก็ทำให้เกิดการผกผันของระดับน้ำตาลในเลือดจนทำให้อ่อนเพลียลงได้ ง่าย ๆ เหมือนกัน

7. น้ำอัดลม

          จริง ๆ แล้วน้ำอัดลมเป็นเครื่องดื่มที่ไม่ควรดื่มไม่ว่าจะเวลาใดก็ตาม เพราะมีน้่ำตาลสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งก่อนออกกำลังกาย เพราะนอกจากจะทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดผกผัน ยังทำให้ท้องอืดได้อีก ถ้าอยากสดชื่นเวลาออกกำลังกาย ไม่จำเป็นต้องพึ่งน้ำอัดลมเลยค่ะ แค่น้ำเปล่าก็เอาอยู่

8. อะโวคาโด

          อีก หนึ่งอาหารเพื่อสุขภาพที่ไม่ควรรับประทานก่อนออกกำลังกาย แม้ว่าจะอุดมไปด้วยไขมันดี โปรตีน และไฟเบอร์ก็ตาม เพราะการรับประทานที่มีไขมันสูงจะส่งผลให้พลังงานในร่างกายลดลง เนื่องจากร่างกายต้องนำพลังงานที่มีอยู่ไปเผาผลาญไขมันเหล่านี้ ถ้าหากคุณคิดจะออกกำลังกาย เก็บอะโวคาโดไว้รับประทานหลังออกกำลังกายเสร็จแล้วจะดีกว่า

9. ถั่วชนิดต่าง ๆ

          สำหรับคนที่ต้องการลดน้ำหนัก ถั่วชนิดต่าง ๆ อาจกลายเป็นมิตรแท้ของคุณในช่วงไดเอต แต่จะกลายเป็นศัตรูตัวฉกาจเมื่อคุณออกกำลังกาย เพราะการรับประทานถั่วเข้าไปก่อนออกกำลังกายจะทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหาร อีกทั้งยังย่อยยาก ดังนั้นถ้าไม่อยากรู้สึกมวนท้องจนออกกำลังกายไม่ไหว แนะนำให้หาอย่างอื่นรับประทานก่อน ออกกำลังกายเสร็จค่อยกินก็ยังไม่สาย

10. เครื่องดื่มเพิ่มพลังงาน

          เครื่องดื่มเกลือแร่ต่าง ๆ ที่นิยมดื่มกันเวลาออกกำลังกาย ไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีของเครื่องดื่มที่ควรดื่มก่อนออกกำลังกายเลยค่ะ เพราะเครื่องดื่มเหล่านี้อุดมด้วยน้ำตาลหรือสารให้ความหวานแทนน้ำตาล อันก่อให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหาร และท้องอืดได้ แม้ว่าคาเฟอีนในเครื่องดื่มจะช่วยเพิ่มพลังงานได้ก็เถอะ ถ้าอยากจะได้พลังงานเพิ่มแบบไม่ต้องกังวลเรื่องผลกระทบจากน้ำตาล ลองหันมาดื่มชา หรือกาแฟดำก่อนออกกำลังกายแทน ก็ช่วยเพิ่มพลังงานได้เหมือนกันค่ะ

11. อาหารที่มีเกลือสูง

          บรรดาอาหารที่มีรสเค็ม สามารถก่อกวนการออกกำลังกายของคุณได้เช่นกัน เพราะเกลือจะเข้าไปทำให้สมดุลของเหลวในร่างกายของคุณเสีย ยิ่งโดยเฉพาะเวลาออกกำลังกายที่ร่างกายของคุณจะเสียเหงื่อมาก ๆ ก็อาจจะทำให้เกิดภาวะขาดน้ำได้

12. อาหารเสริมสำหรับการออกกำลังกาย

          หลายคนที่ต้องการฟิตกล้ามหรืออยากออกกำลังกายให้อึดขึ้น ก็มักจะหันไปพึ่งพาอาหารเสริมสำหรับการออกกำลังกาย แต่ขอบอกว่าอาหารเสริมเหล่านี้ไม่ได้ดีเสมอไปนะคะ เนื่องจากสารบางชนิดที่อยู่ในอาหารเสริมจะไปทำให้เกิดภาวะผกผันของฮอร์โมน คอร์ติซอลหรือที่รู้จักกันในชื่อของฮอร์โมนความเครียด ซึ่งแน่นอนว่าไม่ว่าจะในระยะสั้นหรือระยะยาว ก็เป็นการทำลายสุขภาพกันแบบเห็น ๆ ถ้าอยากฟิตจริง ๆ พึ่งพาอาหารจากธรรมชาติจะดีกว่าค่ะ

          เห็นไหมคะว่า แม้แต่อาหารเพื่อสุขภาพบางชนิดก็อาจทำให้เราออกกำลังกายได้ไม่เต็มที่ได้ เช่นกันถ้าหากรับประทานก่อนออกกำลังกาย ดังนั้นจึงควรเอาใจใส่ในอาหารที่รับประทานทุกมื้ออย่างยิ่ง เพื่อที่ร่างกายของเราจะได้รับประโยชน์สูงสุดทั้งในเรื่องอาหารการกินและการ ออกกำลังกายค่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
prevention.com 
thescienceofeating.com 
bustle.com 
activebeat.com
http://health.kapook.com/view147231.html