Thursday, April 21, 2016

รังสียูวีอันตราย 8 ข้อนี้บอกได้ แสงแดดตอนนี้ร้ายกว่าที่คิด !




อันตรายจากรังสียูวี เมื่อก่อนอาจเดินอาบแดดได้บ้าง แต่สภาพอากาศช่วงนี้บอกเลยว่าถ้าอยากสุขภาพดี ต้องหลีกหนียูวีให้ไกล !

          รังสี UV จริง ๆ แล้วก็มีทั้งโทษและประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายเรา ทว่ารู้สึกกันไหมคะว่าอากาศช่วงนี้ร้อนมากเป็นพิเศษ แถมทางกระทรวงสาธารณสุขยังออกโรงเตือนมาอีกว่าถ้าไม่จำเป็นอย่าอยู่กลางแจ้ง และโดนแสงแดดตรง ๆ จะดีกว่า (อ่านข่าว : เตือนระวังรังสียูวี แนะเลี่ยงอยู่กลางแดดช่วง 10.00-14.00 น.)

          ดังนั้นทางเราก็อดไม่ได้ที่จะมาบอกต่อดัง ๆ ว่า รังสียูวีอันตรายจริง ๆ นะ อย่างน้อยก็ก่อให้เกิด 8 ปัญหาสุขภาพต่อไปนี้ได้ก็แล้วกัน


1. กระจกตาอักเสบ

          อาการ กระจกตาอักเสบพบบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ โดยผู้ป่วยจะมีอาการแสบตา น้ำตาไหล แพ้แสง ตาแดง ซึ่งเป็นอาการตาอักเสบระยะแรก ๆ ก่อนจะลามไปเป็นต้อเนื้อ ต้อลม หรือต้อกระจก หากยังปล่อยให้รังสียูวีทำร้ายดวงตาต่อไปนาน ๆ

2. โรคต้อกระจก

          รังสียูวีส่งผลให้เกิดต้อกระจกได้ง่าย และทำให้จอตาเสื่อมสภาพลง โดยทั้งสองกรณีนี้มีการสันนิษฐานว่า แสงยูวีอาจกระตุ้นการสร้างอนุมูลอิสระที่เป็นสาเหตุให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ของโปรตีนและเกิดปฏิกิริยากับไขมันที่ก่อให้เกิดมะเร็งได้

          และแม้ว่าต้อกระจกจะสามารถเกิดขึ้นได้เมื่อเรามีอายุมากขึ้น ทว่าสิ่งที่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดต้อกระจกได้เร็วขึ้นนั่นก็คือเจ้ารังสียู วีตัวร้าย และนี่ก็คือเหตุผลว่าทำไมนักกีฬาส่วนใหญ่ที่ต้องอยู่กลางแจ้งบ่อย ๆ แม้จะอายุยังไม่มาก ก็มักจะเป็นต้อกระจกได้ ซึ่งต้นเหตุก็เป็นเพราะได้รับแสงยูวีในปริมาณที่มากเกินไปนั่นเองค่ะ

          ทั้งนี้อาการของโรคต้อกระจกก็คือ เลนส์แก้วตาจะเริ่มขุ่นมัวทีละน้อย ๆ แต่หากเป็นมาก ๆ เข้า ความขุ่นมัวจะลุกลามเข้าไปถึงส่วนกลางของกระจกตา ซึ่งจะทำให้การมองเห็นไม่ชัดเจนเหมือนปกติ

3. โรคต้อเนื้อ

          ต้อ เนื้อเป็นการเสื่อมของเยื่อบุตา กลายเป็นเนื้อสีแดงรูปสามเหลี่ยมยื่นเข้าสู่ตาดำ เกิดจากเยื่อบุตาส่วนนั้นถูกแสงยูวีจากดวงอาทิตย์มากเกินไป โดยหากเป็นต้อเนื้อแล้ว จะรู้สึกเคืองตา แสบตา คันตา ตาแดง น้ำตาไหล และอาการจะเป็นมากขึ้นเมื่ออยู่กลางแจ้ง โดนแดดและโดนลม ในผู้ที่เป็นน้อยมักไม่มีอาการผิดปกติ ซึ่งอาจดูเหมือนไม่อันตราย แต่ในบางกรณี หากต้อเนื้อลุกลามไปบดบังตรงกลางของกระจกตา อาจมีผลต่อการมองเห็นได้ค่ะ

4. มะเร็งผิวหนัง

          รังสี UV จะทำลาย DNA (genotoxic) ซึ่งอาจทำให้เกิดโรคมะเร็งผิวหนังได้ และในแสงแดดเองก็มีสารกระตุ้นเซลล์เนื้อร้ายอย่างมะเร็งอยู่แล้ว ดังนั้นหากปล่อยให้ผิวหนังเจอเข้ากับแสงแดดจัด ๆ โดยตรงเป็นเวลานาน ก็อาจจะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงโรคมะเร็งผิวหนังมากขึ้นไปอีก อย่างที่ผลการวิจัยจากเว็บไซต์ Science Learning ที่เผยว่า กว่า 90% ของผู้ป่วยโรคมะเร็งผิวหนัง มีสาเหตุมาจากรังสี UV แทบทั้งสิ้น !

5. ผิวไหม้แดด

          อยาก ได้ผิวสีแทนแล้วไปตากแดดตอนนี้อาจได้ผิวไหม้แดดมาแทนก็ได้ โดยเฉพาะในช่วงนี้ที่รังสียูวีมีความเข้มข้นสูงมากเป็นพิเศษ ซึ่งอาจแผดเผาเซลล์ผิวของเราให้เสียหายได้ง่าย ๆ ยิ่งหากตากแดดนาน ๆ ผิวได้รับรังสียูวีเกินขนาด เส้นเลือดก็จะพยายามไหลเวียนมายังเซลล์ผิวที่ถูกรังสียูวีทำลาย เป็นเหตุให้ผิวของเรามีสีแดงจัดก่อนจะพบว่ากลายเป็นผิวไหม้เกรียมแดดในอีก ไม่ช้า และก็แน่นอนว่าย่อมเสี่ยงต่อโรคมะเร็งผิวหนัง ในกรณีที่ปล่อยให้แดดเลียผิวเป็นประจำนะคะ

6. ทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาว

          นักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานว่า รังสียูวีที่ทำให้เกิดอาการผิวไหม้แดดอาจส่งผลกระทบมาถึงการกระจายตัวของ เซลล์เม็ดเลือดขาว ซึ่งเป็นเซลล์ที่ช่วยป้องกันและช่วยต่อต้านสิ่งแปลกปลอมที่อาจเป็นอันตราย ต่อร่างกาย อีกทั้งยังอาจส่งผลกระทบมาถึงระบบภูมิคุ้มกันได้ภายใน 24 ชั่วโมงหลังถูกแดดเผา และหากกลับไปให้รังสียูวีทำร้ายซ้ำอีกครั้ง ระบบภูมิคุ้มกันก็จะอ่อนแอลงเรื่อย ๆ

7. การติดเชื้อ

          อย่าง ที่บอกว่ารังสียูวีอาจทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาว และระบบภูมิคุ้มกันได้ ดังนั้นร่างกายเราจึงสุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่ายดายขึ้น โดยเฉพาะการติดเชื้อจากปรสิต

8. ทำผิวเหี่ยวย่นก่อนวัย

          ยิ่งโดดแดดผิวยิ่งเหี่ยวไว เนื่องจากรังสียูวีสามารถทำลายคอลลาเจนในเซลล์ผิวและเนื้อเยื่อใต้ชั้นผิว หนังของเราได้ ทำให้เกิดปัญหาริ้วรอย จุดด่างดำ ความหมองคล้ำ และรอยเหี่ยวย่นก่อนวัย ซึ่งไม่ได้มีปัญหาแค่เฉพาะผิวหน้านะคะ แต่กับผิวที่โผล่พ้นร่มผ้าอย่างผิวบริเวณคอ แขน ขา ก็อาจได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน และอย่าลืมคิดไปเผื่อความเสี่ยงโรคมะเร็งผิวหนังด้วย ดังนั้นทางที่ดีควรทาครีมกันแดดปกป้องผิวไปในเบื้องต้นทุกครั้งก่อนจะออกแดด

          จะบอกว่าโลกหมุนแร็วซะจนทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมของโลกเปลี่ยนแปลงไปก็คงไม่ถูก นัก เพราะส่วนสำคัญที่ทำให้ชั้นบรรยากาศของโลกย่ำแย่ได้ขนาดนี้ก็เป็นเพราะ มนุษย์เราด้วย ดังนั้นอย่าลืมอนุรักษ์ทรัพยากรหรืออย่างน้อย ๆ ก็ใช้มันอย่างประหยัด และขอแนะนำให้ระแวดระวังการโดนแดดในช่วงที่รังสียูวีเข้มข้นด้วยนะคะ โดยควรทาครีมกันแดดอย่างน้อย 15 นาที ก่อนออกแดด และสวมแว่นกันแดดทุกครั้งเมื่อต้องออกไปกลางแจ้งที่มีแดดจ้า ๆ ด้วย


ขอขอบคุณข้อมูลจาก
กรมอุตุนิยมวิทยา
Science Learning
WHO
http://health.kapook.com/view146532.html

Wednesday, April 20, 2016

15 สมุนไพรแก้ผดผื่นคันหน้าร้อน หายได้ด้วยของดีใกล้ตัว




สมุนไพรแก้ผดผื่นคันหน้าร้อน หนึ่งทางเลือกในการรักษาผดผื่นคัน โดยเฉพาะอากาศร้อน ๆ ที่มักจะมีอาการกันมากขึ้น

          ปกติ อาการคันบนผิวหนังก็รบกวนความสงบสุขของเรามากพออยู่แล้ว แต่ในช่วงหน้าร้อน ยิ่งอากาศร้อนก็ยิ่งเหมือนผดผื่นคันจะเห่อขึ้นมากเป็นเท่าตัว ตาย ๆ ปล่อยไปแบบนี้ผิวคงเสียโฉมจนอาจกู่ไม่กลับ งั้นเรามาแก้ผดผื่นคันหน้าร้อนด้วยสมุนไพรใกล้ตัวทั้ง 15 ชนิดนี้ดีกว่า

1. แตงกวา
   
          แตงกวามีคุณสมบัติของความเย็น ดังนั้นเมื่อเกิดผดผื่นคันหน้าร้อนก็จะช่วยบรรเทาความร้อนและความแสบของผื่น คันเหล่านั้นได้ โดยฝานแตงกวาเป็นแว่นบาง ๆ แล้วนำมาประคบบริเวณที่รู้สึกคันและแสบร้อนได้เลย

2. ตำลึง
   
          ตามตำรับยาสมุนไพรบ่งชี้เลยว่าตำลึงเป็นยาเย็น ดับพิษร้อน สามารถแก้ผื่นคันและผดร้อนที่เกิดขึ้นตามผิวหนังได้ โดยนำใบตำลึงสดประมาณ 4-5 ใบมาขยี้ให้พอได้น้ำตำลึงมาทาบริเวณผื่นคัน

3. มะระ

          หวานเป็นลม ขมอย่างมะระก็ต้องเป็นยา โดยมะระมีสรรพคุณแก้ผื่นคันได้เป็นอย่างดี เพียงแค่นำใบมะระสดมาต้ม จากนั้นคั้นเอาน้ำมาทาแก้ผดผื่นคันและผดร้อนตามผิวหนังได้เลย หรือจะใช้ผลตากแห้งมาบดจนเป็นผงแล้วโรยผิวหนังที่เป็นผดร้อนก็ได้เช่นกัน

4. เปลือกกล้วย

          เปลือกกล้วยก็มีฤทธิ์เย็น สามารถบรรเทาผดผื่นคันและอาการแสบร้อนบริเวณผิวหนังได้ โดยใช้ด้านในของเปลือกกล้วยมาประคบผดผื่นร้อน ถูเบา ๆ และวางทิ้งไว้สักพักจนอาการทุเลาลง

5. เปลือกแตงโม

          นอกจากจะเป็นผลไม้คลายร้อนแล้วเปลือกของแตงโมยังมีฤทธิ์เย็นไม่ต่างจากแตง กวาสักเท่าไร ฉะนั้นหากกินเนื้อแตงโมหมดแล้วก็อย่าเพิ่งทิ้งเปลือกเลยนะคะ เพราะเมื่อเกิดผดร้อนและผื่นคัน เราสามารถนำเปลือกด้านในของแตงโมมาประคบผิวหนังได้อีกต่อ

6. ว่านหางจระเข้

          วุ้นในว่านหางจระเข้มีความเย็น และมีคุณสมบัติบรรเทาอาการแสบร้อน รวมทั้งรอยไหม้บนผิวหนังได้อย่างดี แต่พวกผื่นคันและผดร้อน หรือแม้กระทั่งอาการคันจากผื่นแพ้ว่านหางจระเข้ก็แก้ได้ชะงัดไม่น้อยหน้าไป กว่ากันเลยล่ะ

7. มะยม

          รากตัวผู้ของมะยมมีสรรพคุณรักษาโรคผิวหนัง แก้ผดผื่นคันได้ชะงัด อีกทั้งยังช่วยขับน้ำเหลืองให้แห้งเร็วขึ้นด้วย โดยใช้รากมะยมล้างสะอาดมาต้มดื่มเป็นประจำ หรือจะนำมาทาถูบริเวณที่เกิดผดร้อนด้วยก็ได้

8. ขมิ้นชัน

          นำเหง้าขมิ้นยาวประมาณ 2 นิ้ว มาฝนใส่ในน้ำต้มสุกแล้วใช้ทาบริเวณผดร้อนและผื่นคัน หรือจะใช้ผงขมิ้นโรยบริเวณที่มีอาการคันและแสบร้อนก็ได้ค่ะ ขมิ้นมีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา ลดการอักเสบ และช่วยขับน้ำได้ดี

9. สะเดา
   
          สะเดามีสรรพคุณต้านเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา และเชื้อไวรัส ดังนั้นหากมีอาการคันบริเวณผิวหนัง ไม่ว่าจะเป็นผดร้อน ผื่นคันจากอาการแพ้ หรือผื่นคันทั่วไป ก็สามารถนำน้ำต้มสะเดามาทาถูบริเวณที่คันได้เช่นกัน

10. ไพล
   
          น้ำมันหอมระเหยจากไพลจะช่วยทำให้ผิวหนังชุ่มชื้น ลดอาการคัน ผดร้อน และผดผื่นจากการแพ้ได้ โดยนำเหง้าสดของไพลมาฝานบาง ๆ และนำไปต้มจนได้น้ำมันมาใช้แก้คันต่อไป

11. ใบพลู
   
          สารสำคัญในใบพลูมีหลายชนิดซึ่งมีฤทธิ์เป็นยาชาและช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของ โลหิต ยับยั้งการเติบโตและฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของวัณโรคและเชื้อหนอง ต้านเชื้อราของโรคผิวหนังและกลากเกลื้อน ฮ่องกงฟุต ดังนั้นเมื่อเกิดผดร้อนหรือผื่นคันให้นำใบพลูสดโขลกให้ละเอียด ผสมเหล้าขาวเล็กน้อย ใช้ทาจนหาย

12. มะนาว

          เห็นเปรี้ยว ๆ แบบนี้มะนาวก็มีสรรพคุณช่วยแก้ผื่นคันที่เกิดเพราะอากาศร้อน ๆ ได้ เนื่องจากมะนาวมีคุณสมบัติช่วยลดความมันส่วนเกินบนผิวหนัง อีกทั้งยังช่วยบำรุงผิวพรรณให้กระชับเต่งตึงอีกต่างหาก

13. ข่า
   
          นอกจากกลิ่นหอม ๆ แล้ว ข่ายังมีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราติดอยู่กับตัวเอง โดยในการแก้ผดร้อนและผื่นคันที่มากับหน้าร้อน ให้ใช้เหง้าข่าแก่ ๆ 1 แง่ง ตำให้ละเอียด แล้วผสมกับเหล้าขาวให้พอขลุกขลิก จากนั้นใช้ทั้งน้ำและเนื้อข่ามาทาบริเวณที่เกิดผดร้อนจนกว่าอาการจะทุเลา

14. ประคำดีควาย

          สมุนไพรที่มีมานานอย่างประคำดีควาย จุดนี้หากจะนำมาแก้ผดร้อนและผื่นคันแนะนำให้ใช้ส่วนดอกประคำดีควายค่ะ โดยนำดอกประคำดีควายประมาณ 4-5 ดอก ต้มกับน้ำ 1 ถ้วยตวง และนำน้ำที่คั้นได้มาทาผิวหนังทุกเช้า-เย็น

15. ฟ้าทะลายโจร
   
          ฟ้าทะลายโจรมีสรรพคุณเกือบเทียบเท่ายาปฏิชีวนะที่ใช้รักษาโรคหวัดทั่วไป อีกทั้งยังสามารถรักษาฝีและแผลอักเสบได้ด้วย แต่สำหรับอาการผดร้อนและผื่นคันจากอากาศร้อนจัด ให้นำใบสดของฟ้าทะลายโจรมาคั้น จากนั้นนำน้ำมาทาบริเวณที่เกิดอาการได้เลย

          15 สมุนไพรไทยใกล้ตัวทั้งหมดนี้ก็หาไม่ยากเท่าไร และหากรู้สรรพคุณของสมุนไพรเหล่านี้แล้วก็เหมือนมียาดี ๆ อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมเลยเนอะ

 
   

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
หมอชาวบ้าน
โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ
Reader’s digest
http://health.kapook.com/view146537.html

Monday, April 18, 2016

วิธีเติมพลังหลังวันหยุดยาว คึกคักรับงานเข้าชิล ๆ




         วิธีเตรียมตัวเตรียมใจกลับมาทำงานหลังจากหยุดพักผ่อนยาว ๆ ไป ปลุกตัวเองให้คึกคักพร้อมลุยงานอย่างเต็มที่อีกครั้งแบบสุดชิล

         
เพิ่งกลับมาจากเที่ยวกันมายาว ๆ หลายคนก็รู้สึกเหมือนยังเพลียไม่หาย พูดให้ตรงก็ต้องบอกว่าไม่พร้อมจะทำงานอย่างจริงจังเลยล่ะ แต่ในเมื่องานไม่เดินเงินก็ไม่เข้ากระเป๋า จะทำยังไงดีให้พลังฮึดอยากทำงานกลับมากันล่ะ เอ้า ! ลองวิธีเหล่านี้สิจ๊ะ


นอนให้พอ

          เชื่อเลยว่าตลอดวันหยุดที่ผ่านมาคุณเที่ยวแบบหามรุ่งหามค่ำ จัดหนักทั้งอาหารการกินและของมึนเมาไม่ยั้ง ดังนั้นไม่ต้องสงสัยแล้วล่ะหากรู้สึกอ่อนเปลี้ยเพลียแรงในวันหย­­ุดสุดท้ายก่อนกลับไปสู่โลกแห่งความเป็นจริง ซึ่งวิธีแก้ไขในเบื้องต้นก็ไม่มีอะไรยากค่ะ เพียงนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ หากเป็นไปได้เข้านอนก่อน 23.00 น. จะดีกับร่างกายมาก อย่างน้อยก็ลดอาการอ่อนเพลียจากที่ใช้ร่างกายสุดคุ้มมาหลายวัน

 ตื่นเช้ามาออกกำลังกาย

           การออกกำลังกายในช่วงรุ่งเช้าช่วยให้ร่างกายรู้สึกสดชื่นและกระ­­ปรี้กระเปร่ามากขึ้นหลายเท่าเลยนะคะ ไม่เชื่อลองตื่นเช้ามาวิ่งจ๊อกกิ้งสักครึ่งชั่วโมงสิ แล้วคุณจะรู้สึกได้ถึงความแตกต่างของร่างกายที่รู้สึกสดชื่นขึ้­­น เหมือนพร้อมแล้วจะออกไปลุยงาน ไปทำกิจกรรมต่าง ๆ ตามภาระหน้าที่ ชีวิตดี๊ดีกว่าตอนที่ตื่นสายแล้วต้องรีบทำธุระส่วนตัวแข่งกับเว­­ลาเป็นไหน ๆ

 จัดเต็มอาหารเช้า

          กองทัพต้องเดินด้วยท้องฉันใด ร่างกายเราก็ต้องการอาหารเช้าเพื่อไปเติมเต็มการทำงานของส่วนต่­­าง ๆ ในร่างกายด้วยเช่นกัน ดังนั้นก่อนกลับไปสู่โลกแห่งการทำงานตามเดิม ควรต้องจัดเต็มมื้อเช้าไปให้พร้อม อิ่มท้องแล้วจะได้ลุยงานได้เต็มที่ยังไงล่ะ

 เคลียร์โต๊ะทำงาน

         ก่อนเคลียร์งานกองโต แนะนำให้จัดการกับสถานที่ทำงานของคุณให้เรี­ยบร้อยก่อน ทั้งฝุ่นและกองขยะที่ทิ้งค้างไว้ตั้งแต่อาทิตย์ก่อนก็ทำความสะอ­­าดให้เรียบร้อย หรือหากมีเวลามากพอจะจัดโต๊ะทำงานใหม่ก็คงเติมความสดชื่นให้การ­­ทำงานได้ไม่น้อยเลย

 ไล่เรียงตารางงาน

          หยุดพักไปตั้งหลายวันอาจมีบ้างที่หลง ๆ ลืม ๆ ว่าเราค้างงานอะไรเอาไว้ ดังนั้นกลับมาทำงานวันแรกก็เริ่มเช็กทั้งอีเมล เช็กกับลูกค้า หัวหน้างาน และฝ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วน หน้าที่การงานจะได้ไม่ตกหล่นนะจ๊ะ

 เลิกซะเถอะนิสัยผัดวันประกันพรุ่ง

         
“เอาน่า พรุ่งนี้ก็ทัน” ใครติดนิสัยชอบพูดประโยคนี้บอกเลยว่าชีวิตคุณคงวุ่นวายไม่หาย โดยเฉพาะถ้าเป็นเรื่องงานทุกอย่างก็คงไม่ราบรื่นพาให้ไม่อยากทำ­­งานไปซะเปล่า ๆ ถ้าอย่างนั้นจะดีกว่าไหมหากคุณเลิกเลื่อนวันผัดเวลา แล้วลงมือทำในสิ่งที่ต้องทำอย่างเต็มที่ที่สุด เชื่อไหมว่าแค่นี้อารมณ์ทำงานก็มาเต็มแล้ว

 ถึงเวลาพักก็พักให้เต็มที่

          เวลาทำงานก็ทำงานให้เต็มที่ แต่ถึงเวลาพักเมื่อไรให้หยุดงานทุกอย่างลงทันที แล้วจับกลุ่มเพื่อนร่วมงานที่สนิทกันเม้าท์ถึงวันหยุดที่เพิ่งผ­่า­นไป เรียกคืนบรรยากาศคึกคักเบียดความตึงเครียดจากงานในออฟฟิศให้เกล­­ี้ยง ถือซะว่าเป็นช่วงเวลาได้ปลดปล่อยอีกหน่อยก่อนกลับไปทำงานต่อในช­­่วงบ่าย

         
ปล่อยให้ความสนุกสนานในช่วงวันหยุดผ่านพ้นไป แล้วกลับมาตั้งหน้าตั้งตาทำมาหากินกันต่อด้วยเคล็ดลับเหล่านี้ด­­ูนะคะ เชื่อเถอะว่าชีวิตจะดีขึ้นจริง ๆ

http://health.kapook.com/view117087.html
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/pin/26599454022390597/

Wednesday, April 13, 2016

อาหารคลายร้อนสุดเด็ด จัดด่วน ๆ ก่อนร่างกายจะเพลียหนัก

 
อาหารคลายร้อน 15 อย่างต่อไปนี้ ช่วยเติมความสดชื่น คืนความกระปรี้กระเปร่าให้ร่างกาย ดับกระหายคลายร้อน แก้อ่อนเพลีย แล้วแบบนี้จะไม่ทานได้ยังไง

          อากาศเมืองไทยร้อนขึ้นทุกวัน ยิ่งโดยเฉพาะเดือนเมษายน อุณหภูมิพุ่งแตะเลข 4 เข้าไปแล้วตั้งหลายพื้นที่ ทั้งร้อน ทั้งอบอ้าวแบบนี้ ทำให้เรารู้สึกอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ทานอะไรไม่ลง แต่ถ้าจะให้ดื่มน้ำอย่างเดียวแต่ไม่ทานอะไรเลยก็ไม่ไหวเหมือนกัน เดี๋ยวจะขาดสารอาหารเอา วันนี้ลองเปิดตู้เย็นมองหาอาหารคลายร้อนมาช่วยลดอุณหภูมิทั้งภายในและภาย นอกร่างกายหน่อยดีกว่า จะได้แก้อาการอ่อนเพลียไร้เรี่ยวแรงไปด้วย ว่าแต่หน้าร้อน (จัด) แบบนี้ เราจะทานอะไรดีนะ 


แตงโม

          พูดถึงหน้าร้อนก็ต้องนึกถึง "แตงโม" ขึ้นมาทันที เพราะเจ้าผลไม้ลูกกลม ๆ เนื้อสีแดงหวานฉ่ำชนิดนี้ มีน้ำเป็นส่วนประกอบมากถึง 95% ทานแล้วร่างกายชุ่มชื่นจากน้ำในแตงโมแน่นอน ยิ่งถ้านำไปแช่ตู้เย็น แช่ช่องฟรีซ หรือทำเป็นไอศกรีม ยิ่งเย็นสุดขั้ว คลายร้อนได้แน่นอน


แคนตาลูป

          หนึ่งในผลไม้ตระกูลแตงที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบไม่น้อยเหมือนกัน นำไปแช่เย็นทานดับร้อนได้ หรือจะนำเนื้อไปปั่นเป็นน้ำแคนตาลูปใส่น้ำแข็งสักหน่อยก็ดื่มแก้กระหายได้ไม่น้อยเลย


ฟักเขียว

          อย่าเพิ่งสงสัยว่าน้ำแกงฟักจะช่วยดับร้อนได้จริงเหรอ (ก็ในน้ำแกงออกจะร้อน) ขอบอกว่าถึงแม้เนื้อฟักจะเก็บความร้อนได้ดี แต่เมื่อทานเข้าไปแล้ว ฟักเขียวจะช่วยให้ร่างกายเย็นลงได้ เพราะมีฤทธิ์เป็นยาเย็น ทานแล้วช่วยแก้ร้อนใน แก้ไอ แก้คอแห้ง ทำให้ชุ่มคอ ใช้ขับเสมหะที่เกิดจากหวัดร้อนได้ด้วย หรือถ้าไม่อยากทานเป็นน้ำแกง ก็นำฟักมาต้ม ดื่มแทนน้ำก็ได้ หรือนำไปปั่นใส่น้ำแข็ง ผสมน้ำผึ้งสักหน่อย ทานเป็นสมูธตี้ก็อร่อยอย่าบอกใคร


ผักโขม

          เมื่อเราเสียเหงื่อจากอากาศร้อน ร่างกายของเราก็จะสูญเสียธาตุแมกนีเซียมไปด้วย ดังนั้นต้องทานผักโขมและผักสีเขียวให้มาก ๆ เพราะผักเหล่านี้มีแมกนีเซียมสูง นอกจากนี้ยังมีลูติน สารต้านอนุมูลอิสระที่จะช่วยปกป้องผิวพรรณและสายตาของเราไม่ให้ถูกแสงแดดและรังสีจากแสงอาทิตย์ทำอันตราย 


พริกไทย

          ฟังแล้วอย่าเพิ่งตกใจว่า พริกไทยยิ่งกินก็ยิ่งร้อนนะสิ แต่จะบอกให้ค่ะว่า พริกไทยที่เผ็ดร้อนสามารถกระตุ้นให้เกิดการขับเหงื่อออกจากร่างกาย ซึ่งเมื่อเหงื่อระเหยออกจากผิว จะทำให้เกิดความรู้สึกเย็นสบายแก่ร่างกายของเราได้อย่างน่าเหลือเชื่อ นอกจากนี้ยังมีวิตามินซีที่ช่วยปกป้องผิวจากแสงแดด ลองพิสูจน์ดูเลย


มะระ

          ตามหลักแพทย์แผนไทยบอกไว้ว่า ถ้าจะดับร้อนด้วยอาหารต้องทานอาหารที่มีรสขมหรือเย็น ซึ่งผักรสขมชนิดนี้ นอกจากจะเป็นยาดับร้อนแล้ว ยังช่วยถอนพิษไข้ ช่วยแก้กระหาย แก้อักเสบ เจ็บคอ บรรเทาอาการร้อนในได้อีกด้วย ซึ่งอาการเจ็บป่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้มักเป็นกันมากในช่วงฤดูร้อนนี่ล่ะ


ข้าวแช่

          เมนูไทยแท้ระดับชาววัง ข้าวแช่อาจหาทานได้ไม่ง่ายนักในปัจจุบัน แต่เจ้าข้าวลอยน้ำดอกไม้อบควันเทียนหอมเย็น รับประทานคู่กับเครื่องเคียงต่าง ๆ ทั้งลูกกะปิทอด พริกหยวกยัดไส้ หรือปลาหวาน เมนูนี้ช่วยให้ความสดชื่นหอมอร่อยในวันที่อบอ้าวดีจริง ๆ


สลัดผัก

          หันมาดูเมนูเบา ๆ ทางฝั่งตะวันตกกันบ้าง ผักสดเย็น ๆ ช่วยเพิ่มน้ำให้กับร่างกาย พร้อมผักและผลไม้สดตามฤดูกาลอื่น ๆ ที่จะช่วยเพิ่มรสชาติและวิตามิน พร้อมช่วยสร้างภูมิคุ้มกันป้องกันไข้หวัดเมื่ออุณหภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง แถมยังเป็นเมนูคลายร้อนที่เหมาะกับสาว ๆ ที่กำลังควบคุมน้ำหนักด้วย
 

เฉาก๊วย

          เมนูของหวานคลายร้อนยอดฮิต เนื้อสีดำ ๆ หนึบ ๆ ใส่ในถ้วยน้ำแข็ง ราดด้วยน้ำเชื่อม เห็นแล้วอยากทานเป็นที่สุด เพราะมีสรรพคุณแก้ร้อนใน กระหายน้ำ แก้โรคหวัด จัดเป็นอาหารคลายร้อนเพื่อสุขภาพอีกถ้วยหนึ่ง (แต่ต้องใส่น้ำตาลน้อย ๆ หน่อยนะ) หรือถ้าไม่ชอบเฉาก๊วยก็ทานพวกผลไม้ลอยแก้ว เช่น กระท้อนลอยแก้ว รากบัว เย็นชื่นใจแน่นอน


ตะไคร้

          ร้อนนี้เหมาะกับการดื่มน้ำตะไคร้เป็นที่สุด เพราะช่วยเติมความสดชื่น ดับกระหายให้ร่างกาย แถมยังมีสรรพคุณช่วยขับเหงื่อ ขับปัสสาวะ ขับของเสียในร่างกาย ได้คลายร้อนแล้วยังได้สุขภาพดีด้วย ถ้ามาต้มกับใบเตย ยิ่งหอมเย็น ชื่นใจคูณสอง

         ชาตะไคร้มะนาว เครื่องดื่มจากสมุนไพรไทยแก้จุกเสียด
         น้ำตะไคร้ใบเตย เครื่องดื่มสมุนไพรประโยชน์ล้นแก้ว  


ใบบัวบก

          แม้จะมีรสชาติขม ๆ เฝื่อนอยู่บ้าง แต่ใบบัวบกมีฤทธิ์บรรเทาอาการอ่อนเพลีย แก้ร้อนใน กระหายน้ำได้ดี ทำให้เรารู้สึกสดชื่น นอกจากนี้ยังแก้ช้ำใน แก้เจ็บคอ บำรุงหัวใจ ลองดื่มดูแล้วจะติดใจ


น้ำกระเจี๊ยบ

          น้ำกระเจี๊ยบหวาน ๆ เย็น ๆ ช่วยรักษาอาการร้อนในภายในช่องปาก ช่วยดับกระหายคลายร้อนได้ไม่น้อย แต่อย่าเติมน้ำตาลเพิ่มมากไป เพราะเดี๋ยวความอ้วนจะถามหา

         ชากระเจี๊ยบแดง ดื่มร้อน ๆ แก้ร้อนในกระหายน้ำ
         น้ำกระเจี๊ยบแดงกับพุทราจีน สองเพื่อนซี้คู่หูสมุนไพรคู่สุขภาพ


น้ำมะพร้าว

          หน้าร้อนก็ต้องคู่กับน้ำมะพร้าว เพราะมะพร้าวเป็นยาเย็น กินแล้วดับร้อน ลดอุณหภูมิในร่างกายได้ หากเป็นไข้ตัวร้อนแล้วดื่มน้ำมะพร้าว ก็จะช่วยให้ความร้อนทุเลาลง และยังช่วยแก้ร้อนใน แก้กระหายน้ำ แก้ปวดศีรษะได้อีกต่างหาก

         น้ำมะพร้าว เครื่องดื่มมหัศจรรย์ที่มากกว่าความหอมหวาน 


น้ำเก๊กฮวย
         
          เวลาร้อน ๆ ก็นึกถึงน้ำเก๊กฮวยในตู้แช่เย็นเหมือนกันนะ ด้วยสรรพคุณแก้ร้อนใน กระหายน้ำ ดื่มแล้วรู้สึกสดชื่นขึ้นมาก ลดอาการครั่นเนื้อครั่นตัวจากอากาศร้อนได้ ทำให้หลาย ๆ บ้านต้องซื้อดอกเก๊กฮวยแห้งมาเก็บไว้ พอถึงหน้าร้อนเมื่อไรก็หยิบมาต้มมาชงแช่เย็นดื่มให้ชื่นใจ


น้ำเปล่า

          สุดท้าย ท้ายสุดก็ "น้ำเปล่า" นี่ล่ะค่ะช่วยดับกระหายคลายร้อนได้ดีที่สุดแล้ว เพราะเมื่ออากาศร้อน ร่างกายเราจะสูญเสียน้ำตลอดเวลา เราจึงต้องดื่มน้ำให้มาก ๆ เพื่อช่วยให้ร่างกายรักษาอุณหภูมิได้ดี และไม่ขาดน้ำด้วย แต่ถ้าอยากให้ชื่นใจมากขึ้น หยดน้ำยาอุทัยผสมลงไปหน่อย สีแดง ๆ ในน้ำยาอุทัยนั้นก็คือสมุนไพร "ฝาง" มีฤทธิ์บำรุงโลหิต ทำให้เลือดเย็น แก้กระหายน้ำ มิน่าล่ะถึงชื่นใจขนาดนี้

          ทานอาหารช่วยดับร้อนได้ก็จริง แต่ก็มีอาหารบางชนิดที่ยิ่งกินยิ่งร้อน โดยเฉพาะ 7 อย่างนี้ที่ต้องเขียนตัวโต ๆ ว่า "เลี่ยงซะ"

          เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะจะไปเพิ่มความร้อนให้ตับต้องทำงานหนักขึ้น

          เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน กระตุ้นให้ปัสสาวะบ่อยขึ้น เป็นการขับน้ำออกจากร่างกาย ทำให้เพลียแดดได้ง่าย

          ขนมหวานทั้งหลาย เพราะเมื่อร่างกายเผาผลาญน้ำตาลจะสร้างความร้อนขึ้นมา

          ของทอด ของมัน กินมาก ๆ จะทำให้ร่างกายเราร้อน

          อาหารรสเค็มจัด เพราะยิ่งกินเค็ม ไตก็ยิ่งทำงานหนัก ซึ่งโดยปกติไตก็ทำงานหนักมากขึ้นในหน้าร้อนอยู่แล้ว

          ผลไม้รสหวานฉ่ำน้ำตาล โดยเฉพาะทุเรียน มีกำมะถันสูง สร้างความร้อนให้ร่างกายได้มาก

          น้ำอัดลม เครื่องดื่มรสหวานจัด ดื่มมากไปก็ทำให้อ้วน

          ถ้าทานอาหารตามนี้แล้วยังไม่ช่วยให้หายร้อน ก็คงต้องใช้วิธีอื่นเข้าช่วย อย่างเช่นลุกไปอาบน้ำ หรือไปเดินเล่นตามห้างสรรพสินค้า ผึ่งแอร์เย็น ๆ ให้สบายกายสบายใจซะก่อน อดทนหน่อยเดี๋ยวหน้าร้อนก็ผ่านไปนะคะ


http://health.kapook.com/view116597.html

Friday, April 8, 2016

7 อันตรายจากความเหงา ไม่ใช่แค่อารมณ์สีเทาแต่ฆ่าเราได้ !

 



อันตรายจากความเหงา เขาบอกว่าคนเราอยู่ร่วมกับความเหงาแล้วเสี่ยงทั้งสุขภาพจิตและสุขภาพกาย ร้ายแรงถึงขั้นอาจเสียชีวิตได้เลย !?

          ความเหงาเหมือนลอยวนอยู่รอบ ๆ ชั้นบรรยากาศ หลายคนพบว่าตัวเองรู้สึกเหงาได้ง่ายดายเหลือเกิน แต่รู้ไหมคะว่าทุกครั้งที่เราเหงาก็เท่ากับเพิ่มความเสี่ยงในการเสียชีวิต ให้ตัวเอง เพราะความเหงาอันตรายกว่าแค่ทำให้รู้สึกซึม ๆ เศร้า ๆ ได้ตั้งเท่านี้แน่ะ


1. แพร่ระบาดได้เหมือนไข้หวัด

          งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยชิคาโก มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานดิเอโก รายงานว่า คนที่รู้สึกเหงามีโอกาสแพร่ความรู้สึกสีเทา ๆ นี้ไปยังคนรอบข้างได้ง่ายมาก ไม่ต่างจากเชื้อไข้หวัดเลย
   
          แถมยังมีแนวโน้มจะแยกตัวออกจากสังคม เพิ่มความโดดเดี่ยวให้ทั้งตัวเองและคนใกล้ชิดเข้าไปอีก ซึ่งนักจิตวิทยาก็ออกโรงผสมมาว่า ความเหงามีความเกี่ยวข้องกับทั้งสภาพร่างกายและจิตใจ ซึ่งสามารถบั่นทอนสุขภาพด้านต่าง ๆ และอาจทำให้ชีวิตคนเราสั้นลงได้ด้วยนะคะ

2. แค่เหงา ก็อันตรายเท่าการสูบบุหรี่วันละ 15 มวน !

          งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยบริคแฮม บอกให้เรารู้ว่า ความเหงาสามารถบั่นทอนสุขภาพร่างกายของเราได้มากพอกับการเป็นโรคอ้วนหรือการ สูบบุหรี่ 15 มวนต่อวันเชียวนะ
   
          นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยที่พบว่า ผู้ที่มีเพื่อนที่ทำงานอย่างน้อย 3 คนขึ้นไปมีแนวโน้มที่จะมีความพึงพอใจในชีวิตมากกว่าคนที่ไม่มีเพื่อนที่ทำ งานเลย เพราะการมีเพื่อนช่วยให้ความเครียดลดลง และช่วยลดความหดหู่ แถมยังมีข้อดีอีกมากมายหลายอย่าง แต่เพราะชีวิตที่เร่งรีบและเต็มไปด้วยงาน ทำให้เราไม่มีโอกาสจะได้เจอกับเพื่อนเก่า ๆ เลย ยิ่งเมื่ออยู่ในวัยทำงานแล้วการมองหาเพื่อนใหม่ ๆ ก็ยิ่งเป็นเรื่องที่ยากเข้าไปอีก ดังนั้นรีบจัดมีตติ้งกับเพื่อนกันเถอะ

3. เหงาวัยไหนก็เสี่ยงได้ไม่ต่างกัน
   
          นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยนอร์ธแคโรไลนา สหรัฐอเมริกา กล่าวว่า ความเหงาร้ายกาจพอ ๆ กับโรคเบาหวาน เพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคมะเร็ง และพอ ๆ กับการไม่ออกกำลังกายเลยสักนิด
   
          โดยความเหงาของวัยหนุ่มสาว อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการอักเสบของอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย เทียบเท่ากับความเสี่ยงในวัยรุ่นที่ไม่เคยออกกำลังกายฟิตสุขภาพตัวเองประมาณ นั้นเลย อีกทั้งการศึกษายังพบด้วยว่า ความเหงาในวัยรุ่นก็มีส่วนเพิ่มโอกาสเกิดโรคอ้วนได้ โดยวัดจากค่าดัชนีมวลกาย (BMI) และรอบเอวของวัยรุ่นที่ไม่ค่อยมีเพื่อนซึ่งพบว่า เด็กกลุ่มนี้มีค่าดัชนีมวลกายที่สูงกว่าเกณฑ์ปกติ เมื่อเทียบกับวัยรุ่นที่เพื่อนเยอะและไม่ค่อยรู้สึกเหงา
   
          ส่วนความเหงาที่เกิดจากความอ้างว้างโดดเดี่ยวในกลุ่มผู้สูงอายุ อาจเป็นปัจจัยกระตุ้นให้โรคที่เป็นอยู่แล้วกำเริบหรือมีอาการแย่ลงได้ ทว่าในกลุ่มวัยกลางคนกลับพบว่าความเหงาทำอะไรเขาไม่ได้มากนัก ด้วยเป็นวัยที่กำลังวุ่นวายกับการสร้างรากฐานที่มั่นคงให้ครอบครัวและตัวเอง จึงอาจมีเวลารู้สึกเหงาน้อยกว่าช่วงวัยอื่น ๆ นั่นเองค่ะ
   
          นอกจากนี้นักวิทยาศาสตร์ยังทิ้งท้ายว่า โดยรวมแล้วความรู้สึกเหงาที่เกิดจากความอ้างว้างและโดดเดี่ยว สามารถเพิ่มความเสี่ยงได้ทั้งโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคมะเร็งเลยทีเดียว แต่ทั้งนี้ก็ยังมีปัจจัยอื่น ๆ เช่น พฤติกรรมการบริโภค การสูบหุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ การออกกำลังกาย และการพักผ่อนที่มีส่วนกระตุ้นการเกิดโรคด้วยล่ะ

4. ความเหงาเป็นเพื่อนซี้กับความเครียด
   
          John Cacioppo นักประสาทวิทยาจากมหาวิทยาลัยชิคาโก สหรัฐอเมริกา เผยข้อมูลงานวิจัยว่า ความเหงาสามารถเปลี่ยนยีนและสารเคมีในสมองให้หลั่งฮอร์โมนความเครียดออกมา ได้ง่ายดายขึ้น อีกทั้งยังลดความสามารถของสมองด้านกระบวนการรับรู้ ในส่วนภูมิคุ้มกันก็จะอ่อนแอลง และเพิ่มความเสี่ยงโรคหลอดเลือดได้อีกต่างหาก

5. เสี่ยงโรคอัลไซเมอร์
   
          ในวาระการประชุมของ Alzheimer's Association International ณ วอชิงตัน ดีซี ได้เผยผลการศึกษาเรื่องความเหงาเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงโรคอัลไซเมอร์ขึ้นมา โดยมีใจความสำคัญประมาณว่า ความรู้สึกเหงาสามารถส่งผลกระทบไปยังสารสื่อประสาทในสมองให้เปลี่ยนไป ลดการทำงานของสมองในด้านกระบวนการรับรู้ได้ราว ๆ 20% และเร็วกว่าปกติประมาณ 12 ปีก่อนความเสื่อมของสุขภาพที่ควรจะเป็น
   
          อีกทั้งการอยู่คนเดียวเหงา ๆ ก็ยังลดโอกาสได้มีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น มีโอกาสได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกันน้อย จนเพิ่มความเสี่ยงโรคสมองเสื่อมขึ้นได้

6. รู้สึกเหงา=ไวต่อเชื้อไวรัส
   
          ผลการศึกษาที่ถูกเผยในการประชุม Society for Personality and Social Psychology แสดงให้เห็นว่า ผู้ที่รู้สึกเหงา อ้างว้าง และโดดเดี่ยวบ่อย ๆ มีแนวโน้มจะไวต่อเชื้อไวรัสได้เร็วกว่าคนที่ไม่เหงา เพราะความเหงาทำให้ระบบภูมิคุ้มกันแย่ลง ทำให้เสี่ยงต่อโรคเรื้อรัง ความเครียด และอาการเจ็บป่วยออด ๆ แอด ๆ ได้ง่ายกว่าปกติ

7. สุขภาพจิตเสีย เสี่ยงต่อพฤติกรรมทำร้ายตัวเอง
   
          ในทางจิตวิทยา ความรู้สึกเหงาชนิดเรื้อรังและเป็นความเหงาอันเกิดจากความอ้างว้างโดดเดี่ยว ไม่เพียงแต่ทำให้สุขภาพจิตย่ำแย่เท่านั้น แต่ยังอาจผลักดันให้เกิดพฤติกรรมแปลกแยก หรือการทำร้ายตัวเองได้ เช่น ความเหงาที่เกิดขึ้นในวัยเด็ก อาจทำให้เด็กขาดทักษะการเข้าสังคม รู้สึกแปลกแยก และกลายเป็นคนต่อต้านสังคมไปโดยปริยาย ส่วนความเหงาในผู้ใหญ่อาจต่อยอดไปเป็นโรคซึมเศร้าหรือการติดสุราได้

          นอกจากนี้นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยชิคาโกยังเผยความเสี่ยงของความเหงาที่มีต่อ สุขภาพจิตและสุขภาพกายมาด้วยว่า คนที่อยู่อย่างโดดเดี่ยวแบบเหงา ๆ มานาน อาจเพิ่มโอกาสการทำร้ายตัวเอง หรือหนักถึงขั้นมีสิทธิ์ฆ่าตัวตายได้ อีกทั้งคนที่รู้สึกเหงาและโดดเดี่ยวก็มักจะมีโอกาสนอนไม่หลับค่อนข้างสูง ด้วยนะคะ ดังนั้นหากรู้สึกเหงาก็อย่ายอมจมอยู่กับตัวเองเฉย ๆ หาทางคลายเหงากันดีกว่าเนอะ ลองดูตามนี้ก็ได้ค่ะ วิธีแก้เหงาเมื่ออยู่คนเดียว เปล่าเปลี่ยวแต่เฟี้ยวและสุดสตรอง 


ขอขอบคุณข้อมูลจาก
everydayhealth
livescience
dailymail.co.uk
psychologytoday
http://health.kapook.com/view145768.html

Thursday, April 7, 2016

กินกล้วยมื้อเย็น ลดน้ำหนักได้จริงไหม ไขข้อสงสัยเรื่องที่คนไดเอตต้องรู้



กินกล้วยมื้อเย็นลดน้ำหนักได้จริงไหม ใครกำลังมองหาสูตรลดความอ้วนง่าย ๆ มาไขคำตอบเรื่องนี้กันเถอะ

          ประโยชน์ของกล้วยใน ส่วนของการลดน้ำหนักนั้น ขอบอกเลยว่ากล้วยก็ไม่ได้กล้วยอย่างที่คิด แต่เป็นผลไม้ลดน้ำหนักสรรพคุณเด็ดมาก มีดีทั้งช่วยให้ผอมได้ แถมด้วยประโยชน์ด้านอื่น ๆ อีกไม่น้อย และหากใครกำลังสงสัยว่ากินกล้วยมื้อเย็นจะอ้วนไหม หรือกินกล้วยแทนมื้อเย็นไปเลยจะช่วยลดน้ำหนักได้หรือเปล่า ประเด็นนี้ลองมาอ่านกันให้ชัด ๆ เถอะ


กินกล้วยมื้อเย็น ลดน้ำหนักได้ยังไง ไหนตอบ !

         กล้วยมีวิตามินบี 1 และบี 2 ที่ช่วยเร่งการเผาผลาญน้ำตาลและไขมัน อีกทั้งยังมีคาร์โบไฮเดรตชนิดดีต่อร่างกาย มีไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำได้ ดังนั้นเมื่อกล้วยตกเข้าไปในระบบย่อยอาหารจึงดูดซับน้ำ พองตัว และช่วยทำให้ท้องรู้สึกอิ่มได้นานขึ้น

          แถมหากกินกล้วยมื้อเย็นสักลูก ความหวานในตัวกล้วยยังจะช่วยลดความอยากของหวาน ๆ หรืออาหารประเภทจังก์ฟู้ดได้อีกต่างหาก และที่สำคัญความหวานในส่วนนี้ยังปราศจากแคลอรีด้วยล่ะ

          นอกจากนี้การกินกล้วยในช่วงมื้อเย็นยังมีประโยชน์พอ ๆ กับการกินกล้วยมื้อเช้าเลย นะคะ เพราะไม่ว่าจะกินกล้วยตอนไหน กล้วยยังไงก็เป็นกล้วยที่อุดมไปด้วยวิตามินบี 6 ซึ่งถือเป็นโคเอนไซม์สำคัญของกระบวนการเผาผลาญในร่างกาย นั่นก็เท่ากับว่า เมื่อกินกล้วยมื้อเย็นเข้าไป ระบบการเผาผลาญในร่างกายก็จะทำงานอย่างกระปรี้กระเปร่ามากขึ้น เบิร์นเหล่าอาหารที่เรากินมาทั้งวันได้ดีขึ้นนั่นเอง

          และหากเป็นคนที่มักจะนอนหลับยากหรือนอนหลับด้วยความกระสับกระส่ายมาตลอด อยากท้าให้ลองกินกล้วยมื้อเย็นดูสักตั้ง เพราะกล้วยอุดมไปด้วยกรดอะมิโนและทริปโตเฟน สารประกอบสำคัญของการสร้างเซโรโทนินในสมอง ซึ่งเปรียบเสมือนยาระงับประสาทแบบธรรมชาติ ช่วยให้นอนหลับง่ายกว่าที่เคยอีกด้วยนะ

          อย่างไรก็ตาม ในแต่ละมื้อเราก็ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยอาจจะรับประทานกล้วยเป็นมื้อเย็นสัก 1-2 ลูก ร่วมกับรับประทานอาหารแคลอรีต่ำประเภทอื่น ๆ พร้อมทั้งพยายามดื่มน้ำสะอาดเยอะ ๆ ออกกำลังกายบ้าง ไม่เครียด และไม่นอนดึกเด็ดขาด ทั้งหมดนี้ก็คงไม่ยากเกินกว่าความรู้สึกอยากมีหุ่นดี ๆ หรอกเนอะ ;)

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
Calorie Secrets
Health.com
eHow
Slimming Solution  

http://health.kapook.com/view143480.html

Friday, April 1, 2016

5 แนวทางประหยัดเงินสำหรับคนรักสัตว์




วิธีประหยัดเงินสำหรับคนเลี้ยงสัตว์ เพราะภาระค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงไม่ใช่น้อย ๆ หากไม่อยากเพิ่มภาระค่าใช้จ่าย แต่ก็อยากให้สัตว์เลี้ยงอยู่อย่างมีความสุข มาดูวิธีประหยัดเงินสำหรับคนเลี้ยงสัตว์กันค่ะ

        ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน คนจำนวนมากนิยมมีสัตว์เลี้ยงอย่าง หมา แมว หรือสัตว์อื่น ๆ ไว้เพื่อจุดประสงค์ต่าง ๆ อาจจะเพื่อไว้เฝ้าบ้าน ไว้เป็นเพื่อนแก้เหงา หรือกระทั่งเป็นสิ่งเยียวยาจิตใจ แต่สิ่งที่ตามมาเมื่อเราตัดสินใจพาสมาชิกใหม่เข้าบ้านก็คือค่าใช้จ่ายในบ้าน ที่มากขึ้น ทั้งค่าอาการ ค่าวัคซีนต่าง ๆ หรือกระทั่งค่าของเล่นสำหรับสัตว์เลี้ยงวัยเด็ก

          แต่ถึงอย่างนั้นถ้าเรามีการวางแผนการเงินที่ดีและเลือกใช้เงินอย่างชาญฉลาด สำหรับค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เหล่านี้ ภาระเรื่องการเลี้ยงดูสัตว์เลี้ยงก็จะไม่ใช่เรื่องน่ากังวลอีกต่อไปค่ะ วันนี้เว็บไซต์ Masii.co.th จะมาบอกให้รู้กันค่ะว่ามีแนวทางไหนบ้างในการดูแลสัตว์เลี้ยงแสนรักของเรา ที่จะช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าเราได้บ้าง

1. ประดิษฐ์ของเล่นจากของใช้ในบ้าน

          ปัจจุบันมีของเล่นเพื่อสัตว์เลี้ยงผลิตออกมามากมายหลายรูปแบบ แต่ส่วนมากถ้าไม่ได้อยู่ในช่วงลดราคา ราคาก็จะค่อนข้างแพง เราอาจจะเปลี่ยนมาเป็นประดิษฐ์ของเล่นเองแทนก็ได้ค่ะ

          - ถ้าใครเลี้ยงแมวก็อาจเอาแกนทิชชูแข็ง ๆ สีน้ำตาลมาตัดตรงปลายทั้งสองด้านให้เป็นกลีบ ๆ แล้วดัดออกด้านนอก รับรองว่าน้องแมวเห็นจะกระโจนเข้าหาแล้วปัดไปปัดมาอย่างเมามันส์แน่นอน หรือจะใช้หลอดดูดพลาสติกขยับไปขยับมาล่อให้แมวตามหรือเคี้ยวเล่นก็ได้

          - สำหรับคนที่มีลูกหมาอาจจะเจอปัญหาหมาแทะรองเท้าจนพังไปหลายคู่ ฉะนั้นเราอาจจะหาไม้มาสักชิ้น ตัดให้มีขนาดพอดีกับปากน้องแล้วขัดด้วยกระดาษทรายให้ไม่บาด จากนั้นก็ให้น้องหมาของเราใช้เป็นของเล่นสำหรับเคี้ยวได้เลย เป็นการฝึกไปในตัวว่าอันไหนเคี้ยวเล่นได้หรืออันไหนเคี้ยวเล่นไม่ได้

2. ทำขนมเพื่อสุขภาพจากในครัว

          สำหรับคนที่ชอบเทรนสัตว์เลี้ยงหรือชอบให้ขนมขบเคี้ยวแก่สัตว์เลี้ยง เพื่อสร้างสีสันให้กับการกินอาหาร เวลาไปร้านขายอาหารสัตว์เลี้ยงอาจจะต้องกุมขมับเพราะค่าขนมกินเล่นแพงเหลือ เกิน แต่ก็ต้องกัดฟันซื้อเพราะอยากให้สัตว์เลี้ยงตัวเองมีขนมอร่อย ๆ กินบ้าง แต่ถ้าอยากจะลดภาระค่าใช้จ่ายตรงนี้ไปและยังอยากเอาใจสัตว์เลี้ยงอยู่ เราก็ลงมือทำขนมให้สัตว์เลี้ยงแสนรักเราเลยสิคะ อาจจะลองหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตและเลือกสิ่งที่หาได้ง่าย ๆ จากในครัวของเราและน้องหมาทานได้โดยไม่เป็นอันตราย ตัวอย่างเช่น เอามันฝรั่งมาฝานบาง ๆ เอาไปอบ ก็จะได้ขนมมันฝรั่งกรอบ ๆ ให้เจ้าหมาที่บ้าน หรือแบ่งผลไม้เย็น ๆ เป็นชิ้นเล็ก ๆ ให้สัตว์เลี้ยงเราทานได้ง่าย ๆ คลายร้อน เป็นต้น

3. สานสัมพันธ์ด้วยการอาบน้ำตัดขน
          การพาสัตว์เลี้ยงไปที่ร้านเพื่ออาบน้ำ ตัดขน ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบันเพราะสะดวก เหมาะกับคนไม่มีเวลา แต่ค่าใช้จ่ายที่ตามมาก็อาจจะสูงมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองใหญ่ ๆ ส่วนมากก็เริ่มต้นที่ 200 บาทต่อครั้ง ซึ่งไม่ใช้เงินน้อย ๆ เลยจริงไหมคะ ถ้าเราอยากจะประหยัด เราอาจลองมาอาบน้ำ ตัดขน ตัดเล็บให้สัตว์เลี้ยงของเราเองบ้าง แรก ๆ อาจจะลำบากหน่อยเพราะสัตว์บางตัวไม่ชอบอาบน้ำตัดเล็บเสียเลย ทั้งดิ้น ทั้งจะกัด จะข่วน แต่ลองศึกษาเทคนิคในการทำสิ่งเหล่านี้แก่สัตว์เลี้ยงของเราดู เพราะช่วงเวลาแบบนี้นี่แหละที่เราจะได้ใกล้ชิดกับสัตว์เลี้ยงมากขึ้น แถมประหยัดเงินด้วย

4. ซื้อของดี ดูแลดี ยืดอายุการใช้งาน

          สินค้าหลาย ๆ อย่างที่ใช้สำหรับสัตว์เลี้ยง เช่น ปลอกคอ สายจูง ชามอาหาร ถือเป็นเครื่องใช้ที่จำเป็น โดยที่เราอาจจะต้องซื้อใหม่อยู่เรื่อย ๆ เพื่อให้ช่วยประหยัดเงิน เราควรเริ่มจากการซื้อของที่คุณภาพค่อนข้างดี อาจไม่ต้องถึงกับเป็นของพรีเมียม แค่ก่อนตัดสินใจซื้อ ของชิ้นนั้นควรมีลักษณะที่ดูคงทนระดับหนึ่งก็พอ เพื่อให้แน่ใจว่าเราจะไม่ต้องกลับมาซื้อของชิ้นนี้อีกเพราะมันพังในไม่กี่ สัปดาห์ จากนั้นเราก็ต้องคอยดูแลอุปกรณ์เครื่องใช้เหล่านี้ให้ดี ๆ เพื่อให้สามารถใช้งานได้นานเต็มที่

          วิธีง่าย ๆ คือ ใช้เมื่อจำเป็นและเก็บรักษาเมื่อไม่ใช้ เช่น สายจูง เมื่อเราพาน้องหมากลับบ้านแล้ว เราก็ควรเก็บไว้ในทีที่พ้นจากระยะเอื้อมถึงของน้องหมา เพื่อที่จะได้ป้องกันความเสี่ยงที่น้องหมาจะลากสายจูงออกมาแทะเล่น เป็นต้น

5. ดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยงสม่ำเสมอ

          ตอนเราได้สัตว์เลี้ยงมาใหม่ ๆ สิ่งที่เราควรทำคือพาสัตว์เลี้ยงไปตรวจสุขภาพและฉีดวัคซีนที่จำเป็นให้เรียบ ร้อย เมื่อลูกรักของเรามีภูมิคุ้มกัน ไม่เจ็บป่วยง่าย ก็จะช่วยลดค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นได้นะคะ และก็ควรพาไปตรวจสุขภาพเป็นประจำทุก ๆ 6 เดือนด้วยค่ะ เรื่องอาหารก็สำคัญเช่นกัน สำหรับคนที่ให้อาหารเม็ดแก่สัตว์เลี้ยง เราควรเลือกซื้ออาหารที่เกรดค่อนข้างดีหน่อย เพื่อให้สัตว์เลี้ยงของเราได้รับสารอาหารที่เหมาะสมเพียงพอ ถ้าเกิดว่าแพงเกินไปก็เอาผสมกับอาหารเปียกหรืออาหารบ้าน ๆ หน่อยก็ได้ เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายค่ะ

          หากเราสังเกตว่าสัตว์ของเรามีความผิดปกติ เช่น ไม่ยอมทานอาหาร ถ่ายเหลว ฉี่ไม่เป็นที่ แบบนี้เราก็ควรพาสัตว์เลี้ยงไปหาหมอเพราะนั่นอาจเป็นสัญญาณของการเจ็บป่วย ของสัตว์เลี้ยงเรา เราจะได้รักษาได้ทันท่วงที ช่วยให้อยู่กับเราได้นาน ๆ นั่นเองค่ะ

          เห็นไหม คะว่าจริงๆ แล้ววิธีเหล่านี้เราสามารถทำได้ไม่ยากเลยและเอาไปปรับใช้ได้กับสัตว์เลี้ยง หลากหลายชนิดด้วย เราอาจจะต้องสูญเสียความสะดวกสบายนิดหน่อย เพราะต้องทำหลาย ๆ อย่างด้วยตัวเราเองเพื่อสัตว์เลี้ยง แต่สิ่งที่เราจะได้รับคือได้ประหยัดภาระค่าใช้จ่ายและได้ใช้เวลาอันมีค่ากับ สัตว์เลี้ยงแสนรักอีกด้วย ลองเอาไปปรับใช้กันดูนะคะ

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก
Masii.co.th 
http://pet.kapook.com/view145147.html
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/ktoups7/my-best-friends/