Friday, November 6, 2015

รู้ให้ชัด ดื่มน้ำเย็นทำสุขภาพพังจริงหรือ !?




ดื่มน้ำเย็นเป็นอันตรายจริงหรือ อ่านให้รู้จริงจากเพจคุณหมอ เรื่องที่ว่าห้ามดื่มน้ำเย็นหลังอาหาร ดื่มน้ำเย็นช่วยลดความอ้วนได้ นี่จริงหรือมั่ว

          กระแสในโลกโซเชียลที่แชร์กันให้ว่อนว่าการดื่มน้ำเย็นส่งผลเสียต่อสุขภาพ อย่างนั้นอย่างนี้ แท้ที่จริงแล้วการดื่มน้ำเย็นก่ออันตรายต่อสุขภาพได้หรือไม่ พญ.ธิดากานต์ รุจิพัฒนกุล หรือคุณหมอผิงแห่งเพจ Pleasehealth Books ได้ออกมาชี้แจงถึงเรื่องนี้อย่างชัดเจนแล้วว่า การดื่มน้ำเย็นไม่ได้ส่งผลใด ๆ ต่อสุขภาพได้เลย โดยคุณหมอผิงได้อธิบายไว้ดังต่อไปนี้ค่ะ

         โดยจากการคิดวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ในประเด็นที่ว่าการดื่มน้ำเย็น อันตรายต่อสุขภาพ คุณหมอผิงตีออกมาได้แค่ 2 ข้อ คือ ดื่มน้ำเย็นแล้วอาจทำให้รู้สึกเสียวฟัน ซึ่งอาจเกิดกับผู้สูงอายุหรือคนที่มีรากฟันไม่ค่อยแข็งแรง กับมีสิทธิ์เสี่ยงอาการท้องเสีย หากน้ำแข็งที่ใส่มาในน้ำเย็นไม่ถูกสุขอนามัย ส่วนความเชื่ออื่น ๆ ที่แชร์ต่อ ๆ กันมา คุณหมอผิงได้ชี้แจงไปทีละข้อ ดังนี้

การดื่มน้ำเย็นหลังอาหาร ทำให้ไขมันดูดซึมมากขึ้น ก่อให้เกิดโรคมะเร็งหรือหลอดเลือดหัวใจ
  
          ประเด็นนี้ไม่ได้มีมูลทางการแพทย์แต่อย่างใด เพราะในความเป็นจริงแล้ว น้ำเย็นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการดูดซึมหรือแตกตัว หรือเกาะตัวของไขมันเลย

การดื่มน้ำเย็นทำให้ไตทำงานหนัก
  
          ตามกลไกธรรมชาติของร่างกายจะใช้เวลาเพียงไม่นานในการปรับน้ำเย็นที่ดื่มเข้าไปให้กลายเป็นอุณหภูมิปกติของร่างกายเรา ดังนั้นอุณหภูมิของน้ำที่ดื่ม จึงไม่มีโอกาสส่งผลไปถึงการทำงานของไตได้เลย

ดื่มน้ำเย็นมากทำให้กล้ามเนื้อแขนขาอ่อนแรง

          เป็นความเชื่อที่ไม่มีมูลความจริง และชวนมึนระดับ 10 เพราะหาความเกี่ยวข้องทางวิทยาศาสตร์มาอธิบายไม่ได้เลย

ดื่มน้ำเย็นลดความอ้วน

          ความต่างของอุณหภูมิน้ำที่ดื่มไม่ได้ก่อให้เกิดความต่างในการเผาผลาญพลังงานอย่างมีนัยยะสำคัญพอที่จะช่วย ลดน้ำหนักได้ แต่ถ้าคุณติดดื่มน้ำหวาน น้ำอัดลม การเปลี่ยนมาดื่มน้ำเปล่าเย็น ๆ ก็จะส่งผลดีกับการลดน้ำหนักมากกว่าการดื่มน้ำหวาน

          อย่างที่เพิ่งได้อ่านกันไปนะคะว่า การดื่มน้ำเย็นไม่ได้มีอิทธิพลมากขนาดจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพในด้านใด ๆ ได้ แต่การดื่มน้ำสะอาดไม่เพียงพอต่อร่างกาย หรือดื่มน้ำมากจนเกินไปต่างหากที่อาจทำให้เกิดอาการผิดปกติกับเรา ฉะนั้นก่อนจะส่งต่อข้อมูลใด ๆ ก็ควรศึกษาข้อเท็จจริงให้ดีก่อน จะได้ไม่เป็นหนึ่งต้นตอของการส่งต่อข้อมูลผิด ๆ นะคะ


ขอขอบคุณข้อมูลจาก
เฟซบุ๊ก Pleasehealth Books
โดย พญ.ธิดากานต์ รุจิพัฒนกุล
http://health.kapook.com/view133398.html

Thursday, November 5, 2015

ดื่มน้ำอัดลม 1 กระป๋องต่อวัน เสี่ยงโรคหัวใจล้มเหลวมากขึ้นไม่รู้ตัว !





โทษของน้ำอัดลมจาก ที่เสี่ยงโรคเบาหวาน มะเร็ง โรคอ้วน และโรคอัมพาต ตอนนี้นักวิจัยเผยว่าแค่ดื่มน้ำอัดลมวันละ 1 กระป๋อง ก็เสี่ยงโรคหัวใจล้มเหลวเพิ่มขึ้นได้อีก !

         หลายคนรู้ทั้งรู้ว่าน้ำอัดลมไม่ได้ให้ประโยชน์กับสุขภาพสักเท่าไร แต่ใจก็ยังแพ้รสชาติหวานซ่าจากน้ำอัดลมที่ดื่มแล้วชื่นใจทุกที ยิ่งบางคนขอแค่ได้ดื่มสักวันละกระป๋องก็สบายใจ โดยที่หารู้ไม่ว่านั่นคือการพาตัวเองไปสู่ความเสี่ยงโรคหัวใจล้มเหลวชัด ๆ ไม่เชื่อมาดูงานวิจัยกันเลย

         โดยนักวิจัยชาวสวีเดนได้เก็บสถิติจากกลุ่มผู้ทดลองวัยกลางคนในช่วงอายุ ระหว่าง 45-79 ปี ราว 42,400 คน ต่อเนื่องยาวนานกว่า 12 ปี โดยที่กลุ่มผู้ทดลองเหล่านี้ก็รับประทานอาหารและเครื่องดื่มตามไลฟ์สไตล์ของ ตัวเอง ทว่าเรื่องมาแดงตรงที่ระหว่างการทดลอง มีผู้ป่วยโรคหัวใจล้มเหลวหน้าใหม่เกิดขึ้นเป็นจำนวน 3,604 คน และมีเคสผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ไปแล้วถึง 509 คน ซึ่งเมื่อพิจารณาจากปัจจัยเสี่ยงก็ทำให้ทราบว่า ผู้ป่วยเหล่านี้มีพฤติกรรมบริโภคน้ำอัดลมทุกวัน

         ทางทีมวิจัยจากสถาบันแคโรลินสกา ในสตอกโฮล์มจึงได้ข้อสรุปว่า พฤติกรรมการดื่มน้ำอัดลมวันละ 200 มิลลิลิตร อาจเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจล้มเหลวได้ถึง 23% เมื่อเทียบกับกลุ่มทดลองที่ไม่ได้ดื่มน้ำอัดลมหรือดื่มน้ำอัดลมน้อยมาก

          ทั้งนี้สาเหตุที่ทำให้การดื่มน้ำอัดลมทุกวันเสี่ยงต่อโรคหัวใจล้มเหลวก็เพราะว่า ปริมาณ น้ำตาลที่มากกว่า 7 ช้อนชาในน้ำอัดลม จะเข้าไปเปลี่ยนแปลงความดันเลือดและส่งผลกระทบไปถึงการสูบฉีด รวมทั้งระบบภายในต่าง ๆ จนอาจทำให้หัวใจทำงานผิดปกติได้ อีกทั้งธรรมชาติของมนุษย์เมื่อได้บริโภครสหวาน ความอยากอาหารอื่น ๆ ก็จะลดลง นำมาซึ่งการบริโภคอาหารไม่ครบทั้ง 5 หมู่ได้ ซึ่งก็แน่นอนว่าไม่ใช่แนวทางที่ดีต่อสุขภาพเลยจริง ๆ

         อย่างไรก็ดี ผลการวิจัยไม่ได้เหมารวมไปถึงการบริโภคน้ำผลไม้หรือเครื่องดื่มประเภทชาและ กาแฟ ทว่าจุดสำคัญที่ทำให้น้ำอัดลมเป็นเครื่องดื่มที่เพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจล้ม เหลวได้อยู่ที่สารที่ให้ความหวานแทนน้ำตาลนั่นเอง ซึ่งก่อนหน้านี้ก็มีการศึกษาหลาย ๆ ชิ้นที่ออกมาเตือนว่าการบริโภครสหวานจัดเกินไป (บริโภคน้ำตาลมากกว่า 7 ช้อนชาต่อวัน) โดยเฉพาะการบริโภคสารที่ให้ความหวานแทนน้ำตาลจากเครื่องดื่มสำเร็จรูปเหล่า นี้อาจทำให้เสี่ยงต่อโรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรคอัมพาต โรคอ้วน ซึ่งอาจเป็นสาเหตุสำคัญของโรคหัวใจล้มเหลวในเวลาต่อมาได้

         ดัง นั้นเพื่อสุขภาพที่ดีเราไม่ควรบริโภครสหวานเกินไป รวมทั้งรสเค็มและรสมันก็ไม่ควรให้เกินพอดีด้วยนะคะ เท่านี้ก็จะทำให้เสี่ยงต่อโรคเรื้อรังต่าง ๆ ได้แล้ว
        
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
Mirror.co.uk, Dailymail.com, The Telegraph
http://health.kapook.com/view133241.html
เครดิตภาพ   http://home.kapook.com/view100086.html

Wednesday, November 4, 2015

9 ของว่างเติมพลังยามบ่าย แก้ง่วงได้ ไม่กลัวอ้วน





วิธีแก้ง่วงยามบ่ายด้วยอาหารว่างที่กินแล้วไม่อ้วน ใครสนใจอยากลองแก้ง่วงด้วยของว่างอร่อย ๆ ที่กินแล้วไม่อ้วนก็จัดไปตามนี้เลย

          ฮ้า ว...คล้อยบ่ายตาก็เริ่มปรือ ร่ำ ๆ จะหลับซะให้ได้ แต่ในเมื่องานยังกองสุมอยู่บนโต๊ะ ครั้นจะแอบงีบหลับก็คงดูไม่งามจริงไหมคะ งั้นมาลองแก้ง่วงยามบ่ายด้วยของว่างอร่อย ๆ น่าทาน ที่กินแล้วไม่ต้องห่วงว่าจะอ้วน แถมไม่ได้มีแค่พืชผักผลไม้เท่านั้นอีกด้วยนะ อ่ะ ! อยากรู้แล้วใช่ไหมล่ะว่า อาหารว่างกินแล้วสดชื่นแถมไม่อ้วนด้วยจะมีอะไรบ้างน้า
 

1 .ช็อกโกแลต

ทั้งดาร์กช็อกโกแลตเพียว ๆ หรือจะช็อกโกแลตผสมผงโกโก้กว่า 70% ก็เป็นอาหารว่างยามบ่ายที่กินแล้วไม่อ้วน อีกทั้งยังช่วยปลุกให้หายง่วงอีกต่างหาก เพราะในช็อกโกแลตก็มีคาเฟอีนผสมอยู่ไม่น้อย และในช็อกโกแลตยังมีสารที่ช่วยกระตุ้นความคึกคัก ปรับอารมณ์ให้ดีขึ้นทันตาเห็น
 

2. ถั่วชนิดต่าง ๆ

          สแน็ค ยามบ่ายที่เวิร์กสุดคือถั่วเม็ดเล็ก ๆ หลายชนิดเหล่านี้นี่แหละค่ะ เพราะนอกจากถั่วจะอุดมไปด้วยโปรตีนแล้ว ถั่วยังเป็นพืชชนิดหนึ่งที่ให้พลังงานค่อนข้างสูง เรียกได้ว่าใครง่วง ๆ เหงา ๆ เคี้ยวถั่วอบสักกำมือก็ตื่นเต็มตา แถมอิ่มอยู่ท้องด้วย อ๊ะ ! แต่มีข้อแม้ว่าต้องไม่กินถั่วทอดที่คลุกเกลือแน่น ๆ นะคะ ไม่อย่างนั้นความบวมคงมาเยือนแน่ ๆ
 

3. แซลมอน

         คออาหารญี่ปุ่นที่หลงรักปลาดิบอย่างแซลมอนวาซาบิ ตกบ่ายแก่ ๆ คุณสามารถพกปลาแซลมอนวาซาบิมาจิ้มรับประทานเป็นอาหารว่างช่วยปลุกความตื่น ตัวก็ได้นะคะ เพราะแน่นอนว่าปลาเป็นอาหารที่ห้โปรตีนสูงอยู่แล้ว อีกทั้งในเนื้อปลายังมีกรดไขมันโอเมก้า 3 ช่วยบำรุงสมอง บำรุงหัวใจ และให้พลังงานไปพร้อม ๆ กัน
 

4. น้ำมะพร้าว

          มะพร้าว เป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยเกลือแร่ที่จำเป็นต่อร่างกายค่อนข้างสูง โดยอาจเรียกได้ว่าน้ำมะพร้าวเป็นสปอร์ตดริงก์ที่ช่วยปลุกพลังให้ร่างกาย รู้สึกสดชื่นขึ้นมาได้เลย และน้ำมะพร้าวยังมีกลูโคสชนิดที่ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้งานได้ภายใน 5 นาที ดังนั้นหากรู้สึกเพลีย ๆ ง่วง ๆ น้ำมะพร้าวก็เป็นตัวเลือกอาหารว่างปลุกพลังยามบ่ายที่น่าสนใจตัวหนึ่งเลยล่ะค่ะ
 

5. น้ำเปล่า

            รู้สึกง่วงขึ้นมาเมื่อไรน้ำเปล่าช่วยได้ชะงัดค่ะ เพราะเมื่อเติมเต็มความชุ่มชื้นให้เซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายแล้ว คราวนี้ความกระชุ่มกระชวยก็จะเกิด ดังนั้นเมื่อหนังตาเริ่มตก ประสิทธิภาพการทำงานเริ่มลดลง รีบหยิบน้ำเปล่าขึ้นมาจิบด่วนเลย


6. ไข่

          จะ ไข่ต้ม ไข่ลวก หรือไข่กระทะก็ช่วยปลุกพลังยามบ่ายได้ทั้งนั้น อย่าลืมว่าไข่มีทั้งธาตุเหล็ก วิตามินบี และคุณค่าทางโภชนาการอื่น ๆ อีกมากมาย อีกทั้งยังช่วยเติมเต็มความหิวให้เราได้ด้วย
 

7. โฮลเกรน

          ขนมปังโฮลวีทหรือโฮลเกรนสักแผ่นยามบ่ายเป็นอาหารว่างที่ไม่ทำให้อ้วนหรอกนะ คะ เพราะคาร์โบไฮเดรตในโฮลเกรนเป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ร่างกายต้องใช้เวลาย่อยนานกว่าแป้งขัดขาว ซึ่งก็จะช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงสมดุลได้นานขึ้น ร่างกายก็จะกระปรี้กระเปร่าได้นานกว่าเดิม และไม่รู้สึกหิวบ่อย ๆ เพียงแต่ขนมปังที่จะกินไม่ควรทาแยมหรือเครื่องเคียงใด ๆ นะคะ
 

8. น้ำขิงหรือชาขิง

           ความเผ็ดร้อนของขิงมีจุดเด่นที่ช่วย ปลุกร่างกายจากความอ่อนเพลียให้กระชุ่มกระชวยขึ้นมาได้ นอกจากนี้ขิงยังมีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และยังบรรเทาอาการปวดประจำเดือนของสาว ๆ ได้ด้วยล่ะ


9. นมช็อกโกแลต

          พอรู้สึกง่วง อาการอยากของหวานมักจะมาพร้อม ๆ กัน ในกรณีนี้อนุโลมให้ดื่มนมช็อกโกแลตชนิดไขมันต่ำกล่องเล็ก ๆ สักกล่องได้ค่ะ ความหวานเย็นจากนมช็อกโกแลตน่าจะช่วยให้รู้สึกสดชื่นขึ้นมาได้บ้าง

         นอกจากอาหารว่างเหล่านี้แล้ว ผลไม้อย่างส้ม แอปเปิล ฝรั่ง แตงโม ก็เป็นตัวเลือกอาหารว่างที่กินแล้วปลุกความสดชื่นได้ ที่สำคัญกินแล้วไม่อ้วนขึ้นแน่นอนค่ะ


ขอขอบคุณข้อมูลจาก
Huffington Post
Healthline
http://health.kapook.com/view133093.html
เครดิตภาพ   http://www.themindfulword.org/2012/coconut-oil-health-benefits/

Monday, November 2, 2015

ฟักทอง อาหารลดความอ้วน ช่วยผิวเด้ง เต็มไปด้วยประโยชน์




ประโยชน์ของฟักทอง เนื้อสีเหลืองอร่าม นอกจากทำอาหารคาวหวานได้หลายอย่าง ยังให้ประโยชน์ต่อสุขภาพสาว ๆ อีกนับไม่ถ้วน

          ฟักทองเป็นพืชผักที่ไม่ได้มีดีแค่นำไปทำเมนูคาวหวานได้แสนอร่อยหรอกนะคะสาว ๆ แต่หากกำลังมองหาอาหารลดน้ำหนักหรืออาหารบำรุงผิวพรรณ โจทย์นี้ฟักทองก็ตอบให้ได้ทุกข้อ แถมด้วยประโยชน์สุขภาพอื่น ๆ ที่สาว ๆ พลาดไปคงน่าเสียดายเหมือนทำของเซลล์กว่า 80% หลุดมือไปต่อหน้าต่อตาเลยทีเดียว ส่วนประโยชน์ของฟักทองจะเด็ดสักแค่ไหนนั้น ลองตามมาดูได้เลย

ช่วยลดน้ำหนัก

          ฟักทองเป็นพืชผักอุดมไปด้วยไฟเบอร์ที่มักจะถูกมองข้ามไปบ่อย ๆ เพราะเนื้อของฟักทองค่อนข้างแน่น หลายคนเลยคิดไปว่าฟักทองมีแป้งเยอะ ทั้งที่จริงแล้วฟักทอง 3 กรัมให้แคลอรีแค่เพียง 49 กิโลแคลอรีเท่านั้นเองนะคะ ดังนั้นหากกำลังไดเอตแล้วค่อนข้างเบื่อบรรดาผักใบเขียว ลองสลับมารับประโยชน์ดี ๆ จากฟักทองดูบ้างก็ได้

ลดริ้วรอยตีนกา

          ฟักทองมีสารต้านอนุมูลอิสระพลังแคโรทีนอยด์ ที่จะช่วยปกป้องเซลล์ผิวหนังไม่ให้ถูกทำลายจนหย่อนคล้อย ช่วยลดโอกาสเกิดริ้วรอยบนผิวหนัง โดยเฉพาะริ้วรอยตีนกา และรอยเหี่ยวย่นต่าง ๆ เรียกได้ว่าหากกินฟักทองเป็นประจำโอกาสจะมีหน้าเด้งเต่งตึงก็คงอยู่ใกล้แค่เอื้อม

ปรับอารมณ์มู้ดดี้

          ยอมรับมาซะเถอะว่าต่อให้ไม่ใช่วันแดงเดือดสาวสวยอย่างเราก็เจ้าอารมณ์พอ ประมาณอยู่แล้ว แหม…ก็อะไรต่อมิอะไรมันไม่ค่อยได้ดั่งใจนี่เนอะ แต่จะปล่อยให้มู้ดดี้บ่อย ๆ คงไม่ค่อยน่าเอ็นดู งั้นมากินฟักทองเพื่อช่วยปรับอารมณ์ให้ดีกันเถอะค่ะ ในฟักทองสีเหลืองอร่ามมีทริปโตแฟนที่จะช่วยสร้างเซโรโธนิน อันเป็นฮอร์โมนปราบความเครียด และช่วยควบคุมจิตใจให้สงบนิ่ง ฉะนั้นหากรู้สึกไม่ค่อยโอเคสักเท่าไร หยิบเมล็ดฟักทองอบกรอบมาเคี้ยวเล่นเพลิน ๆ ก็ช่วยได้แล้ว

บำรุงเลือด

          ในเมล็ดฟักทองอุดมไปด้วยวิตามินเค วิตามินสำคัญของเส้นเลือด อีกทั้งเมล็ดฟักทองยังอุดมไปด้วยแร่ธาตุบำรุงเลือดอย่างธาตุเหล็ก โพแทสเซียมสังกะสี และแมกนีเซียม ซึ่งจะดีต่อสุขภาพผู้หญิงในช่วงวัยประจำเดือน รวมทั้งบำรุงสุขภาพคุณแม่ตั้งครรภ์ในเรื่องระบบประสาท กระดูก กล้ามเนื้อ และการเจริญเติบโตของเจ้าตัวเล็กในท้องอีกด้วยล่ะ

กระตุ้นการทำงานของภูมิคุ้มกัน

          วิตามินซีที่มีอยู่ในฟักทองจะช่วยเสริมกำลังให้ระบบภูมิคุ้มกันของสาว ๆ แข็งแกร่งขึ้น ฉะนั้นสาวกระหม่อมบางที่ค่อนข้างจะป่วยบ่อย แนะนำให้กินฟักทองนึ่ง หรือเมล็ดฟักทองเพื่อเติมความแข็งแรงให้ระบบภายในตัวเองนะจ๊ะ

ลดไขมันเลว

          ลดน้ำหนักให้ถึงเป้าหมายอย่างสวยงามต้องใส่ใจเรื่องสุขภาพภายในด้วย โดยเฉพาะเจ้าไขมันเลวที่แอบซ่อนอยู่ตามผนังหลอดเลือด หากให้สารชีวเคมีที่ชื่อไฟโตสเตอรอล (Phytosterol) ในฟักทองเข้ามาจัดการ รับรองทั้งตัวเลขบนตราชั่ง และระดับไขมันเลวในเส้นเลือดจะพากันลดลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป ส่งผลดีต่อสุขภาพหัวใจดวงน้อย ๆ ของคุณสาว ๆ ด้วยนะ

บำรุงสายตา

          ชีวิตติดหน้าจอทั้งวันแบบนี้สายตาของคุณผู้หญิงคงเบลอ ๆ และเริ่มแย่กันบ้างแล้วใช่ไหม ถ้าอย่างนั้นปล่อยให้เป็นหน้าที่ของวิตามินเอในฟักทองมาคอยช่วยบำรุงดูแลสาย ตาของเราให้เฉียบคมอยู่เสมอกันดีกว่า โดยจะบอกให้อึ้งเล่น ๆ ด้วยว่า ฟักทองบดแค่เพียง 1 ถ้วยตวงปกติ ก็ให้วิตามินเอสูงถึง 200% ทะลุปริมาณที่ร่างกายควรได้รับต่อวันเลยทีเดียว อย่างนี้ไงล่ะฟักทองถึงช่วยบำรุงสายตาและลดความเสื่อมของเซลล์ลูกตาได้

เติมพลังหลังออกกำลังกาย

          สาว ๆ สปอร์ตเกิร์ลทั้งหลายเชิญทางนี้จ้า ถ้าอยากบู๊ทพลังหลังออกกำลังกายเพื่อไม่ให้รู้สึกเพลีย แนะนำให้เตรียมฟักทองนึ่งไปรับประทานหลังออกกำลังกายซะเลย เพราะในฟักทองอุดมไปด้วยโพแทสเซียม แมกนีเซียม ที่จะช่วยพลิกฟื้นร่างกายที่ออกกำลังมาอย่างอ่อนล้าให้กลับมาสดชื่นและช่วย ให้กล้ามเนื้อกลับมาทำงานได้เต็มประสิทธิภาพเหมือนเดิม

          แค่เพียงประโยชน์ของฟักทองที่ช่วยลดน้ำหนักและชะลอความเหี่ยวย่นของผิวพรรณ ก็ทำให้ฟักทองกลายเป็นผักที่ต้องลองกินอยู่แล้ว นี่ยังแถมประโยชน์สุขภาพด้านอื่น ๆ มาอีกชุดใหญ่ เจอแบบนี้เข้าไปไม่คงเมินฟักทองยากแล้วล่ะเนอะ อ้อ ! แต่หากใครยังนึกไม่ค่อยออกว่าจะทำเมนูฟักทองอะไรได้บ้าง ตามมาทางนี้เลยจ้า

          เมนูฟักทอง

        
วิธีทำขนมฟักทอง ขนมไทยสุดคลาสิก ทำง่าย อร่อยด้วย

        
แกงบวดฟักทองนมสด ขนมไทยเรียกน้ำนมสำหรับคุณแม่

        
ซุปฟักทอง อาหารฝรั่งเสิร์ฟร้อน ๆ รสกลมกล่อม

        
 9 เมนูฟักทอง เมนูสีเหลืองหลากหลายความอร่อย 

          จัดหนักมาพร้อมขนาดนี้ ไม่ลองกินฟักทองสักทีคงน่าเสียดายนะจ๊ะสาว ๆ ;)


ขอขอบคุณข้อมูลจาก
Huffington Post
the nest