Saturday, September 20, 2014

หลากอาหารเพื่อสุขภาพ บำรุงดวงตาให้ใสปิ๊ง




        เพราะดวงตาเป็นอวัยวะที่มีความ สำคัญยิ่งของคนเรา แต่เมื่อมีการใช้นานเป็นเวลานาน หรือเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ ก็มักจะมีปัญหาอันเนื่องมาจากสุขภาพของดวงตาที่เสื่อมถอยลง นอกจากการดูแลรักษาสุขภาพของดวงตาด้วยการใช้งานอย่างเหมาะสมแล้ว ยังควรเสริมด้วยการกินอาหารที่ช่วยบำรุงหรือช่วยลดความเสื่อมของดวงตาอีก ด้วย ดังนั้นเราจึงต้องหาสารอาหารที่ช่วยลดความเสื่อมของดวงตา เพื่อบำรุงดวงตาของเราให้ดี
 

วิตามินเอ

          เราถูกสอนให้ท่องตั้งแต่เด็ก ๆ ว่า วิตามินเอเกี่ยวข้องกับตา นั่นก็เป็นเพราะว่า วิตามินเอช่วยให้เซลล์รับแสงทำงานได้ดี เมื่อร่างกายขาดวิตามินเอ จึงทำให้เกิดความลำบากในการเห็นเมื่ออยู่ในที่แสงสลัวหรือมืด ความสามารถในการแยกแยะสีบางชนิดเลวลง และทำให้ตาขาวแห้ง กระจกตาเป็นแผล หากขาดวิตามินเอรุนแรงจะทำให้ตาดำแห้ง เกิดการอักเสบ ไปจนถึงขั้นทำให้ตาบอดได้

          อาหารที่เป็นแหล่งของวิตามินเอ ได้แก่ เครื่องในสัตว์ ตับ ไข่แดง นอกจากนี้ยังมีในอาหารที่มีเบต้าแคโรทีนที่ร่างกายสามารถเปลี่ยนเป็นวิตามิน เอได้ ได้แก่ ผักสีเขียว และเหลืองส้ม เช่น แครอท ฟักทอง ตำลึง บรอกโคลี ผักโขม มันเทศ

 
สารต้านอนุมูลอิสระ

          ลูทีนและซีแซนทีนจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับคนที่ทำงานใช้สายตามาก เช่น คนที่ต้องนั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ๆ ในแต่ละวันหรือต้องทำงานอยู่กลางแจ้งที่มีแสงแดดจ้า คนที่ต้องขับรถกลางคืนบ่อย ๆ ที่มักจะถูกแสงไฟรถที่วิ่งสวนมาสาดเข้าตาบ่อย ๆ นอกจากนั้นยังพบว่าการรับประทานลูทีนและซีแซนทีนจะช่วยชะลอและลดโอกาสของการ เกิดต้อกระจกลงได้

          อาหารที่มีลูทีน และ ซีแซนทีน ได้แก่ ผักและผลไม้ที่มีสีเขียวเข้มและสีเหลือง เช่น คะน้า ปวยเล้ง ผักโขม บรอกโคลี ข้าวโพด ฟักทอง แครอท มะละกอ

 
โอเมก้า 3

          เป็นกรดไขมันที่เป็นโครงสร้างไขมันสำคัญในสมองและจอประสาทตา และเป็นกรดไขมันจำเป็นที่ร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้ ต้องได้รับจากอาหาร ช่วยป้องกันดวงตาแห้ง พบในน้ำมันข้าวโพด น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันเมล็ดทานตะวัน น้ำมันปลา ปลาทะเล เช่น แซลมอน ปลาทู ปลาทูน่า ปลาแมคเคอเรล หรือปลากระพง ปลาช่อน ปลาดุก เป็นต้น

 
โฮลเกรน-ธัญพืชที่ไม่ผ่านการขัดสี

          โฮลเกรน มีใยอาหารสูง อุดมด้วยวิตามินอี วิตามินบีรวม แร่ธาตุต่าง ๆ มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ คือจะถูกร่างกายย่อยและดูดซึมอย่างช้า ๆ ทำให้น้ำตาลในเลือดค่อนข้างสม่ำเสมอ จากงานวิจัยพบว่าการบริโภคธัญพืชที่ผ่านกระบวนการขัดสีน้อยเป็นประจำ สามารถช่วยลดการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อมได้ถึง 8% อาหารที่เป็นแหล่งของโฮลเกรน เช่น ข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต ข้าวบาร์เลย์ และซีเรียลโฮลเกรน

 
          การ กินอาหารบำรุงสายตา ก็เหมือนกับการบำรุงรักษาสายตาจากภายใน ส่วนการปรับพฤติกรรมการใช้สายตาเป็นการดูแลป้องกันอันตรายกับสายตาจากภายนอก ดังนั้นหากทำทั้งสองอย่างไปพร้อมกัน ก็จะช่วยถนอมและรักษาดวงตาให้อยู่กับเราไปได้อีกนานเท่านานนะคะ



แหล่งที่มา  Woman Plus, http://health.kapook.com/view98873.html
เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/explore/how-to-cook-corn/

Friday, September 19, 2014

คลายข้อสงสัย ทำไมถึงไม่ควรเล่นโทรศัพท์ก่อนนอน




         มาคลายข้อสงสัยกันว่า ทำไมการเล่นโทรศัพท์ก่อนนอนจึงส่งผลกระทบต่อสุขภาพ แถมยังทำให้เรานอนไม่หลับอีกด้วย ใครที่กำลังสงสัยห้ามพลาดเชียวละ

          คงกลายเป็นนิสัยของใครหลาย ๆ คนกันไปแล้วสำหรับการเล่นโทรศัพท์ก่อนนอน บางคนติดนิสัยนี้จนถึงขนาดว่าหากไม่ได้เข้าไปเช็คเฟซบุ๊กสักนิดก่อนนอนก็อาจจะนอนไม่หลับเลยทีเดียว และถึงแม้จะมีการออกมาเตือนถึงข้อเสียมากมายของการเล่นโทรศัพท์ก่อนนอน แต่ก็ยังมีหลายคนสงสัยว่าทำไมมันถึงไปรบกวนการนอนได้ ก็ในเมื่อพอเล่นไปสักพักแล้วก็รู้สึกง่วง 

          วันนี้กระปุกดอทคอมขอแก้ข้อสงสัยนี้ด้วยข้อมูลจากเว็บไซต์ businessinsider.com ที่นำมาฝากกันค่ะ เราไปดูกันดีกว่าว่าทำไมเล่นโทรศัพท์ก่อนนอนจึงส่งผลกระทบต่อสุขภาพ โดยเฉพาะเรื่องการนอนหลับได้

 ทำร้ายดวงตา

          การเล่นโทรศัพท์ก่อนเข้านอนจะทำให้ดวงตาของเราต้องทำงานหนักขึ้น โดยจักษุแพทย์หลายคนตรวจพบอาการตึงเครียดระดับสูงในจอเรติน่าของดวงตาในกลุ่มคนหนุ่มสาวซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะจอประสาทตาเสื่อม บางรายอาจมีอาการหนักถึงขั้นตาบอดหรือเกิดความเป็นพิษของจอประสาทตาได้

 ทำให้ขาดสารเมลาโทนิน เสี่ยงให้เกิดโรคต่าง ๆ ได้

          อีกเหตุผลหนึ่งที่ไม่ควรเล่นโทรศัพท์ก่อนเข้านอนนั่นก็คือ แสงจากจอโทรศัพท์ จะทำให้กระบวนการผลิตสารเมลาโทนิน (Melatonin) ในสมองลดลง ซึ่งสารชนิดนี้เป็นสารที่ช่วยให้สามารถนอนหลับได้ดีขึ้น เมื่อร่างกายขาดสารชนิดนี้ ก็อาจจะทำให้เกิดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งเต้านมหรือมะเร็งต่อมลูกหมากมากขึ้น

 ทำให้อารมณ์แปรปรวน

          แสงสีฟ้าจากโทรศัพท์มีผลกระทบต่ออารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ และยังทำให้ระดับเมลาโทนินลดต่ำลงอีกด้วย ซึ่งระดับเมลาโทนินที่ต่ำลงก็จะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคซึมเศร้าได้มากขึ้นอีกด้วย

ทำไมสารเมลาโทนินจึงมีผลกระทบต่อการนอนหลับ?

          การสูญเสียสารเมลาโทนินจะส่งผลกระทบต่อนาฬิกาชีวิตของมนุษย์ เพราะสารเมลาโทนิน จะช่วยตั้งเวลาให้ร่างกาย ทั้งเรื่องการนอนหลับและการทำงานของระบบต่าง ๆ การนอนที่ผิดเวลาก็อาจจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นจนใกล้เคียงระดับของผู้ที่เป็นโรคเบาหวานแถมยังทำให้หิวอีกด้วย เพราะเมื่อนาฬิกาชีวิตเปลี่ยนแปลงก็จะทำให้สารเลปตินลดลง ซึ่งสารชนิดนี้เป็นสารที่ช่วยทำให้รู้สึกอิ่มหลังทานอาหาร ทำให้เรารู้สึกหิวตอนกลางดึกได้ง่าย

          ผลกระทบที่มีต่อร่างกายจากการเล่นโทรศัพท์ก่อนนอนจากจะส่งผลต่อร่างกายแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อการทำงานอีกด้วยนะคะ เพราะเมื่อการนอนหลับไม่ได้ประสิทธิภาพ เมื่อตื่นขึ้นมาแล้ว ประสิทธิภาพในการทำงานหรือการเรียนรู้ก็จะลดลงตามไปด้วย 

          เพราะฉะนั้นหากใกล้เวลานอนแล้วหยิบโทรศัพท์ไปวางให้ห่างมือจะดีกว่า แต่ถ้าหากใครที่ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เล่นโทรศัพท์ก่อนแต่ก็ยังนอนไม่หลับอยู่ดี ควรไปพบแพทย์ที่เชี่ยวชาญทางด้านการนอนหลับเพื่อขอรับคำปรึกษาก่อนที่จะเรื้อรังจนต้องใช้การรักษาด้วยการกินยานะจ๊ะ
  
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

Thursday, September 18, 2014

น้ำตาล จอมวายร้ายทำลายสุขภาพ



        น้ำตาล ถึงแม้จะมีรสชาติหวาน แต่ก็ส่งผลร้ายกับร่างกายได้มากมายจนคาดไม่ถึง ใครที่ติดใจรสชาติหวานของน้ำตาลละก็ ควรรู้เป็นอย่างยิ่ง

          ขึ้นชื่อว่าน้ำตาล เป็นใครก็คงชอบ เพราะน้ำตาลทำให้อาหารมีรสชาติอร่อย ถูกลิ้นคนทั่วไปที่ชอบความหวานเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แต่รู้หรือไม่ว่าน้ำตาลถึงแม้จะให้รสหวาน และให้พลังงานกับร่างกายได้บางส่วนก็ตาม แต่ก็ส่งผลเสียกับร่างกายมากมายเลยเชียวละค่ะ วันนี้เรามาดูผลเสียของน้ำตาลที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายที่เว็บไซต์ prevention.com นำมาเปิดเผยกันดีกว่า เผื่อว่าใครที่กำลังติดของหวานจะได้ระมัดระวังสุขภาพกันให้มากขึ้นนะคะ

 
ทำให้เกิดไขมันสะสมในอวัยวะต่าง ๆ

          ฟรุคโตส (Fructose) เป็นส่วนประกอบสำคัญของน้ำตาลทรายและน้ำเชื่อมข้าวโพด ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้ตับสะสมไขมันไว้ตามอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายมากขึ้น และเมื่อเวลาผ่านไปนานวันเข้า อาจจะทำให้เกิดภาวะไขมันพอกตับ (Non-alcoholic fatty liver disease) ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคตับอักเสบและโรคตับแข็งในอนาคตได้

        
รู้ไว้ใช่ว่า : หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง หรือแม้แต่เครื่องดื่มสมูทตี้ เพราะในเครื่องดื่มสมูทตี้มีน้ำตาลถึง 54 กรัม หรือประมาณ 13½ ช้อนชา ดังนั้นจึงควรจะได้ทานผลไม้สดแทนน้ำผลไม้ปั่นจะดีกว่าค่ะ นอกจากจะได้ไฟเบอร์แล้วและยังมีน้ำตาลน้อยกว่าอีกด้วย แถมไฟเบอร์ที่อยู่ในผลไม้ยังช่วยเผาผลาญน้ำตาลให้ร่างกายมากขึ้นอีกด้วย


เป็นสาเหตุหลักของโรคเบาหวาน

          การศึกษาจากองค์กร PLOS ONE พบว่า ในทุก ๆ 150 แคลอรี่จากน้ำตาลที่คนได้รับเพิ่มขึ้นจากที่ควรได้รับในแต่ละวัน สามารถก่อให้เกิดโรคเบาหวานเพิ่มขึ้น 1.1% ดังนั้นการควรบริโภคน้ำตาลให้พอดีกับความต้องการของร่างกายก็เพียงพอแล้วค่ะ

        
รู้ไว้ใช่ว่า : การรับประทานน้ำตาลในปริมาณที่เหมาะสมไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่เราใส่ใจในการดูฉลากบรรจุภัณฑ์อาหารให้ละเอียดมากขึ้นกว่าเดิมค่ะ เพราะบางผลิตภัณฑ์นั้นจะไม่บอกปริมาณน้ำตาลในส่วนผสม ดังนั้นเพื่อให้แน่ใจถึงปริมาณน้ำตาลในอาหารและเครื่องดื่มที่รับประทาน ควรอ่านตรงคุณค่าทางโภชนาการจะดีกว่านะคะ
 
เป็นสาเหตุของโรคหัวใจและหลอดเลือด

          สมาคมโรคเบาหวานอเมริกาได้เปิดเผยว่าน้ำตาลไม่ใช่ทำให้เป็นโรคเบาหวานอย่างเดียว แต่เชื่อมโยงกับโรคหัวใจและหลอดเลือดอีกด้วย โดยพบว่าโรคหัวใจกลับเป็นสาเหตุการตายอันดับ 1 ในผู้ป่วยเบาหวานระยะที่ 2 ซึ่งคิดเป็น 65% ของอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยโรคเบาหวานทั้งหมดที่เสียชีวิต

        
รู้ไว้ใช่ว่า : กองโภชนาการ กรมอนามัยได้มีการแนะนำปริมาณน้ำตาลที่เหมาะสมต่อวันดังนี้

         
เด็กอายุ 6-13 ปี ควรบริโภคน้ำตาลไม่เกิน 4 ช้อนชา
         
วัยรุ่นหญิง-ชาย 14-25 ปี ควรบริโภคน้ำตาลไม่เกิน 6 ช้อนชา
         
ผู้ชายวัยทำงาน 25-60 ปี ควรบริโภคน้ำตาลไม่เกิน 6 ช้อนชา
         
ผู้หญิงวัยทำงาน 25 - 60 ปี ควรบริโภคน้ำตาลไม่เกิน 4 ช้อนชา
         
ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ควรบริโภคน้ำตาลไม่เกิน 4 ช้อนชา
         
คนที่ใช้พลังงานมาก อย่างเช่น เกษตรกร ผู้ใช้แรงงาน นักกีฬา ควรบริโภคน้ำตาลไม่เกิน 8 ช้อนชา


การไหลเวียนของเลือดปั่นป่วน

          การบริโภคน้ำตาลที่มากจนเกินไป จะทำให้อินซูลินในร่างกายผลิตออกมามากเกินไปจนตกค้างอยู่ในกระแสเลือด ซึ่งมีผลต่อระบบการไหลเวียนเลือด ซึ่งถ้าหากเป็นเรื้อรังก็จะส่งผลให้เซลล์กล้ามเนื้อเรียบบริเวณรอบ ๆ หลอดเลือดเจริญเร็วขึ้นกว่าปกติ และทำให้การไหลเวียนของเลือดเกิดการปั่นป่วนจนเป็นสาเหตุของโรคความดันโลหิตสูงรวมทั้งความเสี่ยงโรคหลอดเลือดต่าง ๆ ก็จะเพิ่มขึ้นอีกด้วย

         
 รู้ไว้ใช่ว่า : หลีกเลี่ยงการบริโภคธัญพืชและแป้งที่ผ่านการขัดสีจนขาว เพราะแป้งขาวเป็นสาเหตุทำให้เกิดความแปรปรวนของระดับกลูโคสในเลือด เปลี่ยนมารับประทานอาหารที่ใช้ส่วนประกอบของธัญพืชและแป้งที่ไม่ผ่านการขัดสีจะดีกว่าค่ะ


เพิ่มระดับคอเลสเตอรอลที่ไม่ดี

          การศึกษาที่ถูกตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ the American of Medical Association พบว่า น้ำตาลและระดับคอเลสเตอรอลมีความเชื่อมโยงกัน โดยผู้ที่บริโภคน้ำตาลมากจะมีระดับคอเลสเตอรอลที่ไม่ดีและไขมันอันตรายอย่างไตรกลีเซอไรด์ในระดับที่สูงกว่าคนที่ทานน้ำตาลน้อย แต่กลับมีคอเลสเตอรอลชนิดดีในปริมาณที่ต่ำ นั่นก็เพราะน้ำตาลเป็นตัวกระตุ้นให้ตับผลิตคอเลสเตอรอลชนิดที่ไม่ดีมากขึ้น และยังไปยับยั้งความสามารถในการกำจัดคอเลสเตอรอลชนิดนี้ออกจากร่างกายอีกด้วย

        
รู้ไว้ใช่ว่า : การทานอาหารเช้าจะช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือด หากคุณพลาดมื้อเช้าไป จะทำให้คุณมีโอกาสมากถึง 4.5 เท่าที่จะเป็นโรคอ้วน โดยมีการศึกษาพบว่าผู้หญิงที่รับประทานอาหารเช้าที่อุดมไปด้วยโปรตีนจะสามารถลดปริมาณแคลอรี่ที่กินในช่วงกลางวันได้
 
เป็นสาเหตุของการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 3

          Suzanne de la Monte นักประสาทวิทยา แห่งมหาวิทยาลัยบราวน์ ได้ค้นพบ โรคเบาหวานชนิดที่ 3 เป็นครั้งแรกหลังจากได้วิจัยพบความเชื่อมโยงระหว่างภาวะดื้อต่ออินซูลินกับอาหารที่มีไขมันสูงและโรคอัลไซเมอร์ ซึ่งการศึกษาได้เปิดเผยให้เห็นว่า โรคอัลไซเมอร์คือโรคที่เกี่ยวกับเมตาบอลิกชนิดหนึ่งที่ทำให้ความสามารถในการ ดึงกลูโคสมาใช้และผลิตพลังงานให้แก่สมองเกิดความเสียหายจนคล้ายกับการเป็นโรคเบาหวานขึ้นสมองนั่นเอง

        
รู้ไว้ใช่ว่า : เพื่อหลีกเลี่ยงการเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 3 ควรอ่านฉลากอาหารและเครื่องดื่มให้ถี่ถ้วน และควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีน้ำตาลและไขมันสูง
 

ทำให้เกิดการเสพติด

          น้ำตาลเปรียบเสมือนยาเสพติดที่มีรสหวาน ซึ่งน้ำตาลเมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วจะให้สมองหลั่งสารความสุข ที่เรียกว่าโอปิออยด์ (Opioid) และ โดพามีน (Dopamine) ออกมา ซึ่งเป็นสารที่จะมีในยาเสพติดทั่วไป โดยมีการทดลองกับหนูพบว่า หนูที่เสพติดน้ำตาลเมื่อเกิดความอยากน้ำตาลจะมีอาการปากสั่น ตัวสั่น วิตกกังวล เหมือนกับเวลาที่ต้องการยาเสพติด

        
รู้ไว้ใช่ว่า : วิธีการเลิกเสพติดน้ำตาลคือการเริ่มลดปริมาณการใส่น้ำตาลลงในอาหารทีละน้อย และเมื่อผ่านไป 1 สัปดาห์จะเริ่มเห็นผล โดยผู้ที่ติดน้ำตาลจะเริ่มเคยชินกับอาหารที่ไม่มีรสหวานไปเอง


ทำให้คุณกินไม่หยุด

          น้ำตาลทำให้คุณรู้สึกหิวได้ มีการวิจัยหนึ่งแสดงให้เห็นว่าการรับประทานน้ำตาลมากเกินไปจะทำให้คุณรู้สึกหิวมากขึ้นและไม่รู้สึกอิ่ม ซึ่งจะทำให้น้ำหนักขึ้นและเสี่ยงที่จะเป็นโรคเบาหวานประเภทที่ 2 และทำให้ฮอร์โมนเลปติน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่จะหลั่งออกมาเมื่อรู้สึกอิ่มลดน้อยลงอีกด้วย

        
รู้ไว้ใช่ว่า : ลดปริมาณน้ำตาลในอาหาร ของว่างและเครื่องดื่มลง และทดแทนด้วยอาหารชนิดอื่น ๆ ก็จะทำให้ความอยากอาหารของคุณลดน้อยลงได้ค่ะ
 
ทำให้คุณอยากกินของหวานมากขึ้น

          การที่คุณหยิบของหวานขึ้นมารับประทานทุกครั้งที่รู้สึกอ่อนล้าเพราะคิดว่ามันช่วยเพิ่มพลังได้ นั่นเป็นวิธีที่ผิดมหันต์เลยค่ะ เพราะน้ำตาลนั้นจะสามารถทำให้มีแรงเพิ่มขึ้นได้เพียง 30 นาทีเท่านั้นและยังจะทำให้คุณรู้สึกต้องการน้ำตาลเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังมีการศึกษาพบว่าน้ำตาลยังทำให้เกิดการหลั่งของสารเซโรโทนินมาก ขึ้นซึ่งจะทำให้คุณรู้สึกง่วงนอนแทนที่จะมีแรงมากด้วยค่ะ
 
ทำให้อารมณ์แปรปรวน

          แม้ว่าการกินน้ำตาลจะทำให้รู้สึกดีขึ้น แต่เมื่อเวลาผ่านไปผลที่ตามมาก็ไม่ได้ดีอย่างที่คิดค่ะ เพราะมีการศึกษาที่ถูกตีพิมพ์ในวารสาร Public Health Journal ซึ่งติดตามผลจากคนกว่า 9,000 คน พบความเชื่อมโยงระหว่างภาวะซึมเศร้ากับการรับประทานน้ำตาลและอาหารฟาสต์ฟู้ดว่า ผู้ที่รับประทานอาหารขยะติดต่อกัน 6 ปี เกือบ 40% มีความเสี่ยงสูงมากที่จะเป็นโรคซึมเศร้า เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้รับประทานอาหารขยะซ้ำยังเกิดภาวะดื้ออินซูลินและสมองยังหลั่งสารโดปามีน (dopamine) ซึ่งเป็นสารความสุขน้อยลงอีกด้วย

        
รู้ไว้ใช่ว่า : การไดเอตน้ำตาลเป็นวิธีที่จะทำให้เราสามารถลดการบริโภคน้ำตาลลงได้ ไม่จำเป็นต้องตั้งเป้าหมายสูงถึงขนาดเลิกบริโภคน้ำตาลให้ได้ แต่แค่เพียงลดปริมาณน้ำตาลลงได้จนอยู่ในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อสุขภาพร่างกายและจิตใจที่ดีสืบไปในอนาคตค่ะ


ทำให้ผิวพรรณเหี่ยวย่น

          น้ำตาลเมื่อเข้าสู่กระแสเลือดแล้วก็จะไปเกาะหรือไปจับกับเส้นใยโปรตีนในร่างกาย แล้วเปลี่ยนเป็นโมเลกุลใหม่ที่ชื่อ AGEs (Advanced Glycation End-products) ซึ่งโมเลกุล AGEs นี้จะไปทำลายโปรตีนที่ชื่อว่าคอลลาเจนและอิลาสติกซึ่งเป็นโปรตีนที่ทำให้ ผิวกระชับและมีความยืดหยุ่น เมื่อโปรตีนเหล่านี้ถูกทำลายไปก็จะทำให้ผิวเหี่ยวย่นและหย่อนคล้อยก่อนวัยค่ะ

        
รู้ไว้ใช่ว่า : ระวังน้ำตาลจากธรรมชาติให้ดี ๆ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่โฆษณาว่ามีปริมาณน้ำตาลน้อย หรือใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาล หากต้องการลดน้ำตาลลงละก็ ควรเปลี่ยนมาใช้น้ำผึ้งในปริมาณที่เล็กน้อยแทนการใส่น้ำตาลลงในอาหารหรือเครื่องดื่มค่ะ
 

          อันตรายจากน้ำตาล นอกจากจะเป็นสาเหตุของโรคหลายชนิดแล้ว ยังมีส่วนทำให้พฤติกรรมเปลี่ยนไปได้อย่างร้ายแรงอีกด้วย ดังนั้นเพื่อสุขภาพที่ดีทั้งทางร่างกายและจิตใจก็ควรจะลดการบริโภคน้ำตาลลงนะคะ รสชาติหวานแม้จะอร่อย แต่สุขภาพก็สำคัญกว่า เอาล่ะ อ่านจบแล้ว ถ้าจะรับประทานของหวานครั้งต่อไป อย่าลืมนึกถึงผลเสียที่อ่านในครั้งนี้กันนะคะ



เครดิตภาพ  https://www.pinterest.com/flowerandflour/decorated-sugar-cookies/

Wednesday, September 17, 2014

ประโยชน์ของการผ่อนคลาย สิ่งดี ๆ ต่อสุขภาพที่ไม่ควรมองข้าม




         ประโยชน์ของการผ่อนคลาย ที่ไม่เพียงแค่ช่วยทำให้ความเครียดลดลงได้ แต่ยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพอีกมากมายที่ไม่ควรมองข้าม

          การผ่อนคลายเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในการลดความเครียด ซึ่งแต่ละคนก็มีวิธีแตกต่างกันไป บางคนอาจจะผ่อนคลายด้วยการฟังเพลงเบา ๆ หรือเอนหลังบนโซฟานุ่ม ๆ พักสายตาสักครู่ ก็เป็นวิธีการผ่อนคลายที่ดี แต่ไม่ว่าจะผ่อนคลายด้วยวิธีไหนก็มีประโยชน์ทั้งนั้นค่ะ แถมประโยชน์ของมันยังมีมากมายจนคาดไม่ถึงเชียวละ อย่างที่เว็บไซต์ huffingtonpost.com ได้ยกตัวอย่างมาให้ได้รับทราบกัน อย่ารอช้ารีบไปดูกันเลยดีกว่าค่ะ
 

 1. ช่วยป้องกันหัวใจ

          หลายคนคงจะเคยได้ยินว่าความเครียดสามารถเพิ่มความเสี่ยงของโรคความดันโลหิตสูง หัวใจวาย และปัญหาหัวใจอื่น ๆ ได้ และถึงแม้ว่านักวิจัยจะไม่สามารถสรุปถึงสาเหตุได้ แต่ก็มีการศึกษาที่แสดงให้เห็นว่าความเครียดนั้นทำให้เกิดความ เสี่ยงมากพอ ๆ กับปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ที่อาจทำให้เกิดโรคร้ายแรงต่าง ๆ ได้ อย่างเช่น การรับประทานอาหารที่ไม่ดี หรือแม้แต่การขาดออกกำลังกาย

          ความเครียดที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน หรืออาการช็อกอย่างเช่นการเลิกรา หรือการถูกรางวัลลอตเตอรี่ ก็สามารถทำให้อะดรีนาลีน  (Adrenaline) ไหลเวียนอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะทำให้หัวใจไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ จนอาจเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว หรือมีอาการหัวใจวาย นอกจากนี้ในกรณีที่เกิดการเลิกรากะทันหันหรือการเสียชีวิตของคนรักก็อาจจะทำให้เกิดอาการที่รู้จักกันในชื่อว่าอาการหัวใจสลายได้ค่ะ

2. ช่วยไม่ให้เป็นหวัด

          Sheldon Cohen ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน ได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับความเครียดตั้งแต่ปี ค.ศ. 1990 (พ.ศ. 2533) พบว่าคนที่มีความเครียดสะสมตั้งแต่ 1 เดือน แต่ไม่เกิน 6 เดือน มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคไข้หวัดได้ง่ายกว่าคนทั่วไปถึง 2 เท่า ซึ่ง Dr. Cohen ก็ได้ทำการศึกษาต่อถึงสาเหตุความเป็นไปได้ ซึ่งผลที่ได้แสดงให้เห็นว่าเมื่อคนเราเกิดความเครียด ความเครียดจะไปขัดขวางความสามารถในการต่อสู้กับการอักเสบในร่างกาย ทำให้เซลล์ที่ป้องกันการอักเสบทำงานได้น้อยลง

 3. บำรุงความจำ

          มีการศึกษากับหนูพบว่าความเครียดที่เรื้อรังสามารถทำให้สมองส่วนพรีฟรอนทัล คอร์เท็กซ์ (prefrontal cortex) เกิดความบกพร่อง ซึ่งสมองส่วนนี้เป็นส่วนกลีบหน้าผากทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับการคิด การวิเคราะห์ และพฤติกรรมต่าง ๆ 

          นอกจากนี้การศึกษาก่อนหน้านี้ยังแสดงให้เห็นอีกว่าความเครียดที่เกิดขึ้นกะทันหันในช่วงสั้น ๆ จะทำให้เกิดความบกพร่องขึ้นที่สมองส่วนกลางในส่วนที่ควบคุมความจำและการเรียนรู้ และยังมีการศึกษาอีกไม่น้อยที่แสดงให้เห็นว่าความเครียดมีส่วนในการเพิ่มปริมาณโปรตีนบางชนิดในสมองซึ่งเชื่อมโยงกับโรคอัลไซเมอร์อีกด้วย

 4. ลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง

          การศึกษาในมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์เมื่อปี 2007 พบว่าผู้ที่สามารถรับมือกับความเครียดได้ดีมีความเสี่ยงในการเป็นโรคหลอดเลือดสมองต่ำกว่าผู้ที่อยู่ในภาวะเครียด นั่นอาจจะเป็นเพราะผู้ที่สามารถจัดการความเครียดได้ดีจะดูแลสุขภาพมากกว่าผู้ที่มีความเครียดนั่นเอง ส่วนการศึกษาในปี 2011 เกี่ยวกับผลกระทบของความเครียดที่มาจากการทำงานก็ได้แสดงให้เห็นว่าผู้ที่มีฐานะดีไปจนถึงดีมาก จะเกิดความเครียดจนกลายเป็นสาเหตุของโรคหลอดเลือดสมองได้ถึง 10%

 5. ช่วยให้คุณปลอดภัยจากโรคซึมเศร้า

          การศึกษาหนึ่งได้แสดงให้เห็นว่าความเครียดที่เรื้อรังสามารถทำลายเซลล์สมองได้แถมยังไปขัดขวางการสร้างเซลล์สมองใหม่ภายในฮิปโปแคมปัส (hippocampus) ซึ่งเป็นสมองส่วนที่ตอบสนองต่อความเครียดอีกด้วย และในการศึกษากับหนูในปี 2011 ได้แสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ในการเกิดโรคซึมเศร้า โดยหนูที่พบกับสถานการณ์ที่ตึงเครียดจะไม่อยากกินอาหารและยอมแพ้ในการว่ายน้ำและมีความพึงพอใจน้อยลง ซึ่งอาการเหล่านี้ใกล้เคียงกับอาการของโรคซึมเศร้าของมนุษย์  

 6. เพิ่มความสามารถในการตัดสินใจ

          ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกถ้าหากคนที่ตกอยู่ในภาวะความเครียดจะคิดอะไรไม่ค่อยออก ซึ่งในการศึกษาปี 2012 พบว่าความเครียดมีผลกระทบต่อการตัดสินใจโดยเฉพาะการตัดสินใจที่สำคัญและอยู่ภายใต้ความกดดัน แต่ถ้าเราขจัดความเครียดออกไปได้ เราจะกล้าตัดสินใจได้ดีขึ้นกว่าการตัดสินใจขณะที่เครียด นี่อาจช่วยอธิบายได้ว่าทำไมคนที่เผชิญกับความเครียดถึงนิยมดื่มเหล้า นั่นก็เป็นเพราะว่าเขาต้องการที่ความกล้าหาญในการตัดสินใจมากขึ้นนั่นเอง

7. ผอมลงได้ด้วย

          เชื่อว่าหลายคนเวลาที่เครียดก็คงไปหาของหวาน ๆ หรืออาหารที่อุดมไปด้วยไขมันรับประทานกันใช่ไหมคะ เพราะคิดว่ามันสามารถช่วยลดความเครียดได้ นั่นก็เป็นเพราะว่าฮอร์โมนคอร์ติซอลซึงเป็นฮอร์โมนความเครียดได้เพิ่มขึ้นและไปทำให้เกิดความอยากอาหารประเภทอาหารขยะมากขึ้น แต่ถ้าเราหาวิธีการผ่อนคลายสักหน่อย (ด้วยวิธีอื่นที่ไม่ใช่การกินนะจ๊ะ) จะทำให้ลดความอยากอาหารลงได้ค่ะ

 8. กำราบปัญหาสิว

          สงสัยไหมว่าเวลาเข้าใกล้สถานการณ์สำคัญ ๆ ทีไร เช่น วันที่ต้องนำเสนองานต่อหน้าผู้บริหาร หรือใกล้วันสอบ จะต้องมีสิวเจ้ากรรมผุดขึ้นมาบนใบหน้าให้ปวดใจทุกที นั่นก็เป็นเพราะว่าความเครียดทำให้หน้าของเรามันขึ้นและความมันเหล่านี้นี่ละค่ะที่ทำให้เกิดสิวได้ หรือแม้แต่โรคสะเก็ดเงินก็มีสาเหตุที่เกี่ยวข้องกับความเครียดเช่นกัน ซึ่งการศึกษาในปี 1998 พบว่าปัญหาสุขภาพผิวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากความเครียดจะลดลงอย่างรวดเร็วในกลุ่มคนที่มีการฝึกสมาธิ แบบนี้ถ้าอยากหน้าเนียนใสไร้สิว ก็ต้องฝึกสมาธิกันหน่อยแล้วเนอะ

9. ช่วยเสริมสร้างอารมณ์ความใคร่

          หนึ่งในสาเหตุใหญ่ที่ทำให้ผู้หญิงจำนวนไม่น้อยสูญเสียความรู้สึกรักใคร่ไปก็คือความเครียดนี่เอง ซึ่งที่จริงแล้วในการศึกษาของนักวิจัยจากสถาบัน Kinsey พบว่าความเครียดทำให้อารมณ์ความใคร่ในเพศชายลดลงถึง 30% (ถึงแม้ว่าอีก 21% จะบอกว่าทำให้อารมณ์ทางเพศเพิ่มขึ้นก็ตาม) 

          โดย Alice Domar ผู้อำนวยการศูนย์สุขภาพร่างกายและจิตใจของผู้หญิงแห่งคลีนิก Boston IVF ได้เปิดเผยว่าผู้ชายจะคิดว่าเซ็กส์คือตัวช่วยบำบัดความเครียด แต่สำหรับผู้หญิงนั้นมันก็เป็นแค่เพียงความต้องการเท่านั้นเอง ดังนั้นถ้าหากอยากให้ชีวิตรักหวานดังเดิมละก็ หาเวลาผ่อนคลายบ้างก็ดีนะคะ

 10. ชะลอโรคมะเร็งเต้านม

          การศึกษาในปี 2003 พบว่าความเครียดอาจทำให้ผู้หญิงมีความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งเต้านมมากขึ้นเป็นสองเท่าจากปกติ และการพักผ่อนไม่เพียงแต่จะช่วยชะลอการลุกลามของโรคมะเร็งในเต้านมได้ แต่ยังช่วยเร่งการฟื้นตัวอีกด้วย ถ้าหากคุณยังมีสุขภาพที่ดีอยู่ก็ควรที่จะผ่อนคลายให้มากจะทำให้ห่างไกลจากมะเร็งได้ค่ะ 

          นอกจากประโยชน์ที่ได้บอกไปข้างต้นแล้ว ยังมีประโยชน์อีกมากมายที่จะได้รับจากการผ่อนคลายความเครียด ไม่ว่าจะเป็นประสิทธิภาพการทำงานที่ดีขึ้น หรือสุขภาพจิตที่ดี และสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงอีกด้วย ดังนั้นถ้าหากการทำงานหรือการเรียนทำให้คุณกำลังรู้สึกเคร่งเครียด ลองหยุดพักสักครู่แล้วผ่อนคลายดูนะคะ รับรองว่าความเครียดจะหมดไปอย่างแน่นอนเลยจ้า