Thursday, September 4, 2014

วิธีไล่แมลงวันสารพัดสูตร ให้หมดไปจากบ้าน




          วิธีไล่แมลงวัน สำหรับคนที่กำลังถูกรบกวนจากแมลงหัวเขียว และอยากกำจัดแมลงวันให้ออกไปพ้น ๆ จากบ้านสักที วันนี้เรามีวิธีไล่แมลงวันมาบอก

           เคยเป็นไหมคะ ถึงแม้จะทำความสะอาดบ้านจนเอี่ยมอ่องเท่าไร แต่ก็ยังเผลอมีแมลงวันตัวจ้อยบินวนเวียนเข้ามาส่งเสียงคำรามเบา ๆ ให้รำคาญใจทุกที แถมยังไล่แล้วไล่อีกก็ไม่ยอมบินออกจากบ้านไปง่าย ๆ วันนี้กระปุกดอทคอมจึงขอรวบรวม วิธีไล่แมลงวัน มาช่วยแก้ปัญหาให้คนที่กำลังหนักใจกับฝูงแมลงวันในบ้านอยู่ ลองไปดูวิธีกันเลยจ้า

วิธีไล่แมลงวัน

1. น้ำยาล้างจานผสมน้ำ

           เป็นวิธีบ้าน ๆ ที่ไม่ต้องหาซื้ออุปกรณ์จากไหน เพียงแค่นำน้ำยาล้างจานมาผสมกับน้ำเปล่าในปริมาณเท่า ๆ กัน อัตราส่วน 1 : 1 จากนั้นก็นำส่วนผสมที่ได้ไปใส่ลงในกระบอกฉีดน้ำ แล้วนำไปพ่นใส่แมลงวัน จะทำให้แมลงวันหายใจไม่ออก หากไม่อยากให้ถึงตายก็พ่นแค่ละอองเบา ๆ โดยเว้นระยะห่างให้เยอะหน่อย แมลงวันก็คงเข็ดจนหนีหัวซุกหัวซุนแล้วล่ะ

2. พริกไทยป่นผสมน้ำตาลปี๊บ

           อีกหนึ่งอุปกรณ์ไล่แมลงวันที่มีอยู่ในครัว คือพริกไทยป่นและน้ำตาลปี๊บ โดยให้นำมาผสมกันให้เป็นเนื้อเหนียว ๆ แล้วนำไปป้ายลงบนกระดาษหนังสือพิมพ์เก่าเพื่อวางล่อแมลงวัน จากนั้นเมื่อแมลงวันบินมาตอมพิษเผ็ดร้อนของพริกไทยก็จะทำให้แมลงวันสิ้นใจทันที

3. น้ำเชื่อมผสมพริกไทย

           วิธีที่ยากขึ้นมาอีกหน่อย คือการมองหาน้ำเชื่อมเข้มข้นที่มีความเหนียวหนืด นำมาผสมกับพริกไทย จากนั้นใส่ภาชนะแล้วนำไปตั้งไว้ในบริเวณที่แมลงวันชุม เมื่อแมลงวันบินเข้ามาตอมก็จะติดกับดักน้ำเชื่อมเหนียวหนืด และบินหนีไปไหนไม่ได้อีก

4. ยางพาราสดผสมน้ำมันพืช

           ทำกาวดักแมลงวันแบบง่าย ๆ ด้วยการใช้ยางพาราสดมาผสมเข้ากับน้ำมันพืช ให้มีความลื่นและเหนียว จากนั้นใส่ภาชนะหรือป้ายลงบนกระดาษ อาจจะวางเหยื่อล่อนิดหน่อย เช่น อาหารบูด เมื่อแมลงวันมาตอมก็จะติดกับดัก

5. น้ำส้มสายชูผสมน้ำ

           ใช้ประโยชน์จากน้ำส้มสายชูที่มีอยู่ในบ้านด้วยการนำมาผสมเข้ากับน้ำ โดยเน้นความเข้มข้นของน้ำส้มสายชูมากกว่า จากนั้นนำใส่กระบอกฉีดหรือชุบผ้า แล้วนำไปพ่นหรือทาบริเวณมุ้งลวด และจุดที่มีแมลงวันชุม กลิ่นฉุน ๆ ของน้ำส้มสายชูจะทำให้แมลงวันหลีกเลี่ยงและบินหนีไปที่อื่น

6. กระเทียมต้มน้ำเดือด

           ปอกกระเทียมแล้วนำไปใส่หม้อต้มน้ำให้เดือด จากนั้นนำกิ่งไม้เล็ก ๆ มาแช่ลงไปในน้ำกระเทียมที่ต้มเดือดแล้ว แช่ทิ้งไว้จนแน่ใจว่ากลิ่นจะติดกิ่งไม้ได้นาน แล้วก็นำขึ้นไปปักไล่แมลงวันในจุดที่ชุกชุม กลิ่นฉุนของกระเทียมจะทำให้แมลงวันไม่อยากเข้าใกล้

7. รวมมิตรผักกลิ่นฉุน

           ระดมนำเอาผักสดกลิ่นฉุน เช่น ต้นหอม กระเทียม หอมแดง หอมใหญ่ หั่นให้กลิ่นออกแล้วนำไปวางไว้ตามหน้าต่าง หรือโซนที่คิดว่าแมลงวันชอบมาป้วนเปี้ยน กลิ่นฉุนตามธรรมชาติที่ถูกผนึกกำลังกันของผักสด จะทำให้แมลงวันเหม็นจนไม่อยากผ่านเลย

8. เผาเปลือกส้มตากแห้ง

           เปลือกส้มแห้งสามารถใช้เป็นอุปกรณ์ไล่แมลงวันได้ เพียงแค่นำมาเผาให้เกิดควัน เพื่อให้แมลงวันบินหนีไป และนอกจากจะช่วยไล่แมลงวันได้แล้ว กลิ่นไม่พึงประสงค์ในบ้านยังถูกกำจัดออกไปได้ด้วย

9. ตะไคร้หอม


           เรามักจะคุ้นเคยกับสรรพคุณไล่ยุงของตะไคร้หอม แต่จริง ๆ แล้วตะไคร้หอมก็สามารถนำมาไล่แมลงวันได้ไม่ต่างกัน เพียงแค่จุดเตาดินเผาเหมือนที่ใช้ในสปา จากนั้นก็นำตะไคร้หอมใส่ลงไปเผาให้เกิดควัน กลิ่นหอมปนฉุนของตะไคร้หอม จะช่วยไล่แมลงวันและกำจัดยุงได้ในคราวเดียวกันเลย

10. น้ำหมักเหล้าขาว

           สูตรนี้เป็นสูตรจัดหนักที่จะใช้ปราบแมลงวันให้สิ้นซาก ด้วยการนำ เหล้าขาว 40 ดีกรี 1 ขวด, น้ำส้มสายชู 2 ขวด, กากน้ำตาล 1 ลิตร, น้ำเปล่า 6 ลิตร และ EM สูตรขยาย 1 ลิตร นำมาผสมให้เข้ากันแล้วหมักไว้ 21 วัน

           เมื่อถึงเวลาให้นำมาใช้ครั้งละ 15 ซีซี ผสมกับน้ำอีก 1 ลิตร หรือลองปรับให้น้อยลงในกรณีที่ใช้น้อย จากนั้นให้นำไปฉีดพ่นแหล่งกำเนิดแมลงวัน จะทำให้ไข่ฝ่อจนหมด นอกจากนี้น้ำหมักที่เหลือยังสามารถนำไปฉีดพ่นต้นไม้ในสวนให้งามไม่มีแมลงรบกวนได้อีกด้วย


           ได้รู้จักกับวิธีไล่แมลงวันพร้อมสูตรต่าง ๆ เหล่านี้ หวังว่าจะช่วยให้แมลงวันที่คอยกวนใจหมดไปจากบ้านของคุณสักทีนะคะ

ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

Wednesday, September 3, 2014

เครียดจัดเสี่ยงหัวใจเต้นผิดปกติ




หัวใจเต้นผิดปกติไม่ใช่เรื่องไกลตัว คนชอบเครียดมาก ๆ นี่ล่ะกลุ่มเสี่ยงเลย

          เคยรู้สึกไหมว่า อยู่ดี ๆ ใจมันสั่น ๆ หวิว ๆ ยังไงก็ไม่รู้ แถมยังมีอาการจุกอกด้วยอีกต่างหาก (ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ตื่นเต้นหรืออยู่ต่อหน้าหนุ่ม ๆ ที่แอบกรี๊ด) ไม่แน่นะว่า นี่อาจจะเป็นสัญญาณเตือนว่าหัวใจคุณกำลังเต้นผิดปกติอยู่ก็ได้ หลายคนอาจจะคิดว่ามันเป็นเรื่องไกลตัว แต่ขอบอกว่าอาการของมันร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้เลยล่ะ แถมยังสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเพศ ทุกวัย และคนที่เป็นก็ยังไม่รู้ตัวอีกด้วย ทีนี้พร้อมหรือยังที่จะมาทำความรู้จักกับเจ้าโรคนี้กัน

อย่างไหนเรียก "หัวใจเต้นผิดปกติ"

          โดยปกติ หัวใจของคนเราจะเต้นอยู่ที่ประมาณ 60-80 ครั้ง/นาที แต่ถ้าหากเป็นโรคหัวใจเต้นผิดปกติ หัวใจจะเต้นช้าและเร็วเกินไป คือ น้อยกว่า 60 ครั้ง/นาที และมากกว่า 100 ครั้ง/นาที ซึ่งจะพบในหญิงมากกว่าชาย และทุก ๆ ช่วงอายุคน

หัวใจเต้นผิดปกติมีกี่ชนิด

          หัวใจเต้นผิดปกติมีไม่ต่ำกว่า 10 ชนิด แต่ละชนิดก็มีกลไกการเกิด สาเหตุการเกิด อาการ วิธีการรักษา รวมถึงการพยากรณ์โรคแตกต่างกันออกไป โดยทั่วไปจะแบ่งชนิดของหัวใจเต้นผิดปกติออกเป็น 3 ชนิด คือ

          1. หัวใจเต้นช้าเกินไป คือเต้นน้อยกว่า 60 ครั้ง/นาที ร่างกายจะรับเลือดเข้าไปไม่เพียงพอ

          2. หัวใจเต้นเร็ว แต่ไม่รุนแรงมาก คือเต้นมากกว่า 100 ครั้ง/นาที และอาจถึง 210 ครั้ง/นาที จะมีอาการใจสั่น เหนื่อย หัวใจเต้นเร็วและแรง

          3. หัวใจเต้นเร็ว และรุนแรงมาก คือเต้น 350 ครั้ง/นาที จะมีอาการหมดสติ หัวใจล้มเหลวและเสียชีวิตเฉียบพลัน

หัวใจเต้นผิดปกติ รักษาได้อย่างไร

          1. หัวใจเต้นช้าเกินไป จะรักษาโดยการใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจเข้าไป

          2. หัวใจเต้นเร็ว แต่ไม่รุนแรงมาก จะรักษาโดย

                - กินยาเบรก แต่จะไม่หายขาด ต้องกินยาเรื่อย ๆ

                - จี้ด้วยคลื่นวิทยุ จะมีโอกาสหายขาดได้ถึง 95% และมีโรคแทรกซ้อนน้อยมากไม่เกิน 1% จะใช้ในกรณีที่กินยาแล้วไม่ได้ผล, กินยาได้ผล แต่มีผลข้างเคียง, คนไข้อยู่ในกลุ่มเสี่ยง เช่น นักดำน้ำ นักปีนเขา หรือคนขับเครื่องบิน และในกรณีที่คนไข้ต้องการที่จะหายขาด

          3. หัวใจเต้นเร็ว และรุนแรงมาก จะใช้วิธีกระตุกหัวใจ คือฝังเครื่องกระตุกหัวใจเข้าไป


Did You Know?

          นวัตกรรมใหม่ในการรักษา

          ปัจจุบันคนที่ป่วยเป็นโรคหัวใจเต้นผิดปกติ คือ เต้นเร็วเกินไป แต่ไม่ซับซ้อนมากนัก แพทย์จะใช้เครื่องตรวจวิเคราะห์ระบบการนำไฟฟ้าหัวใจ (EP System) ซึ่งจะดูผลจากฟิล์มเอกซเรย์ แล้วจึงใช้วิธีจี้ด้วยคลื่นวิทยุ

          แต่สำหรับผู้ป่วยที่มีความผิดปกติซับซ้อนมากหรือมีจุดกำเนิดไฟฟ้าส่วนเกินมากกว่า 1 จุด แพทย์จะใช้เครื่อง Carto System ซึ่งจะสามารถสร้างภาพเป็นระบบสามมิติมาช่วยในการค้นหาตำแหน่งของการเกิดวงจร ไฟฟ้าภายในหัวใจผู้ป่วย ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยไม่ต้องเสี่ยงกับรังสีเอ็กซเรย์ในการรักษา และสามารถหาจุดกำเนิดไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพและแม่นยำ อีกทั้งยังสามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วย

          1 = ทุก ๆ 1 ชั่วโมง จะมีคนไทยเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจ 1 คน หรือเฉลี่ยวันละ 24 คน (ข้อมูล : กระทรวงสาธารณสุข)

          คนไหนชอบเครียด โปรดระวัง !

          คนที่ทำงานหนักและมีความเครียดสูง ๆ คือกลุ่มเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจเต้นผิดปกติมากที่สุด เพราะความเครียดจะไปกระตุ้นให้หัวใจเต้นผิดจังหวะได้ นอกจากนี้พฤติกรรมอื่น ๆ ที่ไม่เหมาะสม อย่างเช่นการสูบบุหรี่ ดื่มกาแฟ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ก็มีโอกาสกระตุ้นให้หัวใจเต้นผิดจังหวะได้ด้วย
 
โดย iD11
แหล่งที่มา  247 freemagazine, http://health.kapook.com/view96508.html
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

Tuesday, September 2, 2014

ไม่อยากแก่เร็ว ต้องนี่เลย ! 3 อ. ชะลอความแก่




       ความแก่ เป็นสิ่งที่สาว ๆ หวาดหวั่น ยิ่งเวลาผ่านไป ร่างกายก็จะหย่อนคล้อยมากขึ้น แล้วถ้าหากไม่ดูแลตัวเองให้ดีด้วยแล้วล่ะก็ บอกเลยว่าความแก่ก่อนวัยมาเยือนแน่ ๆ ค่ะ แต่ก็อย่าตกใจไปนะคะ สำหรับผู้หญิงบางคนที่ดูแลตัวเองอย่างถูกต้องแล้ว นอกจากจะไม่แก่ก่อนวัยแล้ว ยังเด็กกว่าวัยจริงอีกต่างหากค่ะ

         ก่อนอื่นต้องทราบก่อนว่า เราจะสามารถตรวจสอบอายุร่างกายได้ ซึ่งอายุร่างกายนั้นคือผลจากสภาวะองค์ประกอบของร่างกายและพฤติกรรมการกินอยู่ โดยค่าที่เหมาะสมควรน้อยกว่าหรือเท่ากับอายุจริง หากอายุร่างกายมากกว่าอายุจริงแสดงว่าระบบเผาผลาญของร่างกายเสื่อมสภาพและ เซลล์ต่าง ๆ แก่เกินวัย อันเป็นผลมาจากองค์ประกอบร่างกายและพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่เหมาะสม และอาจนำไปสู่ความเสี่ยงในการเกิดโรคชราต่าง ๆ เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคอัลไซเมอร์ได้ค่ะ
 
3 อ. ช่วยคุณได้

         คงจะมีใครเคยได้ยินเรื่อง 3 อ. กันมาบ้างแล้ว แต่ถ้าใครยังไม่ทราบ จะบอกให้ฟังอีกครั้งนะคะ สำหรับ 3 อ. นั้น ที่จะสามารถทำให้เรามีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ ปราศจากโรค และใช้ชีวิตอย่างมีความสุขสดชื่นตามวัยได้นั้นมีอะไรบ้าง

อาหาร

         "You are what you eat" เรากินอะไรก็มักได้อย่างนั้นคำนี้ยังใช้ได้อยู่เสมอนะคะ เพราะเรื่องอาหารการกินเป็นจุดเริ่มต้นของการดูแลสุขภาพที่เราควรให้ความสนใจเป็นอันดับแรก หันมาใส่ใจจริงจังในเรื่องการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ กินตามหลักโภชนาการ ไม่กินอาหารหมู่ใดหมู่หนึ่งมากเกินไป เพราะอาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้ ดังนั้น จึงควรกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ให้ได้สัดส่วนที่ถูกต้องเพื่อให้มีสุขภาพดี แข็งแรง ไม่มีโรค ควรเลือกกินคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนหรือธัญพืชขัดสีน้อย ข้าวกล้อง ซึ่งมีคุณค่าทางโภชนาการสูง ย่อยช้า ช่วยให้ร่างกายสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ นอกจากนั้น ยังมีใยอาหารสูงให้พลังงานต่ำไม่อ้วน ช่วยกระตุ้นการขับถ่ายได้ดี

 
         อีกอย่างก็คือ การลดหวาน มัน เค็ม 3 รสนี้มากเกินไปไม่ดี 3 รสนี้ทำให้ร่างกายแก่ก่อนวัย ซึ่งปริมาณที่เหมาะสมในแต่ละวัน คือ น้ำตาลและน้ำมันไม่ควรเกินวันละ 6 ช้อนชา ส่วนเกลือไม่เกินวันละ 1 ช้อนชา ที่สำคัญในการกินอาหารแปรรูปควรอ่านฉลากโภชนาการ เพื่อจะได้รู้ว่าแต่ละวันเรารับอะไรเข้าไปบ้าง โดยเฉพาะโซเดียม (เกลือ) ที่สูงเกินไปจากขนมซองกรุบกรอบทั้งหลาย

         นอกจากนั้นยังต้องลดขยะให้ร่างกาย ด้วยการกินใยอาหารและดื่มน้ำให้เพียงพอ ใยอาหารมีอยู่ในผักและผลไม้เป็นส่วนใหญ่ เพื่อสุขภาพที่ดีแนะนำให้ในแต่ละมื้ออาหารนั้นกินผัก 2 ทัพพี และผลไม้ 1 ส่วน หรือกินผักและผลไม้อย่างน้อยวันละ 5 ขีด

 
         อีกอย่างก็คือ น้ำ ซึ่งน้ำมีส่วนสำคัญในการขับถ่ายของเสียออกจากร่างกายในวันหนึ่ง ๆ ร่างกายคนเราจะต้องได้รับน้ำเข้าไปให้เพียงพอกับการสูญเสียน้ำออกไปทาง ปัสสาวะ อุจจาระ การหายใจและเหงื่อ แต่ละคนก็ต้องการน้ำในปริมาณที่แตกต่างกัน โดยทั่วไปควรดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว

 
         และควรเน้นสารต้านอนุมูลอิสระ เพราะอนุมูลอิสระเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดความเสื่อมของเซลล์ในร่างกาย สิ่งแวดล้อมก็เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดอนุมูลอิสระได้ เช่น มลพิษในอากาศ ความร้อนจากแสงแดด ฝุ่นละออง ควันพิษจากการสูบบุหรี่ ควันจากท่อไอเสียรถยนต์ ยาบางชนิด การกินอาหารที่มีไขมันสูงประเภทไขมันอิ่มตัว แม้ร่างกายจะมีกระบวนการต่อต้านอนุมูลอิสระตามธรรมชาติ แต่เมื่อคนเรามีอายุที่เพิ่มมากขึ้น ความสามารถในการสร้างสารต้านอนุมูลอิสระลดน้อยลง ดังนั้น เราสามารถเสริมได้โดยการกินอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระเป็นประจำ เช่น วิตามินซี วิตามินเอ เบตาแคโรทีน สังกะสี ซีลีเนียม พฤกษเคมี ซึ่งพบได้ในผักและผลไม้หลากสี ธัญพืชและถั่วต่าง ๆ ชา กาแฟ โกโก้ รวมถึงเครื่องเทศสมุนไพรไทย เช่น ขมิ้น ยี่หร่า ข่า กระชาย

 
ออกกำลังกาย

         การออกกำลังกาย ก็เป็นเรื่องสำคัญไม่ต่างกับอาหารเท่าไหร่ เพราะหากร่างกายรับสารอาหาร แต่ไม่ได้เผาผลาญพลังงานเหล่านั้นออกเลย น้ำหนักตัว ไขมันในร่างกายก็จะสะสม เพราะฉะนั้นการออกกำลังกายที่สม่ำเสมอ ก็จะส่งผลให้ร่างกายมีความแข็งแรง มีความสดชื่น กระฉับกระเฉง ซึ่งวิธีการออกกำลังกายนั้นทำได้หลายวิธีแตกต่างกันเช่น การวิ่ง การเดินเร็ว การทำโยคะ การเต้นแอโรบิค และที่สำคัญมาก ๆ คือ จะต้องดูตัวเราเองว่า อายุ สุขภาพ ของเราเหมาะกับการออกกำลังกายแบบไหนดีที่จะมีประโยชน์เหมาะกับร่างกายของเรามากที่สุด ไม่ใช่ว่าจะออกกำลังกายตามคนอื่น ๆ ที่ร่างกายเราก็ไม่สามาถรับมันได้นะคะ

         และสำหรับการออกกำลังกายที่ถูกต้องเหมาะสมนั้น จะต้องให้กล้ามเนื้อหลัก ๆ หรือกล้ามเนื้อชุดใหญ่ได้เคลื่อนไหวหรือที่เรามักจะพูดกันว่า ให้กล้ามเนื้อหลัก ๆ ได้ทำงาน เช่น กล้ามเนื้อที่ แขน ขา ท้อง คอ รวมทั้งปอดและหัวใจโดยระยะเวลาในการออกกำลังกาย จะออกกำลังกายนาน กี่นาที กี่ชั่วโมง ไม่ได้ระบุไว้ตายตัว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ อายุ สุขภาพ ความแข็งแรงของร่างกาย มีโรคประจำตัวอะไรบ้าง เช่น ความดันโลหิต โรคหัวใจ ฯลฯ แต่โดยทั่วไปควรออกกำลังกายนานประมาณ 30-60 นาทีต่อวัน สัปดาห์ละ 3-6 วัน โดยให้ร่างกายได้หยุดพักบ้างสักวันหนึ่ง

 
         นอกจากนั้นแล้ว การออกกำลังกายที่ถูกต้องนั้นควรสัมพันธ์กับการหายใจด้วย ซึ่งวิธีการหายใจที่ถูกต้อง คือเวลาหายใจเข้าพยายามหายใจเข้าทางจมูกเท่านั้น เพราะภายในจมูกมีเครื่องกรองอากาศ คือ ขนจมูก และมีเยื่อเมือก ๆ เหนียว ๆ ช่วยจับฝุ่นละอองในอากาศที่เข้ามาพร้อมลมหายใจเข้า ให้สูดลมหายใจเข้าในปอดให้มากที่สุดให้ปอดพองโต กลั้นหายใจไว้โดยนับ 1 ถึง 3 ช้า ๆ แล้วจึงค่อย ๆ หายใจออกทางปากให้มากที่สุดให้ปอดแฟบลง หรือท้องแฟบลง เพื่อให้คาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นของเสียจากเซลล์ออกมาให้มากที่สุด นั่นคือออกซิเจนจะเข้าไปในปอดเต็มที่ และคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาจากปอดเต็มที่ อีกอย่างคือจังหวะในการหายใจที่คงที่ เพื่อช่วยในการเผาผลาญพลังงานที่ดีขึ้นด้วยค่ะ ดังนั้นเราจึงต้องฝึกการหายใจให้ถูกต้องเพื่อสุขภาพของเราเองนะคะ

อารมณ์

         หลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่าอารมณ์เนี่ยแหล่ะ เป็นอีกหนี่งปัจจัยสำคัญในการเสริมสร้างสุขภาพและชะลอความแก่ให้เราได้ ความเครียดเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ในชีวิตของทุกคนซึ่งมีผลทำให้สภาพร่างกาย และจิตใจเสื่อมโทรม นอนไม่หลับ ฉะนั้นจึงควรเรียนรู้วิธีการขจัดความเครียด

         เพราะความเครียด จะส่งผลให้กล้ามเนื้อหดเกร็งตัว หัวใจเต้นเร็วและแรง เส้นเลือดที่มาเลี้ยงหัวใจตีบเล็กลง ส่งผลต่อเนื่องให้ความดันเลือดสูงขึ้น ปริมาณน้ำเลือดเพิ่มมากขึ้น ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น จึงทำให้เลือดข้นขึ้นและแข็งตัวเร็วกว่าปกติ ไม่เพียงเท่านี้ ลำไส้ส่วนต่าง ๆ และระบบภูมิคุ้มกันจะทำงานได้น้อยลง ส่งผลให้ความสามารถในการต่อสู้กับเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมต่าง ๆ ลดลงไปด้วย โดยผลที่เกิดขึ้นนี้ จะทำให้เรามีอาการปวดเมื่อยตามส่วนต่าง ๆ เช่น ปวดหัว ปวดหลัง เมื่อยล้า จากการที่กล้ามเนื้อหดเกร็งตัว ความดันโลหิตสูงขึ้น น้ำตาลในเลือดสูง อาหารไม่ย่อย ติดเชื้อง่าย เจ็บป่วยได้ง่าย ที่สำคัญคือความเครียดสัมพันธ์กับโรคต่าง ๆ แทบทุกโรค ทั้งเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจขาดเลือด แผลในกระเพาะอาหาร ฯลฯ

         ดังนั้นเมื่อรู้ตัวว่าเครียด ก็ต้องรู้จักผ่อนคลาย ถอยตัวเองออกจากปัญหาที่กำลังประสบอยู่ชั่วคราว มีทักษะผ่อนคลายเพื่อช่วยพักความคิดและร่างกาย เทคนิคง่าย ๆ อย่าง การออกกำลังกายเบา ๆ เช่น การเดินเร็ว การวิ่งเหยาะ การยืดเหยียดแนวโยคะ และการฝึกหายใจคลายเครียด เมื่อพักใจได้ดีพอควรแล้ว ก็ถึงเวลาที่จะหันกลับมาพิจารณาปัญหาที่ทำให้เครียด มีหลักคิดง่าย ๆ คือ มีอะไรที่เราทำได้บ้าง ให้วางแผนลงมือทำอย่างเป็นขั้นตอน และมีอะไรที่เราทำไม่ได้ ให้ฝึกใจยอมรับและแก้ที่ใจของเราหรือจะหากิจกรรมสร้างสรรค์ที่ชอบทำเพื่อผ่อนคลายความเครียด วิธีนี้ก็ใช้ได้ผลดีเช่นกัน เพราะไม่เพียงแต่ให้ความสุขกับเราเท่านั้น ยังมีผลช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินชีวิต เพิ่มพฤติกรรมสุขภาพที่ดีได้อีกด้วย ดังนั้นลดความเครียด และพยายามทำอารมณ์ให้สดใสมีความสุขในทุก ๆ วันนะคะ

แหล่งที่มา  Woman Plus, http://health.kapook.com/view95113.html
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

Monday, September 1, 2014

สมุนไพรช่วยย่อยอาหาร




        อาหาร ไทยได้ชื่อว่าอุดมด้วยสมุนไพรที่ดีต่อสุขภาพ แถมบ่อยครั้งที่ช่วยเยียวยาอาการต่าง ๆ ได้โดยไม่ต้องพึ่งพายา วันนี้มีสมุนไพรที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดี มาฝากคนที่มักจะมีอาการท้องอืดท้องเฟ้อ จุกเสียดแน่นเป็นประจำ

         
กระเทียม

          กระเทียม เป็นสมุนไพรที่ดีต่อสุขภาพหลายด้าน เมื่อรับประทานเข้าไป สารในกระเทียมจะช่วยเพิ่มน้ำย่อยและน้ำดี ช่วยในการย่อยอาหาร และยังแก้อาการปวดท้องเนื่องจากอาหารไม่ย่อย มีของฝากพิเศษสำหรับคนที่มีอาการจุกเสียดแน่น เนื่องจากอาหารไม่ย่อยอยู่บ่อย ๆ ให้นำกระเทียมปอกเปลือก นำเฉพาะเนื้อใน 5 กลีบ ซอยให้ละเอียด รับประทานกับน้ำหลังมื้ออาหาร อาการจะค่อยๆ หายไป

 
         
หอมเล็ก

          มี ฟลาโวนอยด์ (Flavonoid) ไกลโคไซด์ (Glycosides) เพคติน (Pectin) และกลูโคคินิน (Glucokinin) ช่วยย่อยอาหารและทำให้เจริญอาหาร หอมเล็กสามารถนำมาประกอบอาหารได้หลายชนิด โดยเฉพาะยำต่าง ๆ

 
         
พริกสด

          พริก ทุกชนิดไม่ว่าจะเผ็ดมากเผ็ดน้อย ก็ช่วยกระตุ้นการหลั่งของน้ำลายให้ออกมามาก ซึ่งเอนไซม์ในน้ำลายนี้จะช่วยย่อยสลายแป้งในปาก นอกจากนี้ยังพบว่าพริกขี้หนูรสเผ็ดร้อน ช่วยย่อย ช่วยเจริญอาหาร และขับลมได้ดี พริกอยู่ในสำรับไทยหลากหลายเมนู แต่อย่าเผลอกินเผ็ดจนท้องไส้ปั่นป่วนนะคะ

 
         
ข่า

          ข่า มีฤทธิ์ขับน้ำดี จึงช่วยย่อยอาหารเช่นกัน วิธีที่ดีที่ทำให้เรากินข่าได้อร่อยเหมือนผักอื่น ๆ ก็คือ เวลานำข่ามาใส่อาหารให้หั่นข่าเป็นชิ้นเล็ก ๆ

 
         
ตะไคร้

          ตะไคร้ มีสารช่วยในการขับน้ำดีมาช่วยย่อย ถ้าจะให้กินตะไคร้สด ๆ ก็คงไม่น่าอร่อยเท่าไหร่ แต่ถ้าเป็นน้ำพริกตะไคร้หรือชาตะไคร้ ก็อร่อยไม่เบา

 
         
ใบแมงลัก

          ใบแมงลักมีกลิ่นหอมเป็นลักษณะเฉพาะ หอมโล่งจมูก และน้ำมันหอมระเหยหอม ๆ นี้เองที่มีฤทธิ์ในการช่วยย่อยอาหาร คุยเรื่องใบแมงลักก็คิดถึงแกงเลียงทุกที

 
         
ใบกะเพรา

          มีฤทธิ์ขับน้ำดีออกมาช่วยย่อยอาหารที่เรากินเข้าไป

 
         
สมุนไพร ทั้ง 7 ชนิด นี้ หากเลือกกินอย่างเหมาะสม ก็จะไม่มีปัญหาเรื่องการย่อยมากวนใจ ทางที่ดี ปลูกไว้ในบ้านก็ได้ เพราะปลูกง่ายทุกชนิด

แหล่งที่มา  ชีวจิต, http://health.kapook.com/view4281.html